บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
19 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่ง แต่จำเป็นต้องทำงานอยู่ด้วยกัน ในที่ทำงานเดียวกันทุกๆ วัน

ผลของการไม่ชอบหน้าย่อมมีสาเหตุ ถ้ารู้สาเหตุแล้วก็สามารถที่จะกำจัดสาเหตุเหล่านี้ไปได้ ถ้ามีใจที่ตั้งมั่น ส่วนใหญ่แล้ว การไม่ชอบหน้าใครนั้น เกิดจากการที่เขา และ เรามีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ทำให้รู้สึกว่า การกระทำของเขาเหล่านั้น ไม่เหมาะสม หรือ ไม่น่าจะทำลักษณะนั้น เมื่อมีการพบเห็นเข้าจึงทำให้ ไม่ชอบการกระทำเหล่านั้น เมื่อมีความรู้สึกว่า ไม่ชอบการกระทำเหล่านั้น ก็จะทำให้มีความรู้สึกที่ต้องการ ที่จะเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้น ให้มีพฤติกรรมเหมือนกับตน หรือ ต้องการให้เขามีพฤติกรรมที่ตนเองต้องการ และเมื่อไม่สามารถทำให้เขามีพฤติกรรมตามที่ตนเองต้องการได้ หรือ ไม่มีอำนาจใจการสั่งการใดๆกับเขา หรือ เขาอาจจะไม่ใส่ใจในคำแนะนำของเรา ดังนั้น ความรู้สึกที่ไม่ดี หรือ ไม่ชอบขี้หน้า จึงก่อเกิดขึ้นในใจ และค่อยๆก่อตัวขึ้น จนกลายมาเป็นความเกรียจชังได้ ซึ่งโดยสาเหตุหลักๆแล้ว มาจาก ตัวของเราเองทั้งนั้น

เพราะตัวเราเองที่ต้องการให้เขาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และ คิดว่า การกระทำอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผิด การกระทำอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูก ก็เปรียบเหมือนกับการสอนปูให้เดินตรงๆ เพราะพฤติกรรมของปูนั้น ต้องเดิน ไปตามด้านข้างของลำตัว จะให้ปูเดินตรงๆ ทางด้านหน้าของปูนั้นเป็นไปไม่ได้ฉันใด การที่จะพยายามเปลี่ยน พฤติกรรมของคนอื่นนั้น ก็ไม่สามารถทำได้ฉันนั้น แต่คนเรานั้นต่างจากปูตรงที่ ถ้าคนๆนั้น ต้องการเปลี่ยน พฤติกรรมต่างๆของตนเองแล้ว จะสามารถกระทำได้ ซึ่งต้องเป็นความยินยอมจากเจ้าตัวเท่านั้นจึงจะสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ แต่แค่เปลี่ยนแนวความคิดของคน ก็ยากมากแล้ว เพราะ คนเราส่วนใหญ่ยึดถือแต่ความคิด ของตนเองเป็นหลัก แม้นมีใครมาบอก หรือ มาตักเตือน ถ้าตนเองไม่ยอมแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังนั้น การที่เราจะพยายามเปลี่ยนแปลงใครนั้น เป็นสิ่งที่ยากมากๆ แต่เราก็สามารถสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน ให้น่าอยู่ ให้เหมาะกับการทำงานได้ โดยการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับบุคคลอื่นๆ แทนที่จะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น

"เปิดประตูใจเราให้กว้าง เพื่อที่จะให้คนอื่นเข้ามาศึกษาใจเราได้..."


ดังนั้น วิธีการที่จะทำงานกับคนที่เราไม่ชอบหน้า แต่ต้องทำงานด้วยกันเป็นประจำ นั้น ต้องเริ่มจาก

1. ควรจะรู้จักตัวตนของตนเองก่อนว่า มีลักษณะเช่นใด การที่เรารู้จักตนเองว่า นิสัย และ พฤติกรรมอะไร ของเรานั้น เป็นข้อดี เป็นจุดดี และ นิสัยหรือพฤติกรรมสิ่งใดนั้น เป็นข้อเสีย ก็จะรู้ว่าตนเองต้องแก้ไขในจุดใด เช่น นิสัยที่เป็นคนเจ้าระเบียบเรียบร้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกัน เพราะ เมื่อตัวเรานั้น มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย เราก็จะมองเห็นว่า คนอื่นที่โต๊ะมีของเกะกะไปหมด วางของไม่เป็นที่ ก็จะรู้สึกว่า เขาคนนั้นไม่ดีเอาเสียเลย ทำไมเขาไม่จัดโต๊ะให้สะอาด ทำไมไม่เอาสมุดหนังสือเก็บเข้าลิ้นชักซะ ทำไม... ทำไม... ทำไม... ซึ่งคำถามต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้เกิดการสะสมความคิดที่ไม่ดีขึ้นในตนเอง เมื่อคิดมากขึ้น แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็น ความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้น และ จะมองเพื่อนคนนั้นไม่ดีไป เห็นไม๊ครับว่า นิสัยบางนิสัย ของคนเรานั้น ดูเหมือนดี แต่สิ่งที่ดี ก็จะนำมาสู่สิ่งที่ไม่ดีอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน

2. ควรจะรู้จักตัวตนของคนที่เราไม่ชอบหน้าก่อนว่า เขามีลักษณะเช่นใด การที่เรารู้นิสัยคนอื่นนั้น จะทำให้เรา สามารถวางแผนการรับมือกับคนๆนั้นได้ง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่างจากตัวอย่างที่แล้ว ว่า ถ้าเพื่อนเรามีนิสัยหรือพฤติกรรม ในที่ทำงานแบบไม่เรียบร้อย ไม่เก็บของบนโต๊ะ หรือ วางของไม่เป็นที่ ซึ่งถ้าเรารับรู้ว่าเขาเป็นเช่นนั้น แล้วพยายามปรับ ให้เพื่อนคนนั้นมีนิสัยที่เก็บของเรียบร้อย นั้น ถ้าเขาไม่เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นโทษสำหรับเขา เขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้า เขาพบว่า เขาหาของที่ต้องการไม่เจอบ่อยๆ หรือ ถ้าเขาเก็บให้เป็นที่เป็นทางเขาก็จะสามารถหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าจะให้เขาเปลี่ยน หรือ รับรู้ถึงโทษจริงๆแล้ว ต้องใช้ความพยายามมากๆ และ ต้องมีใจเป็นกลาง และ วางเฉยให้ได้ การวางอุเบกขา ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย แต่ถ้าวางอุเบกขาได้ ก็จะสามารถยอมรับในเรื่องต่างๆได้เช่นกัน พฤติกรรมของคนอื่นๆ ถ้าเรานำเอาอุเบกขามาใช้ ก็จะทำใจกับพฤติกรรมเหล่านั้นได้ และ จะทำให้ใจของเราเองไม่มัวหมองไปด้วยซ้ำ

3. ต้องหาสาเหตุของการไม่ชอบหน้าคนๆนั้น เพื่อจะได้รู้วิธีการอยู่กับเขาได้อย่างเหมาะสม การไม่ชอบหน้าคน เป็นผลลัพท์ ซึ่งผลลัพท์ ทุกๆผลลัพท์ ต้องมีสาเหตุที่ทำให้เกิด การหาสาเหตุที่แท้จริงนั้น ก็ต้องเขาใจตนเอง และ เข้าใจ บุคคลคนนั้นเสียก่อน สาเหตุส่วนใหญ่ เกิดจากตนเองทั้งสิ้น อย่างเช่น ถ้าคิดว่า ทำไมเจ้านายได้เงินเยอะแต่ทำงานน้อย ก็จะเริ่มไม่ชอบเจ้านายแล้ว หรือ คนใหม่ได้เงินเดือนเยอะกว่าตนเอง ก็เริ่มไม่พอใจคนใหม่แล้ว หรือ คนนั้นชอบไปหาเจ้านาย ชอบเข้าไปประจบเจ้านาย ก็จะเริ่มไม่พอใจคนๆนั้นขึ้นมาอีก ซึ่งจะเห็นว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ดูเหมือนว่า คนอื่น เป็นคนที่ทำให้เราไม่พอใจทั้งสิ้น แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นความนึกคิด การเข้าข้างตนเอง และ ความต้องการของตนเองทั้งนั้น ที่ทำให้เกิดสภาวะที่ไม่ชอบคนอื่นทั้งนั้น ถ้าเรายอมรับตนเองได้ สร้างตนเองให้มีคุณค่าขึ้นมา และ เห็นคุณค่าของตนเอง ก็จะไม่มีคำว่า ไม่ชอบหน้าคนอื่น ครับ มีแต่จะบอกว่า ไม่ชอบพฤติกรรมของตนเอง ที่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะทำให้ตนเอง ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ก้าวไกลกว่าที่เป็น... ผมขออธิบายเพิ่มเติมกับภาวะการณ์ทั้ง 3 ที่ยกมาว่า

ทำไมเจ้านายได้เงินเยอะแต่ทำงานน้อย - เป็นการเปรียบเทียบการทำงานของตนเอง กับ การทำงานของเจ้านาย เพราะตนเอง ย่อมมีความรู้สึกว่า ตนเองนั้นได้ทำงานจำนวนมาก วันๆอยู่กับงานที่ตนเองทำ แต่เมื่อเห็นเจ้านาย เดินไปเดินมา นั่งทำงาน ของเขาเองน้อยๆ หรือ มีเวลาไปทำนั่นทำนี่ ก็เลยคิดว่าเจ้านายทำงานน้อยกว่าตน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อีกทั้ง เมื่อเกิดความรู้สึก เหล่านี้ขึ้น ก็จะมองว่า เจ้านายทำงานน้อยแต่กลับได้ค่าตอบแทนมากกว่าตนเองมากมาย ก็ยิ่งทำให้ตนเองมองว่าไม่เหมาะสม ความคิดเหล่านี้ กลายมาเป็นดาบที่ฟาดฟันตนเองให้รู้สึกไม่ดี และ ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น แต่ตนเองกลับ ไม่รู้ความจริงว่า เจ้านายนั้น ทำงานรับผิดชอบอะไรบ้าง เขาอาจจะโดนต่อว่าจากการทำผิดพลาดของเรา เขาต้องรับผิด ชอบรายได้ของบริษัทฯ เขาต้องตัดสินใจในเรื่องที่ตัดสินใจยากๆ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนกลับมา มันเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถมากกว่าการทำงานประจำ แต่คนทำงานส่วนใหญ่กลับมองข้าม เพราะสภาวะการ ทำงานของคนทำงานระดับปกติ กับผู้บริหารนั้น แตกต่างกัน จึงมองไม่สามารถเห็นสภาพความเป็นจริงระหว่างกันได้ง่ายนัก

คนใหม่ได้เงินเดือนเยอะกว่าตนเอง - ที่ทำงานส่วนใหญ่มักรับคนใหม่เข้ามาแต่ได้เงินเดือนมากกว่าคนเก่า ซึ่งทำให้คนเก่า มีความรู้สึกที่ไม่ดี เพราะ คนเก่านั้นมีประสบการณ์การทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบมาก และ รู้จักสภาวะรอบข้างขององค์กร มากกว่าคนใหม่ ดังนั้น ความรู้สึกของคนเก่าทุกคนที่เจอสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ก็จะอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมคนใหม่ถึงได้ค่าตอบแทน มากกว่า ทั้งๆที่ตนเองมีความสามารถมากกว่า องค์กรที่ทำเช่นนี้ ส่วนใหญ่ต้องการคนมาทำงาน และ ต้องการดึงดูดคนใหม่ๆให้เข้า มาทำงานกับตนเอง โดยลืมนึกถึงคนเก่าๆไป ซึ่งอันนี้อาจจะต้องปรับวิสัยทัศน์ขององค์กร แต่ถ้าการจ้างคนใหม่คนนั้นมีสาเหตุ เช่น ประสบการณ์ของคนใหม่ในด้านต่างๆมีมากกว่า เขาเลยให้เงินเดือนมากกว่า หรือเปล่า ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับว่า คนใหม่คนนั้นมาใน ตำแหน่งงานใด แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรู้สึกของคนเก่าที่จะไม่ชอบขี้หน้าคนใหม่ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ถ้ามองย้อนกลับมาดูที่ คนเก่าเอง อาจจะพบว่า คนเก่านั้นทำงานอย่างไม่ตั้งใจ อันอาจจะมีผลมาจากการทำงานซ้ำๆ ซากๆ ไม่ตื่นเต้นทำให้ ความกระตือรือล้นลดลง และ อาจจะทำได้ไม่ถึงมาตรฐานด้วยซ้ำ ซึ่งต้องปรับปรุงตนเองให้ดีก่อน ถ้าพบเหตุการณ์เช่นนี้ ผมมักจะให้คนเก่า ยิ่งต้องแสดงผลงานให้ปรากฎมากขึ้น และ ถ้าคนใหม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ก็ต้องยิ่งสร้างผลงานของตนเองให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเริ่มมีคนมาให้เปรียบเทียบแล้ว และ ถ้าสามารถทำให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองนั้นมีค่า มีความสำคัญมากกว่าคนใหม่ แต่ค่าตอบแทนกลับได้น้อยกว่า เมื่อมีผลงาน และ ชี้ประเด็นให้เจ้านายเห็นแล้ว ผมคิดว่า หัวหน้างานส่วนใหญ่จะยอมรับฟังและจะพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนของคนเก่าครับ...

คนนั้นชอบเข้าไปประจบเจ้านาย - คนทำงานโดยปกติมักจะคิดว่า คนนั้นเข้าไปหาเจ้านายบ่อยๆแล้วต้องเข้าไปประจบเจ้านาย หากมีข้อพิพาก แล้ว คนที่เข้าไปหาเจ้านายเป็นฝ่ายถูก และได้รับการปกป้องจากเจ้านายแล้ว ยิ่งทำให้คนอื่นๆเชื่อมั่นว่า คนๆนั้นเข้าไป เพื่อประจบประแจง แต่คนพูดคำเหล่านี้ กลับกลายเป็นคนที่ทำผิดพลาดอย่างมหันต์ เนื่องจาก มองแต่คนอื่นว่า เขาเป็นอย่างนั้น เขาเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้มองตนเองเลยว่า ตนเองนั้น ได้เข้าไปรายงานผลงานต่างๆ กับเจ้านายมากน้อยเท่าใด หรือ เข้าไปเพื่อขอคำแนะนำจากเจ้านายมากน้อยเท่าใด ซึ่งส่วนใหญ่คนที่บอกว่า คนนั้นขี้ประจบ นั้น มักเป็นคนที่ไม่ชอบรายงานเจ้านาย หรือ กลัวเจ้านายทั้งนั้น เจ้านายทุกคน ย่อมต้องการทราบถึงสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในองค์กร และ ต้องการให้งานต่างๆดำเนินไปอย่างไม่ผิดพลาด คนที่เข้าไปคุย เข้าไปขอคำปรึกษา ย่อมทำให้เจ้านายสามารถให้ข้อแนะนำ เพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น คนที่เข้าหาเจ้านายส่วนใหญ่เลยมีข้อผิดพลาดได้น้อยกว่า ดังนั้น จึงต้องปรับนิสัยคนที่ไม่เข้าหาเจ้านาย ให้เข้าหาให้มากๆ ด้วย

4. ให้แผ่เมตตาจิตให้กับคนที่เราไม่ชอบหน้า การแผ่เมตตาไม่ใช่แค่ทำแบบทางพระเท่านั้น การแผ่เมตตาที่ผมกล่าวถึง รวมถึงการมอบสิ่งที่ดีๆ ให้กับคนที่เราไม่ชอบหน้าด้วย เช่น มอบความปราถนาดี มอบความรู้ให้ มอบของขวัญให้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะว่า ความคิดของตนเองนั้น ย่อมไม่หวังดีกับคนที่เราไม่ชอบหน้า ไม่อยากจะเสวนากับคนที่เราไม่ชอบหน้า ดังนั้น ทำให้ไม่สามารถทำ ใจกับเรื่องต่างๆเหล่านี้ ได้ ซึ่งการให้กับคนที่เราไม่พึงใจนั้น เป็นสิ่งที่ยากก็จริงอยู่ แต่ถ้าสามารถทำได้แล้ว จะส่งผลให้จิตใจของเรานั้น อ่อนโยนลง มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง และ ปราถนาดีกับคนต่างๆได้มากขึ้น มองเห็นโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น แค่ทำได้เช่นนี้ ก็จะทำให้ใจเราสงบเยือกเย็นขึ้น และไม่กลุ้มใจกับการกระทำต่างๆของคนอื่นๆด้วย

5. มองหาจุดเด่นของคนที่เราไม่ชอบหน้า และ บอกกับตนเองว่า เขามีจุดเด่นเรื่องนี้เป็นประจำ เพราะการทำเช่นนี้ เท่ากับเราได้สร้าง แนวความคิดเชิงบวก ให้กับจิตใจเรา ทำให้เราพบว่า คนที่เราไม่ชอบหน้า ก็มีจุดดี ทำให้เราลดความเกรียจชังลดลง และ ทำให้ตนเองมองคน ในแง่ดี ทำให้เราปฏบัติตนเองดีขึ้น ทั้งนี้ การมองหาจุดเด่นของเขาต้องทำด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าใช้การประชดประชัน เพราะจะยิ่งสร้างให้ตนเอง ไม่ชอบหน้าคนอื่นมากยิ่งขึ้น

6. ให้มองหาข้อดีจากการกระทำของเขาที่เราไม่ชอบ ว่าการกระทำเช่นนี้มีผลดีอย่างไรกับระบบงาน หรือ เขาทำไปเพื่ออะไร เพราะเมื่อเรามองเห็นว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ย่อมเปลี่ยนแนวความคิดของตนเองได้ และ จะลดการไม่ชอบหน้าเขาไปได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เราไม่ชอบหน้าเป็นเจ้านายที่ชอบมาจู้จี้เรื่องงานของเราทุกวัน ทำให้เราทำงานอึดอัด และ รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง จนไม่อยากจะทำงานด้วย ถ้าเรามองในข้อดีของการที่เจ้านายจู้จี้เรื่องงานแล้ว จะเห็นว่า การจู้จี้เรื่องงานนี้ ทำให้เขาเรามองเห็นว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ทำได้ตรงกับความต้องการของเจ้านายหรือไม่ ทำให้เรารู้ว่าเจ้านายกำลังต้องการสิ่งใด แต่ถ้าเกิดเจ้านายไม่จู้จี้เรื่องต่างๆเลย และ ไม่บอกไม่ว่าการกระทำใดๆของเราเลย แต่เมื่อถึงเวลาประเมิณผล กลับบอกว่า คุณทำงานไม่เป็น คุณทำงานไม่ตรงกับที่เขาต้องการ ผมว่าเหตุการณ์อย่างนี้ เป็นเหตุการณ์ที่คุณจะไม่อยากได้มากกว่า เพราะคุณไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวอย่างไรเลย แต่ถ้าเจ้านายที่จู้จี้ แสดงว่าเจ้านายสนใจในการทำงานของคุณ และ เอาใจใส่ในการทำงานของคุณ ซึ่งถ้าคุณสามารถบอก สามารถอธิบายการทำงานของคุณ และ ปรับการทำงานของคุณให้เข้ากับเขาได้แล้ว ก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนมีผลงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

7. ต้องเพิ่มการสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันระหว่างกัน ปัญหาส่วนใหญ่ของคนไม่ชอบขี้หน้ากันเพราะ ไม่ได้สื่อสารไม่ได้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน หรือ องค์กรเป็นองค์กรที่มีแต่การนินทาซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้เอาเหตุผลต่างๆมาเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น การเพิ่มการสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น จึงเป็นวิธีการลดความขัดแย้ง ของคนในองค์กรได้อย่างมาก การสร้างสภาวะในองค์กรให้มีการสื่อสารกันมากขึ้น ก็จะช่วยให้องค์กรมีความขัดแย้งกันน้อยลง การที่เราพยายามสื่อสาร หรือพูดคุยกับคนที่เราไม่ชอบหน้านั้น ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน จะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เข้าใจการกระทำของเขามากขึ้น และ รับรู้สาเหตุต่างๆที่เขาทำเช่นนั้น และจะมีความรู้สึกที่ดีระหว่างกันมากขึ้น

8. วิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ตัวเขา และ วิเคราะห์สภาพการณ์รอบข้างระหว่างเรา เป็นประจำเพื่อจะได้รู้ถึงสภาวะของตนเองว่า กำลังคิดอะไรอยู่ และ เพื่อนคนนั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ สภาพแวดล้อมใด ที่ทำให้เขาเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เมื่อเข้าใจตัวของเรา และ เข้าใจตัวของเขา ก็จะทำให้เรามีวิธีการจัดการ สภาวะแวดล้อมที่ไม่ดีออกไป และ สร้างสภาวะแวดล้อมระหว่างกันที่ดีๆ ได้

ถ้าสามารถทำได้ตามที่ผมกล่าวมาแล้ว จะสามารถอยู่กับทุกๆคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาทุกข์ใจ กับการที่จะอยู่ร่วมกับใครๆ เลย ปัญหาส่วนใหญ่ทีเกิดขึ้นระหว่างพนักงานนั้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากการ ถือตัวตนของตนเองทั้งนั้น ถ้าลดการถือตัวตนของตนเองก่อน ที่จะให้คนอื่นลดการถือตนเองนั้น ก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว และ เมื่อมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้สภาพแวดล้อม ระหว่างกันและกันดีขึ้น ทำให้สถานที่ทำงานดีขึ้น และ น่าอยู่ยิ่งขึ้น...

"เปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น..."



Create Date : 19 มิถุนายน 2550
Last Update : 19 มิถุนายน 2550 12:17:08 น. 20 comments
Counter : 1348 Pageviews.

 
ครับผม
ข้อคิดอันสุดท้าย น่าจะดีที่สุดครับ
เปลี่ยนตัวเองดีกว่าเปลี่ยนคนอื่น


โดย: sak (psak28 ) วันที่: 19 มิถุนายน 2550 เวลา:18:25:50 น.  

 
ขอบคุณมากนะคะสำหรับข้อคิดดีดี


โดย: คนอ้วนตัวกลม IP: 125.25.79.40 วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:9:01:27 น.  

 
ถูกต้องที่สุดอย่าคิดเปลี่ยนคนอื่นเลย เปลี่ยนความคิดเปลี่ยนพฟติกรรมตัวเองดีกว่า คิดมองโลกในแง่ดีแง่บวกมากๆๆๆ ก็จะสุขมากกว่าทุกข์(ทุกข์น้อยลง) แล้วก็ปรับพฤติกรรมการกระทำของเราให้เป็นไปตามความคิดเชิงบวกเราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขที่สุดเลยละ


โดย: keskan IP: 61.19.23.122 วันที่: 4 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:52:52 น.  

 
ถูกต้องค่ะ ... ตอนนี้สิ่งที่ลำบากใจมากที่สุดคือการทำงานกับหัวหน้าที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ (วุฒิภาวะทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ)ทำอะไรใครไม่ได้ เลยมักจะมาระบายอารมณ์กับคนในแผนก สิ่งที่ยากที่สุดคือ ต้องมารองรับอารมณ์เขาโดยที่เราไม่ใช่คนผิด หรือไม่เกี่ยวข้องด้วย ขนาดแผ่เมตตาให้แล้ว...ก็ยังเป็นเหมือนเดิม เพราะเขาแจ้งว่าหัวหน้าแผนกจะทำอะไรก็ไม่มีผิด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจของเขา ...


โดย: Mintmean IP: 58.8.171.227 วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:14:49:32 น.  

 
ทำยาก แต่ก็จะนำไปทำให้ได้คะ เป็นข้อคิดดีดี ที่น่าทำตาม ให้ได้ ความสุขจะได้เกิด แก่จิตที่ไม่เกลียด คะ



โดย: sysee วันที่: 23 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:37:04 น.  

 
ชอบมากๆๆๆเลย ขอบคุณนะค่ะที่หาข้อคิดๆๆแบบนี้มา ให้คนที่คิดไม่ค่อยเป็น อย่างเรา


โดย: Maysha IP: 210.1.18.85 วันที่: 23 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:05:27 น.  

 
ชอบหัวข้อนี้จังค่ะ...จะได้มาปรับเปลี่ยนในการใช้ชีวิต


โดย: แม่เด็กชายอลีฟค่ะ (เด็กชายอลีฟ ) วันที่: 24 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:27:30 น.  

 
ขอบคุณค่ะ
ได้ทบทวนตัวเองไปด้วยเลย


โดย: aji-mum วันที่: 3 สิงหาคม 2550 เวลา:16:38:57 น.  

 
จะพยายามนะ สู้


โดย: ccu IP: 58.181.239.75 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:0:06:21 น.  

 
ขอบคุณจ้าสำหรับข้อคิดดีๆที่ได้อ่านจะได้เอาไปอธิบายให้คนที่เป็นเจ้านายให้เข้าใจว่าลูกจ้างก็คือคนสำคัญเหมือนกันอย่าใช้เขาทำงานเกินหน้าที่มากกว่านี้เลย


โดย: nan IP: 61.90.211.196 วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:5:18:39 น.  

 
ดีค่ะเป็นข้อมูลที่ดีมากกำลังทำใจกับลูกน้องและหัวหน้าอยู่เป็นกำลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆขอบคุณนะคะ


โดย: ฝน IP: 125.27.189.234 วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:10:45:31 น.  

 
เยี่ยมครับ แต่จะทำได้หรือป่าว มันยากนะครับเนี่ย


โดย: U IP: 202.60.203.198 วันที่: 25 ตุลาคม 2550 เวลา:10:24:36 น.  

 
จะพยายามทำตามค่ะ ^^"


โดย: SFL วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:12:50:28 น.  

 
เป็นสิ่งที่ดี จะพยายามทำตามคำแนะนำ อาจพลาดไปบ้างแต่ก้จะพยายาม


โดย: อิน IP: 58.8.14.77 วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:15:33:51 น.  

 
วิถีชีวิตของคนทำงาน..ไม่ได้มีความต่างกันมากมายนัก
แต่ล่ะคน...แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ..ความต่างของตัวบุคคลเนี่ยแหระปัญหา...การอยู่รวมกันในสถานที่ประกอบการคงต้องยึดหลักตามที่ท่านบอกมาข้างต้นนี้...เป็นมุมมองแง่คิดดีๆ..ที่เป็นตัวกระตุ่นความรู้สึกอยากรัก..รัก..รักทุกคนไปหมดเลย..5555 ไม่มีใครหลุดพ้นได้เลยจากพันธ์นาการแห่งความอยากได้..อยากมี..อยากเป็น


โดย: มนุษย์เช้าชามเย็นชาม IP: 222.123.165.86 วันที่: 13 ธันวาคม 2550 เวลา:11:27:18 น.  

 
ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันสิ่งดีๆนะคะ
กำลังเกิดปัญหานี้กับตัวเองอยู่พอดีเลยค่ะ


โดย: pik IP: 222.123.96.248 วันที่: 6 มกราคม 2551 เวลา:9:26:33 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีดี และจะพยายามทำค่ะ


โดย: ave IP: 124.120.204.56 วันที่: 10 มกราคม 2551 เวลา:15:57:41 น.  

 
ขอบคุณค่ะที่สอนการอยู่ร่วมกับคนที่เราไม่ชอบฉันจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันนะค่ะ


โดย: มัลลิกา นันทะเดช IP: 202.149.24.129 วันที่: 15 สิงหาคม 2551 เวลา:20:29:18 น.  

 
เป็นการแนะแนวที่เป็นประโยชน์มาก ๆ เลยค่ะ

แต่สงสัยนิดนึง ถ้าคนที่เราไม่ชอบหน้ามีสาเหตุมาจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเขาล่ะคะ เราต้องวางอุเบกขาด้วยหรือ ( เช่นทุจริตองค์กร ชอบบ่อนทำลายให้พนักงานแตกแยกค่ะ)

ให้วางเฉยประมาณว่าไม่ใช่เรื่องของเราหรือคะ อยากปกป้ององค์กรและอยากให้พนักงานรักกันค่ะ

แนะนำหน่อยนะคะ


โดย: othie IP: 124.121.7.156 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:21:50:33 น.  

 
เป็นการแนะแนวที่เป็นประโยชน์มาก ๆ เลยค่ะ

แต่สงสัยนิดนึง ถ้าคนที่เราไม่ชอบหน้ามีสาเหตุมาจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเขาล่ะคะ เราต้องวางอุเบกขาด้วยหรือ ( เช่นทุจริตองค์กร ชอบบ่อนทำลายให้พนักงานแตกแยกค่ะ)

ให้วางเฉยประมาณว่าไม่ใช่เรื่องของเราหรือคะ อยากปกป้ององค์กรและอยากให้พนักงานรักกันค่ะ

แนะนำหน่อยนะคะ


โดย: othie IP: 124.121.7.156 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:21:51:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 204 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.