Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
23 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 
นิยายรัก ตอนที่ 4 ถอดรูป


COPY WRIGHT : สงวนลิขสิทธิ์ทั้ง ปกหนังสือ และ เนื้อหาค่ะ

ดวงใจมัท

ผู้เขียน: วรรณรวี

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง: มกราคม ๒๕๕๗

พิมพ์ครั้งที่สอง: กันยายน ๒๕๕๗

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. ๒๕๓๗

ไม่อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดเพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเอกสารรูปเล่ม หรือเพื่อการใดๆเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น

ISBN : ๙๗๘ - ๖๑๖ - ๓๔๘ - ๔๔๙ -

ราคา ๓๐๐บาท

*********************************************
ตัวอย่างค่ะ

๔.
ถอดรูป !

ร่างเล็กในกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดตัวโคร่งออกมายืนรอบิดาที่โรงรถในตอนเช้าเธอตื่นเร็วกว่าทุกวันเพราะหวังจะขออนุญาตบิดาบางอย่าง ขาเรียวเดินวนไปมาเช่นนี้หลายนาทีแล้วดวงตากลมโตชะเง้อมองไปยังประตูบ้านรอคอยอย่างมีความหวัง เพราะเธอเห็นรถยนต์โรลส์รอยด์คันหรูยังจอดอยู่และถึงแม้ว่าจะอยู่ในรั้วบ้านเดียวกันแต่เธอก็ไม่ได้พบหน้าบิดามาหลายวันแล้วเช่นกัน

“ทำไมมายืนตรงนี้ล่ะยายมัทมีอะไรจะคุยกับพ่อหรือเปล่า” บิดาเอ่ยถามเมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กเดินวนไปมา

“คุณพ่อขาคือ...คือว่า...มัท...มัทอยากจะขออนุญาตคุณพ่อขอรถยนต์คันเล็กคันนั้นไปใช้ได้ไหมคะมัทกลับบ้านดึกๆ นั่งรถประจำทางมันไม่ค่อยสะดวกค่ะ” สาวน้อยยืนก้มหน้าเอ่ยขอรถยนต์คันเก่าจากบิดาเสียงเบา

“แล้วทำไมไม่ให้นายผลไปรับไปส่ง”บิดาตอบเสียงเข้ม อย่างไม่ชอบใจนักตั้งแต่เมื่อครั้งที่ลูกสาวขออนุญาตออกไปทำงานพิเศษหากไม่คัดค้านเพราะไม่บ่อยครั้งที่ภรรยาของเขาจะออกเสียงสนับสนุนด้วยเหตุผลน่าฟังนั่นก็คือเป็นการไม่ปล่อยให้เวลาสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ได้ประสบการณ์และฝึกความอดทน

“ลุงผลอายุมากแล้วหูตาไม่ดี ขับรถกลางคืนจะไม่ปลอดภัยค่ะ อีกอย่างมัทเลิกดึกมากด้วย มัทขับรถได้ คุณพ่อจะอนุญาตได้มั้ยคะมัทเห็นมันจอดไว้นานแล้วไม่มีใครเอาออกมาใช้ แต่ลุงผลบอกว่าเครื่องยนต์ยังดีอยู่เลยค่ะ”จะให้บอกบิดาได้อย่างไรว่าเธอไม่มีสิทธิ์ใช้คนในบ้าน

“เอาอย่างนั้นก็ได้กุญแจรถก็อยู่กับนายผล มีอะไรอีกหรือเปล่า พ่อมีประชุมตอนสายแต่มัทต้องขับรถอย่างระมัดระวังด้วยรู้มั้ย ถ้าวันไหนง่วงก็โทรมาบอกให้นายผลไปรับ”

คำพูดอย่างห่วงใยที่ไม่ได้ยินบ่อยนักของบิดาก่อนที่ท่านจะก้าวเดินออกไปทำให้คนฟังยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกาย แล้วเธอก็กระพุ่มมือไหว้กล่าวขอบคุณ

“ไม่มีแล้วค่ะมัทขอบคุณคุณพ่อ มัทจะขับรถอย่างระมัดระวังค่ะ”

“...”บิดาพยักหน้าให้แล้วเดินไปขึ้นรถยนต์ที่จอดรออยู่

ภาพของลูกสาวคนเล็กยืนส่งบิดาในตอนเช้าไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนักเพราะเธอไม่ถูกอนุญาตให้ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว หากการได้เห็นหน้าท่านบ้างแม้จะได้พูดคุยกันเพียงไม่กี่นาทีคือสิ่งที่เธอโหยหา

“คุณพ่อขามัทคิดถึงคุณพ่อจังค่ะ”

สาวน้อยเอ่ยกับตัวเองเบาๆขณะมองตามหลังรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ แล้วหันหลังกลับเพื่อจะเดินไปขอกุญแจรถยนต์กับลุงผลแต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงดังกังวานที่คุ้นเคยอีกครั้ง

“มากวนอะไรคุณพ่ออีกล่ะยายมัทฉันเคยบอกว่าให้คุยกับฉันไม่ได้ยินหรือไง” มารดาเลี้ยงเอ่ยถามเสียงเย็นยะเยียบ

“มัท...มัทมาขออนุญาตนำรถยนต์เก่าคันเล็กไปใช้ค่ะคุณแม่ใหญ่งานมัทเลิกดึก นั่งรถประจำทางจะไม่สะดวก” เสียงเล็กตอบเบาๆ

“แล้วมันยังขับได้อยู่อีกเหรอนั่นน่ะคร่ำครึขนาดนั้น” แม่เลี้ยงเอ่ยถาม พลางกวาดตามองไปยังรถยนต์ยุคเจ็ดสิบ

“ยังขับได้ค่ะคุณแม่ใหญ่เครื่องยนต์ยังดีอยู่แต่ไม่ค่อยได้ใช้”

“อือ...จะทำอะไรก็ทำเถอะส่วนค่าน้ำมันรับผิดชอบเองได้ใช่มั้ย มีรายได้แล้วนี่เราน่ะ”

คุณหญิงโฉมศรีไม่คัดค้านเพราะเป็นรถยนต์ที่ห่างไกลคำว่าเก่าแต่ถ้าหากว่าลูกเลี้ยงของเธอขอรถยนต์คันใหม่บทสนทนาระหว่างทั้งคู่คงจะไม่จบลงง่ายๆ อย่างเช่นเช้านี้

“ค่ะคุณแม่ใหญ่มัทจะดูแลเรื่องค่าซ่อมบำรุงกับค่าน้ำมันเอง มัทขอตัวก่อนนะคะ” สาวน้อยยิ้มหวานก่อนเอ่ยขอตัว

“จะไปไหนก็ไปเถอะ”แม่เลี้ยงตอบเสียงเรียบ แล้วเดินจากไปเช่นกัน

คนที่เพิ่งได้รถยนต์คันเก่ามาใช้ตื่นเต้นยิ่งกว่าได้ของใหม่ เพราะมันคือรถยนต์มินิยุคเจ็ดสิบซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่มิสเตอร์บีนขับในซีรี่ย์ตลกสุดดังของประเทศอังกฤษสีส้มที่เธอชอบและเคยเพียรพยายามขอบิดาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยหากการต้องแบ่งค่าขนมรายสัปดาห์เพื่อเติมน้ำมันเองนั้นเกินกำลังเด็กทรัพย์จางอย่างเธอ

สาวน้อยเดินไปขอกุญแจรถยนต์จากลุงผลอย่างตื่นเต้นแล้วคนที่ส่งกุญแจให้ก็ช่วยเช็คเครื่องยนต์อีกครั้ง เช็คลมยางเช็คระบบไฟส่องสว่างและอีกหลายๆ รายการตามความชำนาญ แล้วชายสูงวัยก็ลองสตาร์ตเครื่องยนต์ที่ยังคงทำงานได้ดี

“กุญแจรถครับคุณหนูคุณหนูขับรถดีๆ นะครับ ดูซ้ายดูขวาดูถนนให้ดีๆ รถมันเล็กมากคุณหนูอย่าขับเข้าไปใกล้รถยนต์คันใหญ่ๆ นะครับ เดี๋ยวคนขับเขามองไม่เห็นมันอันตรายลุงเป็นห่วง” คนขับรถวัยเกษียณบอกคุณหนูของเขาด้วยความห่วงใย

“ค่ะลุงมัทจะระมัดระวัง มัทจะขับช้าๆ ดูซ้ายดูขวาแล้วก็จะไม่ขับเข้าไปใกล้รถคันใหญ่ๆ ด้วยลุงผลไม่ต้องห่วงมัทนะคะ” เสียงเล็กเอ่ยแล้วส่งยิ้มดวงตาเปล่งประกาย

“มัทไปเตรียมตัวก่อนนะคะลุงมัทตั้งใจว่าจะเอารถไปลองเครื่องสักหน่อย”

“ครับคุณหนู”

วันนี้สาวน้อยคนหนึ่งกำลังตื่นเต้นกับรถยนต์คันเก่าหากมันเป็นวันที่ชายหนุ่มอีกคนออกจากถ้ำด้วยเรื่องงานและมีเหตุผลเพียงพอที่เขาจะกลับไปยังคอนโดฯหรูซึ่งปิดร้างเอาไว้หลายเดือนเพื่อหาเสื้อผ้าที่เหมาะสม

ชายหนุ่มตัดสินใจขายบ้านหลังใหญ่แล้วซื้อคอนโดฯหรูห้องนี้หลังจากที่เขาสูญเสียครอบครัวไปทั้งหมดด้วยเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อหลายปีก่อน เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้นำพาความโศกเศร้าเสียใจมาสู่เขามากมายการสูญเสียมารดาและน้องสาว ซึ่งเป็นสองคนสุดท้ายในครอบครัวกับเพื่อนรักของเขาอีกคน

หากเปรียบมารดาเป็นโลกน้องสาวของเขาก็เปรียบดั่งอากาศ รวมทั้งเพื่อนสนิทที่รักกันเสมือนคนในครอบครัวคือพลังงานเพราะเคยช่วยกันขับเคลื่อนความฝันไปด้วยกันและเมื่อในเช้าวันหนึ่งที่มีหลักฐานยืนยันว่าข่าวร้ายเป็นจริง มันทำให้รอบตัวของเขาเหมือนถูกห้อมล้อมไปด้วยสีดำสนิทซึ่งไม่มีแม้แต่อากาศและพลังงานเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่อีกต่อไปเขาจมอยู่กับความทุกข์อย่างโดดเดี่ยวและยาวนาน กว่าที่จะพยายามยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้งเพราะยังมีอีกคนที่ประสบความสูญเสียเช่นกันให้เขาต้องดูแล

ชายหนุ่มจัดการโกนหนวดเคราเผยใบหน้าขาวที่ยังคงรอยช้ำจางๆจากหมัดเล็กๆ แล้วรวบผมยาวเอาไว้หลวมๆก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวยี่ห้อหรูออกมาสวมคู่กับกางเกงยีนสีเข้มพอดีตัวซึ่งมันเผยรูปร่างสูงเพรียวของเขาให้เด่นชัดมือเรียวหยิบรองเท้าหนังสีน้ำตาลเงาวับออกมาเป็นสิ่งสุดท้าย

วันนี้เขามีพรีเซ็นต์งานร่วมกับบริษัทโฆษณาชื่อดังต่อเจ้าของสินค้าซึ่งระบุให้เขาเป็นผู้ออกแบบสัญลักษณ์สินค้าตัวใหม่ด้วยเหตุผลด้านฝีมือและเพื่อการตลาดการมีชื่อ ‘ดีไซน์บายปราชญ์’ พ่วงท้ายเป็นแรงกระตุ้นยอดขายเป็นอย่างดีเพราะเขาคือครีเอทีพคนดังซึ่งผ่านงานระดับโลกมาแล้วมากมาย

มีบทสัมภาษณ์ในนิตยสารหลายเล่มที่ไม่เคยลงรูปของเขาหากมันสามารถกระตุ้นยอดขายให้นิตยสารเกลี้ยงแผงทุกครั้งที่มีการโฆษณาว่ามีบทสัมภาษณ์ของเขาภายในเล่มโดยวันนี้เขามีนัดสรุปแบบเป็นครั้งสุดท้ายกับเจ้าของสินค้านั่นคือบริษัทเครื่องดื่มสัญชาติไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก

ในเวลาบ่ายสามโมงณ ตึกสูงย่านธุรกิจ ชายหนุ่มเพิ่งจะเสร็จสิ้นการพรีเซ็นต์งานสำคัญซึ่งใช้เวลากว่าชั่วโมงกับเรื่องราวรูปแบบของสัญลักษณ์ แรงบันดาลใจของตัวสินค้า สีสันและกลุ่มเป้าหมายถูกนำเสนอผ่านจอโปรเจคเตอร์ โดยการบรรยายของครีเอทีฟคนดัง ซึ่งการนำเสนอตลอดเกือบหนึ่งชั่วโมงนั้นเปิดโอกาสให้มีคำถามและเขาก็ตอบทุกคำถามได้อย่างฉะฉานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อย่างคนที่ทำงานหนักและหาข้อมูลมาเป็นอย่างดีจนได้ข้อสรุปเป็นเสียงเดียวกัน นั่นก็คือสัญลักษณ์ใหม่ของเครื่องดื่มจะเป็นหนึ่งในสามแบบที่เขานำมาเสนอวันนี้

พื้นสีส้มสะดุดตามีสัญลักษณ์พญาอินทรีตัดขอบนอกสีน้ำเงินเข้ม ระบายแสงและเงาหนักเบาไล่เฉดด้วยสีดำจัดวางทับลงบนพื้นที่สีส้มตรงกลางตัวหนังสือภาษาอังกฤษรูปแบบใหม่สีแดงเลือดนกตัดขอบด้วยสีดำ อ่านออกเสียงได้ว่า ‘Hot Eagle’ (ฮอตอีเกิ้ล)จะเป็นสัญลักษณ์ใหม่เพื่อเปิดตัวอีกครั้งพร้อมกันทั่วกันโลกในอีกสามเดือนข้างหน้าโดยแผนการประชาสัมพันธ์สินค้าในครั้งนี้ ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อยในเนื้อหาของสัญญาที่ระบุว่าจะมีการเผยโฉมหน้าครั้งแรกของครีเอทีฟหนุ่มและนักออกแบบคนดังนั่นแสดงว่ารูปถ่ายและบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟของเขาจะไปปรากฏลงในลงนิตยสารอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะลำบากใจเพราะเขาไม่ชอบออกสื่อให้ชีวิตวุ่นวายหากการที่ตอบตกลงก็เพราะเขาให้ความเคารพนับถือเจ้าของผลิตภัณฑ์เป็นการส่วนตัวเขาชื่นชมแนวทางการทำธุรกิจที่มักจะคืนสิ่งดีๆ สู่สังคมเสมอมาการให้ทุนการศึกษาและสนับสนุนวงการกีฬาไทยแม้กระทั่งการบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยธรรมชาติทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก คนที่ได้เอ่ยกับเขาด้วยตัวเอง

“ลองดูสักครั้งน่าคุณโป๊ะไม่เสียหายอะไร จะได้โชว์ใบหน้าหล่อๆ ลงนิตยสารบ้าง ผมล่ะเสียดายแทนสาวๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของครีเอทีฟคนเก่งว่ามีหน้าตากับฝีมือที่กินกันไม่ลงอย่างคุณ”

นั่นคือคำพูดที่ฟังดูเหมือนไม่จริงจังนักหากสวนทางกับความหมายของท่านเฉลียว พินิจพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้บอกเขาเขาจึงต้องรับคำด้วยความเกรงใจ ซึ่งเขาเองก็ยังพอมีเวลาทำใจอีกหนึ่งเดือนกว่าที่นัดถ่ายแบบและสัมภาษณ์จะมาถึง

“ผมทราบมาว่าคุณโป๊ะรู้จักเป็นการส่วนตัวกับคุณพิมพ์อักษรผมอยากจะให้เธอมาช่วยกำกับงานโฆษณาตัวนี้ ลูกสาวของผมประทับใจผลงานของเธอมากใช้ทีมโปรดักชั่นของบริษัทโอลีฟแอนด์ฮันนี่ได้เลย ผมปรึกษาเรื่องนี้กับคุณโอแล้ว แต่ติดปัญหาอยู่ที่คุณพิมพ์อักษรไม่ต้องการจะกลับมาเมืองไทยผมอยากรบกวนให้คุณโป๊ะช่วยติดต่อกับเธอเรื่องนี้หน่อยได้มั้ยครับ” ท่านเฉลียวซึ่งนั่งฝั่งเดียวกับอนุวัฒน์ซีอีโอหนุ่มของบริษัทเอเจนซี่และโปรดักชั่นเฮ้าส์ชื่อดังซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาเอ่ยขอความช่วยเหลือ

“ผมจะลองคุยเรื่องนี้กับพิมพ์ดูนะครับ”ชายหนุ่มรับคำ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถชวนพิมพ์อักษรให้กลับมาเมืองไทยได้อีกครั้งหรือไม่

บ่ายแก่ๆดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเป็นช่วงเวลาแห่งการจราจรติดขัด แต่มัทนีก็มาถึงร้านเวลาเดิมพร้อมรถยนต์คันเก่าที่ใหม่มากสำหรับเธอสาวน้อยได้โทรศัพท์ไปบอกเพื่อนรุ่นพี่ให้มายืนรอที่หน้าปากซอยแล้วนั่งรถมาด้วยกันโดยคนที่มายืนรอออกอาการตื่นเต้นเมื่อเห็นรถยนต์รุ่นคลาสสิคที่เครื่องยนต์ยังคงแรง

“โห...น้องมัทแจ๋วไปเลยจ้ะ รุ่นนี้มิสเตอร์บีนขับพี่เคยเห็น มันเหมาะกับหุ่นเล็กๆของน้องมัทมากเลย เข้ากั๊นเข้ากัน” คนที่นั่งคู่คนขับเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาตี่อย่างคนจีนของเขามองสำรวจภายในรถยนต์ด้วยท่าทางสนอกสนใจ

“เครื่องแรงด้วยนะพี่เก๋ขอบอกจอดคาโรงรถมาตั้งหลายปี ลุงผลดูแลดีมากๆ คุณพ่อใจดีให้มัทเอาออกมาใช้” คนขับเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้นไม่ต่างกัน

หลังจากนั้นบทสนทนาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์คันเก่าที่สาวน้อยขับมาในวันนี้และมันก็ต่อเนื่องไปจนกระทั่งถึงหน้าร้านก่อนเวลา

เมื่อมาถึงร้านทั้งคู่และพนักงานคนอื่นๆเตรียมตัวเปิดร้านในอีกหนึ่งชั่วโมง โดยบริกรหนุ่มเดินไปเปิดเพลงขับกล่อมเบาๆในขณะที่เตรียมความพร้อม โดยมัทนีเดินไปเปิดสวิตช์ไฟเพื่อให้แสงไฟสลัวสร้างบรรยากาศอบอุ่นและแสนหวานเหมือนเช่นทุกวัน แล้วหลังจากนั้นเธอก็เดินไปช่วยเก๋จัดโต๊ะและเก้าอี้เปลี่ยนดอกไม้ในแก้วใสทรงสูงที่เตรียมไว้สำหรับดอกกุหลาบหนึ่งดอกทุกโต๊ะหากเปลี่ยนไปหลากสีสันในแต่ละวันซึ่งดอกกุหลาบเหล่านี้เป็นงานหลักของชายหนุ่มเจ้าของร้านที่เขาจะโทรไปสั่งจากร้านดอกไม้เจ้าประจำที่ชื่อว่า‘มิสโรซี่’ โดยเขาเป็นคนระบุสีและพันธุ์ตามอารมณ์ของเขาและนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สาวน้อยแปลกใจหลังจากได้รับรู้จากเพื่อนรุ่นพี่คนเดิม

มัทนีเดินไปเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มหลังร้านแล้วเดินออกมาช่วยดูแลหน้าร้านในครัวมีแม่ครัวและลูกมือช่วยกันล้างจานและเตรียมสิ่งของอีกหนึ่งคนทำหน้าที่เช็ดแก้วเครื่องดื่มทรงสวยงามทุกคนช่วยกันทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งจนกระทั่งได้เวลาเปิดร้าน

ในช่วงเวลาที่แขกทยอยกันเข้ามาจับจองที่นั่งและสั่งเครื่องดื่มมีชายหนุ่มหน้าตาคุ้นในเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงยีนสีเข้ม เขามีรูปร่างสูงเพรียวมีใบหน้าหล่อเหลาผิวขาวอมเหลืองที่ประดับด้วยดวงตาเรียวรีอย่างมีเสน่ห์บนใบหน้า ชายหนุ่มคนนั้นรวบผมยาวเอาไว้ด้านหลังความสูงของเขาพอๆ กับชายหนุ่มเจ้าของร้าน และเขาก็กำลังเดินเร็วๆ เข้ามาในเวลาเกือบสองทุ่มทำให้มัทนีถึงกับชะงักและหยุดกิจกรรมทุกอย่างเพื่อมองตามคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ๆหากเมื่อร่างสูงเพรียวนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้า เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นหู เหมือนที่เคยได้ยินมาแล้วหลายวัน

“มัท...ขอสลัดเหมือนเมื่อวานให้พี่หน่อยหิวมาก ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง” ชายหนุ่มหยุดมองสาวน้อยที่กำลังทำตาโตปากเล็กสีชมพูของเธออ้าน้อยๆ ราวกับคนที่กำลังตกตะลึงกับอะไรบางอย่างแล้วเขาก็ยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นอาการสะดุ้งของเธอ

“ตกใจอะไร..หือ”เสียงทุ้มนุ่มของคนที่ก้มลงมาถาม

“ปละ...เปล่าค่ะมัทจำพี่โป๊ะไม่ได้” สาวน้อยตอบตามตรง โดยที่เธอไม่รู้ว่าแก้มขาวของตัวเองปรากฏสีชมพูจัด

“สงสัยพี่จะหล่อกว่าที่มัทเคยเห็นใช่มั้ยแต่พี่ไม่ชอบตัวเองเท่าไหร่” ชายหนุ่มยิ้มแล้วเอ่ยเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคนหากเขาเห็นอะไรบางอย่างในแววตาของเธอ และเขาคิดว่าเจ้าตัวคงจะไม่รู้ว่าเวลานี้ตัวเธอแดงเป็นกุ้งต้มเพราะคงจะเขินแล้วแอบจินตนาการหวานๆทำไมเขาจะไม่รู้ก็เขาอายุเท่าไหร่กันแล้วสาวน้อย!

“มะ...เมื่อสักครู่พี่โป๊ะบอกว่าอยากได้อะไรนะคะ”เสียงเล็กเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก

“พี่บอกว่าขอสลัดเหมือนเมื่อวานแล้วขึ้นไปส่งให้ด้วย หิวมาก ขอน้ำส้มคั้นเย็นๆ ด้วย” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆก่อนที่เขาจะเดินผ่านเธอแล้วขึ้นห้องไปเร็วๆ

เมื่อถึงชั้นสามสิ่งแรกที่เขาทำคือเดินไปเปิดจอแอลอีดีเพื่อรีเพลย์ดูภาพซ้ำในวินาทีที่เขาเห็นเธอมองออกไปนอกร้าน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เขาเดินเข้ามาแล้วเขาก็ยิ้มกว้างเมื่อเห็นอาการของเธอ ซึ่งมองออกไปยังชายหนุ่มคนนั้นคนที่เธอไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกันกับเขาแล้วเธอก็อ้าปากสีชมพูค้างน้อยๆ อย่างน่ารักพร้อมเผยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าและดวงตาที่เปล่งประกายหวานแก้มแดงซ่านราวกับสาวน้อยกำลังตกหลุมรัก ภาพนั้นทำให้เขาพึงพอใจ และนึกขอบคุณเทคโนโลยีที่พัฒนาระบบจนได้ภาพคมชัดมันช่วยให้เขารู้ว่าเธอชอบเขาในลุคแบบไหนมากกว่ากัน

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูหน้าห้องซึ่งเขารู้ว่าใครร่างสูงเพรียวก็ลุกขึ้นยืนทันทีแล้วเดินไปเปิดประตูให้เธอยกสลัดและน้ำส้มเข้ามา

“มัทวางไว้ให้ตรงนี้นะคะมัทลงไปก่อน ข้างล่างแขกเยอะเลย” เธอบอกเขาเร็วๆ ก้มหน้าก้มตา

“มัทเป็นอะไรทำไมก้มหน้าก้มตาอย่างนั้นล่ะ” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นอะไร

“เปล่าค่ะมัทไม่ได้เป็นอะไร มัทไปดีกว่า พี่โป๊ะจะได้กินมื้อเย็น” เสียงเล็กตอบแล้วรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังประตู

“ปกติมัทมาทำงานยังไง”ชายหนุ่มชวนคุย

“มัทเพิ่งจะขอรถยนต์คันเก่าของคุณพ่อมาใช้ค่ะ”สาวน้อยหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมาตอบเขาพร้อมรอยยิ้มสดใสระบายเต็มใบหน้าเพราะเธอกำลังเห่อ

“ว่างๆพาพี่ไปนั่งรถเล่นบ้างสิ พี่ขี้เกียจขับรถ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ย ขณะที่มือของเขาตักสลัดไปด้วย

“มานั่งคุยเป็นเพื่อนหน่อยสิค่อยลงไป เก๋ไหว” เขาเอ่ยพลางตวัดสายตาบอกให้เธอดูภาพหน้าจอซึ่งเวลานี้มีลูกค้าไม่มากนัก

“มานั่งเถอะไม่ทำอะไรหรอก พี่ยังไม่ได้สัมภาษณ์งานมัทเลย ลืมไปแล้วหรือไง”ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี

“แต่พี่เก๋สัมภาษณ์มัทไปแล้วนี่คะ”สาวน้อยตอบและแสดงสีหน้าสงสัยชัด

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะทำงานด้วยกันก็รู้จักกันเอาไว้ดีกว่า มานั่งนี่มา”เขาเงยหน้าจากจานสลัดแล้วเรียกเธออีกครั้งจนคนที่ถูกเรียกยอมเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้าม

“บ้านอยู่ไหนอยู่กับใคร” คำถามง่ายๆ ของเขา

“บ้านอยู่ซอยใกล้ๆกับบ้านพี่เก๋ค่ะ ที่บ้านอยู่กันหลายคน มีคุณพ่อ คุณแม่ใหญ่ แล้วก็พี่ปลาค่ะ”เธอตอบแล้วชะงักคำว่าคุณแม่ใหญ่เล็กน้อย

“คุณแม่ใหญ่แสดงว่ามีคุณแม่เล็กด้วยน่ะสิ” เขาสังเกตเห็นว่าเธอชะงักกับคำว่าแม่ใหญ่หากเสียงนุ่มยังคงเอ่ยถามออกไปอย่างลืมคิด แล้วเขาต้องชะงักมือที่ตักสลัดก่อนเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ต้องตอบคำถามที่เงียบไปเลยภาพที่เขาเห็นคือสาวน้อยก้มหน้ามองมือของตัวเอง

“ไม่เป็นไรไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร พี่ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ถ้ามัทไม่อยากเล่า”

“คุณแม่ใหญ่คือภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของคุณพ่อค่ะส่วนคุณแม่เล็กก็เป็นแม่ของมัทเอง ท่านเสียไปตั้งแต่คลอดมัทได้ไม่กี่วันส่วนพี่ปลาก็เป็นลูกสาวของคุณแม่ใหญ่ค่ะ”

เสียงเล็กตอบเบาๆดวงตาเศร้าที่เขาคิดว่าเจ้าตัวคงจะไม่รู้ตัวแล้วเธอก็รีบปรับสีหน้าเป็นสดใสอย่างรวดเร็วจนเขารู้สึกสงสารจับใจถึงแม้จะเห็นมันเพียงเสี้ยววินาที สาวน้อยคนนี้วัยใกล้เคียงกับน้องสาวของเขาและสิ่งที่เขาทำก็คือพยักหน้าแล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู ก่อนเอ่ยถามเสียงนุ่มอีกครั้ง

“แล้วมัทสมัครงานอะไรไว้จบอะไรมา เห็นเก๋บอกว่ามาทำงานที่นี่รองานประจำ” ชายหนุ่มถามไปอีกเรื่อง

“มัทจบนิเทศศิลป์มาค่ะสมัครงานไปตั้งหลายที่แต่ก็ไม่เห็นมีที่ไหนตอบกลับมาสักที่” สาวน้อยตอบปลงๆเพราะเธอจบมาสองสามเดือนแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าที่ไหนจะเรียกตัว

“มัทมีพอร์ตโฟลิโอ[1]หรือเปล่า เอามาให้พี่ดูหน่อยสิ บางทีพี่อาจจะบอกมัทได้ว่ามัทจะเหมาะกับที่ไหนพี่มีเพื่อนๆ พอรู้จักอยู่บ้าง”

คำเสนอของเขาสร้างรอยยิ้มสดใสเต็มใบหน้าของสาวน้อยอีกครั้งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเธอเห็นโอกาสที่จะได้งานเพิ่มขึ้น

“ได้เหรอคะพี่โป๊ะมัทไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเด็กเส้น” เธอตอบตามจริงหากในใจไม่ปฏิเสธโอกาสที่เขายื่นให้

“ไม่ใช่เด็กเส้นหรอกน่าเราก็แค่เสนอตัวเข้าไป ถ้าเขาชอบงานสไตล์ของเรา เขาก็รับเราไว้ แต่ถ้าไม่ชอบก็ค่อยมาว่ากันอีกที บางทีมัทอาจจะได้งานเป็นจ๊อบๆ ก็ได้นะ น่าสนใจออกหรือมัทจะมาช่วยพี่คิดงานเจ๋งๆ แล้วรับส่วนแบ่งไปยังได้เลยมัทจบนิเทศน์ศิลป์มาไม่รู้จัก ปราชญ์ ดัชนียวงศ์ เหรอ เค้าดังออกนะ” คำถามลอยๆ ราวกับชื่อที่เอ่ยออกมาไม่ใช่ตัวเอง

“มัทจะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะคะพี่ปราชญ์เป็นไอดอลของมัทเลยนะ มัทชอบงานของพี่เขามากๆ”เสียงเล็กชะงักไปชั่วครู่ก่อนลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกไปดูชื่อที่หน้าห้องแล้ววิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วเพื่อถามเขา เธอไม่สามารถซ่อนความตื่นเต้นกับดวงตาที่เปล่งประกายวาววับได้ในเวลานี้

“พี่โป๊ะกับพี่ปราชญ์เป็นคนเดียวกันจริงๆ เหรอคะ”

“...”เขายิ้มแทนคำตอบก่อนจะพยักหน้ารับและหัวเราะออกมาในทันทีเมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดราวกับเจอดาราสุดฮอตของเธอ

มือเล็กหยิบสมุดโน้ตเล่มเหมาะมือสำหรับจดออร์เดอร์ยื่นให้เขา

“มัทขอลายเซ็นค่ะมัทดีใจจังเลยที่ได้เจอพี่ปราชญ์ตัวเป็นๆ”

เขารับมาเซ็นให้แต่โดยดีด้วยลายเซ็นที่เธอเคยเห็นในนิตยสาร เธอแน่ใจหลายล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นของจริงท่าทางเช่นนั้นเรียกเสียงหัวเราะออกมาประสานให้ดังพร้อมกันทั้งคู่และหลังจากนั้นการสัมภาษณ์ยังคงต่อเนื่องหากสลับหน้าที่กันเพราะคนที่จะต้องตอบแต่แรกต้องการจะรู้เรื่องราวของไอดอลของเธอ สาวน้อยจึงมีคำถามมากมายซึ่งเธอเองแทบจะไม่ต้องเตรียมสคริปต์เพราะเธอรู้จักเขาเป็นอย่างดีจากนิตยสารหลายเล่มที่ตัดบทสัมภาษณ์เก็บเอาไว้และคำถามส่วนใหญ่ก็เป็นไปในเชิงลึกนอกเหนือจากข้อมูลที่เธอได้อ่านมา

สาวน้อยกลับลงมาด้านล่างอีกครั้งพร้อมชามสลัดและแก้วเปล่ามือเล็กของเธอถือมันไปเก็บในครัวก่อนเดินไปหน้าร้านเพื่อต่อว่าเพื่อนรุ่นพี่อย่างไม่เป็นจริงเป็นจังนัก

“พี่เก๋ทำไมไม่บอกมัทตั้งแต่แรกล่ะว่าพี่โป๊ะกับพี่ปราชญ์ คือคนเดียวกันปล่อยให้มัทปล่อยไก่ตั้งนาน”

“อ้าว! พี่ก็นึกว่าน้องมัทเห็นป้ายชื่อหน้าห้องของลูกพี่แล้วยังไงล่ะจ๊ะ”บริกรหนุ่มตอบพลางหัวเราะออกมาอย่างงงๆ

“นั่นน่ะสิเนอะมัทนี่บื้อจริงๆ เลย มีตาหามีแววไม่” เสียงเล็กเอ่ยพร้อมรอยยิ้มสดใสอย่างน้อยวันนี้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับเธอถึงสามเรื่อง เรื่องแรกคือเธอได้พบบิดาในตอนเช้าเรื่องที่สองก็คือได้รถยนต์คันเก่ามาใช้แล้วเธอก็ได้เจอคนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องงานเป็นเรื่องสุดท้ายโดยที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ปราชญ์ ดัชนียวงศ์จะมีรูปร่างและหน้าตาที่ถูกใจเธอถึงเพียงนี้

รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าแดงๆของสาวน้อยปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง แน่นอนภาพนั้นไม่สามารถหลุดรอดจากดวงตาเรียวรีของคนที่กลับมานั่งมองภาพหน้าจอราวกับเสพติดเช่นเดิม



[1] พอร์ตโฟลิโอ ( Portfolio ) คือ แฟ้มรวบรวมผลงาน


*******************************************************************************


มีวางจำหน่ายแล้วในรูปแบบ E-BOOK ค่ะ ตามลิ้งก์ค่ะ


https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=7962


ส่วนรูปเล่มรอฉบับรีปริ้นครั้งที่ 3ใครสนใจอยากได้เล่ม "ดวงใจมัท" ในรูปเล่ม แจ้งเข้ามาได้ที่ E-Mail : wikky7ster@gmail.com ค่ะ

หรือแฟนเพจ 




Create Date : 23 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 3 ธันวาคม 2557 16:41:51 น. 0 comments
Counter : 577 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wikky_78
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wikky_78's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.