เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับจรรยาบรรณนักแปลและล่าม




เมื่อวานไปอบรมเรื่อง Some lesser-known code of ethics ไปกับคุณนวลอนงค์ ซึ่งเป็นล่าม NAATI ระดับ 3ของวิกตอเรีย ที่เคยทาบทามให้เราไปสอบล่ามเพื่อมาช่วยกันทำงานแต่เราปฏิเสธเพราะงานแปลก็ท่วมหัวแล้ว ที่มานั่งฟังคราวนี้เพราะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ

วิทยากรในการอบรมครั้งนี้คือ คุณเดฟ ประธาน  AUSIT สาขาวิกตอเรีย หัวข้อก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับจรรยาบรรณแต่การอบรมครั้งนี้จะพูดถึงจรรยาบรรณข้อที่นักแปลและล่ามไม่ค่อยคุ้น

ถ้าใครเคยอ่านบล็อกเก่าของเรา จะรู้ว่าเราเคยเขียนเรื่อง AUSIT Code of Ethics 2012 ไปแล้วว่ามี 9 ข้อคือ Professional Conduct,  Confidentiality,  Competence,  Impartiality,  Accuracy, Clarity of Role Boundaries, Maintaining Professional Relationship, Professional Development และ Professional Solidarity

ข้อที่จะคุยกันวันนี้คือ ข้อ 6 และข้อ 7

ข้อ 6. Clarity of role boundaries คือการแจ้งลูกค้าให้เข้าใจว่าเราทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารเท่านั้นหลายครั้งล่ามจะพบว่าลูกค้าคาดหวังนอกเหนือจากขอบเขตนี้ คุณเดฟยกตัวอย่างกรณีล่ามที่โรงพยาบาลแล้ว พยาบาลขอให้ล่ามช่วยยกคนป่วยเพื่อย้ายจากเปลมาขึ้นเตียง กรณี้ล่ามควรปฏิเสธเพราะล่ามไม่ได้รับการฝึกอบรมมาเรื่องการขนย้ายผู้ป่วย เกิดระหว่างย้าย ทำผู้ป่วยหล่นใครจะรับผิดชอบ

แต่ข้อนี้ไม่บังคับกรณีหลังเลิกงานแล้ว เช่นล่ามติดตามตัวที่เสร็จสิ้นจากการทำงานล่ามที่ไซต์ต่างๆถูกขอให้พาลูกค้าไปที่โรงแรม (อำนวยความสะดวก) อันนี้จะเป็นเรื่องของ personal relationship ซึ่งล่ามทำได้

ข้อ7. Maintaining Professional Relationship หมายถึงการที่ล่ามหรือนักแปลต้องรับผิดชอบผลงานของตัวเอง ไม่ว่าจะรับงานมาในฐานะลูกจ้าง ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างช่วง และในการรับทำงาน เนื่องจากลูกค้าคาดหวังงานที่มีคุณภาพล่ามก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมการทำงานเหมาะสม เช่นต้องมีที่นั่งให้ล่าม ระหว่างล่าม ต้องมีการพักเบรค ก่อนการล่าม ลูกค้าจะต้องให้ข้อมูลย่อๆเกี่ยวกับเรื่องที่จะล่าม (briefing) ล่ามจะต้องทราบถึงวิธีปฏิบัติของแต่ละสถานที่เช่น ต้องล้างมือก่อนเข้าไปในห้องตรวจคนไข้

สมมติว่าลูกค้าไม่สามารถจัดหาสิ่งที่ล่ามขอได้ ล่ามจะทำอย่างไร? แนวทางจากคุณเดฟคือ แจ้งลูกค้าว่า ในการทำงานชิ้นนี้มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น กรณีล่ามทางโทรศัพท์ หมอนั่งอยู่ใกล้โทรศัพท์แต่คนไข้นั่งอยู่ห่าง อาจจะอยู่บนเตียงที่สายโทรศัพท์ไปไม่ถึง ก็จะทำให้การสื่อสารผ่านล่ามไม่ราบรื่นหรือตัวอย่างที่เคยอ่านจากล่ามรุ่นพี่ เช่นลูกค้าไม่จัดหาห้องให้ล่ามนั่งแยกต่างหากแต่ให้นั่งหลังผนังชั่วคราวที่กั้นสัดส่วนด้านหลังห้องประชุมซึ่งทำให้ล่ามได้รับเสียงรบกวน อาจทำให้เสียสมาธิในการล่าม หรือไมโครโฟนรุ่นเก่า ทำให้เสียงไม่ชัดเจน ฉะนั้นลูกค้าไม่ควรคาดหวังให้ผลงานล่ามต้องสมบูรณ์แบบในกรณีที่มีข้อจำกัด

หรือกรณีล่ามในไซต์งานแต่ไม่มีเวลาให้ล่ามเข้า safety induction ล่ามก็ต้องแจ้งลูกค้าว่ามีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน(ซึ่งในออสเตรเลียถือเป็นเรื่องใหญ่มาก หากเจ้าพนักงานตรวจพบ ไซต์โดนสั่งปิดทันทีจนกว่าจะปฏิบัติตามข้อกำหนด)

ทีนี้มาดูประเด็นที่เกี่ยวกับล่ามโดยตรง อันนี้ขอเขียนเป็นข้อย่อยนะ เพราะสไลด์มันเยอะ 

- ล่ามต้องขอข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะขอได้  และรักษาความลับของข้อมูลนั้นไว้ 

ล่ามต้องล่ามทุกอย่างที่ลูกค้าพูด อย่า soften หรือ enhanceน้ำเสียงของลูกค้า เช่น หากลูกค้านิ่งครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “I can do that.” ล่ามก็ควรทิ้งช่วงหรือทำท่าครุ่นคิดก่อนล่ามเพื่อให้สื่อถึงความลังเล 

กรณีที่ล่ามสงสัยว่า สิ่งที่ลูกค้าพูดนั้นไม่เป็นความจริงอย่างการทำหน้าล่ามในศาล ล่ามไม่มีหน้าที่ตัดสินว่าลูกค้าพูดจริงหรือเท็จ มีหน้าที่เพียงสื่อสารสิ่งที่ลูกค้าพูดเท่านั้น

กรณีมีผู้ร่วมประชุมหลายฝ่ายแต่การสนทนาไม่ได้เป็นการพูดโดยตรงกับลูกค้า ล่ามอาจใช้วิธีกระซิบ (chuchotage) บอกลูกค้าว่าคนอื่นกำลังพูดอะไรกัน

ล่ามต้องรักษาความลับเสมอยกตัวอย่าง คนไข้เล่าอะไรให้ล่ามฟังเยอะแยะมากมายในระหว่างรอพบแพทย์ พอเข้าห้องตรวจคนไข้บอกล่ามว่าในเมื่อเล่าให้ฟังหมดแล้ว ล่ามก็บอกหมอไปเลย จริงๆ ก็ทำได้แต่ล่ามต้องแจ้งแพทย์ว่า “My client has asked me to speak on his behalf….” หากแพทย์เห็นว่าไม่สมควรแพทย์จะแจ้งคนไข้เองว่า ขอให้อธิบายอาการทั้งหมดกับแพทย์โดยตรง 

อย่าให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น เช่น อย่าพูดว่า “ลูกค้าไม่ใช่ native speaker อาจจะไม่เข้าใจที่คุณ(ทนาย) พูด” แต่หากล่ามแน่ใจว่าลูกค้าไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดจริงๆก็อาจจะบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า “I think my client is confused here. Let me rephrase this….”

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับนักแปล มีดังนี้

- ขอดูตัวอย่างเอกสารเสมอ โดยสุ่มจากช่วงกลางของเอกสารเพื่อประเมินค่าบริการได้ถูกต้อง ว่าจำนวนคำเท่านี้ ความยากระดับนี้บริการเพิ่มเติมที่ลูกค้าต้องการ (เช่น หาคน edit ให้ด้วย) จะคิดค่าบริการเท่าไหร่ 

ขอทรัพยากรการแปล เช่น อภิธานศัพท์ หรือตัวอย่างงานแปลเดิม เพื่อใช้เป็นแนวทาง 

รับงานแปลเฉพาะ direction ที่ตนมีใบรับรองเท่านั้น เช่น ได้รับการรับรอง NAATI สำหรับการแปล TH > EN ก็รับงานได้เฉพาะภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น 

รับเฉพาะงานที่ตนมีความสามารถเท่านั้น หากลูกค้าไม่สามารถหาคนอื่นได้เลยในเวลานั้นนักแปลต้องแจ้งลูกค้าว่า สามารถรับงานได้แต่ลูกค้าต้องส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจอีกครั้งหรืออาจจัดหา editorที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้ลูกค้าด้วย 

งานแปลที่ตรวจแก้แล้ว ให้ส่งคืนมายังนักแปลเสมอ เพื่อที่นักแปลจะ defend ได้ (rightto reply) 

กรณีนักแปลได้รับการว่าจ้างให้ตรวจคำแปล อย่าตรวจแบบ nit-pick (To criticize or find fault with (someone or something) in apetty way) ให้เกียรติเพื่อนนักแปลเช่น อาจใช้คำว่า “I suggest…” (สมัยเรียนจุฬาฯ ตอนอาจารย์อภิปรายงานแปลนักเรียน อาจารย์จะใช้คำว่า “อาจารย์เสนอว่าคำนี้ควรจะแปลอย่างนี้ เพราะ…” กรณีนักแปลได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าที่เป็นtranslation agency บางที่จะมีแนวทางว่าให้ ดู accuracyเป็นหลัก อย่าแก้ไขสไตล์)

เรามาดู case study 

1. คุณได้รับการว่าจ้างให้ถอดเทปและแปลคำให้การระหว่างฟัง คุณรู้สึกว่าเสียงคุ้นๆ พอฟังไปเรื่อยๆ มีชื่อคน มีสถานที่และรายละเอียดอื่นๆ คุณแน่ใจว่าผู้ต้องหา เป็นคนรู้จัก คุณจะทำอย่างไร

แนวแนวทางแก้ปัญหา - ขอถอนตัวจากงานนี้ เพราะมี conflict of interest (ถึงทู่ซี้ทำล่ามก็เสี่ยงจะไม่เป็นกลาง โดยอาจเผลอแปลในทางที่ช่วยเพื่อนก็ได้)

2. Translation agency จ้างคุณแปลเอกสารประจำตัวบ่อยจนกลายเป็นลูกค้าประจำวันหนึ่งลูกค้าบอกว่า เพื่อความสะดวก ขอให้คุณส่ง e-signature มาหน่อย เพื่อจะได้จัดการเอกสารแปลแทนคุณได้เร็วขึ้น คุณจะทำอย่างไร

แนวแนวทางแก้ปัญหา - สิ่งที่ต้องคิดคือ How far do you trust these people? แต่คนที่มาร่วมอบรมส่วนใหญ่ บอกว่า ไม่ให้ ถึงอย่างไร e-signature ที่ปรากฏในPDF สามารถตัดแปะลงในเอกสารตัวใหม่ได้หรือหากเป็นตราประทับที่ชัดเจน ก็สามารถนำไปสแกนเพื่อดึง e-signature ออกมาได้

คุณเดฟบอกว่า ทุกครั้งที่ประทับตรา NAATIจะลงวันที่กำกับบนตรา (เขียนทับตรา) เสมอ ถ้ามีคนดึงออกไปทำ e-signature อาจจะลำบากเพราะหมึกมันทับซ้อนกัน หรือนักแปลอาจใช้ PDF เวอร์ชั่นที่สามารถล็อกไฟล์ไม่ให้มีการตัดแปะ แก้ไขใดๆ ได้

3. ลูกค้ากำลังจะขอวีซ่าธุรกิจซึ่งต้องส่งเอกสารการจัดตั้งบริษัทในประเทศบ้านเกิดของลูกค้า แต่เนื่องจากเอกสารมันเยอะตัวแทนขอวีซ่าบอกว่า ให้แปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดค่าใช้จ่าย คุณจะรับงานนี้หรือไม่เพราะอะไร

แนวแนวทางแก้ปัญหา – เวลาที่แปลเฉพาะบางส่วนของเอกสาร ให้คำนึงเสมอว่าผู้อ่านจะเข้าใจหรือไม่เพราะเนื้อหา out of context คุณเดฟบอกว่า สามารถรับงานได้แต่ให้พาดหัวเอกสารแปลว่า “Partial Translation of xxx” และเพิ่มเติมใน certification wording ด้านล่างเอกสารว่า “At the request of the client, only the highlighted paragraphs are translated.” และตัวแปลทุกย่อหน้าต้องเขียนกำกับเช่น หน้า 2 ย่อหน้า 3 หรือหากไม่ต้องการรับงาน ก็ปฏิเสธลูกค้าได้เช่นกัน

4. ลูกค้าจ้างแปลใบสมรส ซึ่งในเอกสารระบุชื่อและนามสกุลแต่ไม่ได้ระบุชื่อรอง ลูกค้าต้องการให้คุณระบุชื่อรองลงไปด้วย โดยลูกค้าแสดงเอกสารประจำตัวอื่นๆให้ดูว่า ปัจจุบันลูกค้าใช้ชื่อจริง ชื่อรอง และนามสกุล คุณจะทำอย่างไร

แนวแนวทางแก้ปัญหา – มีคำตอบเดียวคือ ถ้าต้นฉบับไม่มี คำแปลก็ต้องไม่มี ถ้าขืนใส่ไป กลายเป็นการดัดแปลงแก้ไขเอกสารมีความผิด ยิ่งพวกเอกสารใช้ในคดีความ ไปแปลแบบ addition หรือomission อาจมีผลที่ตามมาร้ายแรง นักแปลสามารถบอกลูกค้ารายนี้ให้ไปขอแก้ไขเอกสารที่สำนักงานเขตแล้วค่อยส่งเอกสารฉบับที่แก้ไขแล้วมาแปล

ในส่วนเอกสารไทยก็มี คือ ใบเกิดใช้ชื่อหนึ่ง บัตร ปชช ปัจจุบัน เป็นอีกชื่อหนึ่ง แต่ไม่มีใบเปลี่ยนชื่อ ตรงนี้แก้ปัญหาได้โดยให้ลูกค้าไปขอหนังสือรับรองบุคคลคนเดียวกัน (certificate of one and the same person) ที่อำเภอ แล้วส่งแปลเพื่อยืนยันว่าคนนี้เป็นคนเดียวกัน

5. คุณได้รับการว่าจ้างให้ล่ามให้ลูกค้าที่ สำนักงานประกันสังคม (ที่นี่คือ Centrelink) ลูกค้าพาญาติมาด้วย ระหว่างล่ามนั้น ญาติคอยแทรกเป็นระยะว่าล่ามแปลผิดนะ โน่นนี่นั่น คุณจะทำอย่างไร

แนวแนวทางแก้ปัญหา – แจ้งหน่วยงานว่า ญาติของลูกค้าท้วงติงบ่อยๆทำให้การทำงานติดขัด ให้หน่วยงานตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร หน่วยงานอาจจะบอกลูกค้าว่า ให้ญาติอยู่เฉยๆและให้ล่ามทำหน้าที่ของล่ามไป

อันนี้ก็เคยมีเคสของเพื่อนที่ภูเก็ต เธอล่ามๆ ไปทนายของอีกฝ่ายก็ล่ามแทรก พอหลายๆ ครั้งเข้า ก็ต้องอธิบายว่านี่มันหน้าที่ล่าม ทนายก็ทำหน้าที่ของทนายไป ซึ่งท่านผู้พิพากษาก็เห็นด้วย

หากใครสนใจเรียนเรื่องจรรยาบรรณนักแปลและล่ามแบบเต็ม18 ชั่วโมงสามารถสมัครเรียนทางออนไลน์ได้ที่เว็บ NAATI เรียนจบได้รับใบประกาศนีบัตร มี case study ให้ทำมากมายมี mentor ส่วนตัวให้





Create Date : 20 พฤษภาคม 2559
Last Update : 20 พฤษภาคม 2559 10:20:38 น.
Counter : 911 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 304 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here https://www.nctranslation.net
https://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: 18 Feb - 30 June 2018
(Last update: 15 Feb 2018)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
พฤษภาคม 2559

1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
All Blog