Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
21 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 
นิยายรัก ตอนที่ 2 ได้เปรียบ



COPY WRIGHT : สงวนลิขสิทธิ์ทั้ง ปกหนังสือ และ เนื้อหาค่ะ

ดวงใจมัท

ผู้เขียน: วรรณรวี

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง: มกราคม ๒๕๕๗

พิมพ์ครั้งที่สอง: กันยายน ๒๕๕๗

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. ๒๕๓๗

ไม่อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดเพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเอกสารรูปเล่ม หรือเพื่อการใดๆเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น

ISBN : ๙๗๘ - ๖๑๖ - ๓๔๘ - ๔๔๙ -

ราคา ๓๐๐บาท


*************************************************************************************

ตัวอย่างค่ะ


๒.

ได้เปรียบ ?

“ไม่ไปทำงานหรอกเหรอยายมัทเห็นว่าเพิ่งได้งานใหม่ไม่ใช่หรือไง” เสียงดังกังวานของสตรีผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านถามลูกเลี้ยงตอนสาย

“ไปค่ะคุณแม่ใหญ่แต่ปกติร้านจะเปิดตอนห้าโมงเย็นค่ะ” คนเป็นลูกเลี้ยงโกหกเสียงแผ่วจะให้เธอบอกได้อย่างไรว่าจะไม่ไปทำงานที่ร้านนั้นอีกแล้ว

“ดีมากขยันๆ หน่อยก็แล้วกัน เรียนจบแล้วก็ควรจะรีบๆ หางานทำ จะได้ไม่เป็นภาระคุณพ่อรู้ใช่ไหมว่าตอนนี้ค่าใช้จ่ายที่บ้านเพิ่มขึ้นแล้วไหนพี่สาวเราจะลงทุนเปิดร้านเสื้ออีกยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินมากมายอีกเท่าไหร่”

“ค่ะคุณแม่ใหญ่มัทจะพยายามหางานประจำทำให้เร็วที่สุด แต่ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้งานหายากแต่มัทก็จะพยายามค่ะ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างเข้าใจสถานการณ์ดีถึงแม้ว่าจะไม่ลำบากทางด้านการเงินอย่างที่แม่เลี้ยงอ้างหากเธอก็ต้องการดูแลตัวเองเช่นกันจะได้ไม่เป็นภาระของใคร

“เข้าใจก็ดีแล้วคืนนี้พี่ปลาจะจัดงานปาร์ตี้ เราไม่อยู่ก็ดีเหมือนกันพี่ปลาจะได้ไม่ต้องตอบคำถามเพื่อนๆ”

เสียงดังกังวานหากเรียบสร้างความรู้สึกน้อยใจให้คนเป็นลูกเลี้ยงที่พยายามทำเป็นลืมความรู้สึกเช่นนี้ทุกครั้งแล้วเธอจะเอ่ยถามเสียงเบา

“คุณพ่อออกไปกระทรวงแล้วหรือคะคุณแม่ใหญ่พอดีว่ามัทมีเรื่องอยากจะเรียนปรึกษาท่านค่ะ”

“คุณพ่อออกไปได้สักพักใหญ่แล้วมีประชุมเช้า มีเรื่องอะไรล่ะปรึกษาฉันก็ได้นี่ ทำไมต้องเดือดร้อนถึงคุณพ่อ” คนเป็นแม่เลี้ยงเอ่ยถามเสียงเย็น

“เอ่อ...คือความจริงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มัทไม่รบกวนแล้วค่ะ พอดีว่าช่วงนี้ที่ร้านขาดคนมัทคงต้องรีบไปเร็วหน่อยมัทขอตัวก่อนนะคะคุณแม่ใหญ่” สาวน้อยเอ่ยขอตัวพร้อมกระพุ่มมือไหว้มารดาเลี้ยงเพื่อไปทำงานที่เธอโกหกเอาไว้ หากเธอเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพาตัวเองไปอยู่ที่ไหนในวันนี้

“อืม...จะไปไหนก็ไปเถอะฉันไม่ได้รั้งเราเอาไว้นี่”

สาวน้อยเดินกลับเรือนเล็กด้านหลังซึ่งแยกออกมาจากบ้านหลังใหญ่มันเป็นเรือนไม้เก่าๆ ของมารดาซึ่งจากไปตั้งแต่เธอลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่วันความรู้สึกอ้างว้างราวกับเป็นผู้อาศัยและไม่เคยมีตัวตนสำหรับที่นี่แม้จะมีบิดาผู้ที่ไม่เคยกอดหรือปลอบเธอเลยสักครั้งตั้งแต่จำความได้และถูกเลี้ยงดูมาราวกับเป็นพลเมืองชนชั้นที่สองแม้จะใช้นามสกุลดังก็ตามแล้วใครเลยจะรู้ว่าเธอไม่เคยแม้จะได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว

มีแต่แม่นวลซึ่งเป็นแม่นมของเธอเท่านั้นที่ปฏิบัติต่อเธออย่างดีและยังทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นดูแลหลังจากมารดาของเธอเสียชีวิตลง หากในเวลานี้แม้แต่แม่นวลก็ไม่อยู่กับเธออีกต่อไปแล้ว เมื่อสูญเสียคนที่รักด้วยโรครุมเร้าก่อนสำเร็จการศึกษาได้ไม่นานนำพาความเศร้าโศกเสียใจมากมายมาสู่สาวน้อยเกินจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดหากเวลาที่ผ่านไปนั้นช่วยให้เธอพอจะทำใจและชินกับมันได้บ้างแล้ว

ร่างเล็กหยิบกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่บรรจุของส่วนตัวสำคัญมีแม้กระทั่งเสื้อผ้าสำรองหนึ่งชุดสำหรับช่วงเวลาที่เธอยังไม่ถูกอนุญาตให้กลับบ้านเร็วเหมือนเช่นคืนนี้และการที่เธอจะไปค้างคืนที่อื่นอย่างเช่นหอพักของเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนจึงเป็นเรื่องปกติแต่ทว่าตอนนี้แม้หอพักก็ไม่มีแล้วเพราะเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวได้ย้ายกลับไปช่วยกิจการของครอบครัวที่เชียงใหม่

“ฉันคิดถึงแกจังน้ำมนต์!”สาวน้อยเอ่ยเบาๆ ขณะสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นหลังวันนี้เธออยู่ในชุดกางเกงยีนขายาวกับเสื้อยืดสีขาวและรองเท้าผ้าใบคู่เดิม เธอเดินผ่านรั้วบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่ตอนเที่ยงวันนั่นเท่ากับว่าเธอจะต้องเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้านจนกระทั่งพี่สาว ส่งเพื่อนๆทุกคนกลับไปแล้ว

"แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน"คำถามง่ายๆ หากไม่มีคำตอบ "แต่ช่างเถอะอย่างน้อยๆก่อนค่ำคงจะอยู่ที่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่หางาน ตกเย็นค่อยว่ากันอีกที" สาวน้อยคิดได้ดังนั้นเธอก็ออกไปยังจุดหมายปลายทางที่แรก

ณ ร้าน Music Long Play (มิวสิค ลอง เพลย์ ) ในเวลาหนึ่งทุ่ม

“เก๋ยายเปี๊ยกบอกแกว่าอีกสองวันจะมาเหรอวะ”

เจ้านายหนุ่มถามลูกน้องคนสนิทด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำวันนี้เขาก็ยังอยู่ในเครื่องแบบคล้าย ๆ เดิม ทั้งเสื้อยืดขาดวิ่น กางเกงยีนตัวเก่าและรองเท้าแตะสีขาวสายสีฟ้ารุ่นคลาสสิคที่เขาแทบจะไม่เคยเปลี่ยนไปใช้เป็นแบบอื่นมานานหลายปีแล้ว

“ครับลูกพี่น้องมัทบอกไว้อย่างนั้น แต่เธอบอกว่ายังไงก็โทรไปนัดได้”

“งั้นแกโทรไปตามยายเปี๊ยกให้มาตอนนี้ได้เลยเพราะอีกสองวันฉันไม่แน่ใจว่าจะว่างหรือเปล่า แต่วันนี้ฉันว่าง” เสียงทุ้มนุ่มสั่งลูกน้องก่อนเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็วเช่นเดิม

เจ้าของร้านหนุ่มมาดเซอร์ก้าวยาวๆขึ้นไปบนชั้นสามซึ่งเป็นทั้งออฟฟิศและห้องนอนที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศเอาไว้อย่างดีเพราะแม้ว่าเขาจะเปิดร้านอาหารกึ่งผับหากความเป็นจริงที่ไม่มีใครรู้มากนักนั่นคือเขาไม่ชอบกลิ่นบุหรี่เอาเสียเลย หลังจากได้ตัดสินใจเลิกสูบมันมานานหลายปีด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพปอดของเขา แล้วเขาก็ชอบที่จะขึ้นมาดูแลการทำงานของพนักงานในร้านผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งเอาไว้หลายๆ จุด โดยยังพอมีเวลาทำงานออกแบบซึ่งเป็นงานหลักไปด้วย

ไม่บ่อยนักที่เขาจะลงไปนั่งเมามายอยู่ด้านล่างเหมือนที่เกิดขึ้นในคืนนั้นจะให้บอกใครได้อย่างไรว่าเขามองเห็นเด็กใหม่คนหนึ่งผ่านกล้องวงจรปิด มองเห็นรูปร่างเล็กๆที่ขยันขันแข็ง เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเห็นผิวขาวนวลผ่องแม้จะมองผ่านบรรยากาศสลัว ประกอบด้วยใบหน้าน่ารักน่ามองเหมือนมนต์สะกดเรียกให้เขาลงไปด้านล่าง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วยังทำทีเดินเข้าไปใกล้ๆ จนลูกน้องคนสนิทแนะนำเธอให้รู้จักซึ่งเขาไม่ได้ทำหน้าที่สัมภาษณ์เธอตั้งแต่แรกเพราะลูกน้องหนุ่มให้การรับรอง

เจ้าของร้านหนุ่มแฝงตัวนั่งดื่มและสังเกตการณ์ภายในร้านจนกระทั่งดื่มเพลินมองเพลินจนเกิดเรื่องราวให้เจ็บตัวอย่างเช่นเมื่อคืน และคืนนี้เขาหมายมั่นจะรอสาวน้อยคนนั้นสมองอันอัจฉริยะคิดหาคำพูดเพื่อที่จะได้ตกลงกับเธอดีๆ

คนที่เจ้าของร้านหนุ่มกำลังนึกถึงในเวลานี้เดินเตร็ดเตร่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่มาหลายชั่วโมงแล้วหลังจากเธอจัดการร่อนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสมัครงานเพิ่มเติมไปอีกหลายฉบับ

ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด...เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าดังขึ้นมือเล็กรีบดึงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังขึ้นมาดูชื่อหน้าจอแล้วยิ้มกว้าง

“ว่าอย่างไรจ๊ะพี่เก๋คิดถึงมัทละสิ!” สาวน้อยเสียงร่าเริงไปตามสาย เธอพอจะมองเห็นแสงสว่างเรืองรองว่าหลังจากนี้จะพาตัวเองไปอยู่ที่ไหน

“จ้ะน้องมัทพอดีว่าลูกพี่เขาให้โทรมาถามว่าน้องมัทจะสะดวกเข้ามาเคลียร์ปัญหาเรื่องเมื่อคืนวันนี้เลยได้ไหมจ๊ะ”เพื่อนรุ่นพี่ ผู้มีบุคลิกนุ่มนิ่มและขวัญอ่อนเกินชายชาตรีเอ่ยกล้าๆ กลัวๆไปตามสาย เพราะกระจ่างชัดแล้วว่าสาวน้อยคนนี้หมัดหนัก

“นัดของเราอีกสองวันไม่ใช่เหรอจ๊ะพี่เก๋แล้วลูกพี่ของพี่หายดีแล้วเหรอ” เสียงเล็กถามกลับอย่างเล่นตัวหากความจริงในใจลิงโลด เพราะเธอจะได้ไม่ต้องเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายปลายทางเช่นนี้

“ลูกพี่เขาไม่แน่ใจว่าอีกสองวันจะว่างไหมแต่วันนี้เขาว่างก็เลยให้พี่โทรมานัดจ้ะคงอยากจะขอโทษและรับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายลูกพี่เป็นคนบอกให้พี่โทรศัพท์หาน้องมัทด้วยตัวเอง มาเถอะนะจ๊ะ”บริกรหนุ่มเอ่ยขอร้องแกมบังคับ เพราะถ้าปลายสายไม่ตอบตกลงมีหวังว่าเขาอาจจะโดนลูกพี่งับหัวเอาได้ง่ายๆ ใครไม่โดนกับตัวไม่รู้หรอกว่ามันน่าสยดสยองแค่ไหน ‘ชีวิตของบริกรหนุ่มนามว่าเก๋ผู้น่าสงสาร’ความกังวลในใจเงียบๆ ของเก๋

“เอาแบบนั้นก็ได้พี่เก๋ถ้างั้น มัทไปเดี๋ยวนี้เลยแล้วกัน พอดีมัทอยู่แถวนี้!”เธอตอบตกลงเสียงเรียบหากในใจตื่นเต้นยิ่งกว่าน้ำเสียงลิบลับ

“จ้ะน้องมัทเดี๋ยวพี่จะขึ้นไปบอกลูกพี่ตอนนี้เลยนะจ๊ะ”

คนถูกเรียกตัววางสายแล้วรีบมาที่ร้านหลังจากนั้นไม่นานนัก แต่แล้วเมื่อมาถึงกลับได้ยินเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งได้รับคำสั่งมาอีกทอดบอกว่า

“น้องมัทจ๊ะน้องมัทไปเปลี่ยนชุดแล้วมาช่วยรับแขกก่อนแล้วกัน ส่วนข้อตกลงกับลูกพี่เก็บไว้คุยตอนร้านปิดดีไหมจ๊ะ ตอนนี้แขกเริ่มมาแล้วด้วย” บริกรหนุ่มเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวหากต้องทำเพราะเป็นคำสั่งที่เขาจะต้องพยายามถ่วงเวลาให้เธออยู่จนถึงเวลาปิดร้าน

“เอาแบบนั้นก็ได้พี่เก๋มัทเองก็ไม่ได้รีบจะไปไหนเหมือนกัน” มัทนีตอบตกลงโดยง่าย

สาวน้อยเดินไปเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มหลังร้านด้วยความคล่องแคล่วเธอเปลี่ยนเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นที่ทางร้านเตรียมไว้ให้พนักงาน กับกางเกงตัวเดิมที่เธอสวมมาหยิบผ้ากันเปื้อนขึ้นมาสวม แล้วเดินออกมาอย่างคนรู้งาน เดินไปรับออร์เดอร์ลูกค้าแล้วนำบิลต่างๆไปส่งต่อที่เคาน์เตอร์เพื่อลงรายการ เธอทำหน้าที่ได้อย่างทะมัดทะแมง เพราะชินกับการทำงานพิเศษเสมอในช่วงปิดเทอมจนหลายคนสงสัยทั้งที่นามสกุลดัง แต่ทำไมเธอถึงได้ร้อนเงินและงกนัก จะให้บอกความจริงอย่างไรได้ว่าเธอได้เงินจากบิดาซึ่งต้องผ่านการดูแลทางการเงินจากมารดาเลี้ยงอีกทีมีเพียงค่าเทอมและค่าขนมต่อสัปดาห์เท่านั้น และถ้าเมื่อไหร่ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินหรือต้องการซื้อของสวยงามเธอจะต้องเก็บเงินจากการทำงานพิเศษ แต่ก็ไม่ถือว่านั่นคือปัญหาเพราะมันทำให้เธอมีเงินเก็บส่วนตัวในบัญชีอยู่บ้างแม้ว่ามันจะเทียบไม่ได้เลยกับค่าขนมทั้งสัปดาห์ของพี่สาวต่างมารดา หากภาคภูมิใจ เพราะได้มาจากน้ำพักน้ำแรงและสองมือน้อยๆของตัวเอง

ความคล่องแคล่วเอาการเอางานและการต้อนรับลูกค้าอย่างน่ารักของมัทนีนั้นยังคงสะกดตรึงสายตาชายหนุ่มที่นั่งมองผ่านหน้าจอแอลอีดี[1]อยู่บนห้องทำงานชั้นบน ขณะนี้ภาพหน้าจอมีเพียงสาวน้อยร่างเล็กในมาดทอมบอยยึดพื้นที่เอาไว้ทั้งหมดจนชายหนุ่มยิ้มออกมา แล้วเอ่ยเบาๆ ราวกับคนละเมอ

“ตัวเล็กๆน่ารักแบบนี้แต่หมัดหนักเป็นบ้าเลยยายเปี๊ยก" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มน้อยๆนิ้วเรียวอย่างศิลปินของเขายกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเอง ที่ยังคงทิ้งร่องรอยจากมือเล็กโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่งมองหน้าจออยู่นานเท่าไหร่แล้วเพราะเมื่อกดกลับภาพเป็นช่องเล็กๆ หกช่อง ก็ปรากฏว่าแขกเริ่มเบาบาง มีบางส่วนทยอยกลับออกไปโดยเด็กในร้านทำหน้าที่เคลียร์โต๊ะ เก็บจานอาหาร ทั้งแก้วและขวดเครื่องดื่มแล้วยกออกไปนั่นแสดงว่าใกล้ถึงเวลาปิดร้าน เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงกดโทรศัพท์ลงไปที่เคาน์เตอร์

“เก๋ บอกยายเปี๊ยกขึ้นมาชั้นบนมีเรื่องจะตกลงไม่ใช่หรือไง”โดยไม่รอให้อีกฝ่ายรับคำสั่งเขาก็รีบวางโทรศัพท์ลงทันที

คนที่เพิ่งรับคำสั่งรีบเดินมาบอกร่างเล็กที่กำลังเก็บแก้วและขวดเครื่องดื่มอย่างขยันขันแข็ง

“น้องมัทจ้ะลูกพี่บอกว่าขึ้นไปได้เลย เขารออยู่ เดี๋ยวพวกพี่เก็บร้านกันเอง”

“ทำไมต้องให้มัทขึ้นไปข้างบนด้วยล่ะพี่เก๋ให้เขาลงมาไม่ได้หรือไง”เธอเริ่มโวยวายเพราะรู้ว่าข้างบนที่ว่านั่นเป็นทั้งออฟฟิศและห้องนอนของเขา

“ขึ้นไปเถอะจ้ะน้องมัทไม่เป็นไรหรอกวันนี้ลูกพี่ไม่ดื่ม ไม่เมาปลอดภัยจ้ะรับรอง”เพื่อนรุ่นพี่ให้คำรับรอง

“อีกอย่างด้านล่างแขกยังกลับกันไปไม่หมดเสียงเพลงดังแบบนี้น้องมัทอาจจะไม่มีสมาธิคิดคำนวณตัวเลขความได้เปรียบเสียเปรียบก็ได้นะจ๊ะน้องมัทเรียกไปเยอะๆ ได้เลย ลูกพี่เขารวยมาก” บริกรหนุ่มกระซิบให้เหตุผลน่าสนใจจนทำให้มัทนีคล้อยตาม

“จริงสิเนอะพี่เก๋ชั้นสามใช่มั้ย” สาวน้อยเปลี่ยนท่าทีจากเดิม

“ใช่จ้ะน้องมัทขึ้นไปเถอะ ให้พี่โป๊ะรอนานจะไม่ดี”คนที่ให้คำรับรองเอ่ยพร้อมพยักหน้าเชียร์หงึกๆ

“จ้ะพี่เก๋เดี๋ยวมัทลงมา” เสียงเล็กเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจมากขึ้น

มัทนีสูดลมหายเข้าออกใจลึกๆสองสามครั้ง พร้อมมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นสามเพื่อเจรจากับเจ้านาย ( หื่น )เธอไม่แน่ใจนักว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ร่างเล็กเดินขึ้นบันใดที่ผนังถูกฉาบไว้เป็นลายปูนเปลือยเปล่าข้างฝาถูกตกแต่งด้วยภาพเขียนสีน้ำ สีน้ำมัน ภาพถ่าย แม้กระทั่งภาพเขียนจากลายเส้นดินสอซึ่งทั้งหมดเป็นภาพผู้หญิงเปลือยกายงดงามและทุกภาพที่ประดับไว้ตลอดทางเดินแสดงออกถึงความสามารถของคนวาด การสร้างสรรค์และวิธีการนำเสนอของเจ้าของผลงานได้เป็นอย่างดีเธอคุ้นบางภาพเพราะมันเป็นผลงานของศิลปินที่เคยถูกรวบรวมเอาไว้ในหนังสือผลงานศิลปะที่เคยเห็นในห้องสมุด แม้บางภาพจะไม่คุ้นหากมันแสดงออกถึงรสนิยมของผู้คัดสรรทำให้ตลอดเส้นทางเพียงระยะสั้นๆ น่าอัศจรรย์ใจ

เธอมาหยุดที่หน้าประตูไม้สีเขียวตองอ่อนดวงตากลมโตมองป้ายชื่อไม้สลักหน้าห้องที่มีตัวอักษรรวมกันอ่านออกเสียงว่า ปราชญ์ดัชนียวงศ์ จนแน่ใจว่านี่คือห้องของเขาตามคำบอกทาง

มัทนีคุ้นกับชื่อเพราะมันเหมือนกับชื่อของครีเอทีฟคนดังผู้ที่เธอไม่เคยเห็นหน้า หากเธอมักจะตัดเก็บบทสัมภาษณ์ของเขาเอาไว้ทุกครั้งเพราะมันช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เธอแต่ไม่มีความคิดว่าจะเป็นคนเดียวกัน

สาวน้อยยืนนิ่งอยู่หน้าประตูจมูกเล็กพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มไม่บ่งบอกอารมณ์

“เข้ามาสิฉันรอเธออยู่"

มัทนีสะดุ้งเมื่อเห็นประตูเปิดออกราวกับมีใครรอจังหวะอยู่และยิ่งหวาดเสียมากขึ้นเมื่อปรากฏใบของหน้าคนที่เปิดประตูซ้อนกับใบหน้าของคนที่ก่อวีรกรรมร้ายแรงขย้ำหน้าอกของเธอไปเมื่อคืนก่อนหากเธอพยายามซ่อนอาการหวาดหวั่นใดๆ เอาไว้ให้มิด

“ขอบคุณค่ะ”เสียงเล็กพยายามข่มให้เรียบ

ชายหนุ่มหลีกทางให้เธอเดินเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางมั่นใจดวงตาเรียวรีมองเห็นมือเล็กกำหมัดแน่นราวกับเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตัว หากมันไม่สามารถปกปิดความหวาดหวั่นซึ่งฉายชัดออกมาผ่านดวงตากลมโตของเธอได้

“นั่งสิดื่มอะไรก่อนมั้ย” เขาผายมือไปยังโซฟาเบ๊ดสีน้ำตาลด้วยใบหน้านิ่งหากผ่อนคลาย

“ไม่เป็นไรค่ะเรามาคุยธุระกันเลยดีกว่า” เสียงเล็กเอ่ยเรียบๆ อย่างพยายามมั่นใจและผ่อนคลายไม่แพ้กัน

“ใจร้อนซะด้วยนี่เราเรื่องเมื่อคืนขอโทษด้วยจริงๆ ฉันเมามาก หวังว่าเธอคงจะไม่ถือสา”ชายหนุ่มตรงประเด็นเพื่อให้เธอวางใจ

“ความจริงฉันจำไม่ได้หรอกว่าทำอะไรไปบ้างแต่ถ้าดูจากบาดแผลบนหน้าหล่อๆ ของฉัน ฉันคงจะทำให้เธอโกรธมากๆเธอต้องการให้ฉันรับผิดชอบยังไง”

เขาไม่อ้อมค้อมจนเธอใจชื้นเพราะกังวลในทีแรกว่าอาจจะต้องเป็นคนเปิดฉากก่อนว่าถูกเขาจับหน้าอกให้ต้องอับอาย

“คุณจำอะไรไม่ได้ก็ดีแล้วเพราะมันเป็นเรื่องน่าอับอายมากที่สุดในชีวิต ฉันไม่เคยอายมากเท่านี้มาก่อน คนเห็นกันทั้งร้านฉันอยากให้คุณรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว” เธอไม่อ้อมค้อมเช่นกัน

“แล้วเธอต้องการค่าแต๊ะอั๋งเท่าไหร่” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียบๆ จ้องตาคนที่ทำตาโตเมื่อได้ยินประโยคของเขา

“ก็ไหนคุณบอกว่าจำไม่ได้ยังไงล่ะคะ” เธอโพล่งถามออกไปอย่างพยายามที่จะซ่อนความเขินอายเอาไว้ให้มิด

“เก๋บอก” เขาตอบเสียงเรียบและนิ่งราวกับว่าคนกระทำผิดไม่ใช่ตัวเอง

“เอาแบบนี้แล้วกันถ้าเธอไม่สะดวกใจเรื่องตัวเลข เพราะเธอคงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องของการหาผลกำไร ถ้าฉันเดาไม่ผิดฉันจะเขียนเช็คให้โดยไม่ระบุตัวเลข เธอไปกรอกจำนวนตามพอใจได้เลย แต่หวังว่ามันคงไม่ถึงขั้นทำให้ฉันต้องหมดตัวหรอกนะแล้วก็ไม่ต้องลาออก ตอนนี้เราต้องการคน อีกอย่างฉันรู้มาว่าเธอเองก็ต้องการทำงานเหมือนกันแบบนี้วินวินดีไหม”

เขาเสนอและสรุปอย่างรวดเร็วจนเธอฟังแทบไม่ทันทว่าเรื่องเช็คซึ่งไม่ระบุตัวเลขนั้นเธอเห็นว่าตัวเองได้เปรียบ

“แล้วถ้ามันเกิดเหตุการณ์น่าอับอายซ้ำแบบเมื่อคืนอีกล่ะคะ”คนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มจะได้เปรียบพยายามบังคับน้ำเสียง

“ปกติฉันไม่ใช่คนที่ชอบทำรุ่มร่ามกับใครแบบนั้นอย่างที่เธอรู้ฉันเมามาก แต่ถ้ามันเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาอีกครั้ง ฉันจะให้เช็คไม่ระบุตัวเลขเช่นเดียวกับกรณีนี้โอเคไหม เธอคงไม่คิดว่าฉันอยากจะหมดตัวจนต้องแกล้งแต๊ะอั๋งเธอบ่อยๆ หรอกนะฉันรู้คุณค่าของเงิน”

ชายหนุ่มตอบง่ายๆเช่นเดิม ซ่อนความคิดเจ้าเล่ห์ที่ว่าถ้าหากได้กอด จูบ ลูบไล้จะยอมหมดเนื้อหมดตัวกับยายเปี๊ยกที่สุดแสนจะน่ารักคนนี้เลยยังได้

มัทนีนั่งฟังเบลอๆถึงข้อเสนอที่เห็นชัดว่าตัวเองจะได้เปรียบในใจคิดคำนวณตัวเลขในบัญชีที่มียอดเงินตั้งต้นเพียงน้อยนิด หากมันจะงอกเงยขึ้นทันทีถ้าเขาพลาดแต๊ะอั๋งเธอและอีกหลายๆครั้ง

“แล้วฉันจะเชื่อใจคุณได้ไง”

แม้สมองจะคิดคำนวณหากยังไม่ลืมเอ่ยถามเพื่อขอความมั่นใจอีกคำรบจนเผลอเผยประกายวาววับในดวงตาให้เขาจับได้

“ฉันพูดจริงทำจริงเสมอแต่ถ้าเธอไม่สบายใจ เธอจะกลับไปร่างสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วหาพยานมาเซ็นรับรู้แบบนี้แฟร์ๆ ดีมั้ย”

“...” เธอไม่ตอบ หากใช้ความคิดชั่วครู่

“ตกลงฉันจะกลับไปร่างสัญญา แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาเซ็นต่อหน้าพยานก็แล้วกัน”

“โอเคพรุ่งนี้เจอกันเวลานี้ ฉันไม่อยากให้เสียเวลางาน”

“ค่ะถ้าเสร็จธุระแล้ว ฉันขอตัวก่อน”

“ตามสบายไม่ส่งนะ”

เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยจบร่างสูงเพรียวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปที่เตียง ทิ้งตัวนอนลงหน้าตาเฉย ปล่อยให้สาวน้อยมองตามท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติของเขาอย่างงงๆแล้วเธอเองก็รีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอันน้อยนิดก่อนจะเดินกลับออกไปเช่นกัน

กริ๊ก...ก คือเสียงปิดประตูที่เขาได้ยินเป็นเสียงสุดท้ายก่อนเผยยิ้มทั้งที่เปลือกตายังคงปิดสนิทสมองคิดไกลไปถึงสัญญาที่เธอจะนำมาให้เขาเพื่อเคลมประกันว่าจะมีเนื้อหาเป็นเช่นไร...



[1] จอแอลอีดี หรือ LED  ย่อมาจาก light-emittingdiode คือการพัฒนาต่อยอดมาจากพลาสมาและแอลซีดีเพื่อเพิ่มคุณภาพและความสมจริงในการรับชม


**********************************************************************************

มีวางจำหน่ายแล้วในรูปแบบ E-BOOK ค่ะ ตามลิ้งก์ค่ะ


https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=7962


ส่วนรูปเล่มรอฉบับรีปริ้นครั้งที่ 3ใครสนใจอยากได้เล่ม "ดวงใจมัท" ในรูปเล่ม แจ้งเข้ามาได้ที่ E-Mail : wikky7ster@gmail.com ค่ะ

หรือแฟนเพจ 







Create Date : 21 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 3 ธันวาคม 2557 16:42:34 น. 0 comments
Counter : 377 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wikky_78
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wikky_78's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.