We can Change the world everyday
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2549
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
1 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 

คนฝันผจญพ่อมดแห่งมายาและแม่มดแห่งการงาน

นิทาน
คนฝันผจญพ่อมดแห่งมายาและแม่มดแห่งการงาน

ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น แผ่กิ่งใบกว้างใหญ่ สายลมเอื่อยอ่อนโยนล้อเล่นกับยอดไม้ แสงแดดผู้เงียบขรึมลอดช่องว่างระหว่างใบไม้มาสงบนิ่งบนลานดิน ผีเสื้อจับคู่บินล้อเล่นกันในสวนดอกไม้ เสียงแมลงร้องจุ๊กจิ๊กดังตรงโน้นที ตรงนี้ที ฉันนอนเล่นหนุนหมอนรากไม้อยู่บนพรมหญ้า ชีวิตสงบสุข...

ท้องฟ้ากว้างใหญ่ หมู่เมฆซ้ายขวาบินผ่านฉันไป หน้าปัดควบคุมเครื่องบินมีแสงบ่งบอกการทำงานราบเรียบ พลัน ท้องฟ้าทะมึนก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้า พายุฝนความเร็วสูงกำลังมาทางนี้ ทำไมไม่มีใครเตือนล่วงหน้าเลยนะ เครื่องบินโคลงเคลงไปมา ผู้โดยสารส่งเสียงกรีดร้อง ฉันยังคงบังคับเครื่องบินมุ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มที่และมั่นคง ฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่รอบข้าง เวลาดูยาวนานราวกับเป็นวัน แต่ในที่สุดฉันก็ฝ่าพายุฝนอันตรายมาได้ ผู้โดยสารสงบลงไปแล้ว แอร์โฮสเตสเอาดอกไม้ช่อใหญ่มาให้พร้อมบอกว่าทุกคนฝากขอบคุณ...

ความฝันมากมายไหลผ่านมาแล้วผ่านไป ทว่าบางส่วนกลับประทับตรึงไว้ในความทรงจำ ฉันฝัน ฝัน ฝันเท่าที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะฝันได้ อยากเป็นหมอ อยากเป็นสถาปนิก อยากเป็นดารา อยากอะไรอีกมากมายทั้งอยากเองและคนอื่นอยากให้อยาก

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันถูกสอนว่าความฝันไม่ใช่ความจริง และพบว่าความจริงนั้นไม่รื่นรมย์เท่าความฝัน

ตามทางเดินมากมายในเมือง ฉันเห็นขอทานมากมาย เขามีความฝันไหมนะ ฉันเห็นพ่อค้า แม่ค้าทำงาน หยาดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าบึ้งตึง ฉันเห็นกรรมกรคนแบกหามทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เห็นชาวนาตากแดดหน้าดำแต่ไม่มีข้าวจะกิน เขาจะฝันได้ไหมนะ ฉันเห็นพนักงานบริษัทแต่งตัวภูมิฐาน เห็นนักธุรกิจแต่งตัวโก้หรูมีรถขับ มีทองเส้นโต มีเงินเป็นปึกๆ เขามีเวลาให้ความฝันไหมนะ ฉันเห็นเด็กวัยรุ่นหัวร่อต่อกระซิกตามห้างสรรพสินค้า พวกเขามีความฝันไหมนะ

ฉันยังคงฝัน บ้างฝันส่วนตัว บ้างฝันอยากเป็นคนโด่งดัง บางครั้งอยากเป็นฮีโร่ในหนังการ์ตูน อยากเป็นเทวดานางฟ้า อยากเป็นเจ้าชายเจ้าหญิง อยากเป็นอัศวิน พ่อมด ผู้วิเศษ แต่มาตอนนี้ฉันแลเห็นความทุกข์ยากมากมายในโลกนี้ ผู้คนยากจน ทุกข์ทรมานกับการงานอันน่าเบื่อหน่าย ฉันมองแววตาแห่งความกระหายอยากของผู้คนมากมาย แต่ไม่เห็นแววตาของความฝัน

ฉันจึงฝัน ฝันอยากให้ผู้คนมีกินโดยไม่ต้องทำงานหนัก จะได้มีเวลาให้แก่ความฝัน ฉันจึงฝัน ฝันอยากให้ผู้คนยิ้มแย้มแบ่งปันความฝันให้แก่กัน ช่วยเหลือกัน รัฐบาลและนายทุนไม่โกงกินจะได้มีทรัพยากรเหลือพอให้คนทั้งหมดได้แบ่งปัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไม่มีใครหนีเอาตัวรอดคนเดียว

แล้วฉันก็พบว่า หลายคนฝันคล้ายกับฉัน แต่ทุกคนได้เพียงแค่ฝัน ไม่ได้ทำตามความฝัน พวกเขาบอกว่ามันเป็นเพียงความฝัน ทำไม่ได้หรอก แล้วพวกเขาก็มีความฝันอย่างอื่นอีกมากมายที่ต้องทำด้วย เช่น อยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย อยากเป็นทนายความชื่อดัง เป็นนางแบบ ดารา เป็นนักข่าว เป็นอธิบดี เพราะฉะนั้นเขาคงไม่เสียเวลากับความฝันที่เป็นไปไม่ได้หรอก แล้วเขาก็พากันเรียกความฝันแบบนี้ว่า เพ้อเจ้อ

ฉันไม่เชื่อ....

พลัน ...

ต้นไม้ใบไม้สีสันแปลกตา บ้างเขียว บ้างเหลือง บ้างแดง บางต้นเป็นสีรุ้ง บางต้นมีสีสันระยิบระยับ เหมือนไม่ใช่ต้นไม้ในโลกนี้ ฉันเห็นผู้คนแต่งตัวสวยงามรูปร่างหน้าตาสะสวยหล่อเหลาราวกับไม่ได้อยู่บนโลกนี้แต่เป็นเทพยดานางฟ้าจากสรวงสวรรค์ พวกเขาเต้นรำเริงร่าราวกับไร้ความทุกข์ใดๆ

พวกเขาคนหนึ่งเห็นฉันเข้าเลยพากันชักชวนฉันเข้าร่วมวงสังสรรค์เฮฮา บ้างเข้ามาจูง บ้างเข้ามาฉุด บ้างห้อมล้อมด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข พวกเขาเชื้อเชิญให้ฉันดื่มน้ำ ฉันดื่ม โอ...รสหวานชุ่มชื้นแผ่กระจายไปทั้งปาก ผ่านลำคอ และกระจายไปทั่วร่าง ฉันรู้สึกเหมือนความทุกข์โศกเศร้าสร้อยกลัดกลุ้มที่เคยมีอยู่นั้นหายไป ไม่ใช่สิฉันไม่นึกถึงมันเลยต่างหาก

เมื่อความทุกข์ไม่มี ความสุขก็เปล่งพลังอย่างเต็มที่ ฉันเริงร่าไปกับความหรรษาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางครั้งฉันเห็นภาพของความทุกข์ของผู้คน แต่แล้วเลือนหายไปในเวลาไม่นาน ฉันไปปรึกษาคนเหล่านั้น เขาบอกว่าให้กินน้ำรสอร่อยที่ฉันเคยดื่มนั้น แล้วภาพเหล่านั้นจะหายไป ฉันดื่ม แล้วความรู้สึกดีๆ ก็กลับมาอีก ฉันเริงร่ากับดินแดนแห่งสุขอีกครั้ง

พลัน...

ป่าใหญ่หายไป สิ่งที่มาแทนที่กลายเป็นแท่งเหล็ก แท่งคอนกรีต และไม้ตายซาก ผู้คนนั่งซึมเซาอยู่บนโต๊ะ บ้างร้องไห้ บ้างเคร่งเครียด บ้างตะโกนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง บางคนถูกโซ่คล้องคอล่ามไว้กับโต๊ะ ข้างๆ มีคนตัวใหญ่ถือแส้คอยฟาดโบย บ้างกำลังข่มขู่ให้อีกคนทำงานในขณะที่ตัวเองก็มีคนกำลังข่มขู่ให้ทำงานเช่นกัน

ฉันยืนตะลึงอยู่พักหนึ่ง ก็มีคนมากมายมาฉุดกระชากฉันไปนั่งบนโต๊ะ เอาเชือกมามัดฉันติดกับโต๊ะ แล้วบอกให้ฉันทำงาน ฉันมองไปที่โต๊ะเบื้องหน้าเห็นตัวเลขมากมาย อะไรกันเนี่ย ฉันไม่เข้าใจ ฉันต้องทำอะไร พลันก็มีเข็มจำนวนนับไม่ถ้วนมาทิ่มแทงอยู่ทั่วร่าง ตามด้วยเสียงแห้งแล้งตะคอกมาว่า “ทำงาน” ฉันต้องรีบทำตามคำสั่ง โดยอ่านวิธีทำงานจากกระดาษที่วางบนโต๊ะ งานนี้เสร็จไป ก็มีงานใหม่เข้ามาไม่ขาด ฉันเบื่อจนจะบ้าอยู่แล้ว แต่เมื่อหยุดทำงานก็จะมีเข็มนับร้อยคอยทิ่มแทง ในที่สุดฉันก็ร้องไห้ แต่ก็ยังไม่กล้าหยุดทำงาน...

“นี่คือราคาของการเสพสุขในแดนแห่งมายา” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย ฉันเหลียวไปมองผู้พูด

“อย่าหยุดทำงาน เดี๋ยวโดนลงโทษ” เขาเตือน “ทำงานแล้วเงี่ยหูฟังไปด้วย ถ้าอยากฟัง” ฉันฟัง

“นี่คือเมืองแห่งการงาน การงานน่าเบื่อเหล่านี้จะไปหล่อเลี้ยงดินแดนแห่งมายา ที่ๆ เธอเพิ่งจากมานั่นแหละ”

“ทำไมการทำงานเหล่านี้ต้องน่าเบื่อ น่ารังเกียจขนาดนี้ด้วย” ฉันถาม แต่มือยังไม่หยุดจากงานตรงหน้า “มันเป็นกฎ... ยิ่งแดนแห่งมายามีความหฤหรรษ์มากเพียงไร ผู้คนในแดนแห่งการงานต้องทำงานหนักขึ้นเพียงนั้น เธอยังโชคดี ที่มีโอกาสได้เข้าไปในแดนแห่งมายาและได้เสพสุขที่นั่น แต่บางคนไม่เคยแม้แต่จะได้ยินว่ามีดินแดนที่ว่า ทั้งชีวิตของเขาอยู่แต่ที่นี่ มีแต่เพียงผลแห่งการงานของเขาเท่านั้นที่ไปหล่อเลี้ยงที่นั่น”

“เราจะอยู่แต่ที่ดินแดนแห่งมายาโดยไม่ต้องมาที่นี่ไม่ได้หรือ?”

“ไม่ได้ มันเป็นกฎ”

“อ้าว แล้วทำไมบางคนในที่นี่จึงไม่มีโอกาสไปดินแดนแห่งมายาล่ะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่มันก็เป็นกฎเช่นกัน”

“ไฮ้ นี่มันไม่ยุติธรรมเลย”

“ข้าไม่รู้จักคำนี้”

ฉันตะลึง ไม่เข้าใจ งุนงงไปหมด อะไรเนี่ย ฉันมาอยู่ดินแดนเหล่านี้ได้อย่างไร ดินแดนแห่งมายา เมืองแห่งการงานอันน่าเบื่อหน่าย

พลัน ร่างกายฉันก็เจ็บแปลบปลาบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเข็มนับร้อยเข้าทิ่มแทง ฉันรีบทำงานตรงหน้าทันที

“บางคนก็เต็มใจทำงานอันน่าเบื่อหน่ายเหล่านี้ เพราะหวังว่าจะได้เข้าไปอยู่ในดินแดนแห่งมายาได้ตลอดชีวิต แต่เขาไม่เข้าใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เขาไม่เข้าใจ” เสียงอีกเสียงดังขึ้นมา แต่ฉันไม่กล้าเงยหน้าจากงานตรงหน้าอีกแล้ว

“ทำไมเราต้องยอมรับกฎบ้าๆ นี่ด้วย” ฉันตะโกนอย่างเหลืออด พลันเข็มนับร้อยก็ทิ่มแทงทั่วร่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะจากคนที่ทำงานอยู่ทั่วทิศทั่วทางในเมืองแห่งการงาน...

ฉันก้มหน้าทำงานต่อไปด้วยใจโศกเศร้า วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งเคยชินกับความเบื่อหน่าย แต่ยังคงรอคอยเวลาที่จะได้กลับไปยังดินแดนแห่งมายาอีกครั้ง

วันหนึ่ง ฉันก็พบตัวเองอยู่ในดินแดนแห่งมายาอีกครั้ง ความสนุกสนานที่รอคอยมาอยู่ตรงหน้า ฉันรับเอาน้ำรสอร่อยมาดื่มทันทีที่พบ ความทุกข์ทั้งปวงถูกลืมไว้ในซอกลึกของจิตใจ เพื่อความหรรษาจะได้ทำงานอย่างเต็มที่อีกครั้ง ฉันเต้นรำ ฉันได้รับการยกย่องให้เป็นคนสำคัญ ได้รับการกราบไหว้ อยากกินอะไรก็มีคนเอามาให้ถึงที่

วันเวลาผ่านไปด้วยความสุขสนุกสนาน แต่เหตุการณ์ที่เคยเกิดก็เกิดขึ้นอีก ฉันมองเห็นภาพตัวเองกำลังทำงานอันน่าเบื่อ และคำพูดที่บอกว่านี่คือราคาของการเสพสุขในแดนมายา และเห็นภาพความทุกข์ยากของคนในสังคมอีกครั้ง

ฉันไปปรึกษาคนอื่น เขาก็แนะนำให้ฉันดื่มน้ำรสอร่อยนั้นอีก ฉันเอื้อมมือไปรับมาและกำลังจะดื่มมันลงไป แต่ก็ฉุกคิดถึงคำถามหนึ่งขึ้นมา

“นี่คือน้ำอะไร” ฉันโพล่งถามออกไป

“ดื่มไปเถอะน่า นี่คือน้ำวิเศษ ช่วยให้เรามีความสุข”

“มันคือน้ำอะไรกันแน่” ฉันไม่เลิกถาม จนเขารำคาญ

“ดื่มไปเถอะน่า นี่เขาเรียกว่าน้ำมนตร์มายาที่ผสมสารละลายฝัน ที่ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็กินได้หรอกนะ ไปเถอะอย่ามารบกวนเวลาแห่งความสนุกสนานของฉันอีกเลย”

“น้ำมนตร์มายาที่ผสมสารละลายฝัน“ ฉันถือแก้วค้างไว้อย่างงุนงง

พลันก็มีเสียงจากรอบข้างกระซิบให้ดื่ม บ้างก็ตะโกนยั่วยุให้ดื่ม บ้างก็ส่งเสียงเชียร์ บ้างเตือนให้นึกถึงความสนุกสนานที่ฉันจะได้รับ ฉันจึงยกแก้วขึ้นดื่ม

ก่อนที่ความซาบซ่านจะแผ่กระจายไปทั่วร่าง คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ “ความฝันเหรอ เราเคยมีนี่นา แล้วทำไมต้องละลายฝัน” แล้วมันก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความสุข

แต่แล้วฉันก็พบตัวเองอยู่ในเมืองแห่งการงานอีกครั้ง ฉันเฝ้ารอเวลาที่จะกลับไปดินแดนแห่งมายาอีก จึงตั้งใจทำงานตรงหน้าให้มากๆ เพราะรู้ว่ายิ่งทำมากเท่าไหร่ก็จะได้ไปดินแดนแห่งมายาเร็วเท่านั้น

ฉันวนเวียนกลับไปกลับมาระหว่างสองดินแดนจนนับไม่ถ้วน และเริ่มชาชินกับกฎเกณฑ์ที่เป็นอยู่ รวมทั้งแนะนำคนที่มาใหม่ถึงกฎเกณฑ์และการปฏิบัติตัวถ้ามีโอกาส

วันหนึ่งในเมืองแห่งการงาน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร คำถามที่ฉันลืมไปแล้วก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “ความฝันของฉันคืออะไร” แต่มันช่างเจือจางเสียเหลือเกิน “หรือเป็นเพราะสารละลายฝัน!” ฉันสะดุ้งตกใจกับความคิดที่ผุดขึ้นมา จึงตั้งใจว่าจะไม่ยอมกินน้ำบ้าๆ นั่นอีกเป็นอันขาด

จนกระทั่งฉันมาอยู่ในดินแดนแห่งมายาอีกครั้งและได้รับน้ำมนตร์มายา ฉันอดที่จะดื่มไม่ไหวเมื่อนึกถึงความสนุกสนานที่จะได้รับ

แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งกระซิบอย่างแผ่วเบาแล้วเลือนหาย “เธอซื่อตรงต่อความฝันของเธอหรือเปล่า” จากนั้นเสียงเชียร์ให้ดื่มก็ดังระงมขึ้นรอบกาย แต่ฉันขว้างแก้วน้ำมนตร์มายาลงบนพื้นอย่างเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางความตกตะลึงของคนรอบข้าง ทีแรกฉันคิดว่าจะต้องถูกรุมทำร้ายแน่ๆ เมื่อดูจากท่าทางของพวกเขา แต่ปรากฎว่าพวกเขาก็กลับไปเริงหรรษากันต่ออย่างไม่ไยดีอะไร

ฉันวิ่ง วิ่ง และวิ่ง วิ่งโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรนอกจากวิ่ง วิ่ง และวิ่ง ถ้าไม่ทำงานอัน่าเบื่อหน่ายนั่นแล้วจะทำอะไร ถ้าไม่เสพสุขในเมืองมายาแล้วจะทำอะไร ฉันไม่รู้ ไม่รู้...

ฉันเหนื่อยจนวิ่งไม่ไหว แต่ก็ไม่วายพยายามหาอะไรทำ หันมองรอบการเห็นมีแต่ผืนดินโล้งกว้างใหญ่สุดสายตา อะไรกันเนี่ย ไม่มีอะไรเลย ฉันจึงวิ่งอีกครั้ง หวังว่าจะพบอะไรข้างหน้า จนกระทั่งไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว แต่ก็ไม่พบอะไร “เบื่อหน่ายเหลือเกินมีอะไรให้ทำไหมเนี่ย” ฉันครวญครางจนกระทั่งหลับไป แล้วฝัน...

ฉันเห็นตัวเองเมื่อครั้งเป็นเด็ก เมื่อนานมาแล้ว ฉันมีฝัน... แต่ฝันอะไร ฉันจำความฝันเมื่อครั้งยังเด็กไม่ได้ ฉันเดินค้นหามันทั่วทิศทาง แต่ก็ไม่พบอะไร แต่ฉันยังคงค้นหาต่อไปจนกระทั่งได้ยินเสียงร้องไห้แผ่วเบาในกองขยะแห่งหนึ่ง

ฉันพยายามมองหาต้นเสียงนั้นแต่ก็ไม่พบอะไร จึงร้องถามไป “เธอเป็นใคร ทำไมถึงร้องไห้”

“ฉันเป็นความฝันที่เธอทอดทิ้ง และถูกทำลายด้วยสารละลายฝัน” ฉันตกใจรีบเข้าไปหาต้นเสียงนั้น และเห็นความฝันที่ขาดวิ่นกองรวมอยู่กับขยะเน่าเหม็น

“เธอคือความฝันของฉัน” “ใช่ฉันคือความฝันของเธอ”

“เธอคือความฝันไหนของฉัน” “ฉันบอกไม่ได้ เธอต้องจดจำฉันได้เอง”

“ฉันจำไม่ได้” “โอ นั่นเป็นเรื่องน่าเศร้า ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดมานานแล้ว ตั้งแต่ถูกทอดทิ้งแล้วยังถูกกัดกร่อนด้วยสารละลายฝันที่เธอดื่มเข้าไปตั้งมากมาย”

“ฉันขอโทษ ฉันจะช่วยเธอได้อย่างไร” “เธอต้องจำฉันให้ได้ นั่นจะไม่เพียงช่วยฉันเท่านั้น แต่จะช่วยเธอด้วย”

“ฉันจะจำให้ได้ เธอคือฝันที่ฉันอยากเป็นดาราใช่ไหม” ฉันเดา

“ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ความฝัน นั่นเป็นมายาที่พ่อมดแห่งเมืองมายาหลอกเธอ หาความฝันที่แท้ของเธอให้เจอ ความฝันที่เธอฝันขึ้นมาเอง ไม่ได้ถูกใครหลอกให้ฝัน”

“อะไรล่ะ” “ฉันบอกไม่ได้ เธอต้องจำได้เอง มิฉะนั้นฉันก็จะไม่ใช่ฝันที่เธอฝันขึ้นมาเอง แต่เป็นฝันที่ฉันบอกให้เธอฝัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉันจะไม่ใช่ฉันอีกต่อไป”

ฉันสะดุ้งตื่น รอบข้างยังคงเวิ้งว้างว่างเปล่า ฉันเดินต่อไป หวังว่าจะพบอะไรที่จะช่วยให้ฉันจำความฝันของฉันได้

ฉันเดินทางวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งพบเมืองแห่งหนึ่ง มีแสงไฟระยิบระยับ สีสันงดงาม มีเสียงแห่งความสนุกสนานดังมาแต่ไกล

ฉันจึงเดินเข้าไป แล้วก็พบกับผู้คนกำลังสนุกสนานอย่างสุดเหวี่ยง แล้วก็มีคนเอาน้ำมาให้ดื่ม ฉันรู้ว่าจะดื่มมันไม่ได้ จึงปฏิเสธ คนที่ยื่นน้ำให้คำรามข่มขู่ว่า “เธอจะต้องเสียใจ เธอปฏิเสธน้ำมนตร์แห่งมายา เธอจะต้องทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครต้านทานอำนาจพ่อมดแห่งมายาได้”

ฉันรู้สึกกลัวจึงรีบเดินหนีมาจากเมืองแห่งนั้น แล้วเดินทางต่อ ในที่สุดก็พบเมืองแห้งแล้งอีกเมืองหนึ่ง ผู้คนกำลังทำงานกันคร่ำเคร่ง ฉันรู้ว่าเป็นเมืองอะไร จึงรีบเดินหนีเสียแต่ไกล แต่ไม่วายมีคนเห็นเข้า เขาตะโกนไล่หลังมาว่า “แกไม่ยอมทำงาน แกจะต้องทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครต่อต้านกฎเกณฑ์ของแม่มดแห่งการงานได้” ฉันวิ่งหนีด้วยความกลัว

ความฝันของฉันคืออะไร คำถามนี้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

พลัน...

ฉันพลัดตกลงในบ่อน้ำเหม็นคลุ้ง มันทั้งเหม็นทั้งแสบจมูก ฉันตะเกียกตะกายขึ้นขอบบ่ออย่างทุลักทุเล อะไรเนี่ย...

บริเวณรอบข้างกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว มันคล้ายเมืองร้างที่ปรักหักพัง ฉันรีบเดินทางให้พ้นจากดินแดนแห่งนี้

เส้นทางที่ฉันเดินมีก้อนหินใหญ่ขวางทางมากมาย บางครั้งแหลมคมจนเท้าเป็นแผล กิ่งไม้ข้างทางกรีดร่างจนเจ็บปวด แล้วก็มีเสียงจากที่ไกลๆ ว่าแกไม่ยอมทำงานแกต้องชดใช้ แกไม่ยอมเสพสุขแกจะต้องทุกข์ทรมาน

แต่ฉันไม่สนใจ ฉันไม่ยอมอยู่ในวัฎจักรอันชั่วร้ายของกฎเกณฑ์ที่พ่อมดแห่งมายาและแม่มดแห่งการงานสร้างขึ้นหรอก ฉันจะหาความฝันของฉันให้เจอ

แต่ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ขอพักสักหน่อยได้ไหม ฉันนั่งลงขบคิด ทบทวนความทรงจำ ความฝันของฉันคืออะไร ทำไมฉันจึงต้องทุกข์ยากขนาดนี้ในการจดจำความฝันให้ได้

ฉันนึกถึงความสนุกสนานในเมืองมายา แล้วก็นึกถึงความเบื่อหน่ายทุกข์ยากในเมืองแห่งการงาน แล้วก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนที่ในเมืองแห่งการงานที่ว่า

บางคนไม่เคยแม้แต่จะได้ยินว่ามีดินแดนแห่งมายาอันสนุกสนาน ทั้งชีวิตของเขาทำแต่งาน มีแต่เพียงผลแห่งการงานของเขาเท่านั้นที่ไปหล่อเลี้ยงดินแดนแห่งมายา บางคนก็เต็มใจทำงานอันน่าเบื่อหน่าย เพราะหวังว่าจะได้เข้าไปอยู่ในดินแดนแห่งมายาตลอดชีวิต

ฉันเลยนึกไปถึงความฝันในวัยเด็ก ฉันฝันอยากให้ผู้คนมีกินโดยไม่ต้องทำงานหนัก จะได้มีเวลาให้แก่ความฝัน ฉันฝันอยากให้ผู้คนยิ้มแย้มแบ่งปันความฝันให้แก่กัน ช่วยเหลือกัน รัฐบาลและนายทุนไม่โกงกินจะได้มีทรัพยากรเหลือพอให้คนทั้งหมดได้แบ่งปัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไม่มีใครหนีเอาตัวรอดคนเดียว

ฉันยังฝันต่อไปอีกว่าฉันจะต่อสู้กับพ่อมดแห่งมายา แม่มดแห่งการงาน เพื่อล้มกฎเกณฑ์อันชั่วร้ายนั้น

อะฮ้า ฉันจำฝันได้แล้ว ฉันจำได้แล้ว พลัน... บริเวณรอบข้างฉันเปลี่ยนไปอีกแล้ว มีผู้คนมากมายรายล้อม แต่ท่าทางไม่น่ากลัว

มีคนหนึ่งเอ่ยกับฉันว่า “ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งคนฝัน”

“เหนื่อยมากไหม ลำบากมากไหม กว่าจะมาถึงที่นี่ได้” อีกคนถาม

ฉันงุนงง แต่ก็เล่าการเดินทางของฉันให้ฟัง ผู้คนทั้งหลายต่างนั่งฟังอย่างตั้งใจ ต่างจากผู้คนแห่งดินแดนมายาที่ไม่ใส่ใจอะไรนานนักนอกจากความสนุกสนานของตัวเอง

เมื่อฉันเล่าจบ พวกเขาก็บอกว่า คนที่นี่ก็มาถึงดินแดนแห่งนี้ด้วยความยากลำบากเช่นกัน

มีหลายคนที่มาไม่ถึงต้องกลับไปดินแดนแห่งมายาเพราะทนสิ่งยั่วยวนที่นั่นไม่ได้

บางคนกลับไปเมืองแห่งการงานเพราะทนความเบื่อหน่ายจากการไม่มีอะไรทำไม่ได้ ทั้งยังต้องการกลับไปดินแดนแห่งมายาอีกครั้ง

บางคนเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางหลังจากปฏิเสธดินแดนทั้งสองไม่ได้ จนต้องกลับไปยอมรับกฎเกณฑ์ของพ่อมดแห่งมายาและแม่มดแห่งการงานในที่สุด

“แล้วพวกคุณมาที่ดินแดนแห่งนี้เพื่ออะไร ดินแดนแห่งนี้จะต่างจากดินแดนที่ฉันจากมาหรือเปล่า?”

“พวกเรามีความฝัน เราจะทำตามความฝันของเราเอง” คนหนึ่งตอบ

“ฝันของเราคล้ายกัน เลยมาอยู่ใกล้ๆ กันเพื่อจะได้ช่วยกันทำฝันให้เป็นจริง” อีกคนหนึ่งบอก

“โลกของเรามีความฝันมากมาย บางคนฝันถึงความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว บางคนฝันถึงความสำเร็จของหมู่คณะ บางคนฝันถึงโลกทั้งใบที่ดีกว่า ฝันแต่ละอย่างก็จะนำพาเจ้าของเดินทางไปยังดินแดนแห่งฝันนั้นในที่สุด แล้วเขาหรือเธอก็จะพบกับเพื่อน แต่นั่นต้องหมายความว่า เธอต้องซื่อตรงต่อความฝันของเธอด้วยนะ”

“แต่บางคนไม่รู้ว่าฝันตัวเองคืออะไร ก็จะหลงไปอยู่ในดินแดนแห่งมายาและเมืองแห่งการงานแล้ววนเวียนไปจนกระทั่งตาย บางคนไม่ซื่อตรงต่อความฝันของตัวเอง เขาก็จะตกอยู่ในอำนาจของพ่อมดแห่งมายาและแม่มดแห่งการงานในที่สุด”

“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่านี่เป็นฝันของตนเอง หรือซื่อตรงต่อความฝันของตนเองแล้วหรือยัง” ฉันถาม

“ไม่มีใครบอกได้ ความฝันของตัวเองต้องฝันด้วยตัวเองเท่านั้นมิฉะนั้นจะกลายเป็นฝันของคนอื่น เป็นความอยาก เป็นมายา เราอาจไถ่ถามหรือขอคำแนะนำได้ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าฝันของเธอคืออะไร” คนหนึ่งตอบ

“ก่อนอื่น ถ้าเธออยู่ในดินแดนแห่งมายาและเมืองแห่งการงาน เธอต้องรู้ตัวให้ได้ว่าเธอทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร” อีกคนหนึ่งช่วย

“จากนั้นถ้าจะตรวจสอบว่าเธอซื่อตรงกับความฝันหรือไม่ก็คือเธอได้ทำตามมันหรือยัง เธอกล้าที่จะฝ่าฟันอุปสรรคข้างหน้าหรือไม่ เธออดทนต่อความลำบากได้หรือเปล่า เธอทนต่อสิ่งยั่วยวนในดินแดนแห่งมายาได้เพียงไร” อีกคนหนึ่งเสริม

“และที่นี่ เราฝันอยากให้ทุกคนมีความสุขที่แท้จริง ฝันอยากให้ผู้คนมีกินโดยไม่ต้องทำงานหนักเกินไป มีทรัพยากรให้คนทั้งหมดได้แบ่งปันอย่างเหมาะสมไม่มีใครกอบโกยไว้คนเดียว ทุกคนจะได้มีเวลาให้แก่ความฝัน เราเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพมากกว่าการทำงานหาเลี้ยงชีพไปวันๆ แต่มีความสามารถในการเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับสรรพสิ่งได้ ทำงานศิลปะได้ เกื้อกูลกันได้ นั่นเป็นสุขที่แท้ ไม่ใช่ความสุขแห่งมายา”

“ ก่อนอื่นเราจะต้องทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ในดินแดนแห่งมายาและเมืองแห่งการงาน เราต้องต่อสู้กับพ่อมดและแม่มด”

“ฝันของเราไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดทุกคนหรอกเพียงแต่คล้ายกัน แต่เรายอมรับกันได้ และบางครั้งเราก็เปลี่ยนแปลงในรายละเอียดบ้างหากเราพอใจ เมื่อเราได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันและกัน”

“เราพ่ายแพ้มาหลายครั้ง แต่เราจะยังสู้ต่อ เราได้พบว่าพ่อมดและแม่มดเหล่านั้นมีหลายตน แต่ละตนต่างก็มีพลังแตกต่างกัน”

“เธอจะยังคงยืนยันความฝันของเธอต่อไปไหม การต่อสู้จะยากลำบากกว่าการเดินทางเพื่อยืนยันความฝันที่ผ่านมาหลายเท่านัก”

“ถ้าถามตอนนี้ ฉันขอยืนยัน ฉันทนไม่ได้ที่มองเห็นผู้ทุกข์ยากมากมายในโลกนี้ ทนไม่ได้ที่จะเห็นการเอารัดเอาเปรียบกัน เด็กถูกละเมิดทางเพศ ผู้หญิงถูกกดขี่ คนอดอาหาร บางคนทำงานอย่างกับทาสในขณะที่บางคนนั่งเสพสุข โอ อย่าให้ฉันบรรยายเลย”

“ฉันเพียงขอเธอว่าอย่าดูถูกคนที่ยังตกอยู่ในดินแดนแห่งมายาและการงานนั้น เขามิใช่ศัตรูของเธอ เขาเพียงแต่ตกอยู่ในอำนาจแห่งมายาเท่านั้น และอย่าดูถูกฝันของคนอื่น แต่ละคนต่างก็มีฝันของตนเอง เพียงแต่จะร่วมกันได้หรือไม่เท่านั้น”

“เราต้องทำลายกฎเกณฑ์แห่งมายาและสร้างดินแดนใหม่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนด”

ฉันเข้านอนด้วยความรู้สึกอิ่มเอม แล้วฝัน...

“ขอบคุณมาก”
ฉันได้ยินความฝันสีสวยสดไม่ขาดวิ่นกะรุ่งกะริ่งเหมือนเก่าเข้ามาขอบคุณฉัน มีหญิงสาวเดินอยู่ข้างๆ

“ฉันคือเทพธิดาแห่งการงาน การงานที่เธอทำต่อไปจะไม่ใช่การงานเพื่อดินแดนแห่งมายาอีกแล้ว งานที่เธอทำเธอจะต้องรู้เท่าทันมันให้ได้ว่าเธอทำเพื่อความฝัน การงานของเธอจะไม่น่าเบื่อ จะไม่มีใครมาบังคับให้เธอทำงาน จะไม่มีเข็มแหลมคอยทิ่มแทงเมื่อเธอหยุดพัก อย่าให้แม่มดแห่งการงานมามีอำนาจเหนือเธอ มันจะนำเธอไปสู่ดินแดนแห่งมายา...”

ฝันของฉันเดินเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวกระซิบ “เนื่องเพราะเธอไม่ได้ฝันเพียงเพื่อตัวเธอเอง ฉันจึงมีโอกาสเติบโตต่อไปเป็น อุดมคติ ...ขอบคุณมาก”

คืนนั้นฉันฝันอย่างเป็นสุข...


นิทานที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบหนังสือรับเพื่อนใหม่ ของธรรมศาตร์ ปี 42 มั้ง
มาอ่านอีกครั้ง รู้สึกเหมือน โมโม่ ผสมจินตนาการไม่รู้จบ ผสมขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน ดูไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ แถมยังมีกลิ่นอายของการสั่งสอนอยู่ค่อนข้างมาก
แต่ถึงจะมีจุดอ่อนมากผมก็ยังชอบนิทานเรื่องนี้อยู่นะ รู้สึกมันอ่อนโยนอย่างเข้มแข็งดี




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2549
0 comments
Last Update : 1 สิงหาคม 2549 13:55:45 น.
Counter : 268 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


wechange
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wechange's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.