Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
13 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 

สัมภาษณ์วีซ่านักเรียน F1 อเมริกา!!

Welcome to my blog








ประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่า นักเรียน F1 อเมริกา!!!



เมื่อวันที่ 12  กุมภาพันธ์ 2556

วันอังคารเรามีนัดสัมภาษณ์ตอน 8.00 น.

ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์มา เราดันนอนไม่ค่อยหลับ
ถึงหลับก็ไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ ตลอดเวลา คงจะกังวล!
สามวันมานี้เราเลย วิ๊งๆๆ เวียนๆ ท้องไส้ปั่นป่วนมาก
เราก็คงตื่นเต้นนั่นเอง!! แม้จะบอกตัวเองว่า ทำใจให้สบายก็เถอะ!

ตื่นตีห้า อาบน้ำแต่งตัว ต้องแต่งตัวสุภาพ
เรารู้สึกไม่ค่อยดีเลย เพราะปกติใส่แต่กางเกงยีนส์
วันนี้เราต้องใส่กระโปรง แถมรองเท้าคัตชูอีกตะหาก
ไปเดินหาทั้งวัน กว่าจะได้คู่นี้มา
จริงๆ เขามีขายเยอะแยะ
แต่เราใส่ที่มันมีส้นแหลมไม่ได้ เดินไม่เป็น
ไอ้คู่ที่ไม่มีส้น ก็เตี้ยอีกตรู!!

กว่าจะออกจากบ้านได้ 7 โมงกว่า เพราะมัวแต่ปวดห้องน้ำ …
เรานั่งมอร์ไซด์ไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ
ลงสถานีลุมพินี 40 บาท แล้วก็ออกทางออกที่ 3
เรียกมอร์ไซด์รับจ้างไปสถานทูต 20 บาท
เราไปถึง 7.40 น. มาเป็นคนสุดท้ายของแถว 8 โมง
พอไปยืนต่อแถว ก็มีเจ้าหน้าที่มาเช็คเวลา
คนแปดโมงยืนแถวขวา คน 8.30 ยืนแถวซ้ายชิดกำแพง
เจ้าหน้าที่มาเช็คเอกสาร พร้อมให้บัตรอะไรสักอย่างไว้
ยืนรอแถวเข้าไปตรวจสิ่งของ ฝากของที่เขาห้ามเอาเข้า
แต่กระเป๋ากับน้ำดื่มเอาเข้าไปได้ค่ะ
วันนี้เจ้าหน้าที่ใส่เสื้อสีเขียวค่ะ

พอผ่านด่านตรงนี้มาก็เข้ามาในสวน มีเจ้าหน้าอยู่ 3 คน
ต้องต่อแถว รอเขาเช็คเอกสารที่ต้องใช้ แล้วเลือกใส่แฟ้มสีขาวใส
เอกสารของเราที่ใช้ก็มี (เท่าที่จำได้นะ)
พาสปร์อต, ค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ชำระที่ไปรษณีย์, ใบจอง Pin,
DS160, I-20, จดหมายจากโรงเรียน, ทรานสคริปต์, ใบรับรองการทำงาน

เสร็จแล้วก็ไปต่อแถวรอสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่คนไทย ช่อง 1 2 3
ตรงนี้สำคัญนะคะเพื่อนๆ เป็นการสัมภาษณ์จริง เตรียมคำตอบดีๆ ค่ะ
เราได้ช่อง 3 ไปถึงยื่นเอกสารให้เขา
เขาหยิบไปแต่ซองสีขาวใส ที่เจ้าหน้าที่คัดมาเมื่อกี้
ที่เหลือเขาไม่ขอดูเลยคะ
คำสัมภาษณ์ ประมาณนี้นะคะ (เราจำได้ไม่ทั้งหมด)

เจ้าหน้าที่: คุณ….ใช่ไหม?
เรา: ใช่ค่ะ
เจ้าหน้าที่: คุณเคยเปลี่ยนชื่อมาครั้งหนึ่งใช่ไหม ชื่ออะไร?
เรา: ชื่อ……..
เจ้าหน้าที่: เคยเปลี่ยนนามสกุลไหม?
เรา: ไม่เคยค่ะ
เจ้าหน้าที่: ไปอเมริกาทำไม?
เรา: ไปเรียนค่ะ
เจ้าหน้าที่: ไปเรียนที่ไหน
เรา: ที่………..
เจ้าหน้าที่: ไปกับใคร?
เรา: ไปคนเดียวค่ะ
เจ้าหน้าที่: ไปพักที่ไหน กับใคร?
เรา: Homestay ค่ะ
เจ้าหน้าที่: ไปนานเท่าไหร่?
เรา: 9 เดือน ค่ะ (ใน I-20 โรงเรียนลงไว้ 12 เดือน แต่เราตอบตามครอสเรียน)
เจ้าหน้าที่: ปัจจุบันทำงานที่ไหน?
เรา: ทำที่.....และเป็น ฟรีแลนซ์ให้บริษัท........และเป็นเจ้าของสวนป่าสักด้วยค่ะ (ตรงนี้สำคัญนะคะ เพราะมันเป็นการเน้นให้เขาเห็นว่าเรามีความมั่นคงในประเทศไทย เพราะถ้าเราไม่พูดตอนนี้ เราอาจไม่ได้มีโอกาสพูด แม้เราจะเตรียมเอกสารไปมากมาย ท่านกงสุลก็อาจไม่ขอดู หรือไม่ถามถึง เราก็อาจจะซวย พาลไม่ผ่านวีซ่าค่ะ)
เจ้าหน้าที่: อืม…คุณมี 3 อย่างใช่ไหม...ทำมากี่ปีแล้ว?
เรา: 8 ปีค่ะ
เจ้าหน้าที่: อืม…สวนสักนี่เป็นยังไงคะ?
เรา: รีบอธิบาย....เป็นสวน เหมือนสวนยางของภาคใต้ค่ะ แต่นี่เราปลูกเพื่อตัดต้นขายค่ะ
เจ้าหน้าที่: พยักหน้า แล้วก็พิมพ์กรอกข้อมูลอะไรสักอย่าง?
เจ้าหน้าที่: ที่บริษัท.......ทำหน้าที่อะไร?
เรา: ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ค่ะ
เจ้าหน้าที่: ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้?
เรา: ตอบว่า ตัวเองกับแฟนช่วยออกด้วย เขาเลยซักเพิ่ม
เจ้าหน้าที่: แต่งงานกันหรือยัง?
เรา: ยังคะ
เจ้าหน้าที่: อยู่ด้วยกันหรือเปล่า?
เรา: ไม่ได้อยู่ด้วยกันคะ
เจ้าหน้าที่: คบกันมานานหรือยัง?
เรา:  8 ปีค่ะ
เจ้าหน้าที่: แฟนทำงานอะไร?
เรา:  ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คะ
เจ้าหน้าที่: คุณกรอกเอกสารเองหรือเปล่า?
เรา:  กรอกเองคะ

เราจำไม่ได้ว่าเขาถามเพิ่มอีกหรือเปล่า?...หรือมีแค่นี้ …
แล้วเขาก็ให้แสกนนิ้วมือ ทั้งสองข้าง แล้วคืนแฟ้มใสให้ พร้อมบัตรคิว
เราได้คิวที่ 051 หรือ 052 นี่แหล่ะ จำไม่ได้อีกหล่ะ
แล้วให้เข้าไปรอข้างใน ตรงนี้ประตูหนักมาก เกือบเปิดไม่ไหว

พอเดินเข้ามา ก็มีเคาน์เตอร์เรียงๆ กันเป็นหมายเลข มีกระจกกั้นเป็นช่อง
ด้านขวามือ เป็นเกาอี้ให้นั่งรอ เราก็เดินไปนั่ง
ยังไม่ถึงนาที เขาก็ประกาศเรียกหมายเลข 005-055 ไปเข้าแถวที่ช่องหมายเลข 11

ตอนนี้แหล่ะ เราเริ่มตื่นเต้นอีกแล้วอ่ะ เรามองเห็นดังนี้นะคะ
ซ้ายมือมีประมาณ 4 ช่อง แต่สำหรับคนขอวีซ่าถาวร มั้ง
แล้วก็เป็นมุมตัดพอดี ก็เริ่มที่ช่อง 10 11 12 13 ….ไล่ไป เรามองเห็นแค่ 4 ช่อง
วันนั้นมีเจ้าหน้ากงสุลคือ
ช่อง 10 ฝรั่งผู้หญิงตัวเล็ก หน้านิ่งมาก
ช่อง 11 ฝรั่งผู้ชาย ตัวใหญ่ หน้ากลางๆ ดูไม่ค่อยดุ
ช่อง 12 ผู้หญิงเอเชีย ผมดำ นึกว่าคนไทย แต่ไม่ใช่เพราะท่านพูดไทยไม่ชัด
ช่อง 13 ผู้ชายผิวดำ แต่ดูใจดี สัมภาษณ์กะป้าคนหนึ่ง หัวเราะกันตลอดเวลา
ช่องที่เหลือเรามองไม่เห็น

เราเริ่มตุ้มๆ ต่อมๆ คอก็แห้ง
คุยกะเพื่อนร่วมแถวสองสามคน เขาก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
ก็กลัวเรื่องภาษา กลัวพูดไม่ได้ กลัวพูดติดๆ ขัดๆ
จะกลายเป็นว่าเรามีพิรุธอีก
แต่พอเข้าไปใกล้ๆ เหลือแค่เราสี่คนที่ยืนติดกัน ….
ว้าว....ทั้ง 4 ช่องนี้ ท่านพูดไทยทุกคนเลยค่ะ
มิน่า….ป้าที่สัมภาษณ์ที่ช่อง 13 ถึงเม้าส์ไปหัวเราะไป ที่แท้แกพูดไทย

เราจะได้ยินเสียงกงสุลนะคะ แต่เสียงคนตอบจะไม่ค่อยได้ยิน ถึงได้ยินก็จำไม่ได้หรอกค่ะ

และแล้ว...วินาทีระทึกก็มาถึง.....เราได้ได้ช่อง 10….

กงสุล : เชิญคะ
เรา : สวัสดีคะ พร้อมสอดแฟ้มเอกสารส่งให้ท่าน
กงสุล: หยิบไปแต่แฟ้มใสอีกแล้ว พอเปิดๆ ดูทุกแผ่นก็ยิงคำถามเลยค่ะ
กงสุล: คุณจะไปทำอะไรที่อเมริกาค่ะ
เรา: ไปเรียนภาษาคะ
กงสุล: ทำไมถึงอยากเรียนคะ
เรา: เพราะอยากพัฒนาภาษา เพื่อมาช่วยแฟนทำธุรกิจค่ะ
กงสุล: ทำธุรกิจอะไรคะ?
เรา: เกี่ยวกับ Property ค่ะ
กงสุล: อะไรนะคะ?
เรา: Property เอ่อ….เกี่ยวกับคอนโดน่ะคะ
กงสุล: พยักหน้า...ไปนานแค่ไหนคะ?
เรา: 9 เดือนค่ะ
กงสุล: ที่ไหนคะ
เรา: ที่………..
กงสุล: ทำไมถึงอยากไปที่นี่.....อธิบายเรื่องโรงเรียนของคุณสิคะ?
เรา: ชอบครอสเรียน และ Location และชอบที่มีกิจกรรมเยอะดีคะ
กงสุล: กิจกรรมเกี่ยวกับอะไรบ้างคะ?
เรา: (เอาหล่ะสิกู) เอ่อ…มีพาไปเดินป่าช่วงวันหยุด มีปาร์ตี้เล็กๆ หลังเลิกเรียน ประมาณนี่ค่ะ
กงสุล: ปัจจุบันนี้คุณทำงานอะไรคะ?
เรา: เป็นพนักงานกราฟฟิกที่บริษัท....แล้วก็เป็นฟรีแลนซ์ให้บริษัท...แล้วก็ทำสวนป่าสักที่....ด้วยค่ะ
กงสุล: คุณมี 3 อย่างนะคะ
เรา: ใช่ค่ะ

(ระหว่างที่ซักถามกันไปนี่....ท่านก็พิมพ์ๆๆ กรอกๆ อะไรไปด้วยนะคะ)

กงสุล : อธิบายการทำงานที่บริษัท......สิคะ
เรา: ก็ทำหน้าที่ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ของหนังสือ.........ค่ะ
กงสุล: พยักหน้า....แล้ว คุณทำงานกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ค่ะ
เรา: เอ๋อ…ไปนิดหนึ่ง เพราะหัวช้าเรื่องตัวเลข เลยตอบไปว่า ทำวันละ 9 เก้าชั่วโมงค่ะ พอนึกได้ …เลยต่อไปว่า 5 วันต่อสัปดาห์
กงสุล: แล้วคุณจะช่วยแฟนทำอะไร
เรา: โอ้…ท่านยังจำได้อีกอ่ะ …ก็ช่วยในด้านการออกแบบสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ค่ะ
กงสุล: งานออกแบบเหรอ....(ตรงนี้จำคำถามไม่ค่อยได้)
เรา: เลยตอบไปว่า ใช่ค่ะ แล้วช่วยขายคอนโดด้วยค่ะ
กงสุล : หันจากคอมฯ ทำท่าเก็บเอกสารเหมือนกำลังจะส่งคืนเรา....พร้อมกับพูดว่า
กงสุล: ลองเรียนในเมืองไทยดูก่อนนะคะ
เรา: ตกใจสุดขีด....หัวใจหล่นเลยค๊า...
เรา: Sorry!! I want to go Pleasessssssss……พร้อมกับจ้องตาท่านด้วยสายตาเว้าวอน
กงสุล : ห่ะ…
เรา: I Really to go….ยังมองหน้าท่านอยู่ด้วยสายตาวิงวอน (ทำไมเราพูดภาษาอังกฤษก็ไม่รู้ แถมพูดผิดไวยากรณ์อีกนะ)
กงสุล: แล้วเคยลองเรียนในเมืองไทยหรือยัง?
เรา: รีบตอบ....เคยแล้วค่ะ ที่………และ……….University และที่.....แต่มันไม่ได้ผลค่ะ
กงสุล: …..สแกนนิ้วกลางข้างขวา
เรา: รีบยกมือซ้ายจะสแกน
กงสุล : ข้างขวา
เรา: สแกนนิ้วกลางข้างขวา
กงสุล: เก็บแฟ้มไป ยื่นใบสีฟ้าให้เรา
กงสุล: เอาไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ อีก 2-3 วันจะส่งเอกสารไปให้
เรา: รีบยกมือไหว้ ขอบคุณมากคะ
กงสุล : พยักหน้า
เรา: หัวใจพองโต....เดินหน้าบานออกมาเลย

เราออกมาเจอเพื่อนที่อยู่ในแถว สัมภาษณ์พร้อมกัน เขาได้ช่อง 11 ปรากฎว่าเขาไม่ผ่าน เราก็สงสารเค้าเหมือนกัน เพราะนึกถึงความรู้สึกของเราตอนที่กงสุลจะปฏิเสธอ่ะ แถมเค้าเสียเงินให้บริษัททัวร์ทำเอกสารให้ตั้งสองหมื่นแน่ะ!!

เราไม่แน่ใจตอนเดินไปไปรษณีย์ จ่ายเงินซื้อซอง 75 บาท  เลยถามเค้าไปว่า …น้อง…นี่แปลว่าผ่านแล้วใช่ไหมคะ? น้องไปรษณีย์ตอบว่า....ผ่านแล้วครับ เดี๋ยวอีกสองสามวันเค้าจะส่งเอกสารใส่ซองนี้ไปให้ครับ!!

พอเรากรอกที่อยู่เสร็จ ก็เอาซองไปให้เจ้าหน้าที่ แล้วเดินกลับออกมาทางเดิม มาเอาของที่ฝาก เดินออกมาเจอมอร์ไซด์ก็นั่งกลับสถานีรถไฟฟ้า คราวนี้โดนไป 30 บาท!! แต่เราอารมณ์ดี เกินกว่าจะเสียดาย อิอิ

ใช้เวลา นับแต่ไปถึงที่สถานทูต จนกลับออกมา ดูนาฬิกาตอนถึงสถานีศูนย์สิริกิต เป็นเวลา 9.30 พอดี ถือว่าใช้เวลาไม่นานเลยนะ

ข้อมูลนี้เป็นประสบการณ์ตรงของเราเท่านั้นนะคะ ไม่ได้เป็นมาตรฐานสากลแต่ประการใด แต่ก็อยากแชร์ไว้ เผื่อเป็นแนวทางสำหรับใครที่กำลังหาข้อมูลที่จะไปสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา เพราะเราเองก็หาข้อมูลเยอะมาก
อ่านๆ คำถาม เป็นแนวทาง ก็ได้อานิสงค์จากคนในพันธุ์ทิพย์ กับคนที่โพสต์ไว้ในบล็อกแหล่ะค่ะ


แต่ที่ฮาคือ...เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
แต่เราใช้เวลา 3 วันฝึกตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษ จนตอบได้ทุกข้อ
แต่…สรุปเราสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย.....อิอิ!!



คำแนะนำเพิ่มเพิมเติมค่ะ
ถ้าอยากแสดงหลักฐานทางการเงิน เราควรแสดงทีเดียวตอนส่งไปให้โรงเรียนค่ะ
เพราะกรณีเรา มีเงินสองบัญชี และมีซื้อกองทุนอีก แต่กองทุนครบกำหนดขายคืน วันที่ 15 กพ.
เราก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร เอาเล่มไปแสดงให้เขาดูก็ได้

เราเลยไปขอ Bank Letter แค่บัญชีเดียว ส่งไปให้โรงเรียน

แล้ว BookBank อีกเล่ม กับของแฟนที่เป็นผู้สนับสนุนเราก็ถือบุ๊คตัวจริงไป
แต่ปรากฎว่าทั้งเจ้าหน้าที่คนไทย และกงสุลไม่ขอดูเลย
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เกือบทำให้เราไม่ผ่าน
เพราะใน Bank Letter เรามีเงินโชว์แค่ 20,000 USD

เราเตรียมเอกสารไปดังนี้ค่ะ
ใบจดทะเบียนบริษัทของแฟน, เอกสารส่วนตัวของแฟน,
นามบัตร ของแฟน, โบร์ชัวร์คอนโด, ใบขึ้นทะเบียนปลูกสวนป่าของกรมป่าไม้, โฉนดที่ดิน 3 แปลง, รูปภาพที่นาที่เราให้เขาเช่า, ใบมรณบัตรของแม่, ใบคำสั่งศาลให้เราเป็นผู้จัดการมรดก, เอกสารส่วนตัวของเรา, Bank Letter ตัวจริง, สมุดบัญชีเล่มจริงของเรา 2 เล่ม ของแฟนอีก 1 เล่ม, สมุดซื้อขายกองทุนอีก 3 เล่ม เอกสารอื่นๆ อีกอ่ะ เยอะไปหมด เป็นแฟ้มเลย แต่เขาไม่เรียกดูสักอย่างเลยค่ะ

นี่เป็นเหตุผลว่าเพื่อนๆ ควรแสดงหลักฐานตอนส่งไปให้โรงเรียนให้แน่นๆ ไปเลยค่ะ เช่นมีเงินฝากกี่บัญชี ก็ขอ Bank Letter จากธนาคารให้หมดค่ะ ไม่ต้องเสียดายเงิน ค่าทำฉบับล่ะ 100 บาทค่ะ แล้วส่งไปให้โรงเรียน
เพราะ ตอนแรกเรางงว่าทำไมเขาไม่เห็นดูหลักฐานการเงินเราเลยฟร่ะ...นึกไปนึกมา... ถึงบางอ้อ....ว่าตอนสมัครขอใบ I-20 เราต้องแสกน Bank Letter ไปให้เขาด้วยนี่นา สงสัยจะออนไลน์อยู่แน่ๆ

ฝันดีค๊าา










 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2556
0 comments
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2559 10:29:32 น.
Counter : 132 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


wirinpear
Location :
United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wirinpear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.