มองคนละมุม

หลายครั้งที่แปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียลูกค้าถามเพิ่มเติม เราหาคำตอบให้บางส่วน ทว่าก็กระอักกระอ่วนใจเพราะเผื่อมันไม่ถูก เช่น มีกรณียกเว้น มีกฎหมายใหม่ออกมา และทำอย่างนี้เรามองว่าเป็นการก้าวก่ายอาชีพคนอื่นด้วย(อันนี้เป็นหน้าที่ migrationagent เขาเรียนกฎหมายเข้าเมืองมา เขาต้องรู้ดีกว่า) ลูกค้าบางรายเกิดอาการ “ได้คืบจะเอาศอก” หาฟอร์มให้บางชุดก็จะให้หาข้อมูลโน่นนี่เพิ่ม ลูกค้าไม่เข้าใจว่าการให้คำปรึกษา หาคำตอบ หาแบบฟอร์ม สอบถามหน่วยงานต่างๆ นั้นไม่ใช่หน้าที่ของนักแปล นักแปลบางคนก็ป้องกันตัวเองโดยตอบไปว่า “อย่ามาถาม” “ไปถาม ต.ม. ดีกว่า” เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง ลูกค้าก็ไม่พอใจ หาว่าไม่ให้ความช่วยเหลือ … สรุป นักแปลมีหน้าที่อะไรบ้าง?

นึกถึงหลายปีก่อนตอนไปหาน้องสาวที่ญี่ปุ่น เราเคยนึกจะช่วยคนญี่ปุ่นลากกระเป๋าขึ้นบันได แต่น้องสาวห้าม บอกว่า คนบางคนก็ไม่ได้อยากได้ความช่วยเหลืออาจจะมองว่าจุ้นจ้านด้วยซ้ำ

พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่สนามบินเมลเบิร์นเมื่อปลายปีที่แล้วตอนกลับไทย ช่วงผ่าน security จำนวนคนที่รอผ่านสแกนไม่เยอะแต่มีบางคนที่ติดตรวจสแกนร่างกายนาน ทำให้พวก carry on มันไปเกยกันอยู่ตรงสายพาน ทีนี้ไอ้ของที่เหลือมันก็ไหลออกจากอุโมงค์สแกนไม่ได้ พอเราเดินพ้นเครื่องสแกน เราก็ไปดันของอื่นให้ไหลไปตามสายพานเพื่อหยิบคอมพิวเตอร์ (ไม่ได้อยู่กระเป๋าผ้า) ไม่อยากให้ของอื่นไหลมาทับ ป้าหัวทองคนก่อนหน้าเรา รี่มาปัดมือเราออกบอกว่า “Don’t touch. Don’t touch” เราหันไปมองหน้าสามีเราสามีบอกว่า ยัยป้านี่เสียมารยาทมาก ชีคงนึกว่าเราจะขโมย โถ่ป้า หนูก็กลัวคอมพิวเตอร์หนูเสียหายเหมือนกัน ข้อมูลลูกค้าอยู่ข้างในตั้งเยอะ

แล้วก็ปีก่อนโน้นตอนฮันนีมูนที่ภูเก็ต เราเห็นฝรั่งคู่หนึ่งผลัดกันถ่ายรูป ก็เข้าใจว่าน่าจะอยากได้รูปคู่แต่ไม่มีคนถ่ายให้  เลยบอกสามีให้ไปถามว่าจะให้ถ่ายรูปคู่มั้ย ปรากฏว่า ฝรั่งคู่นั้น (น่าจะรัสเซีย) บอกว่า “No.” ไม่มี Thankyou. คนสมัยนี้มารยาทหายไปไหนหมดเนี้ย ตั้งแต่นั้นจำไว้เลย ถ้าคนอื่นไม่ถาม จะไม่ช่วยกลัวโดนหาว่าเสือก

พี่สาว (ลูกพี่ลูกน้องเรา) เป็นพยาบาลเคยขับรถแล้วไปพบคนประสบอุบัติเหตุบนรถ ด้วยความห่วงคนเจ็บ เธอก็พาส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา พบว่าคนเจ็บแจ้งความว่า พี่สาวเราเป็นคนขับรถชน โอ้โห พี่เรานี่เดือด ทำดีแล้วไม่ได้ดี ต้องมามีเรื่องขึ้นโรงพักหลายรอบ พอเจอตัว พี่เราก็ต่อว่าคนเจ็บ มันเป็นซะอย่างนี้  มิน่าหลายๆ คนเลือกที่จะไม่ช่วยคนประสบอุบัติเหตุใช้วิธีโทร 191ให้คนเจ็บรอกันไป

ลูกค้าส่งรายงานการรักษามาให้แปลไม่กี่หน้ากระดาษ แต่อ่านแล้ว ศัพท์เฉพาะทางบางตัว เกิดมาไม่เคยได้ยิน ค้นเน็ตก็เจออยู่ แต่ไม่รู้ว่าวางในประโยคแล้วประโยคนั้นจะได้ใจความถูกต้องไหม เราก็บอกลูกค้าว่า ขอไม่รับงานนี้เพราะ 1) ไม่ใช่สาขาที่ถนัด 2) ฝืนรับไปมันจะผิดหลักปฏิบัติของวิชาชีพนักแปล (เรื่อง competency) ลูกค้าก็ขอร้องว่า รับหน่อยเถอะเพราะไม่รู้จะหานักแปลที่ไหน สุดท้ายต้องรับมาโดยมีเงื่อนไขว่าลูกค้าจะต้องส่งคำแปลให้แพทย์ edit ก่อนนำไปใช้

เห็นเราทำงานเยอะอย่างนี้ชั่วโมงบินสูง เราก็เจอลูกค้าไม่พอใจเรื่องคุณภาพงานอยู่บ้าง เมื่อปลายปีที่แล้ว มีงานแปลชุดนึงที่ทำให้ทนายที่เป็นลูกค้าประจำได้รับ comment ในทางลบมากมาย เราก็รับฟังและขอดูฉบับที่แก้แล้วพบว่าหลายจุดเป็นเรื่องของสไตล์ เช่น plaint กับ statement of claim บางจุดเป็นเพราะเราได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น ชื่อเอกสารแนบซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่เราไม่เห็นเพราะลูกค้าส่งมาแปลเฉพาะเอกสารหลัก  ที่สำคัญคือ งานชิ้นนี้เป็นเอกสารเร่ง เราจำได้เลยเพราะเราบอกลูกค้าไปว่าไม่มีคิวทำให้ ถ้าจะให้ทำต้องแทรกหรือทำโอที เราช่วยในฐานะที่เป็นลูกค้าเก่า ถึงอย่างไร ในมุมมองของเราเพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดความเสียหายมากกว่านี้ เราก็ต้องพิจารณาตัวเองว่าความสามารถไม่พอสำหรับลูกค้ารายนี้ ดังนั้นเราจึงแจ้งลูกค้าว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ของดรับงานด่วน พร้อมกับแนะนำให้ลองใช้บริการนักแปลเจ้าอื่น (เราย้ำเสมอว่า ไม่หวงงาน) เผื่อเจอคนที่ทำงานได้ดีกว่ามีความสามารถเหมาะกับงานมากกว่า ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเราได้ข่าวว่าลูกค้าทุกข์ใจมากเพราะหานักแปลไม่ได้จริงๆ แล้วเราไม่รับงานเขา เอ้าฟังดูเหมือนเราเล่นตัว เกี่ยงงาน ไม่ใช่เลย ปกติของธุรกิจคือ ถ้าจ้างใครแล้วเขาทำไม่ดีงานหน้าก็ไม่ต้องจ้าง หาคนอื่นทำ ถ้าหาไม่ได้แล้วไปจ้างคนเดิมทำ ฝีมือก็น่าจะไม่ต่างจากเดิม  ตอนหลังลูกค้าอธิบายว่า งานชิ้นนั้นให้อีกคนหนึ่งตรวจแล้วค่อนข้างจะเคร่ง ในขณะที่งานชิ้นก่อนๆ ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพงานแปลเลย

พอเราเจอปัญหาอย่างงานที่เล่าไปด้านบน หลังจากนั้นมีอีกงานหนึ่งเป็นงานด่วน เป็นร้อยหน้าขอภายในไม่กี่วันเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายภาษี ถ้าเราจะรับงานจริงๆ เราก็ทำได้ พวกตัวบทกฎหมาย ค้นไม่ยากเลย แต่เราสยอง กลัวเจออย่างเคสด้านบน เลยขอน้องทนายว่า ไม่รับเพราะคิวเวลาไม่พอ ตอนหลังได้เจอหน้าน้องคนนี้ที่สำนักงานน้องก็หยอกมาว่า หนูได้คนแล้วนะพี่ ถนัดงานด้านภาษีอากรด้วย พี่มีคู่แข่งแล้วนะ... เอาเลยจ้าพี่ไม่หวงลูกค้า ไม่ยึดติด ทุกวันนี้พี่อยากมีเวลาทำสิ่งที่รักบ้าง  จักรเย็บผ้าจะเดินถอยหลังอยู่แล้วเนี่ย ไม่ได้เย็บมาเป็นปี ไหนจะสามีบ่นๆว่าไม่สนใจฮี

ลูกค้าเล่าให้ฟังว่ามีผู้ตายรายหนึ่งทิ้งทรัพย์มรดกให้บุคคลอื่นโดยที่ลูกหลานไม่ได้เลยไม่เคยดูดำดูดีตอนผู้ตายป่วย “คุณคิดว่ายังไง” ถ้าเป็นคนอื่น ฟังแค่นี้อาจจะมองว่าลูกอกตัญญู แต่แหม่ จะให้เราตอบยังไง ก็ต้องตอบไปว่า “No comment.” เพราะก่อนที่ลูกเขาจะทำอย่างนี้กับพ่อเขาเราไม่รู้หรอกว่าพ่อเขาไปทำอะไรให้ลูกเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหน

เราเคยแปล certificate การฝึกอบรม ปริ้นท์ประทับตราเรียบร้อย พอส่งไป ลูกค้าบอกว่า ทำไมไม่ปริ้นท์ใส่กระดาษแข็งเกรดเดียวกับต้นฉบับ  ลูกค้ามองว่าทำงานไม่เรียบร้อย แต่เรามองว่า ถ้าปริ้นท์ใส่กระดาษแข็ง  มันจะกลายเป็นทำเอกสารเลียนต้นฉบับหรือเปล่า เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่ง เราจะให้พี่ทนายที่รู้จักกันรับรองโนตารีเอกสารส่วนตัว  เราทำสำเนาสีเอกสารทั้งหมดไปให้ พี่ทนายบอกว่า ใช้ไม่ได้ ให้ทำสำเนาขาวดำมา เพราะสำเนาสีทำให้คนที่รับเอกสารไปสับสนได้ว่า อันไหนตัวจริง อันไหนสำเนา (สามีบอก ถ้าจะปริ้นท์ใส่กระดาษแข็ง ปริ้นท์เตอร์ก็ไม่รับอยู่ดี กระดาษมันหนาเกิน  และถ้ามีคำสั่งพิเศษ ลูกค้าต้องระบุมาในอีเมลว่าจ้างและนักแปลต้องยอมรับว่าจะทำหรือไม่ทำและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเท่าไหร่)

สำหรับเอกสารวีซ่าโดยลักษณะแล้วเป็นเอกสารที่ต้องรีบ finalize เพื่อนำส่ง ต.ม. หลังจากลูกค้ายืนยันตัวแปล เราจะประทับตราสแกนส่งให้ลูกค้าเพื่อยื่นออนไลน์ได้เลย บางกรณีเราจัดการเสร็จแล้ว ลูกค้าโทรมาบอกว่า จะรีบประทับตราทำไมมีแก้ไขอีก (เอ้า ไหนยืนยันว่าคำแปลถูกต้องแล้วไง) บางกรณีเราทิ้งช่วงรอไว้วันนึงลูกค้าอีเมลมาเร่งว่า เมื่อไหร่จะส่งตัวประทับตรามา… เดาใจไม่ถูกเลย

นี่ก็มีมาถามเราเรื่องจดทะเบียนรับรองความสัมพันธ์อย่างรัฐวิกตอเรียคู่รักเพศเดียวกันจดสมรสไม่ได้แต่จดรับรองความสัมพันธ์ได้เพื่อใช้เป็นหลักฐานความสัมพันธ์ประกอบการขอวีซ่า ของลูกค้าคนนี้เขาว่าจะไปทำกับกรมการกงสุลเรางง เพราะจำได้ว่า จนท. กงสุลเคยโทรศัพท์มาคุยกับเราด้วยตนเองเพราะมีเอกสารชุดหนึ่งที่ขอรับรองแล้วเขาทำให้ไม่ได้  เหตุผลคือ เป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานเอกชน กระทรวงฯ ไม่มีฐานข้อมูลลายเซ็นผู้มีอำนาจของหน่วยงานเอกชนทำให้ตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นลายเซ็นจริงหรือเปล่า เอกสารที่รับรองได้จะเป็นเอกสารรัฐบาลไทยเท่านั้น ถ้าเป็นเอกสารรัฐบาลต่างประเทศต้องไปติดต่อที่สถานทูตของประเทศนั้นๆ ในกรุงเทพก่อนจะนำไป legalize ที่กรมการกงสุล เราก็บอกลูกค้าคนนี้ไปสั้นๆ ว่า จะทำได้เหรอเพราะกรมการกงสุลเป็นหน่วยงานรัฐบาลไทย ส่วนฟอร์มจดทะเบียนรับรองความสัมพันธ์เป็นของรัฐบาลออสเตรเลีย เขาก็บอกว่าเพื่อนทำได้ เลยมาถามเรา เอ้า จะมาถามเราทำไม ไปถามคนที่ทำได้สิ เราให้เขาไปถามเพื่อนเขาเขาคงจะไม่พอใจ หาว่าเราไม่ช่วยแนะนำ ทั้งที่เราก็บอกไปแล้วว่าที่เรารู้มาคือ มันทำไม่ได้ ถ้าเพื่อนทำได้ ก็ให้เขาบอกว่าไปทำกับ จนท.คนไหนของกรมการกงสุลแผนกไหน… นี่คือสาเหตุที่เราไม่ค่อยอยากจะตอบอะไร

สัปดาห์ก่อนมีนักอยากแปลติดต่อมา อยากทำงานแปลอย่างเราบ้างเพราะเงินดี  เราบอกว่า เริ่มต้นได้โดยไปเรียนการแปล แต่เธอไม่สะดวกเพราะเธอทำงานโรงแรม เสาร์อาทิตย์แขกเข้า ต้องทำงาน แล้วที่เรียนก็อยู่ กทม. เธอทำงานอยู่ต่างจังหวัด  ฟังแล้วหลายๆ อย่างไม่เอื้อให้เธอมาทางนี้ แต่เห็นแก่น้ำเสียงกระตือรือร้นของเธอ เราก็ช่วยโดยส่งบทความไปให้แปล แล้วเราจะบอกว่า พอมีแววมั้ย  ทว่าเธอหายแวบไปเลย  ถ้าไม่มีเวลาหรือบทความมันยาก ก็อีเมลตอบมาหน่อย  ทำอย่างนี้มันบอกนิสัยว่าเป็นคนขาดความตั้งใจ  ที่เราทำงานแปลทุกวันนี้ เรามีความรู้ในหัว ก็เพราะเราเรียน เราลงทุน เราลงแรง  ปริญญาโทการแปลที่จุฬาสมัยนั้นค่าเรียนเป็นแสนบาท  ปริญญาโทบริหารธุรกิจที่เราเรียน เบ็ดเสร็จเกือบ 6 แสนบาท ไหนจะค่าสมาชิกสมาคม ค่าฝึกอบรม  หมดเป็นล้านบาท (บริหารธุรกิจมันก็เกี่ยวนะ เพราะเราแปลเอกสารธุรกิจด้วย)

บ่นยาวถ้าอยากอ่านเกี่ยวกับปัญหางานแปล ผู้อ่านลองแวะเวียนไปหน้า FB สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย จะมีนักแปลมาบ่นเป็นระลอก อย่างล่าสุดก็พึมพำกันเรื่องค่าแปลงาน subtitle (เราเคยได้ยินว่านักแปลได้ค่าแปลเรื่องละพันกว่าบาท โอ้มายก็อด แปลกันหลายชั่วโมง ได้เงินแค่นี้ แต่มองอีกมุมก็อาจจะสมราคาเพราะหนังหลายเรื่องก็สะท้อนฝีมือนักแปล)




Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2559 6:28:50 น.
Counter : 776 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 300 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here https://www.nctranslation.net
https://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: 18 Feb - 30 June 2018
(Last update: 15 Feb 2018)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
กุมภาพันธ์ 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
 
 
19 กุมภาพันธ์ 2559
All Blog