เตะหมูเข้าปากหมา และเรื่องอื่นๆ



สัปดาห์ที่แล้วลูกค้าประจำขอให้เสนอราคาค่าแปล ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสนอราคาเพราะคิด flat rate งานยากหรือง่ายคิดอัตราต่อคำเท่ากัน ถือว่าเฉลี่ยค่าบริการ ส่วนใหญ่งานของลูกค้าเจ้านี้จะยาก มีศัพท์เทคนิคที่ต้องค้นเยอะบางทีต้องอ่าน concept ของคำจากเว็บต่างประเทศเพื่อนำมาแปลเป็นภาษาไทยเพราะไม่มีศัพท์บัญญัติ

เราก็เสนออัตราcorporate rate ของลูกค้านี้ อัตรา corporate จะให้สำหรับลูกค้าประจำบางครั้งมีการให้ส่วนลดเพิ่ม หรือรับงานแปลตอนเย็นสำหรับส่งวันรุ่งขึ้น(กรณีงานด่วน) ถ้าเป็นลูกค้าทั่วไปหรือขาจร จะไม่ได้บริการพิเศษ

ปรากฏว่าลูกค้าขอให้ทำเป็นใบเสนอราคาแนบมาในอีเมล เพื่อส่งให้จัดซื้อพิจารณา

อย่างแรกที่นึกถึงคือ“เตะหมูเข้าปากหมา” สมัยเราทำงานบริษัท วิศวกรโครงการในทีมคนหนึ่งเคยเล่าว่า ลูกค้าบางรายมีผู้รับเหมาที่อยากว่าจ้างอยู่แล้วอาจจะเพราะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเนื่องจากเหตุผลอื่น แต่นโยบายบริษัทของลูกค้ากำหนดให้ต้องมีการเทียบราคา 3 เจ้าและให้เลือกใช้เจ้าที่ถูกที่สุด  เลยต้องให้ผู้รับเหมารายอื่นที่มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ผู้รับเหมาเสนอราคาด้วย นอกจากเทียบราคาแล้วมีการเทียบสเป็กด้วย ในใบเสนอราคาของผู้รับเหมา 3 ราย บางโปรเจ็กต์ดูผ่านๆ ก็รู้แล้วว่าเจ้าไหนน่าจะได้งาน สมมติเจ้านึงมีสเป็กของไม่ตรงที่ระบุไว้ใน RFQทีเดียว อีกเจ้าเสนอของตรงสเป็กแต่ประสบการณ์ทำงานไม่ถึง หรืออีกเจ้าอาจจะเสนอราคากระโดดออกมาจากกลุ่ม ผู้รับเหมาที่ได้รับเชิญให้เสนอราคาก็จะเป็นคนที่คัดแล้วว่าถ้าเสนอราคามาจะต้องไม่ได้งานแน่นอน และผู้รับเหมาตัวเก็งก็จะได้งานไป (ตามที่แอบตั้งใจไว้)

เราสันนิษฐานว่างานนี้น่าจะเป็นกรณีข้างบนเพราะเพิ่งเจอมา เมื่อสองปีก่อนก็มีฝ่ายจัดซื้อของบริษัทใหญ่ขอให้เสนอราคาค่าแปล ถามเรื่อยๆ หลายงานแต่ไม่เคยสั่งจ้าง รู้เลยว่าเอาไปเป็นคู่เทียบ หลังๆ เราขอไม่เสนอราคา เพราะรู้ว่าลูกค้ารายนี้เลือกของถูกเป็นหลัก

ที่เขียนมานี้ไม่ได้บอกเพื่อนนักแปลว่าอย่าเสนอราคา ถ้าไม่ติดขัดอะไร ก็เสนอไปเผื่อจะได้งาน แต่ถ้าเสนอกี่รอบกี่รอบก็ไม่เคยได้ลองถามโปรเจ็กต์เมเนเจอร์ว่าเพราะอะไร เผื่อมีทางแก้ไข (ถ้าอยากแก้นะ) เช่น ราคาเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ นักแปลก็ดูว่าลดได้แค่ไหน เป็นต้น

เรื่องที่สองคือการปฏิรูปด้านภาษาในรัฐวิกตอเรีย

สัปดาห์ที่แล้วเห็นพี่นักแปลท่านหนึ่งคลิกไลค์ที่หน้า Translatorsand Interpreters Australia เนื้อหาโพสต์ สรุปได้ว่า สมาชิกกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพในออสเตรเลียรวมตัวกันที่ศาลแขวงเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปบริการด้านภาษาในรัฐวิกตอเรียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สมาชิกพยายามล็อบบี้รัฐบาลวิกตอเรียให้เพิ่มเงินสนับสนุนและจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรมมากขึ้นแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ โดยผลักดันให้มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไว้ในสัญญาที่หน่วยงานรัฐบาลทำกับเอเจนซี่ต่างๆ ขณะนี้รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องนี้

แล้วก็มีลิงค์ไปหน้าสมัครสมาชิก เลยคลิกดูรายงาน ProfessionalsAustralia’s 2012 report Lost in Translation ในหน้านี้ //www.professionalsaustralia.org.au/translators-interpreters/wp-content/uploads/sites/43/2015/03/Lost-in-Translation-issuu.pdf จำได้ว่าเคยอ่านแล้ว
และ
The Case for Change ในหน้า//www.professionalsaustralia.org.au/translators-interpreters/wp-content/uploads/sites/43/2015/03/The-Case-for-Change_EMAIL.pdf ขอสรุปยกมาให้อ่านบางส่วน

ร้อยละ56.2 เห็นว่านักแปลและล่ามมีความสำคัญบ้าง (moderately) ไม่ใช่สำคัญมาก ในศาลบ้านเราล่ามบางคนโดนทนายแย่งล่ามแทนก็มีนะ รู้ว่าทนายมีความสามารถด้านภาษานั่นแหละทว่าแต่ละคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง หากก้าวก่ายหน้าที่กัน อาจจะกระทบความเป็นกลางได้

เคยมีคดีในปี1988 เรื่องค่าตอบแทนพนักงานและจำเลยคือพนักงานที่หูหนวก จึงต้องใช้ล่ามภาษามือ ตอนที่พนักงานคนนั้นให้การล่ามก็ล่ามภาษามือตามหน้าที่ ระหว่างนั้นก็มีการถกเถียงกันในศาล ล่ามก็ล่ามภาษามือต่อไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง ทนายบอกให้ล่ามหยุดล่าม ผู้พิพากษาเห็นด้วยจึงบอกให้หยุดล่ามเหมือนกัน แต่ล่ามแย้งว่าตัวเองมีหน้าที่ล่ามทุกอย่างที่เกิดขึ้นในศาลเพื่อให้ลูกความ(จำเลย) เข้าใจว่าเข้าใจว่าใครพูดอะไร จากนั้นมีการยื่นอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ “- that the defendant has to be present. A witness or a defendant is not only entitled to have their words accurately interpreted back to the court, they’re also entitled to knowe verything that is going on in the court, to be present.”

หลายกรณีที่แสดงว่าคนไม่ให้ความสำคัญกับล่ามอาชีพ (professional interpreter) เช่น ไปหาหมอ แล้วให้ญาติไปเป็นล่าม ปัญหาที่ตามมาคือหากญาติไม่มีความรู้ในสาขานั้นๆ พอ อาจจะล่ามผิดหรือเหมือนคดีภาษาปินตุปี ที่เราเคยเขียนบล็อกเก่าว่า ญาติไม่ได้ล่ามตามต้นฉบับแต่ล่ามออกแนวขู่ ให้สารภาพความผิด ทำให้การดำเนินคดีต้องสะดุด บางเคส ไปหาหมอ คนไข้ขอล่าม พอหมอถามอาการไปๆ มาๆ เห็นคนไข้ตอบได้ดี คุยรู้เรื่อง ก็บอกล่ามว่าไม่ต้องล่ามแล้วคนไข้ภาษาอังกฤษใช้ได้ อันนี้คือหมอใช้ดุลยพินิจแทนคนไข้ทั้งที่คนไข้ระบุว่าต้องการใช้บริการล่าม

ร้อยละ86.6 บอกว่า รายได้ไม่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อเรื่องค่าตอบแทนนี่ เราเคยได้ยินมาก่อนแล้วว่าค่าตอบแทนที่หน่วยงานรัฐให้ล่ามนั้นค่อนข้างน้อย หรือจริงๆ อาจจะไม่น้อย แต่พอไปจ้างเอเจนซี่ เอเจนซี่ก็ต้องไปกดราคาล่ามมันเลยน้อย บางงานก็อาจจะใช้ล่ามที่ไม่ได้การรับรอง บางงานอาจจะใช้ล่ามที่ได้รับการรับรองคนละระดับเช่น ต้องการล่ามระดับ 3 แต่จัดหาล่ามระดับ 2 ไปให้ มันก็กระทบต่อคุณภาพงาน ยิ่งปัจจุบัน ลูกค้าหลายราย outsource นักแปลต่างประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่าย นักแปลหลายๆ คนไม่ชอบที่อยู่ดีๆ ต้องมาตัดราคาตัวเองเพื่อให้ได้งาน เพื่อความอยู่รอด

เรื่องที่สามคือ งานแปลเชิงสร้างสรรค์ เราได้งานสั้นๆ มาหนึ่งชิ้น โดยผู้ว่าจ้างใช้คำว่า transcreation งานแปลลักษณะนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ copywriting, remake และ rewritingอาจจะมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ถ้าลูกค้าบอกว่าเป็น copywriting เราจะเห็นภาพมากกว่านี้ เพราะหลักสูตรแปลของจุฬาฯ สอนแปล copywriting

ลองค้นเว็บหานิยามก็พบว่า

“Transcreation mean rewriting a text or document creatively and adjusting its content and style into the final language, making sure that it will have the same impact in the target audience.” www.espitrans.com/en/adaptation-and-transcreation

“With translation, words such as ‘faithful’ and ‘accurate’ are normally used to describe the quality. But with transcreation, you should be thinking more along the lines of ‘creative’,‘original’ and ‘bold’. And a translation will normally be carried out by a single linguist (even though a proofreader will be used later), whilst with transcreation, a team will normally be involved in the development of the text– the transcreator will have to work very closely with the client to ensure their brief is met.” //www.articulatemarketing.com/translation-vs-transcreation

“[Transcreation means] the translator is free to recreate in her own terms the original work of art.” “In this act of transcreation, he might wander away from the text but this will be a true translation as it captures the essence of the original.” //nptel.ac.in/courses/109104050/pdf_version/lecture29.pdf

ถ้าจะเทียบงานแปลประเภทนี้กับการแปล8 แบบตามทฤษฎีของ Peter Newmark (A Textbook of Translation by P. Newmark) คือ Word-for-word translation, literal translation, faithful translation, semantic translation,adaptive translation, free translation, idiomatic translation, and communicative translation. ก็น่าจะตรงกับ4 ประเภทหลัง ดังนี้

6. Communicative translation: It attempts to render the exact contextual meaning of the original in such a way that both language and content are readily acceptable and comprehensible to the readership.

7. Idiomatic translation: It reproduces the message of the original but tends to distort nuances of meaning by preferring colloquialisms and idioms.

8. Free translation: It reproduces the matter without the manner, or the content without the form of the original. Usually it is a paraphrase much longer than the original.

9. Adaptation: This is the freest form of translation mainly used for plays and poetry: themes/ characters/ plots preserved, SL culture converted toTL culture & text is rewritten.

อยู่ที่ลูกค้าว่าอยากให้นักแปลcreative มากแค่ไหน การแปลแบบต่างๆ ด้านบน จะมีเรื่อง equivalenceเข้ามาเกี่ยวคือ งานแปลมันจะไม่ได้สมดุลทุกด้านถ้าอยากได้คำที่สวยมากๆ อาจต้องสละความถูกต้องบางส่วน และมักจะใช้ในงานโฆษณา งานการตลาดเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

หากเป็นการแปลสคริปต์โฆษณา(ก) คำแปลต้องกระชับเหมือนแปลบทพากย์เพราะมีเวลากำกับ เช่น ย่อหน้านี้ให้เวลาอ่าน 1 นาที 15 วินาที ถ้าบทแปลท่อนไหนยาวและสามารถตัดได้โดยยังคงอารมณ์และความถูกต้องได้ให้ปรับ เคยแปลสคริปต์โฆษณานับกันเป็นตัวไม่เกินบรรทัดละ 35 ตัวอักษร หนึ่งเคาะนับ 1 ตัวอักษร Excel ที่ลูกค้าส่งมาให้มันจะนับอัตโนมัติ ลองเคาะ 1 ที มันนับ 1 ตัว (ข) ต้องดึงดูดลูกค้าอ่านแล้วอยากซื้อ อยากเห็น อยากจับต้องของจริง ใช้คำที่มีพลังอย่างเขียนคำกล่าวปลุกใจ คนฟังฟังแล้วต้องฮึกเหิม อยากมีส่วนร่วม (ค) ต้องให้ภาพสินค้าที่ชัดเจนถึงจะปรับบทแปลให้สวยแล้ว แต่ความหมายในบทแปลต้องแสดงภาพของสินค้าที่ชัดเจนด้วย

งานประเภทนี้เราไม่ได้รับบ่อย อันนี้ลูกค้าเก่าส่งมาเลยให้นักแปลอีกท่านที่ถนัดแปลงานสวยๆ งามๆ ทำ แล้วเรามาเกลา

เรื่องที่สี่ศุกร์ที่แล้ว สามีเราบินไปซิดนีย์ทำธุระส่วนตัว เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวเราไปหาลูกค้าประจำด้วยเลย ดีใจที่ได้เจอลูกค้า education agent บริษัทเป็นลูกค้าเรามาหลายปี ลูกค้าชั้นดีเลยแหละ งานแปลเอกสารวีซ่าเยอะมากๆ จ่ายเงินดี ลูกค้าบอกว่านักเรียนที่มาใช้บริการ ก็มาจากญาติไปบอกต่อๆ กัน มีแผนจะปรับกิจการแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะอยากดูแลลูกค้าในมือให้ดีที่สุดก่อน ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ ว่างั้น

คุยกันเรื่องระเบียบการเก็บข้อมูล bio-metrics ที่กระทรวง DIBP ออสเตรเลียออกมาใหม่ให้ผู้สมัครวีซ่าออสเตรเลียในประเทศไทยไปเก็บลายนิ้วมือที่ VFS เดิม agent ยื่นวีซ่าแทนนักเรียนโดยนักเรียนไม่ต้องไปติดต่ออะไรเลยพอประกาศตัวนี้ออกมา ไม่ว่ากรณีไหน นักเรียนก็ต้องไปเก็บลายนิ้วมืออยู่ดีลำบากคนที่อยู่ต่างจังหวัดเพราะ VFS มีแค่สองสาขา

นอกจากลูกค้าเอเจนท์แล้วเราเจอลูกค้าบุคคลที่เคยแปลเอกสารวีซ่ากับเราเมื่อ 2 ปีก่อน หลายๆคนรู้ว่าผู้หญิงไทยพอมาอยู่ออสเตรเลียแล้วไม่รู้จะทำงานอะไร แต่ไม่ใช่ พี่ น. เพราะ พี่ น.เรียนนวดไทยเตรียมไว้แล้วตั้งแต่ตอนขอวีซ่า ถ้าจำไม่ผิดเรียนนวดไทยโรงเรียนเดียวกับเรา (เราเรียนคอร์สสั้น 3 วันพอให้รู้เพราะเรียนคอร์สผู้ดำเนินการสปาของ ม.มหิดล ไปแล้ว) ก่อนหน้านี้ พี่ น.รับจ้างทำความสะอาดบ้าน โดยแจกใบปลิวตามบ้านหลายร้อยใบ ก็ได้งานทำอยู่เรื่อยๆ จน พี่ น. ย้ายมาออสเตรเลียถาวรก็จัดการซื้อกิจการร้านนวด วันที่เราไปเจอพี่ น. มีร้านนวดร้านที่สองแล้ว เป็นร้านเล็กๆ มีสองห้องนวด และตั้งใจจะซื้อกิจการร้านนวดเพิ่มอยากจะมีสัก 6-7 ร้าน (จะรวยไปไหน)

ค่าแรงร้านนวดให้กันครึ่งๆ เช่น ชั่วโมงละ $70 พนักงานจะได้ $35 (เราเคยถามร้านนวดแถวบ้าน เขาบอกว่ารับประกันรายได้วันละ$100 ทำงาน 10am – 10pm ไม่มีลูกค้าเลยก็จะได้ตามยอดที่รับประกัน ถ้าลูกค้าเยอะพนักงานก็จะได้เยอะ และได้ทิปต่างหากเฉลี่ยแล้วพนักงานนวดได้เงินเดือนละ 120,000 บาท) สัปดาห์ที่แล้วลูกค้าเข้าร้านเต็มทุกชั่วโมงพนักงานรับเงินรวมทิปแล้ว $400 กว่าๆ ในวันเดียว (วันละหมื่นบาท) นวดจริงๆ ไม่มีนาบ ไม่มี happy ending อะไรแอบแฝง (เพื่อนเราเล่าให้ฟังว่าฝรั่งที่สนิทกันที่ชอบไปร้านนวด บอกว่า 90% ของร้านนวดไทยมีบริการแฝง)

พี่น. บอกว่า พนักงานบางคนเคยนวดอยู่ประเทศอื่น มักจะนวดแบบเรื่อยๆแต่ฝรั่งที่นี่นิยมนวดหนักๆ พูดไม่ทันขาดคำฝรั่งถือสเกตบอร์ดเดินเข้าร้าน ขอคนที่นวดแบบแรงดีๆ

อันนี้เขียนมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้หญิงไทยที่จะเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ 




Create Date : 02 พฤษภาคม 2559
Last Update : 2 พฤษภาคม 2559 17:04:47 น.
Counter : 1314 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 300 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here https://www.nctranslation.net
https://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: 18 Feb - 30 June 2018
(Last update: 15 Feb 2018)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
พฤษภาคม 2559

1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
All Blog