บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
20 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
โดนคำวิจารณ์ แล้ว ท้อแท้ ทำไงดี...

ผมเคยคิดว่าตนเองเป็นคนเข้มแข็ง แต่วันหนึ่งเมื่อผลงานของผมถูกวิจารณ์จากคนที่ผมเองก็ไม่รู้จัก ทั้งเขาเองก็ไม่ใช่คนในวงการเดียวกันกับผม (คือไม่รู้จริงเรื่องที่ตนวิจารณ์)

ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ใช้องค์ความรู้ในการวิจารณ์ แต่วิจารณ์ด้วยความรู้สึกเป็นหลัก แต่เสียงของเขามีอิทธิพลมากในสังคมของคนทำงานอย่างพวกผม คำวิจารณ์ของเขาทำให้ผม “หงุดหงิด” และ “สูญเสียกำลังใจ” ในการสร้างงานเป็นอย่างมาก

ผมขอทราบวิธีรับมือกับคำวิจารณ์ด้วยครับ




คำวิจารณ์ว่าไปแล้ว ก็เป็นเพียง ลมที่ออกจากปาก มันก็เหมือนกับอากาศที่อยู่รอบๆตัวเรา ความเป็นจริงตามสภาวะแล้ว มันเป็นของธรรมชาติ มันก็เหมือนคำพูดที่สรรเสริญเยินยอ มันก็เหมือนคำพูดที่ชื่นชมชอบ และ มันก็เหมือนกับคำพูดที่เราคุยเล่นกันธรรมดาๆ แต่เหตุเพราะว่า คำวิจารณ์เหล่านั้น มันมีผลกับสิ่งที่เราทำขึ้นมา อันเป็นเพราะเรานั้นยึดติดว่า สิ่งที่เราทำนั้น ก็คือของของเรา จิตระลึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของเราแล้ว มันเลยทำให้ความรู้สึกว่าคำวิจารณ์เหล่านั้น มีผลกับสิ่งที่เราทำขึ้น หรือ มีผลกับตัวเราขึ้นมา เมื่อสรุปโดยรวมแล้ว ก็เกิดขึ้นเพราะ ตัวเรายึดมั่นถือมั่นในตนเองทั้งนั้น

วิธีรับมือกับคำวิจารณ์นั้น ก็ต้องรับมือกับความคิดของตนเองให้ได้เสียก่อน ต้องมองสิ่งที่เราทำขึ้นให้เป็นกลางๆ ถ้าสิ่งที่เราทำขึ้นเพื่อที่จะทำให้ส่วนรวมมีผลทีดีขึ้น ก็ต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นควรจะทำให้ดีขึ้นได้อีก แต่ถ้าสิ่งต่างๆที่เราทำขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการสนองความต้องการของตนเองเป็นหลัก เช่น ต้องการที่จะสร้างชื่อเสียง หรือ ต้องการที่จะแสดงตนว่าตนนั้นเป็นคนเก่งกาจสามารถ การที่เขาวิจารณ์บ้างก็จะเป็นสิ่งดีสำหรับตัวคุณเองด้วย เพื่อจะได้ให้คุณคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง และ เพื่อลดทิฐิของตนเองลงด้วย เป็นการให้คนอื่นมากำหราบความอยากของตนเองด้วยไปในตัว มันเป็นผลดีกับคนโดนถูกวิจารณ์ด้วยซ้ำครับ

ผลงานที่ดี เกิดจากความรู้สึกของคนทั่วไปที่มีความรู้สึกดีกับผลงานนั้นๆ ซึ่งคำวิจารณ์ที่สื่อออกมาว่า มันไม่ดีนั้น อาจจะเกิดจาก มุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการที่จะฟังคำวิจารณ์ในทางไม่ดีอีก ก็ควรที่จะมองในมุมของคนหลากหลายได้ อย่าลืมว่า คนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน มุมมองของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผลงานใด ก็ย่อมมีข้อติ เสมอ ไม่มีอะไรที่ไม่มีจุดอ่อน ไม่มีผลงานใดที่สมบูรณ์แบบจนไม่มีที่ติ ดังนั้น การทำความเข้าใจกับผลงานของเรา การทำความเข้าใจผู้วิจารณ์ และ การทำความเข้าใจกับผู้ใช้ผลงานนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างผลงานที่ดีกว่าที่สร้างมา ปรับปรุงจุดอ่อน และ ปรับปรุงในส่วนที่คิดว่าควรจะปรับปรุงให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนาผลงานของเราให้มากขึ้น การไปคิดน้อยใจ หงุดหงิด และ เสียกำลังใจนั้น เป็นความคิดของคนที่อ่อนแอ มองโลกในแง่ร้าย และ ไม่พัฒนาตนเอง

"ไม่มีใคร และ ไม่มีสิ่งใด ที่สมบูรณ์แบบ100%"


ลักษณะของคนเมื่อถูกวิจารณ์แล้วสูญเสียกำลังใจ เป็นคนที่ลักษณะสุดโต่ง มี 2 ลักษณะ คือ

1.เป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง เมื่อทำอะไรไม่เคยผิดพลาด หรือ ถูกต้องเสมอ เมื่อมีคนชี้ให้เห็นว่า การกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ของเขานั้น ผิดพลาด ทำให้เกิดความคิดขัดแย้งใจใน เมื่อยิ่งคิดถึงคำพูดของคนวิจารณ์แล้ว ก็ยิ่งทำให้ขาดกำลังใจไปเรื่อยๆ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด เพราะความขัดแย้งในใจว่า สิ่งที่เราทำนั้นดีเลิศแล้ว กับคำที่มีคนวิจารณ์ว่าไม่ดี เลยทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น คนในกลุ่มนี้ จะเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง และ ยิ่งระบายออกไม่ได้ หรือ ไม่สามารถที่จะแก้ตัวกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ก็ยิ่งที่ให้เกิดความคับแค้นมากยิ่งขึ้นด้วย คนกลุ่มนี้จึงต้องฝึกการปล่อยวางให้มาก เพื่อลดทิฐิของตนเองลง

2.เป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้ไม่สามารถรับฟังคำวิจารณ์ใดๆได้ เพราะตนเองคิดว่า สิ่งต่างๆที่ทำนั้นดีแล้ว แต่กลับเห็นว่ามันไม่ดี แต่ตนเองก็ยังไม่เชื่อมั่นในตนเองว่า ตนจะทำได้ดีตามความรู้สึก ดังนั้นคนกลุ่มนี้ จะเชื่อคำวิจารณ์เหล่านั้นไปเสียทั้งหมดก็มี ทำให้เกิดการปรับปรุงผลงานผิดพลาดก็มี คำวิจารณ์บางคำก็ทำให้คนกลุ่มนี้ เกิดอาการกลัวคนอื่นจะรู้ว่าตนเองไม่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็มี ซึ่งจะมีผลที่เกิดขึ้นหลากหลาย ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงต้องฝึกการวิเคราห์พิจารณาในเรื่องต่างๆให้มองเห็นสภาพความเป็นจริง และ เสริมสร้างความรู้ของตน เชื่อมั่นในความรู้ของตนให้มากขึ้น


การรับกับคำวิจารณ์ ให้ได้ดีนั้น ควรมีองค์ประกอบดังนี้

1. เมื่อมีคำวิจารณ์เกิดขึ้น ก็ให้มองย้อนกลับมาถึงผลงานของเราว่า คำวิจารณ์เหล่านั้น เป็นจริงตามสภาวะของคนๆนั้นกล่าววิจารณ์หรือไม่ ถ้าเราสามารถเรียนรู้ถึงหลักการให้คำวิจารณ์จากคนๆนั้นว่า เขาใช้หลักการณ์ใดในการวิจารณ์ เราจะเห็นว่า เขาใช้มุมมองในจุดใดในการวิจารณ์ ซึ่งสภาวะของผู้วิจารณ์นั้น จะบ่งบอกถึงพื้นฐานแนวความคิดของเขา เมื่อทราบถึงพื้นฐานแนวความคิด เราก็จะสามารถนำเอาพื้นฐานเหล่านั้นมาเป็นมุมมองในการปรับปรุงผลงานของเราให้ดีขึ้นได้ และ ผลงานเราจะได้เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นกับหมู่ชนด้วย

2. เคารพในคำวิจารณ์นั้นๆ โดยไม่มุ่งหมายที่จะหักล้างคำวิจารณ์ แต่ให้มุ่งหมายในข้อดีของคำวิจารณ์นั้นๆ ถ้าสิ่งที่เขาวิจารณ์เป็นจริง เราก็นำเอาคำวิจารณ์เหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไขผลงานของเราให้ดีขึ้น แต่ถ้าคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่มีมูลเหตุ หรือ มีประโยชน์อันใด ก็ไม่ต้องใส่ใจ การที่จะพยายามไปหักล้างคำวิจารณ์เหล่าน้น เปรียบเสมือน การเอาน้ำน้อยไปราดบนกองไฟ น้ำเหล่านั้น จะละเหยไปจากการเผาไหม้ของไฟ และ ไฟก็จะเริ่มเผาไหม้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นเรื่องจริงด้วย น้ำที่เรานำเอาไปราดก็น้อยตามไปด้วย ถึงแม้นคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นสิ่งที่ซึ่งโน้มน้าวจิตใจคนได้ ก็อย่าได้เอาน้ำมาราดในตอนที่ไฟกำลังโหมอย่างรุนแรง เพราะมันจะไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด ถึงแม้นเหตุผลเรามีมาก แต่ฝูงชนที่เชื่อตามคำวิจารณ์นั้นมีมาก เราก็ไม่สามารถแสดงเหตุผลของเราได้ทั้งหมด ซึ่งถ้าอยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองอย่างนี้ ต้องวางอุเบกขา อย่าแสดงออก อย่าต่อล้อต่อเถียง หรือ แสดงอาการอันใดที่จะส่งผลให้เขารับรู้ได้ว่า เรามีผลกระทบกับเรื่องนั้นๆ เมื่อเรานิ่ง ผู้วิจารณ์เองที่จะเดือดร้อนเพราะไม่สามารถทำอะไรกับเราได้ และเมื่อเขาพยายามมากขึ้น ผลของการกระทำที่ไม่ดีของเขานั้น จะส่งผลถึงตัวเขาเอง ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องไปทำอะไร คนรอบข้างจะมองเห็นเองถึงความไม่ซื่อตรงกับการวิจารณ์เหล่านั้น

3. เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่า ทำได้ถูกต้อง และ ทำได้ดีแล้ว ต้องระลึกเสมอว่า ไม่มีผลงานใดสมบูรณ์100% ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เราทำนั้น เราได้ทำในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าคำวิจารณ์เหล่านั้น จะถูกต้องหรือไม่ ผู้วิจารณ์อาจจะไม่ได้อยู่ในสภาวะเช่นเรา ดังนั้น ความคิดของเขาอาจจะแตกต่างจากเราไปบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ให้คิดเสียว่า ถ้าเขาอยู่ในสภาวะเช่นเรา เขาก็อาจจะคิดเช่นเราก็ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ก็จะทำให้ใจเราไม่รุ่มร้อนมากเกินควร

4. เราต้องใช้ความเป็นจริงตามสภาวะของงานของเรา มาอธิบายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้กับคนทั่วไปให้รับรู้ เพราะผลงานที่สร้างขึ้นไม่ได้ใช้โดยทั่วไปทุกคน จะมีเพียงบางกลุ่มคนที่จะใช้ผลงานเหล่านี้ การให้การอธิบายเฉพาะบุคคลจะเป็นการดีกว่า และ ได้ประโยชน์สูงสุดด้วย คำวิจารณ์ที่เกิดจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือ เกิดจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุคคลที่ใช้งานผลงานเรานั้น ย่อมมีขึ้นอยู่บ่อยๆ ถ้าเราไปอธิบายให้กับคนทั่วไป ก็เหมือนกับการแก้ตัวเสียมากกว่า เพราะคนบางคนที่ไม่ได้ใช้ผลงาน เขาไม่รู้ความจริง ไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านนั้นๆโดยตรง เขาก็จะถูกชักจูงได้ง่าย ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ถ้าได้ฟังคำวิจารณ์มากเข้าๆ ก็จะเชื่อในคำวิจารณ์นั้นๆ ไปด้วย ด้งนั้น ควรจะมุ่งไปที่ผู้ใช้ และ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลงานโดยตรงจะดีที่สุด อธิบายให้เขาเข้าใจ โดยไม่ลำเอียงใดๆ

5. ปรับปรุงผลงานของเราให้เหมาะกับทุกๆประเภทของคน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเข้าใจในหลักการณ์หรือไม่ก็ตาม ซึ่งการปรับปรุงให้เข้ากับทุกคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ย่อมต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงอยู่บ่อยครั้ง แต่ให้พึงระลึกเสมอว่า ผลงานในช่วงเวลานั้นของเรา ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นแล้ว การปรับปรุงตามคำวิจารณ์นั้น ให้ปรับปรุงในคราวต่อไปแทน แล้วนำเอาคำแนะนำเหล่านั้นเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม และ เข้าได้กับทุกๆประเภทของคนต่อไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น การวิจารณ์ที่ดีก็ควรจะนำมาปรับปรุงผลงานของเราให้ดีขึ้น แต่คำวิจารณ์ที่เราวิเคราะห์แล้วไม่ดี หรือ ไม่มีประโยชน์ก็ให้ปล่อยผ่านเลยไป อย่าเอามาเป็นอารมณ์ ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะจิตของผู้ฟังคำวิจารณ์ว่า จะสามารถแยกแยะได้มากน้อยเพียงใดด้วย


Create Date : 20 มิถุนายน 2550
Last Update : 20 มิถุนายน 2550 12:08:56 น. 4 comments
Counter : 990 Pageviews.

 
คำวิจารณ์ มีประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว
ฟังให้เชี้ยวชานเถิดจะเกิดผล
ย่อมรู้ดีรู้ได้ในใจตน
เกิดเป็นตน ก็ควรมั่นหมั่นพัฒนา


โดย: ธนกฤต IP: 124.120.242.116 วันที่: 28 มิถุนายน 2550 เวลา:13:16:19 น.  

 
ดีค่ะหนูอยากเเล่นเป็นจังเลยค่ะ


โดย: น้องหนู IP: 61.7.160.58 วันที่: 19 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:11:15 น.  

 
เปรียบไป ผลงานที่เราทำ ก็เหมือนทำไข่เค็ม แช่เกลือนานหรือไม่ อยู่ที่เรา รสชาติเค็มปานใด เราก็เป็นคนปรุงแต่ง ถ้าเราทำกินเอง แล้วรู้สึกว่าเค็มม้ากมาก ...จนสุดทนก็อาจบ่น..ว่าตัวเองแรงๆ..ก็เหมือนวิพากษณ์ ตัวเอง อาจถึงขั้นวิจารณ์ตัวเองให้คนรอบข้างฟัง แต่เมื่อยื่นไข่เค็มฟองนั้นให้พวกเขาได้ชิมกัน ก็อาจจะมีเสียงสะท้อนกลับ..ในทันทีทันใด...ว่า .เค็มเป็นบ้าเลย...ไข่บ้า..อะไร..ของแก. บางที เราก็รู้..ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ..คนอื่นรับได้แค่ไหน..ถ้าเราเอาความรู้สึกของเรา...แบบใจเราใจเขามาวัด..ชิ้นงานที่ออกมา..ก็จะถูกทดสอบด้วยตัวเราเองก่อน...ดังเช่นไข่เค็ม..อาจมีหนึ่งในร้อย..ที่ชื่นชมในไข่เค็มลูกนั้น...เป็นเพราะเขาชอบกินเค็มม๊ากมาก...นั่นเอง....ฉะนั้น..ไม่ว่าจะทำอะไร...ย่อมมีระดับ...การเปรียบเทียบ...สอบไล่...ยังมีเกรด1...2..3..4..ถ้าไม่ผ่านก็คือ ตก...แต่คนสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ อาจเป็นคนที่ค้าขายเก่งก็ได้...ไม่มีอะไรที่ตายตัว...ให้ดีแล้ว ทำใจเสียเถิด...ใครจะว่าอย่างไรก็ได้ เปรียบเหมือน เกลือที่ยังคงความเค็ม...ทั้งนี้ขึ้นกับคนกินจะใส่มากใส่น้อย ถ้าใส่มากก็เหมือนสนใจมาก คาดหวังสูง เมื่อผลที่ออกมาไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็เกิดอาการ...อารมณ์หงุดหงิด...ได้...เราเองก็เป็นบ่อย..จึงคิดว่า มันน่าจะเป็นเรื่องปกติทั่วไป...ของคนทำงาน..ที่ต้องแสดงผลงานต่อสาธาณณะชน...นะครับ


โดย: นาหลวง IP: 58.9.28.74 วันที่: 26 กรกฎาคม 2550 เวลา:14:01:09 น.  

 
เป็นวิทยาทานที่ดีเลิศสำหรับดิฉัน
ตอนนี้ก็เจออยู่พอสมควรกับคำวิจารณ์
ขอบคุณที่มีบทความดีๆให้อ่าน
ช่วยให้กำลังใจกลับมาอีกครั้ง
ขอบคุณมากค่ะ


โดย: ชุติกาญจน์ วันที่: 31 มกราคม 2551 เวลา:17:18:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 204 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.