Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
1 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 

รอยพรางพิศวาส ตอนที่ ๓

 

 

รอยพรางพิศวาส ตอนที่ ๓

 

“ฮ้า!!!... ว่ายังไงนะยายพลอย!”
เสียงอุทานของคนตื่นตกใจดังลั่นสวนผักเล็กๆ เลยทีเดียวเมื่อได้ฟังเรื่องราวปัญหาของคนเป็น
น้องสาวจบแล้ว

“โธ่... พี่พรรณอย่าให้พลอยต้องเล่าย้ำเรื่องนี้บ่อยซิคะ บอกตรงๆ ว่าพลอยยังรับเรื่องบ้าๆ นี้
ไม่ได้นักหรอก พลอยว่ามันช่างน่าอายและน่าสังเวชใจเหลือเกินค่ะ” คนบอกเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
ในขณะที่คนเป็นพี่สาวก็กำลังพยายามตั้งสติและทำใจให้เป็นกลางที่สุดกับเรื่องนี้

“อันที่จริงแล้ว พี่ว่าการที่เขาเป็นเกย์มันก็ไม่ได้น่ารังเกียจอะไรนี่นา ดีเสียอีกที่เขากล้าที่จะมายอมรับ
กับเราตรงๆ น่ะ ดีกว่าปล่อยให้เลยเถิดแต่งงานกันไป แล้วมีปัญหาใหญ่ขึ้นมาทีหลัง อย่าไปโกรธเค้า
เลยน่า ร้อนใจตัวเราเองเปล่าๆ อโหสิกรรมให้เค้าไปเถอะ”

“แหม... พี่พรรณ พลอยไม่ได้รังเกียจที่เขาเป็นเกย์นะคะ เพราะเพื่อนพลอยที่เป็นแบบนี้ก็มีออก
ตั้งเยอะแยะ แต่พลอยโกรธเค้าที่เค้ามาหลอกคบกับพลอยอยู่ได้เป็นปีๆ มันเสียความรู้สึกมาก
นะคะพี่พรรณ” พลอยไพลินหันมาอีกครั้งด้วยสีหน้าเศร้าแววตาหม่นบ่งบอกว่าเธอยังสับสนและ
เสียความรู้สึกกับเรื่องนี้อยู่มากโข

“ก็คือที่โกรธเนี่ย เพราะว่าดูเขาไม่ออกมาเป็นปีๆ งั้นเหรอ ฮึฮึฮึ” เสียงหัวเราะในลำคอตรงท้ายประโยค
ของทำให้พลอยไพลินต้องค้อนขวับให้

“พี่พรรณอ่ะ” คนถูกจับผิดหยุดประโยคไว้ก่อนที่จะยอมรับแบบนั้น 

“มันก็... ก็จริงนะ แต่ใครจะไปรู้ล่ะคะว่ารูปร่างล่ำๆ แมนๆ สีผิวคล้ำๆ แบบนั้นจะกลายเป็นเกย์ไปได้
พี่พรรณรู้ไหมว่าหน้าตา ผิวพรรณ รูปร่างของเขาเนี่ยคือพระเอกนิยายในจินตนาการของพลอยชัดๆ
เลยนะคะ”

พรรณรำไพยิ้มกว้างขันกับประโยคบอกเล่าของน้องสาว

“พี่ว่า... บางทีพลอยก็ต้องพาตัวเองออกมาจากโลกแห่งจินตนาการบ้างนะ เพราะมันอาจจะทำให้
พลอยลืมไปได้ว่าความจริงบนโลกใบนี้มันไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปตามที่ใจเราคิดและอยากให้
เป็นเหมือนในนิยายที่เราเขียนหรอกนะ”

“แหม อันนั้นก็เกินไปค่ะพี่พรรณ คือจริงๆ เขาก็คือสเปกผู้ชายในฝันของพลอยด้วยต่างหาก”
เสียงอ่อยๆ เบาๆ บอกออกมา

“ก็นั่นไง พี่ถึงบอกว่าความฝันกับความจริงบางทีมันก็ไม่สามารถจับมารวมเป็นโลกเดียวกันได้หรอก” 
พรรณรำไพบอกแล้วหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ แปลงผัก เธอยื่นมือไปดึงถอนวัชพืชที่ขึ้นมาแทรก
ต้นคะน้าไปพร้อมๆ กับการให้คำแนะนำน้องสาว

“โลกใบนี้ แม้มันไม่ได้โหดร้ายจนอยู่ไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้สวยหรูจนเราจะต้องใช้ชีวิตแบบขาดความ
ระมัดระวังได้หรอกนะ คนที่โลกสวยเกินไปน่ะ มักจะเป็นเหยื่อของความโหดร้ายบนโลกใบนี้ได้ง่าย”

พลอยไพลินถึงกับต้องหันมาสบตากับเจ้าของคำแนะนำเชิงยอมรับกรายๆ ว่าเธอกำลังก้าวย่าง
เข้าสู่ดินแดนโลกสวยอย่างที่พี่สาวกล่าวจริงๆ เพราะตอนเริ่มต้นก่อนจะคบหาดูใจกับหนุ่มหล่อ
ราวเทพบุตรที่ท้ายสุดพลิกกลับมาเป็นเกย์ขั้นเทพ เธอมองเขาแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก
ที่สมบูรณ์แบบตรงกับภาพฝัน ภาพจินตนาการที่วาดไว้ จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วองค์ประกอบ
ของความรักที่คนสองคนจะมีให้กันได้ มันควรจะต้องมีมากกว่านั้น

“เอ่อ แล้ววันที่เขามาบอกความจริงกับพลอย เขาบอกด้วยไหมว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะเป็นแฟน
กับเราตั้งแต่แรกทั้งที่เขาก็รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร”

“ก็... บอกค่ะพี่พรรณ ก็...” พลอยไพลินมีท่าทีลังเลขึ้นมาอีกครั้ง

“ก็เพราะเหตุผลนี้ล่ะค่ะที่ทำให้พลอยไม่อยากยกโทษให้เค้าเลย เฮ้อ...” คนตั้งใจจะเล่าต่อ
ถอนหายใจคั่นเวลาเพื่อทำใจให้นิ่งมากขึ้นอีกก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งใกล้ๆ กับพี่สาวที่กำลัง
เอียงหน้าหันมามองเพื่อรอจะฟัง

“เขาบอกว่าตอนแรกเขามั่นใจว่าจะรักพลอยได้ เขาจึงเลือกพลอยให้มาสร้างมาเติบเต็มให้เขา
สามารถกลับมาเป็นผู้ชายที่ปกติได้ เพราะตัวเขาเองก็เกลียดตัวเองมากเหลือเกินที่ต้องเกิดมา
เป็นแบบนั้น เฮ้อ...” คนเล่าถอนหายใจยาวอีกครั้ง หากคราวนี้กลับมีร่อยรอยความสงสาร
ในตัวของคนที่ถูกกล่าวถึงปะปนอยู่ด้วย

“แต่สุดท้าย เขาก็ฝืนตัวเองไม่ได้ เขาไม่น่าทำแบบนั้นเลย เขาเห็นพลอยเป็นตัวอะไรคะ
พลอยไม่ได้มีเวลาว่างเป็นปีๆ เพื่อมาช่วยใครแก้ความเป็นเกย์หรอกนะคะพี่พรรณ
พลอยรักใครคบใคร พลอยก็อยากจะมีอนาคตกับใครคนนั้นนะคะ พลอยไม่ใช่เด็กๆ ที่จะต้อง
มาลองผิดลองถูกอยู่แบบนี้”

“แล้วพลอยถามตัวเองจนชัดเจนแล้วเหรอว่าพลอยรักเขาจริงๆ”

!!!... น่าแปลกที่คำถามซึ่งสวนกลับมาแบบทันควันนั้นต้องทำให้หัวใจของนักเขียนสาวถึงกับ
สะดุ้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะอะไรนะ เพราะอะไรเธอจึงลังเลสับสนที่จะตอบรับกลับไป
แบบมั่นใจที่สุด หรือเพราะว่าเธอเองก็ใช้เพียงเปลือกของหัวใจรักเปลือกนอกของคนคนนั้น
อยู่เช่นกัน

'รักซิ! เพราะถ้าไม่รัก ฉันจะรู้สึกแย่แบบนี้ทำไม???'  พลอยไพลินพยายามหาเหตุผลสนับสนุน
ความจริงในหัวใจที่จู่ๆ ก็พร่ามัวขึ้นมาซะอย่างนั้น หากพรรณรำไพก็ไม่ได้สนใจจะคาดคั้น
เอาคำตอบ เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าน้องสาวคงกำลังสับสนกับเรื่องราววุ่นวายแสนพิลึก
ของความรักครั้งนี้อยู่มาก

“อืม เอาเถอะๆ เอาเป็นว่าพี่เข้าใจความรู้สึกนะ ก็เอาเป็นว่าอะไรที่มันจบไปแล้วก็ปล่อยให้มันจบ
พักใจสักหน่อยก็แล้วกัน พร้อมแล้วก็มองไปข้างหน้าอย่าจมอยู่กับอะไรๆ ที่มันผ่านไปแล้วเลย”
คนเป็นพี่สาวตบเบาๆ ที่ไหล่ของน้องสาว หวังให้เธอได้คลายความรู้สึกท้อแท้ย่ำแย่ในใจลงบ้าง

“พี่ว่าเรากลับเข้าบ้านกันเถอะ พี่จะไปดูพี่นัดเสียหน่อย ดูอาการไม่ค่อยดีเลย ไม่รู้ว่าพอนอนพัก
แล้วจะดีขึ้นบ้างไหม” บอกแล้วพรรณรำไพก็หยัดตัวลุกขึ้น พลอยไพลินจึงลุกขึ้นตาม

“อ้อ พี่พรรณคะ คือพลอยว่าจะอยู่ที่นี่สักพักใหญ่ๆ เลยนะคะ กะว่าจะอยู่เขียนนิยายเรื่องใหม่
ให้จบเสียที่นี่เลย พี่พรรณคงไม่ว่าอะไรนะคะ” คนถามรู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าพรรณรำไพต้องเต็มใจ
อย่างที่สุด

“โธ่ ใครจะไปว่าอะไรยะแม่คุ้น... กลับดีใจเสียอีกซิ แต่อย่าลืมบอกกล่าวพ่อกับแม่ให้เข้าใจดีๆ
เสียก่อนล่ะ เดี๋ยวท่านจะเป็นห่วงเอาได้”

“เรื่องนั้นพี่พรรณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พลอยจัดการเรียบร้อยแล้ว ถ้ามาหาพี่พรรณ พ่อกับแม่
บอกว่าโนพลอบเพ็มอย่างเดียวค่ะ ฮึฮึฮึ” นักเขียนสาวยกมือสองข้างไขว้กันเป็นกากบาทตรง
ช่วงอกประกอบประโยคของตนทำให้คนเป็นพี่สาวอดที่จะหัวเราะในท่าทีล้นๆ ชวนขันนั้นไม่ได้

“แต่พลอยไม่อยู่ฟรีหรอกนะคะ พลอยจะเลี้ยงหลานให้ค่ะ พรุ่งนี้พี่พรรณไม่ต้องพายายหนูพรีม
ไปฝากที่เนิร์ซเซอรี่แล้วนะคะ พลอยจะช่วยดูแลให้เอง” พลอยไพลินรู้ดีว่าในช่วงที่หลานสาว
ปิดเทอม คนเป็นพ่อและแม่ที่มีทำงานประจำจะต้องพาเด็กหญิงพริมาไปฝากไว้ที่เนิร์ซเซอรี่
ในอำเภอ ซึ่งการที่เธออาสาดูแลให้ก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปด้วย

“อืม เอางั้นเหรอ” พรรณรำไพมีท่าทีครุ่นคิดเพียงครู่สั้นๆ

“พี่ว่าก็ดีนะ พลอยเองก็จะได้ไม่เหงา แต่พี่ฝากพลอยช่วยสอนการบ้านหลานด้วยนะ
ช่วงปิดเทอมคุณครูให้การบ้านกลับมาทำเพี๊ยบเลย”

“สบายมากค่ะ ยกให้เป็นหน้าที่ของครูพลอยเองค่ะ ฮึฮึฮึ” คนกล่าวทำทีเชิดหน้านิ่งให้น่า
เชื่อถือเยี่ยงคุณครู พรรณรำไพต้องฉีกยิ้มขันในความขี้เล่นของน้องสาวออกมาอีกครั้งหนึ่ง

“อ้อ พี่พรรณคะ อีกเรื่องค่ะ พลอยว่าช่วงเย็นจะขอยืมรถออกไปขับเที่ยวดูวิวสวยๆ แถวนี้
เสียหน่อยได้ไหมคะ เผื่อจะได้ไอเดียมาเขียนนิยายเรื่องใหม่ด้วย แล้วก็อาจจะเลยเข้าไป
ที่ร้านหนังสือในอำเภอเสียหน่อย อยากได้หนังสือเกี่ยวกับการปลูกต้นทานตะวันมาเป็น
ข้อมูลด้วยค่ะ”

“เอาซิ ตามสบายเลย ว่าแต่ว่า... จะทำงานเลยเหรอ พี่ว่าให้สภาพจิตใจดีกว่านี้ก่อนค่อยเริ่ม
ดีกว่าไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอพักไปพร้อมๆ กับเขียนนิยายดีกว่าค่ะ เพราะอีกสองเดือนก็จะต้องส่งต้นฉบับ
เรื่องใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มเขียนเลยค่ะ มัวแต่เสียเวลาเสียความรู้สึกกับเรื่องเกมแก้เกย์บ้าๆ
นั่นมานานแล้วค่ะ”

“อืม งั้นก็ตามใจ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” คนเป็นพี่สาวคิดว่าบางทีการที่พลอยไพลิน
ได้ทำงานที่ตัวเองชอบและถนัดอาจจะทำให้เธอลืมความทุกข์ได้เร็วขึ้นก็ได้

“อ้อ งั้นพี่ฝากพลอยไปที่ร้านเบเกอรี่ใกล้ๆ ร้านหนังสือให้ด้วยนะ แล้วสั่งเค้กวันเกิดให้สัก
สองปอนด์ซิ” พรรณรำไพนึกขึ้นได้ ในขณะที่อีกคนกลับเผยสีหน้าฉงนสงสัยต่อความ
ประสงค์นั้น

“นี่อย่าบอกนะว่าลืมไปแล้วว่าวันศุกร์นี้เป็นวันเกิดของยายหนูพรีมน่ะ”

พลอยไพลินต้องเบิกตากว้างเพราะตนเพิ่งจำมันได้จริงๆ

“ว๊าย... จริงซิคะ พลอยลืมไปเสียสนิทเลย ขอโทษจริงๆ ค่ะ พลอยนี่แย่จริงๆ ลืมวันเกิดหลานได้
ยังไงนะ”

“เอาเถอะๆ ถ้างั้นพี่ขอทำโทษคนขี้ลืมด้วยการให้ออกไปสั่งเค้กช็อกโกแลตอร่อยๆ ให้หลาน
ก็แล้วกันนะ บอกเค้าว่าบ่ายๆ วันศุกร์เราจะเข้าไปรับเอง”

“ได้ค่ะ งั้นพลอยยินยอมรับโทษทัณฑ์นั้นแต่โดยดีค่ะ เหอะๆๆ”

พรรณรำไพรู้สึกได้ว่ายิ้มกว้างของน้องสาวที่เผยออกมายังคงแบกรับความเจ็บช้ำของปัญหา
เอาไว้มากโข กระนั้นคนเป็นพี่สาวก็เชื่อว่าอีกไม่นาน บ้านไม้บนเนินเขาแห่งนี้พร้อมด้วยความรัก
อันอบอุ่นของทุกคนที่นี่จะทำให้หัวใจของพลอยไพลินสามารถกลับมาเบิกบานสดใสดั่งฟ้า
หลังฝนได้อีกครั้ง

********

ประตูห้องนอนถูกเปิดออกก่อนที่คนซึ่งกำลังกำลังตกอยู่ในสภาวะหวาดหวั่นและหวาดระแวง
กับปัญหาบางอย่างในอดีตจะก้าวเดินออกมาและมุ่งตรงไปยังห้องรับแขกซึ่งบุตรสาวตัวน้อย
กำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่ที่นั่น แววตาแน่นิ่งหากมีรอยหม่นกังวลใต้คิ้วเข้มทั้งสอง
ถูกทอดมองดูใบหน้าของเด็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ กับร่างน้อยๆ ของเธอ

“หนูพรีม พ่อรักหนูมากที่สุดนะคะ” อานัสก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเด็กหญิงพริมาอย่างนุ่มเบา

“พ่อจะไม่ยอมให้มีอะไรมาทำลายความรักที่พ่อมีให้หนูและแม่ของหนูเด็ดขาด” คนกล่าวเอื้อมมือ
ไปลูบเสยเส้นผมนุ่มดุจเส้นไหมบางๆ บนศีรษะของเด็กน้อยอย่างทะนุถนอมที่สุด ก่อนจะเหลือบ
หางตาด้วยท่าทีไม่มีความมั่นใจนักไปมองเจ้าของฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินเข้ามา ใช่สิ ในเมื่อตอนนี้
ภาวะผู้นำครอบครัวที่เคยมีอย่างเปี่ยมล้นมันได้ถูกเรื่องราวในอดีตตามมาหลอกหลอนและ
บั่นทอนจนแทบจะไม่มีเหลือหลอติดอยู่ให้รู้สึกภาคภูมิใจได้เลย

“พี่นัดดีขึ้นหรือยังคะ” คนที่เพิ่งหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เอ่ยถามสามีด้วยน้ำเสียงใส่ใจ

“ดีขึ้นแล้วจ๊ะพรรณ” คนตอบละมือจากศีรษะของบุตรสาวและพยายามเงยหน้าสู้สบตากับภรรยา
เพื่อทลายกำแพงแห่งความละอายใจที่มีอยู่ออกไปเสียทั้งที่รู้ว่ามันยากเหลือเกิน เรื่องราวที่เกิดขึ้น
ในอดีตมันก็ไม่ต่างอะไรกับรอยด่างดำที่เปรอะเปื้อนอยู่บนผ้าขาวและตัวเขาเองพยายามที่จะ
ซักล้างมันให้สะอาดหมดจดที่สุด แต่ก็ไม่เคยทำให้รอยมลทินนั้นลบเลือนออกไปได้เลย
อาจมีจางลงไปบ้าง ณ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผ่านมากับครอบครัวเล็กๆ ที่เขาพยายามสร้างขึ้น
แต่แล้วหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งจากไปเมื่อช่วงบ่ายต้นๆ ก็กำลังทำให้ผ้าผืนนี้กลับมีรอยด่างดำขึ้นมาอีกครั้ง

“พรรณขอโทษนะคะพี่นัด”

“ขอโทษ...” อานัสขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย

“ค่ะ ขอโทษ พรรณขอโทษที่วันนี้พรรณดูแลลูกไม่ดีและเกือบทำให้ลูกต้องได้รับอันตราย
อย่างร้ายแรง” น้ำเสียงเศร้าบอกออกมา อาจเป็นเพราะการที่ได้เห็นสามีนั่งจ้องมองบุตรสาว
ที่กำลังหลับพริ้มอยู่ด้วยแววตาหม่นหมองนั่นเอง จึงทำให้ความรู้สึกผิดที่พยายามลบเลือน
มันไปจากใจกลับสะท้อนชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งจนได้

“โธ่ พี่นึกว่าเรื่องอะไร อย่าโทษตัวเองเลยจ้ะพรรณ” อานัสยิ้มให้และเอื้อมไปจับกุมเรียวมือนุ่ม
ของเธอเอาไว้ หวังจะให้ภรรยาคลายความรู้สึกผิดในใจลงบ้าง

“พรรณดูแลลูกและพี่ได้ดีเสมอมา เหตุการณ์แค่วันนี้วันเดียวมันไม่ได้ทำให้พี่คิดอคติ
กับพรรณได้หรอก หรือแม้แต่พรรณเองก็ตาม ก็ไม่ควรคิดแบบนี้อีก เรื่องที่มันผ่านไปแล้ว
ก็ให้มันผ่านไปและการที่หนูพรีมปลอดภัยดี นั่นก็คือสิ่งที่เราควรดีใจที่สุดไม่ใช่เหรอ”

พรรณรำไพทอดสายตามองไปที่บุตรสาวอยู่ครู่หนึ่งจึงหันมามองสามีผู้แสนดีของตนอีกครั้ง

“พรรณขอบคุณพี่นัดมากนะคะที่ไม่โกรธและเข้าใจพรรณ”

“ขอบคงขอบคุณอะไรกันฮึ เพราะเราสองคนก็เข้าใจกันดีมาเสมอไม่ใช่รึไง เรารักกัน
เราถึงเข้าใจกัน” เขายิ้มให้ก่อนจะโน้มร่างภรรยาให้มาซบอยู่ที่ไหล่กว้างแล้วลูบขึ้นลงที่
ต้นแขนของเธอเบาๆ และนั่นทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอุ่นใจขึ้นได้จริงๆ

“คิดอีกที ก็ถือเป็นโชคดีของเรานะคะที่ได้เจอกับพี่พาที” ประโยคนี้ทำให้หัวใจของอานัส
สะดุ้งจนแทบหยุดเต้น เขาหุบรอยยิ้มลงและหยุดลูบที่ต้นแขนของคนกล่าวโดยทันควัน
พรรณรำไพจึงรีบผละตัวเองออกจากไหล่กว้าง

“พี่นัดเป็นอะไรไปรึเปล่าคะ” คนถามยิ่งมั่นใจเมื่อได้เห็นสีหน้าเจื่อนๆ ของอีกฝ่าย

“ป่ะ... เปล่าจ้ะ ไม่ได้เป็นอะไรนี่” คนปฏิเสธพยายามฮึดสู้กับความจริงอีกครั้งโดยการ
ฝืนยิ้มกว้างออกมาด้วย

“พี่นัดคะ พรรณถามอะไรตรงๆ หน่อยได้ไหมคะ” หลังจากรวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่ง
พรรณรำไพก็ตัดสินใจถามมันออกมาตรงๆ เพราะเธอเองก็ยอมรับโดยดีว่ากำลังทำตัว
ไม่ถูกกับความสงสัยที่เกิดขึ้นนี้

“คือ... พรรณไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมคะว่าพี่นัดไม่ชอบพี่พาที”

...!!! คำถามเสียดแทงใจดำของอานัสอย่างเต็มเปา นั่นทำให้หัวหน้าครอบครัวถึงกับหน้าถอดสี
เลยทีเดียว กระนั้นเขาก็ไม่ควรตกอยู่ในภาวะนี้ต่อไปให้นานกว่านี้ เขาไม่ควรทำให้ภรรยาสงสัย
หรือรู้สึกไม่ดีกับเรื่องพวกนี้มากขึ้นไปอีก ใช่สิ เรื่องนี้มันควรจบลงได้แล้วไม่ใช่หรือ
หนุ่มใหญ่คนนั้นได้จากไปแล้วและต่อไปนี้ก็จะมีแต่ครอบครัวเล็กๆ ที่มีพ่อแม่ลูกและความสุข
อย่างเช่นที่เคยผ่านมาเท่านั้น เมื่อคิดได้ดังนั้น อานัสก็พยายามฝืนยิ้มกว้างให้แนบเนียนที่สุด

“ทำไมพรรณคิดแบบนั้นล่ะจ๊ะ ในเมื่อคุณพาทีเค้าช่วยชีวิตลูกสาวเราไว้ แล้วพี่จะไปไม่ชอบ
หน้าเค้าได้ยังไงกันล่ะ” แววตาของคนกล่าวพยายามสบสู้กับแววตาที่เปรียบเสมือนเครื่องหมาย
คำถามของอีกฝ่าย ทั้งที่ในใจของตัวเองกลับกำลังสั่นไหวอย่างที่สุด

“มันไม่มีเหตุผลอะไรที่พี่ต้องรู้สึกกับเค้าแบบนั้น จริงไหม... พี่ยอมรับนะว่าวันนี้พี่รู้สึกไม่ค่อยสบาย
การแสดงออกทางสีหน้าหรือท่าทางอาจดูไม่ดีตามไปด้วย ซึ่งพี่เองก็ต้องขอโทษพรรณ
ด้วยเหมือนกันที่ทำให้พรรณอาจรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะพี่นัด พรรณแค่เห็นพี่นัดแปลกๆ ไปเท่านั้น” คนเป็นภรรยารีบจับ
เกาะที่ต้นแขนใหญ่ของสามีและเริ่มมีความกังวล ด้วยเกรงว่าจะเป็นฝ่ายหาเรื่องจุกจิก
รำคาญใจมาให้เขาคิดมาก

 “ถ้าไม่มีอะไร พรรณก็ดีใจค่ะ บอกตรงๆ ว่าพรรณรู้สึกว่าพวกเราเป็นหนี้บุญคุณพี่พาที
มากเหลือค่ะ เพราะเค้าทำให้ครอบครัวของเราได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเดิม
พรรณเองคงทนไม่ได้แน่ๆ หากว่าครอบครัวของเราจะต้องมีใครสักคน...”
ถึงตรงนี้คนเป็นสามีรีบยกมือป้องปิดที่ริมฝีปากของภรรยาเอาไว้ก่อน

“บอกแล้วไงจ๊ะว่าอย่าคิดมาก จะไม่มีใครจากไปไหน เราจะอยู่กันอย่างมีความสุขแบบนี้
ตลอดไปให้นานที่สุด” บอกแล้วอานัสก็โน้มร่างของภรรยาเข้ามาซบไว้ที่ไหล่อีกครั้งและ
กอดเธอจนแน่นด้วยวงแขนข้างหนึ่ง ในใจก็ได้เพียงแต่หวังว่าการมาที่นี่ของพาทีจะเป็น
ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของเขา

******

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง แสงแดดที่เคยสาดจ้าเมื่อตอนบ่ายต้นๆ เริ่มอ่อนแรงเตรียม
ทักทายกับเวลายามเย็นที่กำลังย่างเข้ามาถึง แสงสีส้มทองเรืองๆ ที่ประกอบฉากกับ
ช่องเขาสูงอันเขียวขจีตรงหน้าพาให้นักเขียนสาวที่เพิ่งขับรถกระบะออกมาจากบ้าน
บนเนินเขารู้สึกอัศจรรย์ใจเหลือเกินกับความสวยงามตรงเบื้องหน้าที่ได้เห็น
เธอรีบเก็บบันทึกภาพวาดจากฝีมือของจิตรกรที่ชื่อว่าธรรมชาตินี้ไว้ในความทรงจำ
ของสมองในทันที แน่นอนล่ะ ในเมื่อเธอสามารถใช้มันในงานเขียนของตัวเองได้
ในอนาคตต่อไปซึ่งมันอาจจะเป็นฉากอวสานของนิยายที่พระเอกนางเอกมาบอกรัก
บนถนนสายนี้โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาสูงอันเขียวขจีกับดวงอาทิตย์สีส้มทองที่กำลัง
จะลาลับขอบฟ้าไปก็เป็นได้

เมื่อจินตนาการมันมีมากจนฉุดไม่อยู่ พลอยไพลินจึงฉุกนึกบางอย่างขึ้นมาได้
นักเขียนสาวจึงรีบเลี้ยวรถไปยังอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่ใช่หนทางไปยังตัวอำเภอ
ที่เคยมักคุ้นมาก่อน

“ในช่วงที่อารมณ์มันมาเต็มแบบนี้ พลอยไพลินขอค้นหาฉากสวยๆ ไว้เขียนนิยายสักหน่อยเถอะน่า
โก! พลอยไพลิน” นักเขียนสาวดวงตาลุกวาวด้วยรอยฝันและจินตนาการพร้อมฉีกยิ้มกว้างราวกับ
กำลังสนุกสนานเหลือเกินกับความท้ายทายที่จู่ๆ ก็ผุดเข้ามาทักทายพร้อมกับอารมณ์ศิลปินที่
กำลังลุกโชนอย่างเต็มเปี่ยม

เส้นทางใหม่ที่เพิ่งจะเลี้ยวรถเข้ามากลายเป็นถนนลูกรังไม่กว้างมากแต่ก็เพียงพอสำหรับ
รถกระบะที่จะแล่นฝ่าเข้ามาเพื่อแลกกับการได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติรอบข้าง
หญิงสาวหยุดรถบ้างในบางช่วงเพื่อจดบันทึกองค์ประกอบของทิวทัศน์อันสวยงามลงใน
สมุดบันทึกสีส้มสดที่หยิบขึ้นมาจากกระเป๋าสะพายใบเก่งที่นำติดรถมาด้วย เธอมักจะจด
ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเขียนนิยายลงในสมุดเล่มนี้เสมอ

เมื่อเดินทางเข้ามาได้ราวหนึ่งกิโลเมตรเศษๆ เส้นทางก็เริ่มทุลักทุเลมากขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงบางตอน
ของถนนมีหลุมมีบ่อขวางกั้นหากทว่ามันก็ไม่สามารถหยุดความแก่นทโมนของนักเขียนสาวเอาไว้ได้
กระทั่งเมื่อมาถึงช่วงหนึ่งของเส้นทางที่อยู่ในเวิ้งกว้างของหุบเขาน้อยใหญ่รอบด้าน หญิงสาวถึงกับ
ตะลึงอ้าปากค้างและรีบจอดรถในทันที

“โอ้โห! ไม่ยักรู้มาก่อนว่าแถวนี้มีคนปลูกทานตะวันด้วยแฮะ” คนตาโตเป็นประกายเอ่ยลอยๆ
หากน้ำเสียงฟังดูตื่นเต้นเหลือเกิน เธอรีบหมุนกระจกลงแล้วกวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆ
ทุ่งทานตะวันสีเหลืองอร่ามบนพื้นที่ราวสิบกว่าไร่เห็นจะได้ เธอบอกตัวเองอีกครั้งว่าตัดสินใจ
ไม่ผิดเลยที่เลี้ยวรถเข้ามาที่นี่

“คราวนี้ล่ะ ฉันก็จะได้โลเคชั่นทุ่งทานตะวันของพระเอกเสียที” พลอยไพลินยิ้มกว้างไปด้วย
ระหว่างก้มหน้าก้มตาจดบันทึกองค์ประกอบข้อมูลต่างๆ ลงในสมุด

“ทุ่งทานตะวันกว้างที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่ซึ่งพระเอกเพิ่งได้รับมรดกมาจากคุณปู่
ที่เสียชีวิตไป เอ... แล้วฉันจะวางตำแหน่งบ้านไม้สองชั้นหลังโตของคุณปู่ไว้ตรงนั้นดีไหมนะ
 เอ๊ะ! ไม่ซิ  ไม่ดี มันควรจะอยู่ตรงโน้นมากกว่า” ปากกาที่อยู่ในมือของนักเขียนสาวถูกแกว่งไป
ชี้มาตามความลังเลของจินตนาการซึ่งกำลังเต็มเปี่ยมที่สุด

“คราวนี้นายยิ่งตะวัน หนุ่มหล่อตาคม ผิวสีน้ำผึ้ง รูปร่างสูงโปร่งที่จะปรากฏตัวในฉากแรก
ด้วยชุดเสื้อยีนส์กางเกงยีนส์ก็พร้อมแล้วที่จะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ของฉัน ฮึฮึฮึ”
คนกล่าวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และนำสมุดบันทึกเข้ามาแนบที่อกไว้ ทว่าดวงตากลมโต
ก็ฉายประกายความสุขออกมาได้เพียงครู่เท่านั้น ในเมื่อ! 

“เฮ้ย! นี่ฉันหลุดเข้าไปในโลกของนิยายมากเกินไปงั้นเหรอ” พลอยไพลินรีบโยนสมุดบันทึก
ลงที่เบาะข้างๆ ก่อนจะรีบยกทั้งสองมือขึ้นขยี้ตาราวกับไม่เชื่อกับภาพที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้า
ซึ่งอยู่ห่างไปราวสิบเมตรเห็นจะได้

“ผู้ชายชุดยีนส์ เสื้อก็ยีนส์ กางเกงก็ยังยีนส์อีกแน่ะ อุ้ยตาย! สูงราวร้อยแปดสิบ
ผิวคล้ำ ยิ้มกว้าง” เธอพร่ำบรรยายเบาๆ ในลักษณะของชายหนุ่มที่กำลังเดินมุ่งหน้าเข้ามาหา
 
“สวมหมวกคาวบอย แถมหล่อคมอีกต่างหาก” ในที่สุดเธอตัดสินใจหลับตาแล้วก้มลง
หวังจะเรียกสติให้กลับคืนมาจากโลกของนิยายเสียที

‘มันก็แค่ภาพหลอนเท่านั้นแหละน่าพลอยไพลิน’

“นะโมตัสสะ นะโมตัสสะ นะโมตัสสะ” นักเขียนสาวหลุดสวดมนต์ออกมาอย่างไม่รู้ตัว

‘เอ๊ะ หรือว่าฉันกำลังเห็นผีกันแน่นะ’ เธอเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้และมีอันต้องอุทานออกมา
ลั่นรถเสียงเคาะกระจกประตูรถด้านข้างดังขึ้น

“ว๊าย!!! คุณพระ!” คนที่ก้มหน้าหลับตาพร่ำสวดมนต์อยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบหัน
ไปหาเจ้าของเสียงเคาะที่กำลังยืนยิ้มกว้างให้

“คุณ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงของเขาดังแว่วเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาได้
กระจกรถมันช่างใสเสียจนมองเห็นใบหน้าอันหล่อเหล่าของชายหนุ่มชุดยีนส์ได้อย่างชัดเจน

“นี่เรื่องจริงใช่ไหมเนี่ย” พลอยไพลินถามตัวเองทั้งที่หน้าตายังตื่นตระหนกเหรอหราอยู่

“คุณ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงใส่ใจยังดังผ่านเข้ามาได้ ตอนนี้นักเขียนสาว
คลายความตกใจลงได้บ้างแล้ว เธอใช้เวลาคิดทบทวนอย่างเร็วที่สุดว่าจะทำอย่างไรต่อไป
กับเรื่องราวที่ไม่ได้คาดคิดนี้ สุดท้ายเธอเลือกที่จะบ่ายโบกมือไปมาปฏิเสธต่อคำถามนั้นไป

“เปล่าค่ะ ฉัน... ฉันแค่ผ่านมาเฉยๆ” หญิงสาวตะโกนตอบออกไปโดยไม่คิดจะเปิดกระจก
หรือประตูรถ

‘ฉันจะเปิดประตูรถไม่ได้เด็ดขาด เพราะถึงนายจะหล่อแค่ไหน ฉันก็คงไว้ใจนายไม่ได้อยู่ดี
ที่นี่มันกลางป่ากลางเขานะ นางเอกจะมาถูกข่มขืนแล้วฆ่าตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีใคร
เขาวางพล็อตแบบนี้หรอก ไม่! ไม่นะ!’ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานถึงเพียงนี้ พลอยไพลินยังไม่วาย
จะเอาโลกของนิยายมาปนกับโลกของความจริงอีกอยู่ดี

‘ใช่สิ แล้วถ้านายเป็นโจรจริงๆ ฉันจะมานั่งรอให้นายทำมิดีมิร้ายกับฉันทำไมเนี่ย
ต้องหนีซิยายพลอย ใช่ๆ ต้องหนี ออกรถซิพลอยไพลิน ออกรถ’ คิดได้เท่านั้นสาวเจ้าก็ใส่เกียร์
ถอยหลังแล้วเหยียบคันเร่งหนีห่างออกมาทันที ก่อนจะหาที่กว้างพอเพื่อกลับรถแล้วบึ่งหนีไป
อย่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ ปล่อยทิ้งไว้แต่ชายหนุ่มชุดยีนส์ที่ยังยืนงงกับสถานการณ์
ที่เกิดขึ้นไม่คลาย เขามองตามท้ายรถกระบะคันนั้นไปจนลับตาก่อนจะส่ายศีรษะไปมา
ให้กับความสงสัยที่มี

“อะไรของเค้านะ” กระนั้นก็ยังมีรอยยิ้มมุมปากเผยออกมาได้อยู่ดีเมื่อนึกถึงใบหน้าเหวอ
ของหญิงสาวที่อยู่อีกฟากฝั่งเพียงแค่กระจกใสๆ กั้นเอาไว้

********

โปรดติดตามตอนต่อไป

 




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2556
0 comments
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2556 22:57:26 น.
Counter : 1803 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ยาชมภู
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนเพราะใจรัก แล้วสักวันจะมีคนรัก "ผลงานแสนรัก" ของเรา
Friends' blogs
[Add ยาชมภู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.