ความเปลี่ยนแปลงทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง กรณีศึกษา : บ้านปราสาทตาเล็ง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ
ความเปลี่ยนแปลงทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง
กรณีศึกษา : บ้านปราสาทตาเล็ง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ




บ้านปราสาท หมู่ที่ 1 ต.ปราสาท อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เดิมเป็นป่าดงดิบล้อมรอบแหล่งอารยะธรรมปราสาทหินโบราณ มีนายเล็ง ภาษี ราษฎรมาจากบ้านกันทรอม อพยพเข้ามาอยู่บริเวณด้านตะวันตกของปราสาทหินเป็นคนแรก จึงเรียกปราสาทนี้ว่า “ปราสาทตาเล็ง” ภายหลังมีนายแก้ว จันทร์เลิศ และราษฎรบ้านลุมพุก ตำบลกันทรารมย์ อพยพเข้ามาอยู่และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางราชการได้อนุมัติให้ตั้งหมู่บ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยให้ชื่อว่า “บ้านปราสาท” ขึ้นกับตำบลแจนแวน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายแก้ว จันทร์เลิศ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ต่อมาทางราชการได้แบ่งเขตการปกครองใหม่ ให้บ้านปราสาทขึ้นกับตำบลบังอีง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดขุขันธ์ ในปี พ.ศ. 2480 มีพระราชบัญญัติให้ยุบจังหวัดขุขันธ์เป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดศรีสะเกษ บ้านปราสาทจึงได้ขึ้นกับตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ และในปี พ.ศ. 2529 ได้แยกตำบลปราสาทออกจากตำบลกันทรารมย์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

รายนามผู้ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านจากอดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่ นายแก้ว จันทร์เลิศ , นายสุข จันทร์เลิศ , นายบุดดา ภาษี, นายมี บัวทอง, นายทูน จันทร์นัน, นายกล่อม สมบรรดา(เป็นกำนันตำบลกันทรารมย์) นายมิน นัยสว่าง, นายสนั่น บัวทอง, นายสมชาย พิมพ์วงศ์ และนายเกียรติศักดิ์ นัยสว่าง คนปัจจุบัน








บ้านปราสาทอยู่ห่างจากตัวอำเภอขุขันธ์ 20 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษประมาณ 70 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ และติดต่อกับตำบลดู่ อำเภอปรางค์กู่ รวมทั้งติดต่อกับอำเภอสังขะและอำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ด้วย

จากการสอบถามและคำบอกเล่าผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน บ้านปราสาทเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านดั้งเดิมตั้งรกรากกว่า 200 ปี มาแล้ว และในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต่างก็เลี้ยงชีพด้วยการทำนา จับปลา ล่าสัตว์ ทอผ้า รอบๆ หมู่บ้านมีหนองละเบิก สระโอร สระตาตวง เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่พอใช้ได้ทั้งหมู่บ้าน ช่วงที่ผู้เขียนเกิดใหม่ จำความได้ บริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านยังสามารถจับปลาช่อนขนาดเท่าลำแขนมาทำกับข้าวได้ทุกครัวเรือน

เมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา บริเวณป่าและทุ่งหญ้าใกล้ๆ หมู่บ้าน ยังมีเก้ง กวาง กระต่าย วิ่งให้เห็นอยู่ตามชายป่า แต่เดี๋ยวนี้ถูกล่าจนไม่เหลือให้เห็นแล้ว อย่างไรก็ตามป่าในบริเวณนี้ไม่ใช่ป่าใหญ่ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าผสมป่าละเมาะ ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้นานาชนิด โดยเฉพาะที่ป่ากูกเปราะฮ์ (ป่าโคกเพราะ) ยังคงสภาพเป็นป่าให้เห็นถึงปัจจุบัน




ปัจจุบัน ครัวเรือนในหมู่บ้านปราสาท มีประมาณ 270 ครัวเรือน ตั้งแต่รุ่นคุณทวด รุ่นคุณปู่ ของคนในหมู่บ้านนี้ ได้อพยพมาจากบ้าน กันทรอม บ้านลุมพุก บ้านโคกสูง บ้านอัมปึล ขณะนี้ชาวบ้านปราสาททุกคนใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร มีประเพณีวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งเราจะได้กล่าวต่อไป




จากอดีตจนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านปราสาทเป็นหมู่บ้านที่พึ่งตนเองได้แทบทุกด้าน กล่าวคือ สามารถผลิตข้าวได้พอเพียง เลี้ยงวัว ควาย หมู เป็ด ไก่ ไว้เป็นอาหาร และเป็นรายได้ของครัวเรือน มีการทำประมงน้ำจืด จับปลาไว้กินเองในครัวเรือนและขายเป็นรายได้ มีการจักสานอุปกรณ์เครื่องใช้ในการทำมาหากินเอง รวมทั้งมีการทอผ้าไว้ใช้เอง

ปัจจุบันการจักสานกำลังจะหมดไป เพราะชาวบ้านหันไปใช้ภาชนะสมัยใหม่แทน แม้ว่าขณะนี้ผ้าจากโรงทอผ้าเป็นที่แพร่หลาย คนในหมู่บ้านทั่วไปนิยมซื้อมาใช้ แต่การปลูกหมอนทอผ้าไหมก็ยังมีให้เห็นมีบางครัวเรือน เพราะว่าโดยประเพณีของชาวบ้านที่นี่ เมื่อลูกสาวแต่งงานพ่อแม่จะต้องมอบผ้าไหมจำนวนหนึ่งแก่ลูกสาว ดังนั้นจึงต้องมีการทอผ้าไหมสะสมไว้ ยิ่งบ้านไหนมีลูกสาวหลายๆคน ก็ต้องทอไว้มากๆ





ผู้หญิงในหมู่บ้านนี้ตั้งแต่ระดับวัยรุ่นขึ้นไป ทอผ้ากันเป็นทุกคน พวกเราจึงยังคงได้เห็นภาพที่น่าปลื้มว่า เด็กสาวในหมู่บ้านเหล่านี้ เมื่อเสร็จจากหน้านาแล้ว ก็จะใช้เวลาว่างทอผ้าเก็บไว้ใช้ ไม่ต้องออกไปเร่ร่อนทำงานในเมือง จนกลายเป็นสาวโรงงานหรือผู้หญิงขายตัว

ส่วนผู้ชายหลังจากเสร็จหน้านาแล้ว ตามขนบธรรมเนียมประเพณีในเรื่องการเลี้ยงชีพของหมู่บ้าน พวกเขาจะตัดไม้ไผ่มาเหลาทำแคร่ ทำเตียง ทำข้อ ทำไซ เป็นเครื่องมือจับปลาหาเลี้ยงครอบครัว บ้างก็ทำการซ่อมแซมบ้านเรือน ซ่อมคันไถ คราด หรือไม่ก็ช่วยกันสร้างยุ้งฉางไว้เก็บผลผลิตที่เป็นข้าวเปลือก หากปีไหนมีข้าวเปลือกเหลือมาก ๆ ก็นำไปขายหรือเก็บไว้แลกเปลี่ยนกับคนในหมู่บ้านอื่นๆ สิ่งที่พวกเขาต้องเอาข้าวเปลือกแลกเปลี่ยนก็ได้แก่ พวกเครื่องเหล็ก มีดพร้า จอบ เสียม รวมทั้งของกินที่ไม่มีในท้องถิ่นด้วย เช่นปลาทูเค็มก็นำมาแลกข้าวได้เช่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบันการใช้สิ่งของแลกเปลี่ยนเกือบจะไม่มีให้เห็นแล้ว สิ่งของทุกอย่างต้องซื้อด้วยเงิน ที่ยังพอมีอยู่ก็คือเอาข้าวไปแลก หรือพ่อค้าเอาของมาแลกข้าวบ้างเป็นบางราย




คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงาน (อายุ 15 – 60 ปี) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 300 คน จากประชากรในหมู่บ้าน 500 คน ต่างก็ใช้แรงงานอยู่ในหมู่บ้าน ทำการผลิต บริโภคหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน แทบจะไม่มีแรงงานเคลื่อนย้ายออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปทำงานที่อื่น ๆ เลย แต่ประมาณ 10 ปีมานี้ มีคนวัยแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ออกไปทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานที่จังหวัดทางภาคกลาง กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร ในภาคตะวันออกแถบจังหวัดชลบุรี จันทบุรีและระยอง ไปทำงานได้ปีสองปี ก็กลับมาบ้านพร้อมพาสามีมาด้วย



ก่อนหน้านี้การคมนาคมติดต่อกับหมู่บ้านอื่นๆ ใช้ทางเกวียนเท่านั้น หรืออย่างดีก็เป็นทางลูกรัง โดยใช้วัวสองตัวในการลากเกวียน ในหมู่บ้านเองก็มีการจัดวางผังการปลูกบ้านเรือนเป็นแถวเป็นแนว โดยมีทางเกวียนเป็นเส้นทางออกไปสู่ทุ่งนารวมทั้งออกไปสู่ตัวอำเภอ ปัจจุบันทางเกวียนถูกพัฒนาเป็นทางลาดยางเรียบร้อยแล้ว ถนนภายในหมู่บ้านเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก รถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์เข้ามาแทนเวียน การเลี้ยงวัวเอาไว้ใช้ลากเกวียนก็หดหายไป ซึ่งแต่เดิมนั้นครอบครัวหนึ่งมักจะเลี้ยงวัวประมาณ 2 – 3 คู่ ไว้ลากเกวียน และเลี้ยงควายตัวผู้แรงดีประมาณ 5 ตัวไว้ไถนา ตอนนี้ชาวบ้านใช้รถคูโบต้าไถนาแทนควาย เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเลี้ยงควายไว้ไถนาเลย มีแต่เลี้ยงควายไว้ขายเท่านั้น ควายตัวผู้วัยรุ่นที่เคยเป็นกำลังหลักในการลากคันไถ ตอนนี้เป็นที่ต้องการของบรรดาพ่อค้าควายเพราะขายได้ราคาดี ตอนนี้หายากเต็มที ที่เห็นควายอยู่ในทุ่งนาเหลือแต่ควายตัวเมียเท่านั้น



กล่าวโดยสรุป จากอดีต (10 – 20 ปีก่อน) บ้านปราสาทยังเป็นหมู่บ้านที่เลี้ยงตนเองได้แทบจะทุกด้าน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผลผลิตจากภายนอกหมู่บ้านมากนัก ชุมชนค่อนข้างสงบสุขมีการเลี้ยงชีพที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เพราะปัจจัยยังชีพที่จำเป็นไม่ขาดแคลน ทรัพยากรของหมู่บ้านถูกใช้ไปเพื่อการบริโภคเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในหมู่บ้านโดยเฉพาะ และมันมีเกินพอสำหรับคนในหมู่บ้านได้กินได้ใช้กันมานับร้อยปี




จากอดีตใกล้ๆ ที่ ฟังจากพ่อแก่แม่เฒ่า หรือแม้แต่คนหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ประกอบกับสภาพแวดล้อม ขณะที่เราเข้าไปสำรวจ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแบบอย่างของหมู่บ้านพึ่งตนเอง ทางการผลิตและการดำรงชีพ ซึ่งปัจจุบันแทบจะหาดูไม่ได้ในหมู่บ้านต่างๆ ในประเทศไทย อย่าว่าแต่จะดูการพึ่งตนเองในปัจจุบันเลย แม้แต่ร่องรอยของอดีตก็ไม่อาจเหลือให้เห็น เช่น หูกทอผ้า ปัจจุบันนี้ในหมู่บ้านต่างๆ ไม่เหลือไว้ให้เห็นเป็นอนุสรณ์ แต่ที่บ้านปราสาทหูกทอผ้าแบบดั้งเดิมที่เคยใช้กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตาทวด ยังพอมีให้เห็นบางครัวเรือน



ตามกฎไตรลักษณ์ซึ่งเป็นสัจจะธรรมของโลกนั้น ย่อมมีเกิดในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในขั้นกลาง และเสื่อมสลายในที่สุด มันเป็นกฎอนิจจังของโลก ที่ว่าสิ่งทั้งหลายไม่คงที่ ไม่เที่ยงแท้ มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้นย่อมเป็นการแน่นอนว่าชุมชนพึ่งตนเองตามแบบอย่างแห่งอดีต ย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามเหตุปัจจัย



แต่อดีตก็ให้คุณค่าและบทเรียนที่จะต้องศึกษาและสรุป แม้ว่าโครงสร้างและเนื้อหาของสังคมอดีตไม่อาจจะอยู่คงนิรันดรและเราไม่อาจเหนียวรั้งฝังกฎอนิจจังได้ แต่ถ้าหากว่าเราได้ศึกษา จะพบว่าหลักการและกฎเกณฑ์บางอย่างที่ได้ผ่านการทดสอบทางประวัติศาสตร์ด้วยกาลเวลาและสถานการณ์แล้ว มันยังคงคุณค่าและเป็นอมตะของมัน ก็สมควรที่เราอนุชนรุ่นหลังจะต้องนำมาสืบทอด และพัฒนาปรับปรุงให้มันมีคุณค่ายิ่งขึ้น




หลักการพึ่งตนเองได้ของชุมชน หมู่บ้าน เป็นหลักการที่ควรศึกษาและพิจารณา อย่างจริงจังเพื่อนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติบ้านเมืองของเรา การพึ่งตนเองได้ของชุมชนจะเป็นหลักอมตะทางประวัติศาสตร์หรือไม่ เราใครขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การพึ่งพาของชุมชนต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงที่มาเยือน

การคมนาคมติดต่อกับท้องถิ่นอื่นๆ ในอดีตล้วนแต่กันดาร ใช้ทางเกวียน ทางลูกรังเป็นหลัก โดยเฉพาะบ้านปราสาทนี้ เพิ่งจะมีถนนเชื่อมถึงตัวเมืองขุขันธ์เมื่อปี 2538 นี้เอง เป็นถนนที่สร้างจากบ้านราษีพัฒนา – บ้านสกุล ผ่านบ้านปราสาท และถนนจากบ้านสังขะ-บ้านปราสาท เมื่อปี 2542 ส่วนไฟฟ้าได้เข้าถึงหมู่บ้านเมื่อประมาณปี 2533


ทันทีที่มีถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านกับเขตเมืองและไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้าน ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว



ประการแรก เกวียนหายไปจากหมู่บ้าน การเลี้ยงวัวตัวผู้ไว้ลากเวียนก็หมดไป วัวแทบไม่มีให้เห็นตามทุ่งนา เหลืออยู่เพียงบ้างครอบครัวเท่านั้นที่เลี้ยงไว้เพื่อขาย หรือเลี้ยงไว้ล้มตอนมีงานสำคัญ ๆ






ประการที่สอง มอเตอร์ไซค์กลายเป็นพาหนะประจำครัวเรือน ซึ่งจะเห็นมีใช้กันทุกบ้านเลยก็ว่าได้บางครอบครัวมี 2 – 3 คันก็มี



ประการที่สาม มีการเร่ขายสินค้าแทบทุกวันเขาเหล่านั้นมาจากเขตเมืองนำสินค้าประเภท กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า อาหาร นำไปขายชาวบ้าน




ประการที่สี่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท ตู้เย็น โทรทัศน์ พัดลม โทรศัพท์มือถือ จานดาวเทียม เลื่อยไฟฟ้า กบใสไม้ไฟฟ้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เริ่มทยอยเข้าหมู่บ้านหลังจากทางการปักเสาไฟฟ้าไม่นาน




ประการที่ห้า วิถีชีวิตทุนนิยม เริ่มคืบคลานเข้าแทนที่วิถีดั้งเดิมของหมู่บ้านโดยเฉพาะการบริโภคและการทำงาน

ในการเปลี่ยนแปลงประการแรก มีผลทำให้สัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านลดลง เนื้อสัตว์ที่ใช้บริโภคก็เริ่มซื้อหาจากตลาด หรือซื้อหาจากแหล่งนอกชุมชน ปุ๋ยคอกที่เคยมีปริมาณมากก็ลดน้อยลงอย่างรวดเร็วชาวบ้านต้องหันไปใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง เพิ่มมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงประการที่สอง ทำให้เกิดมีการเอาอย่างสร้างปมเด่น บ้านไหนมีมอเตอร์ไซค์ก็ทำให้ดูว่ามีฐานะมีหน้าตา แต่ละครอบครัวมักจะดิ้นรนซื้อหามาใช้ โดยเฉพาะบ้านไหนมีลูกชายหนุ่มๆ หรือเป็นวัยรุ่นนี้ มักจะรบเราให้ครอบครัวมีมอเตอร์ไซค์




มอเตอร์ไซค์ในหมู่บ้านได้สร้างวัฒนธรรมสัญจรในหมู่วัยรุ่นหรือวัยชายหนุ่ม กล่าวคือ พวกที่มีมอเตอร์ไซค์ มักจะขับมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยว เที่ยวไปเที่ยวมาโดยไม่มีความจำเป็น เป็นการสัญจรเพื่อเที่ยวเตร่เฮฮาเป็นหลัก พฤติกรรมเช่นนี้นอกจากใช้เวลาให้หมดไปโดยไม่ได้ทำงานแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองมากด้วย เพราะต้องเสียค่าน้ำมันและเสียค่าซ่อมมอเตอร์ไซค์ และเพราะมอเตอร์ไซค์มีใช้กันเกร่อเห่อกันมาก วันที่เราไปถึงก็มีการเปิดร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ขึ้นมา ในหมู่บ้านร้านหนึ่ง ปรากฏว่าเพียงเปิดวันแรกก็มีลูกค้าหลายรายแล้ว




การเปลี่ยนแปลงประการที่สาม บรรดาเร่ขายสินค้าต่างๆ ต่างก็พยายามโฆษณายั่วกิเลสชาวบ้านให้เกิดความต้องการทั้งเป็นความต้องการที่จำเป็นและความต้องการที่ฟุ่มเฟือยมีสินค้าหลากหลาย ไปบริการถึงหมู่บ้านได้มากขึ้น กล่าวในแง่ความต้องการอันไม่จำกัดของมนุษย์ ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสบริโภคสินค้า กล่าวในแง่ความฟุ่มเฟือยแล้วชาวบ้านถูกกระตุ้นให้ฟุ่มเฟือยมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงประการที่สี่ ทำให้ชาวบ้านมีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น มีรถยนต์ มีจานดาวเทียม ได้รับข่าวสารสาระบันเทิงมากขึ้น หูตากว้างขึ้น การรับรู้โลกและเหตุการณ์มีมากขึ้น ขณะเดี่ยวกันก็เกิดการเอาอย่างสร้างปมเด่น ดิ้นรนขวนขวายเปลืองค่าใช้จ่ายของครอบครัวมากขึ้นขณะที่บางครอบครัวยังไม่พร้อมจะมีสิ่งเหล่านี้ได้




การเปลี่ยนแปลงประการที่ห้า มีผลทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเริมปริและแตกสลายในที่สุด ขณะนี้การทำงานประเภทร่วมแรงทำงานหรือการลงแขกกำลังจะหมดไป ระบบการว่าจ้างเข้ามาแทนที่มีเหตุผลใหญ่ 3 ประการ ที่ทำให้ระบบการทำงานร่วมแรงสลายไป






ประการแรก ผู้มาลงแรงร่วมทำงานต้องการเงินเพื่อนำไปซื้อสิ่งที่ตนต้องการ เพราะขณะนี้ความหลากหลายของสินค้า ทำให้เกิดความต้องการสินค้าต่างๆ มากขึ้น

ประการที่สอง การผลิตของหมู่บ้าน เริ่มเน้นการผลิตสินค้าใดสินค้าหนึ่งเป็นหลัก แต่ละครัวเรือนเริ่มมีผลผลิตเพื่อดำรงชีพเพียงชนิดเดียว ผลผลิตอื่นๆจึ่งต้องซื้อมาจากตลาดทำให้มีความต้องการใช้เงินมากขึ้น

ประการที่สาม ในภาวะปัจจุบันที่มีลัทธิการบริโภคเข้าครอบงำหมู่บ้าน ผู้ที่ต้องการระดมแรงงานเพื่อนบ้านมาช่วยงาน จะต้องรับภาระเลี้ยงดูหนักมากตามความเรียกร้องของคนลงแรง มีทั้งอาหาร กับแกล้มสุรา น้ำอัดลมและขนมแปลกๆ สิ่งเหล่านี้สมัยก่อนๆ สามารถผลิตขึ้นหรือปรุงขึ้นมาเองในหมู่บ้านแต่เดี๋ยวนี้ล้วนแต่ต้องซื้อ บางครั้งค่ารับรอง ค่าเลี้ยงดูแรงงานสูงกว่าการจ้างแรงงานเสียอีก ดังนั้นผู้ต้องการแรงงานจึงต้องหันไปใช้วิธีจ้างแรงงานแทนการลงแขก

การเปลี่ยนแปลงห้าประการดังกล่าว อาจสรุปเป็นภาษาวิชาการว่า “เป็นการวิวัฒนาการของโครงสร้างทางสังคม จากสังคมเดิมไปสู่สังคมทุนนิยม” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การขยายตัวของทุนนิยม ได้ซึมเซาะสังคมดั้งเดิมให้สลายตัวลงทีละน้อยๆ จนสิ้นไปในที่สุด

สถานการณ์การสลายตัวของสังคมดั้งเดิมในบ้านปราสาทเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่ชุมชนตกเป็นตลาดใหม่ของเมือง บ้านปราสาทกำลังกลายเป็นแหล่งระบายสินค้านานาชนิดจากเมือง เหมือนกับหมู่บ้านทั่วไปในประเทศไทยขณะนี้ การเป็นหมู่บ้านพึ่งตนเองทางการผลิตกำลังจะสิ้นสุดลง เราคาดว่าอีกห้าปีข้างหน้า บ้านปราสาทจะไม่มีร่องรอยของหมู่บ้านพึ่งตนเองให้เห็นอีก

ที่เราคาดเช่นนี้ด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก ทรัพยากรของหมู่บ้านที่เคยมีพอเลี้ยงคนในหมู่บ้านตามความจำเป็นนั้นกำลังจะหมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะด้านหนึ่งชาวบ้านต่างเก็บรวบรวมเอาไปขาย เพื่อให้ได้เงินมาซื้อสินค้าจากเมือง การเร่งรัดเก็บรวบรวมเพื่อขาย ย่อมทำให้ทรัพยากรหมดเปลืองไปรวดเร็วกว่าการรวบรวมไว้กินใช้ในครัวเรือน อีกด้านหนึ่งการคมนาคมที่สะดวกทำให้ข้าวปลาอาหารและผู้คนออกนอกหมู่บ้านรวดเร็วยิ่งขึ้น ทรัพยากรของบ้านปราสาทจะขาดแคลน ไม่พอที่จะเลี้ยงตนเองได้อีกต่อไป





ประการที่สอง รายได้หลักของบ้านปราสาทขณะนี้ก็คือรายได้จากผลผลิตและจากทรัพยากรของหมู่บ้าน ถ้าทรัพยากรหมดไป เช่น พื้นที่ปลูกข้าวลดลง ปลาลดลง ที่ดินหลุดมือไปอยู่ในมือของนายทุน เงินกู้จากเมืองลดลง รายได้ของชาวบ้านปราสาทก็ต้องลดลง ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องซื้อจากเมืองมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดชาวบ้านก็จะต้องดิ้นรนไปหารายได้นอกหมู่บ้าน จะต้องมีการเคลื่อนย้ายแรงงานขนาดใหญ่จากหมู่บ้านเข้ากรุงเทพฯ หรือแม้แต่ไปประเทศตะวันออกกลางก็เป็นไปได้

เด็กสาวในหมู่บ้านที่เราเคยได้เห็นทอผ้าไหมอยู่ใต้ถุนบ้านคงต้องหยุดทอ เพราะคนในหมู่บ้านไม่นิยมใช้ผ้าไหม แต่หันไปใช้เสื้อผ้าตามแฟชั่น ของกำนัลลูกสาวที่จะแต่งงานก็อาจต้องเปลี่ยนเป็นผ้ายีนส์แทนที่จะเป็นผ้าไหม เด็กสาวเหล่านี้ก็คงไม่เห็นประโยชน์ ที่จะต้องทอผ้าไหมต่อไป คงจะต้องดิ้นรนขวนขวายหาเงินทองมาซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอาง

คงต้องมาเป็นคนใช้ตามบ้าน เป็นสาวโรงงานหรือไม่ก็กลายเป็นคนว่างงาน





การเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านตามเส้นทางดังกล่าว มันได้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วไปในประเทศไทยของเราภายใต้นโยบายมุ่งการพัฒนาทำให้ทันสมัย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มันจะดีหรือไม่ดีอย่างไรเราต้องมาพิจารณากันต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมดุล

ชุมชนดั้งเดิมนั้น การดำรงชีพของชุมชนมีความกลมกลืนกับธรรมชาติหล่อเลี้ยงบำรุงชีวิตชุมชน ขณะเดียวกันชุมชนก็เป็นผู้หล่อเลี้ยงบำรุงธรรมชาติ ในบ้านปราสาทที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุ่งหญ้า ข้าวกล้าและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ทำให้ชาวบ้านสามารถที่จะเลี้ยงวัวควายได้ครอบครัวละหลายสิบตัว




ชุมชนแห่งนี้อุดมไปด้วยสัตว์เลี้ยง ทำให้แผ่นดินบริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีปุ๋ยธรรมชาติที่เพียงพอ โดยเฉพาะมูลวัว มูลควาย ที่เรี่ยราดตามทุ่งนา คลุกเคล้าผสมใบไม้ใบหญ้า หมักหมมเป็นปุ๋ยธรรมชาติ บำรุงพืชพันธ์ให้งอกงามและวัชพืชจำพวกหญ้าที่งอกงามก็กลายเป็นอาหารอันโอชะของวัวควายต่อไป วัฏจักรแห่งธรรมชาติมันมีความสมดุลเกื้อต่อการดำรงชีพของชุมชน วัวควายอ้วนพี ข้าวกล้าในนาก็งอกงามดี ป่าดงพงพีก็ดื่นดก ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล





ครั้งความทันสมัยเข้ามาเยือน ทางคมนาคมสะดวก มีรถมอเตอร์ไซค์ มีไฟฟ้า มีจานดาวเทียม มีโทรศัพท์มือถือ มีรถคูโบต้า มีคนแปลกหน้าเข้าไปกอบโกยทรัพยากรจากหมู่บ้าน ความทันสมัยที่เกิดขึ้นมันไม่ค่อยได้รับใช้ชุมชน แต่คนนอกชุมชนอันได้แก่ บรรดาพ่อค้านายทุนจากเมืองนั้นเองที่สามารถใช้ความทันสมัยไปหาผลประโยชน์ทางการค้าจากชุมชน

ดังได้กล่าวแล้วว่าขณะนี้จำนวนวัวควาย ในหมู่บ้านลดลงอย่างน่าใจหาย มูลวัว มูลควายก็ขาดแคลน ต้นไม้ใบหญ้าก็ลดลง ปุ๋ยธรรมชาติกำลังจะหมดไป ชาวบ้านต้องหันไปใช้ปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยเคมีก็ไม่เพียงพอ ราคาก็แพง ยิ่งต้องการปุ๋ยมากก็ยิ่งต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ราคาข้าวก็ยังตกต่ำ เมื่อปี 2552 – 2553 ขายข้าวได้กระสอบละไม่เกิน 700 – 800 บาท แต่ปุ๋ยเคมีราคากระสอบละ 1,000 บาทขึ้นไป ยาปราบศัตรูพืชและราคาสินค้าจำเป็นอื่นๆ ล้วนแล้วแต่แพงขึ้นทั้งสิ้น การทำมาหากินของชุมชนเริ่มประสบภาวะฝืดเคือง ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ขณะที่ชุมชนแบบเก่าเริ่มแตกสลายลงไป ชุมชนยุคใหม่เข้ามาแทนที่ แต่การเปลี่ยนแปลงไม่สมดุล สิ่งใหม่ๆ มันกลับไม่ได้เป็นของชุมชนอย่างแท้จริง มันเป็นเพียงเครื่องมือของผู้อื่นใช้เอาเปรียบชุมชนเท่านั้น

ที่กล่าวมามิได้หมายความว่า ผู้เขียนจะฝังหัวอยู่กับความสมบูรณ์ในอดีต เฟ้อฝันอยู่กับความดั้งเดิม ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง แต่ประเด็นของเราอยู่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมดุลจะนำความทุกข์ยากมาสู่ชุมชนทำให้ชุมชนเลวร้ายลงกว่าเดิม “การพัฒนา ย่อมหมายความว่า ทำให้ดีขึ้น ถ้าคิดทุกด้านแล้วทำให้ชุมชนแย่ลงมันก็ไม่ใช่การพัฒนาเป็นแน่ มันเป็นแต่เพียงความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น” เราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงของชุมชนเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ยกฐานะทางรายได้ฐานะทางการรับรู้เรียนรู้ และฐานะทางสังคมของชุมชนหมู่บ้านให้สูงขึ้น ถ้าทำได้ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาที่แท้จริง





โดย สังวีด โกนเซราะปราสาท
28 ธันวาคม 2553

อ้างอิง : กรณีศึกษาบ้านโพนม่วงแบบอย่างของการเลี้ยงตัวเอง, เอกสารประกอบการฝึกอบรมพัฒนากรก่อนประจำการ รุ่นที่ 88 ประจำปี 2552 กรมการพัฒนาชุมชน



Create Date : 30 ธันวาคม 2553
Last Update : 21 มีนาคม 2554 22:16:20 น.
Counter : 3242 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



tangkaodong
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ซีบาย ออย เดงกึด เบอ ทา ซี มินเดง กันนึด ซี เฮย จุ๊ฮฺ จอล
ธันวาคม 2553

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31