ความทรงจำในสายลมหนาว ตอนปี่ซังข้าวมหาสนุก
ความทรงจำในสายลมหนาว ตอนปี่ซังข้าวมหาสนุก




หากย้อนไปเมื่อคราวเป็นเด็กน้อย ผมเด็กชายสังวีด จีวจีว เกิด เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง ท้องทุ่งไร่นา โกว์ กระไบย์ ยัยตา ชาวไร่ชาวนา ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งหมู่บ้านอยู่ห่างจากตัวอำเภอขุขันธ์ ประมาณ 20 ก.ม. เรียกได้ว่าผมเติบโตในสังคมชนบทที่ผู้คนทั้งชุมชนใช้ภาษาเขมรเป็นหลักในการพูดคุยสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน มีบ่อยครั้งคนไทยหรือคนจากกรุงเทพเข้าไปพูดคุยด้วยเป็นภาษาไทยแทบจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว หากคนในชุมชนมีโอกาสได้พูดกับคนไทย(คนที่พูดภาษาไทยกลาง) ก็จำเป็นจะต้องมีการพูดไทยคำ เขมรคำ รวมทั้งต้องยกไม้ยกมือทำท่าทางประกอบด้วยจึงสื่อสารกันรู้เรื่อง มีอยู่ครั้งหนึ่งมีสาวจากภาคใต้มาเล่นด้วยที่บ้าน แม่ผมถาม “เนียงๆ โฮบบาย แล้ว หรือยัง?” สาวคนนั้น งง ตึ๊บ ได้แต่ทำท่ายิ้มๆ แบบไม่รู้ความหมาย รู้แต่ว่าแม่ถามอะไรสักอย่าง ไม่รู้จะตอบยังไงดี... จริงๆแล้วแม่ถามว่า "หนูๆ ทานข้าวมาแล้วหรือยัง?"





ไฟฟ้าเพิ่งเข้ามาในหมู่บ้านได้ไม่ถึงปี ยังไม่ทั่วถึงทุกหลังคาเรือน บางครอบครัวก็ใช้ไฟฟ้า บางครอบครัวก็ยังใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด หรือไม่ก็เป็น จะเล๊าะฮ์ (ขี้ไต้) หลายครอบครัวก็ยังใช้เพื่อเป็นแสงสว่างในยามหัวค่ำก็ยังมีให้เห็น การดำรงชีวิตของคนในชุมชน อยู่กันอย่างเรียบง่าย สงบสุข จะไปไหนมาไหนต้องเดินด้วยเท้าหรือไม่ก็ปั่นจักรยานเท่านั้น ถนนลาดยางไม่ต้องพูดถึง ไม่มีให้เห็นหรอกและก็ไม่รู้จักด้วย มีแต่ทางเกวียน ทางลูกรังพอมีบ้างและทางเดินเท้าเท่านั้น ทั้งหมู่บ้านมีโทรทัศน์อยู่เครื่องเดียวที่บ้าน แจนดง (ร้านขายของประจำหมู่บ้าน) เวลามีรายการชกมวยถ่ายทอดทางโทรทัศน์(เขาทราย แกแลคซี่) โทรทัศน์เครื่องเดียวก็ได้ดูได้ลุ้นกันทั้งหมู่บ้าน สนุกสนานทีเดียว ก็ถือโอกาสเวลามาดูโทรทัศน์นี้แหล่ะได้พูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยน สารทุกข์สุขดิบ ซึ่งกันและกัน ทำให้คนในชุมชนรู้จักและเข้าอกเข้าใจกันทั้งหมู่บ้าน หากมีใครคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วยไม่สบายหรือมีงานอะไร จะรู้กันทั้งหมู่บ้าน และก็จะไปช่วยดูแลกัน ทั้งๆที่ไม่มีหอกระจายข่าว หรือคลื่นวิทยุชุมชนเลย





กลางเดือนพฤศจิกายน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งรวงข้าวสีทองเหลืองอร่าม สุดลูกหูลูกตา อันเป็นเวลาเก็บเกี่ยวหลังจากที่ได้ออกแรงหว่านดำด้วยความยากลำบากมาตลอดทั้งฤดูฝน กับความหวังมีข้าวไว้เลี้ยงลูกหลานของผู้เป็นชาวนา



เช้าตรู่ ผมลุกตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศที่เหน็บหนาวจับขั้วหัวใจ เห็นแม่กำลังหุงหาอาหารไว้เป็นมื้อเช้า และไว้ห่อเป็นเสบียงเตรียมไปเป็นอาหารเที่ยงที่ทุ่งนาด้วย ส่วนคุณพ่อตื่นไปนาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แม่บอกว่า “พ่อตื่นเอาไม่ไผ่ไป สังก๊อดสะโรว์ (ดันรวงข้าวให้มันล้มไปทางเดียวกัน) ตั้งแต่ไก่เพิ่งขัน ประมาณ ตี สี่ โน้นแหละ ตอนเช้าน้ำค้างกำลังเยอะดี ทำให้เราดันรวงข้าวให้มันล้มไปทางเดียวกันได้ง่าย เวลาเกี่ยวข้าวต้นข้าวจะไม่ล้มระเกะระกะ ทำให้เกี่ยวได้ง่ายขึ้น” แม่พูดไปด้วย พร้อมกับพลิกปลาช่อนตัวโตที่กำลังถูกย่างในตะแกรงบนเตาและหมกปลาซิวให้สุกอย่างทั่วถึง ขณะที่ผมก็ถือโอกาสนี้ผิงไฟรับไออุ่นคลายความเหน็บหนาวจากเตาย่างปลาไปด้วยในตัว ส่วนลูกหมาตัวน้อยก็กำลังนอนขลุกหลับสบายอยู่บนกองขี้เถ้าที่ก่อกองไฟเผาไล่ยุงเมื่อคืน



พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า แง๊งๆ แง้งๆ ฮุ้ยๆ เสียงจากกระดิ่งที่ผูกติดไว้กับคอควายผสานกับเสียงคนผู้เป็นเจ้าของควาย ดังเป็นจังหวะดนตรี มาจากถนนที่อยู่ริมรั้วข้างบ้าน เพื่อนบ้านเริ่มทยอยต้อนวัวต้อนควายออกจากคอกไปสู่ท้องทุ่งอันเป็นที่นาของตนเอง จากนั้นแค่เพียงแป๊ปเดียวไม่ถึงชั่วโมงทุกคนในหมู่บ้านก็จะพากันทยอยหาบสำรับกับข้าว อุ้มลูกจูงหลาน ต้อนวัวควายออกไปสู่ท้องทุ่งนาจนหมด เพื่อไปเกี่ยวข้าว ลูกหมาตัวน้อยๆก็วิ่งต้อยๆ กระดิกหางติดตามมาด้วย ทั้งหมู่บ้านก็จะเงียบเหลือก็เพียงแค่คุณตากับคุณยาย เท่านั้นที่อยู่เฝ้าบ้านเพราะท่านสูงอายุแล้ว





วันนี้เป็นวันเกี่ยวข้าววันแรก มีเพื่อนบ้าน ตา-มอก ตาแดง ไยย์วิง อมลืง (คุณตา-มอก ตาแดง คุณยายวิง และลุงเหลือง) มาช่วยเกี่ยวข้าวด้วย เพราะที่นาของเขาเป็นข้าวหนักยังสุกไม่เต็มที่ต้องรออีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์จึงเกี่ยวได้ วันนี้จึงมีเพื่อนมาช่วยเกี่ยวข้าวด้วยหลายคน





บรรยากาศวันนี้ครึกครื้น เกี่ยวข้าวไปด้วยเปิดวิทยุ AM ฟังคลื่น กวส.1 สุรินทร์ ไปด้วย ฟัง ตา-มอก โม้เรื่องอดีต ฟังคุณพ่อเล่าพื้นตา-มอก ไปด้วย(เล่าพื้นความเดิมของ ตา-มอก ตอน ตา-มอก ชวนไปขอสาว ความว่าตอนที่ตา-มอก แอบรักสาวบ้านหนองครองซึ่งเป็นหมู่บ้านติดๆกัน เขาหลงไหลและอยากได้มาเป็นเมียอย่างมาก จึงเอ่ยปากเชิญเพื่อนก็คือคุณพ่อผมเอง และชวนเพื่อนๆ อีก สองสามคน ว่าจะให้พาไปขอสาวคนนั้น พอตกลงกันได้ว่าจะไปวันไหนกันแล้ว สายๆ ก็เลยพากันไปขอสาวตามที่ตกลงกันไว้ พอไปถึงระหว่างทางเป็นป่า เพื่อนๆที่มาด้วยกันก็บ่นว่าปวดขี้ขอเข้าป่าก่อน อีกคนก็บอกว่าปวดขี้ขอเข้าไปขี้ในป่าสักพัก เพื่อนๆทุกคนในคณะบอกว่าปวดขี้ขอเข้าป่าก่อน แล้วทุกคนก็หายเงียบเข้าไปในป่า ไม่มีใครโผล่ออกเลย ตา-มอก คอยตั้งแต่สาย จนถึงเที่ยง ก็ไม่เห็นเพื่อนคนไหนโผล่ออกมาจากป่าสักที เขารอด้วยความหวังจนถึงบ่ายก็ยังไม่มีใครโผล่ออกมาจากป่าสักคน ก็เลยหมดความอดทน โมโห หงุดหงิด เดินกลับบ้านคนเดียวทำให้ไปไม่ถึงบ้านผู้สาว จริงๆแล้ว ตา-มอก โดนเพื่อนๆ หลอกว่าจะไปขอสาวให้ โดยเพื่อนๆ พากันแอบหนีกลับบ้านก่อน ปล่อยให้ ตา-มอก รอเก้ออยู่คนเดียว ) เรื่องนี้เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี





ปี๊ด.... ปี้ ... ปี๊ด.... ขณะเกี่ยวข้าว วันนี้ผมได้ของเล่นชิ้นใหม่ มันคือปี่ เล็กๆ ที่ทำมาจากซังข้าว (แถวบ้านผมเรียกว่า “กันเจรียง”) สามารถเอามาทำเครื่องดนตรี เป่าเล่นเป็นบทเพลงอันไพเราะสร้างความสนุกสนานตามประสาเด็กๆได้




วิธีทำไม่ยากเมื่อเราเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว เราจะเกี่ยวเอาเฉพาะต้นข้าวและรวงข้าวที่อยู่ด้านบนออกไป แล้วทีนี้จะเหลือตอซังข้าวจากลางลำต้นลงมา เราก็ใช้เคียวตัดลำต้นส่วนนี้ออกมา เลือกเอาเฉพาะปล้องที่อยู่กลางๆ ของลำต้นข้าว เพราะมันจะไม่แข็งเหมือนโคนต้นข้าว หรือไม่อ่อนเกินไปเหมือนปลายลำต้น เลือกตัดออกมาแค่ปล้องเดียวให้มีปล้องข้อด้านบนติดมาด้วย แล้วเอาเคียวคมๆเฉือนตัดบากลงไปในซังข้าว ใกล้ๆ กับปล้องข้อ แล้วทีนี้เราก็เอามาป่าเล่นเป็นเครื่องดนตรีได้เลย



มีวิธีทำอีกวิธีหนึ่ง เมื่อเราได้ตอซังข้าวที่เหมาะสมแล้ว เลือกตัดเอาปล้องสวยๆ มาแค่ปล้องเดียว แล้วก็บี้ๆ ตรงใกล้ๆจะถึงหัวข้อปล้องด้านบน เอาเศษหญ้ายาวๆ แหย่ลงไปในรู กระบอกวังข้าว เพื่อไล่เอาเศษข้างในออก แค่นี้เราก็เอามาเป่าเป็นเครื่องดนตรีง่ายๆได้เช่นเดียวกัน



วันนี้ผมเด็กชายสังวีดขอเล่าความทรงจำแค่เพียงเรื่องปี่จากตอซังข้าวเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ไว้วันต่อไปจะมาเล่าความทรงจำในสายลมหนาว เรื่อง จะโรดสะโรว์ (เกี่ยวข้าว) ,อำม๊ก(ข้าวเม่า) ,บอกสโรว์(การนวดข้าวด้วยไม้สองท่อน) , ซูจะเมิง (กระต๊อบกองฟาง) ก็แล้วกัน



วันนี้ขอปิดท้ายที่สุภาษิตอีสานใต้ภาษาเขมรที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนๆ ในการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดี อีกเหมือนเดิมเช่นเคยครับ วันนี้จะขอยกตัวอย่างสุภาษิตภาษาเขมรเกี่ยวกับข้าวและคติการใช้ชีวิต ก็แล้วกัน



กีย์ เคาะฮ์ กำอาล อรร์ : กีย์ ประ เสิรร์ กำอาล อูด
เขาผิดอย่าเพิ่งดีใจ : เขาสรรเสริญอย่างเพิ่งอวด
หมายถึง อย่าเพิ่งด่วนตัวสินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน

เบอ เคิง ออย คม อ๊ด : เบอ กะส๊อด ออย คม รัว
ถ้าโกรธให้พยายามอดกลั้น : ถ้าจนให้พยายามหา
หมายถึง ถ้าโกรธควรรู้จักระงับอารมณ์ความรู้สึก ถ้ายากจนก็ต้องขยันหมั่นเพียรในการงาน

เนี๊ยก เทอ สะแร ก็ อด บาย : เนี๊ยะ ปะเร็ย ชงาย มินเกิด เอาะฮ์ เดิต
เป็นชาวนาก็อดข้าว : อยู่ป่าเขาก็ไม่มีฟืนใช้
หมายถึง ต้องทำมาหากิน จึงจะมีกินมีใช้




บาย เลียง นึก : ตึก เลียง กระหาย
ข้าวเลิกนึก : นำเลิกกระหาย (ไม่หิวข้าวหิวน้ำ)หมายถึง มุ่งมั่น พยายาม กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนลืมทุกสิ่ง ลืมกินข้าวกินน้ำ

มนึฮ์ เคิง กำออย เลียง จาน : มนึฮ์ คะเลียน กำออย ตะนัมบาย
คนกำลังโกรธอย่าให้ล้างจาน : คนหิวอย่าให้หุงข้าว
หมายถึง ต้องใช้คนให้เหมาะสมกับงาน Put the right man on right job. ถ้าใช้ไม่เหมาะสมกับงาน นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลดีแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายอีกด้วย

โกว์ มูย ก็ ยุบ : โกว์ ด๊บ ก็ ละเงือจ
วัวหนึ่งตัวก็ค่ำ : วัวสิบตัวก็เย็น
หมายถึง ทำงานมากหรือน้อยก็ใช้เวลาเท่ากัน ระหว่างเลี้ยงวัว หนึ่งตัวก็ใช้เวลา หนึ่งวัน เลี้ยงวัวสิบตัวก็ใช้เวลาหนึ่งวันเท่ากัน แต่ผลที่ได้แตกต่างกันอย่างมาก




ชือ เจิง เทิด : ชือ เมือด สะกวม
เจ็บขาอ้วน : เจ็บปากผอมหมายถึง คำพูดสำคัญที่สุด จะมีกินหรือมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายก็เพราะคำพูด (ในความคิดผมน่ะ ถึงเจ็บขาแต่ปากก็ยังกินได้ก็ยังอ้วนอยู่ดีเพราะร่างกายส่วนอื่นไม่ได้ออกกำลัง แต่ถ้าหากปากเจ็บ กินอะไรไม่ได้ ไม่มีสารอาหารบำรุง ก็มีแต่ผอมลงอย่างเดียว)

เทอ สะแร นึง ตึก : เทอ ศึก นึง บาย
ทำนากับน้ำ : ทำศึกกับข้าว
หมายถึง สิ่งจำเป็นคู่กัน ขาดกันไม่ได้




อ้างอิง : *UBON TADTONG ( KHMER PROVERB : WAY OF LIFE AND WORLDVIEW OF KHMERNPEOPLE..)
**CHAIWAT WONGSANGAM ,ความทรงจำในสายลมหนาว ปี่ซังข้าวมหาสนุก ,oknation.net



Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2552 17:42:27 น.
Counter : 1529 Pageviews.

11 comments
  
ฟังไม่ออกเลยค่ะ ทราบแต่คำว่า ลออ

เล่าเรื่องมองเห็นภาพเลยค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 11 พฤศจิกายน 2552 เวลา:13:46:52 น.
  
เป็นบทความที่ไพเราะมากครับ อ่านแล้วรู้สึกดีทำให้เราไม่ลืมพื้นเพบ้านเกิด ซึ้งๆๆ แต่!!พี่ปลัดเพชรขอรับ แบบสอบถามเสร็จหรือยังครับ รอคีย์อยู่นะครับ อย่ามัวเที่ยวหน้าหนาวเพลินนะครับ เป็นห่วงๆๆ สูดท้าย รูปสุดท้ายมีแอ๊คกับสาวสวยซะด้วย อิจฉาเด้ๆๆๆ
โดย: อานนท์ IP: 61.90.111.39 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:06:15 น.
  
เห็นภาพแล้วอดที่จะหวนคิดถึงบ้านไม่ได้เลยครับ ท่านศรี... " คึดเตาะดุง "
โดย: pr.worms IP: 125.25.134.192 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:22:58 น.
  
วิทยานิพนธ์ อย่าลืมนะน้อง
โดย: พี่นุชค่ะ IP: 115.87.72.212 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:10:43 น.
  
ขอบคุณหลายๆที่น้องปลัดเขียนให้อ่าน เยี่ยมอีหลี
สิบอกให้ !!!
ขอให้โชคดีค่ะ
โดย: พี่เพ็ญ IP: 58.9.188.120 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:46:41 น.
  
ขอบคุณหลายๆที่น้องปลัดเขียนให้อ่าน เยี่ยมอีหลี
สิบอกให้ !!!
ขอให้โชคดีค่ะ
โดย: พี่เพ็ญ IP: 58.9.188.120 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:46:54 น.
  
ดูแล้วคิดฮอดบ้าน คราวต่อไปให้ชวนกันบ้างเด้อ จะไปเป่าแคนให้ฟัง ในคืนหนาวกับปิ้งข่าวจี่จ้ำแจ่วบองแซ่บๆ
โดย: พี่โส ผีบ่อหยาก IP: 61.90.18.238 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา:16:58:21 น.
  
มาชมค่ะ อ่านแล้วชอบ
โดย: คนดุ IP: 202.129.29.17 วันที่: 19 ธันวาคม 2552 เวลา:22:49:28 น.
  
เหวย
โดย: มนตรี IP: 125.26.131.131 วันที่: 23 ธันวาคม 2552 เวลา:18:34:38 น.
  


ดูทำกันได้น่ะท่าน ส.ส. พรคคภูมิใจไทย อัปรูปขึ้นเว็บแป๊ปเดียว เต็มอำเภอสังขะ เลย
โดย: wongsangam วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:19:06:09 น.
  
มุมภาพสวยมากค่ะ
โดย: คนบ้านเดียวกัน IP: 58.11.73.128 วันที่: 1 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:11:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkaodong
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ซีบาย ออย เดงกึด เบอ ทา ซี มินเดง กันนึด ซี เฮย จุ๊ฮฺ จอล
พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30