Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
25 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่ ๙(๑) : จำแลง

องค์ที่ ๙ : จำแลง
แสงแดดยามบ่ายไม่ว่าจะที่ไหนก็ร้อนแรงพอๆกันแต่อากาศภายในหอประชุมของศูนย์วัฒนธรรมกลับเย็นฉ่ำไปด้วยไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกเร่งจนสุด การซ้อมโขนบนเวทีกำลังดำเนินมาถึงองค์ที่ 2 ของชุดการแสดง เจ้าทโมนน้อยกำลังแสดงบทเด่นของตนเองอยู่บนเวทีโดยทำท่าทางประกอบเสียงพากย์เจรจากับนักศึกษาชายคนหนึ่งซึ่งได้รับบทเป็นพระราม จอร์จละสายตาจากเวทีการแสดงกลับมาท่องจำบทสวดมนต์แผ่เมตตาอีกครั้งโดยมีนักศึกษาสาวนั่งอยู่เป็นเพื่อน พี่หม่อนของเจ้าแกละพอเห็นชายหนุ่มทำสีหน้ากังขาจึงถามว่า
“พี่จอร์จทำอะไรอยู่หรือคะ”
“อ๋อ….พี่กำลังท่องบทแผ่เมตตาอยู่ครับ หลวงพ่อท่องให้ฟังแล้วแต่คำคำนี้พี่ลืมว่าอ่านยังไง”
“คำไหนคะ ส่งมาให้หม่อนดูหน่อยสิเพื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง”
ชายหนุ่มส่งหนังสือบทสวดมนต์ในมือให้กับนักศึกษาสาวพร้อมกับชี้นิ้วไปยังคำที่ตนลืมวิธีอ่าน
“คำนี้อ่านว่า อะ-เว-ลา ค่ะ มีคำอื่นอีกไหมคะ”
“รบกวนน้องหม่อนช่วยอ่านทั้งหมดให้พี่ฟังซักเที่ยวได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ สัพเพสัพตา….” นักศึกษาสาวท่องบทแผ่เมตตาให้จอร์จท่องตามจนจบประจวบเหมาะกับการซ้อมองค์ที่ 2 บนเวทีเสร็จพอดี เธอจึงพูดกับจอร์จว่า“ขอหม่อนลงไปซ้อมรำก่อนเดี๋ยวจะขึ้นมาท่องให้ฟังอีกครั้งนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
หญิงสาวเดินสวนกับเจ้าทโมนน้อยที่กลับขึ้นมาพัก เจ้าตัวดีเหงื่อท่วมตัวกลับมาเช่นทุกครั้งออกปากของน้ำจากชายหนุ่มไปจิบแก้กระหายก่อนที่จะนั่งลงประจำที่ของตนและถามพี่ชายกำมะลอว่า
“พี่จอร์จจำได้หมดหรือยัง”
“พอจะจำได้แล้ว ไม่ยากอะไรนักแค่บทสั้นๆเอง”
พูดจบชายหนุ่มเปิดหนังสือขึ้นท่องอีกสองครั้งและลองปิดหนังสือหลับตาท่องวนอยู่อีกหลายตลบจนเจ้าแกละลุกออกไปซ้อมองค์ที่ 3 ผลัดให้หญิงสาวขึ้นมานั่งพักแทนที่ตน หม่อนเห็นชายหนุ่มพยายามท่องจำอย่างตั้งใจจึงไม่อยากรบกวนสมาธิของเขาเพียงเงี่ยหูฟังเสียงอยู่เงียบ ๆเผื่อว่าจะได้ช่วยท้วงถ้ามีการออกเสียงคำใดผิด หญิงสาวเหลืบไปเห็นการซ้อมโขนบนเวทีที่สิ้นสุดลงและสลับให้การแสดงรำชุดต่อไปขึ้นมาซ้อมแทนจึงสะกิดให้ชายหนุ่มรู้ “พี่จอร์จค่ะ ได้เวลาซ้อมองค์ที่ 4 แล้ว”
“อืม....ขอบคุณครับ”
จอร์จลงไปซ้อมการแสดงโขนองค์สุดท้ายร่วมกับทุกคนจนเสร็จจึงยืนฟังอาจารย์สัญชัยสรุปผลการซ้อมอยู่บนเวทีข้างตัวเจ้าทโมนน้องชาย อาจารย์พอใจในความพร้อมของการแสดงทุกชุดมากกล่าวชมเชยและนัดแนะทุกคนให้มาขึ้นรถพร้อมกันพรุ่งนี้เช้าเวลา 5 นาฬิกา หลังจากนัดแนะกันเป็นที่เรียบร้อยจึงสั่งทุกคนให้ช่วยกันเก็บของและเอาสิ่งจำเป็นทั้งหมดที่จะต้องใช้ในการแสดงไปว่างไว้รวมกันบนเวทีเพื่อตรวจนับ พรุ่งนี้การขนขึ้นรถจะได้สะดวกรวดเร็ว เมื่อสั่งเสร็จอาจารย์สัญชัยจึงเกณฑ์พวกโขนออกไปถอดชุดกันยังลานหินด้านนอกเพราะในหอประชุมนี้คับแคบเกินไปโดยที่ตนเดินออกเป็นคนสุดท้าย ท่านเดินตรงไปยังกลุ่มของจอร์จ เจ้าแกละและนักศึกษาหม่อนทันทีเพราะต้องการจะสั่งความพวกเขาเป็นกรณีพิเศษ โดยเอ่ยคำกับเจ้าแกละที่กำลังถูกนักศึกษาหม่อนและจอร์จช่วยกันถอดเครื่องโขนให้อยู่ว่า
“แกละพรุ่งนี้ออกมายืนรอที่ประตูวัดตอนตีห้าครึ่งรถจะต้องผ่านไปทางนั้นพอดีไม่ต้องมาขึ้นรถที่นี่หรอก”
อาจารย์สัญชัยพูดพร้อมกับถอดเครื่องโขนของตนออกบ้างโดยกวักมือเรียกลูกศิษย์คู่เดิมให้เข้ามาช่วย
“ตกลงครับอาจารย์” เจ้าแกละรับคำในขณะที่กำลังปลดทองกรกำไลแผงออกมาส่งให้กับพี่หม่อน
“พรุ่งนี้ให้ผมเข้ามาช่วยขนของขึ้นรถด้วยไหมครับอาจารย์”
จอร์จพูดขึ้นบ้างโดยที่มือยังคงสาละวนอยู่กับการเลาะด้ายตามตัวเสื้อของหนุมานแกละ
“ไม่ต้องพ่อหนุ่มแค่ขนของพวกนี้นักศึกษาชายของเรามีตั้งแยะ คอยอยู่กับเจ้าแกละที่หน้าวัดนั่นแหละ”
จอร์จพยักหน้าแทนคำตอบและตั้งใจเลาะตะเข็บด้ายต่อไปในขณะที่หม่อนกำลังทอดทับทรวงให้
“อาจารย์คะ หนูมีเรื่องอยากจะเรียนถามอะไรบางอย่างจะได้ไหมคะ” หม่อนพูดพร้อมกับถอดเข็มขัดให้เจ้าทโมนแกละไปด้วย
“มีอะไรถามมาได้เลย ถ้าอาจารย์ตอบได้จะตอบให้”
“ขอบคุณค่ะ” นักศึกษาสาวพนมไหว้ขอบคุณอาจารย์สัญชัยก่อนจะพูดต่อ “หนูอยากจะถามเรื่องกล่องดวงใจของทศกัณฑ์ค่ะคือว่าเมื่อวานหลังจากที่ซ้อมเสร็จ หนูกลับไปที่ห้องพักค้นหาหนังสือที่คิดว่าเคยอ่านเจอประโยคที่กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับหัวใจหรือใจตั้งนานจนหนูไปเจออยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ หนังสือชื่อ “มุตโตทัย” ของหลวงปู่มั่นเป็นพุทธวัจนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวไว้ว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ”ค่ะอาจารย์ พอหนูอ่านเจอหนูเลยอยากรู้ว่าทำไมแนวความคิดที่ให้ความสำคัญกับใจมากที่สุดของพุทธศาสนาถึงไปปรากฏอยู่ในวรรณกรรมภาษาสันสกฤตของศาสนาพราหมณ์ได้ละคะ”
“อืม...น่าคิดเหมือนกันนะว่าทำไม จากที่อาจารย์ศึกษาตามช่วงเวลาการกำเนิดของวรรณกรรมเรื่องนี้จาก หนังสือพระราชนิพนธ์ของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวระบุไว้เหมือนกันว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกบันทึกขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรหลังพุทธกาลผ่านมาแล้ว200กว่าปี แถมพระวินิจฉัยเกี่ยวกับตอนที่มีในรามเกียร์แต่ไม่มีในรามายณะ เช่น ตอนกล่องดวงใจนี้พระองค์ก็กล่าวไว้ด้วยว่า น่าจะเป็นการแต่งตั้งขึ้นในชั้นหลัง ๆ ในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 16-17 หลังจากที่พุทธศาสนาเกิดมาแล้วตั้งนานอีกเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมว่า...”
ยังไม่ทันพูดจบประโยคอาจารย์สัญชัยก็หวนกลับไปคิดถึงสมุดบันทึกของคุณพ่อหมอพิเภกอีกครั้งจนหยุดพูดไปเสียเฉยๆ ในใจของท่านรู้สึกสะกิดใจว่า “เอ….ชักจะสงสัยเสียแล้วสิ สมุดบันทึกเล่มนั้นน่าจะเกี่ยวกับแนวความคิดเดียวกันนี้กระมัง ถ้าจะต้องไปขอคุณหมอพิเภกอ่านดูซักหน่อยแล้ว” เสียงของนักศึกษาหม่อนเรียกสติของอาจารย์สัญชัยให้กลับมาอีกครั้ง
“อาจารย์คะอย่างนี้หมายความว่า เรื่องนี้แต่งขึ้นมาโดยการผสมแนวความคิดของทั้งสองศาสนาหรือคะ”
“อาจารย์ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอาไว้อาจารย์จะเก็บไปถามผู้รู้ให้นะ เมื่อได้คำตอบจะกลับมาบอกให้ฟังอีกที”
“ใครหรือค่ะครับ” เจ้าแกละกับนักศึกษาหม่อนถามขึ้นพร้อมกันเป็นเสียงเดียวส่วนจอร์จที่ตั้งใจฟังอยู่ก่อนแล้วหยุดมือที่กำลังเลาะตะเข็บด้ายลงและหันมาฟังคำตอบด้วยอีกคน
“ก็หลวงลุงของเอ็งยังไงละเจ้าแกละ”
อาจารย์สัญชัยถอดชุดโขนเสร็จพอดีจึงตบไหล่เจ้าทโมนวัดพร้อมกับพูดว่า “พวกเรา อาจารย์ไปก่อนนะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน” ท่านพูดจบก็เดินจากไปทางหอประชุมปล่อยให้ทั้ง 3 คนคุยกันอยู่เพียงลำพัง พี่หม่อนกับพี่จอร์จ ของหนุมานแกละช่วยกันถอดชุดให้เจ้าทโมนน้อยจนเสร็จ นัดแนะกันเรื่องที่นั่งบนรถจนเรียบร้อย นักศึกษาสาวจึงบอกลาทั้งสองพี่น้องพร้อมกับหอบหิ้วชุดหนุมานเดินกลับเข้าไปในหอประชุมเพื่อนำไปส่งให้ฝ่ายวัสดุตรวจนับ ส่วนทางฝ่ายเด็กวัดมุจลินท์ก็ออกเดินทางกลับวัดอย่างสบายอารมณ์โดยที่ชายหนุ่มยังคงท่องจำบทสวดมนตร์ไปด้วยตลอดทางที่เดินออกไปขึ้นรถยังประตูหน้ามหาวิทยาลัย
หลังจากที่ไปแวะเติมพลังด้วยก๋วยเตี่ยวต้มยำทะเลยังตลาดโต้รุ่งแล้วทั้งคู่จึงกลับถึงวัดมุจลินท์ในเวลาก่อนมืด สองศรีพี่น้องร่วมกันฝึกซ้อมศิลปะการป้องกันตัวกันต่ออีกหลายชั่วโมง มรรคทายกเกิดพยายามสอนท่าแม่ไม้มวยไทยต่าง ๆ ให้เจ้าทโมนตัวดีฝึกเพิ่มเติมและให้แกละทบทวนของเก่าโดยมีจอร์จเป็นคู่ซ้อมหรือกระสอบทรายเทียมให้ตลอดรายการ ชายหนุ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับตัวของเขาเองหลังจากที่ได้ฝึกสมาธิความจำของเขาชัดเจนและแม่นยำขึ้นจนรู้สึกแปลกใจ ท่ามวยที่เจ้าทโมนแกละซ้อมให้ดูและอาศัยเขาเป็นหุ่นหัดจอร์จสามารถจดจำมันได้ทันทีทั้งหมดเพียงแค่ดูผ่านตาครั้งเดียว เหมือนว่าภาพการใช้ท่วงท่าและจังหวะที่เจ้าทโมนน้อยฝึกประทับเป็นพิมพ์เขียวอยู่ในหัวสมองของเขา เมื่อเสร็จจากการซ้อมมวยประจำวันจอร์จกับเจ้าน้องชายกำมะลอจึงได้เวลากลับไปอาบน้ำด้วยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อกลับเข้าห้องพักของทั้งสองคน เขากับเจ้าแกละก็สวดมนต์และนั่งสมาธิตามที่หลวงพ่อรุ่งสั่งให้ทำเป็นประจำทุกวัน วันนี้พวกเขาตั้งใจเข้านอนเร็วกว่าปรกตินิดหน่อย เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปรอรถของคณะโขนตามที่นัดแนะกับอาจารย์สัญชัยไว้ ไม่นานทั้งคู่ก็แข่งกันหลับสนิทราวกับคนตายเนื่องจากได้ออกแรงมาอย่างเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลียไม่แพ้กัน

นกกระจิบที่เกาะอยู่บนซุ้มประตูของวัดมุจลินท์ส่งเสียงทักทายดวงตะวันยามเช้า ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลา 5.30โชว์หราอยู่บนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือของเจ้าทโมนแกละ เจ้าตัวดีลดมือลงก่อนที่จะหันไปมองพี่ชายกำมะลอของตนที่ยืนอยู่ด้วย ภาพของชายหนุ่มที่ใส่เสื้อยืดคอวีสีขาวกับกางเกงทหารลายพรางสีเขียวทอประกายอยู่ในพยับแดดของแสงอรุณ งามสง่าราวกับเทพบุตรตกสวรรค์ เจ้าทโมนน้อยอดที่จะชื่นชมจอร์จในใจไม่ได้แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า “ถ้าเราโตเป็นหนุ่มเราต้องสูง หล่อเข้มไม่แพ้พี่จอร์จแน่ ชุดใหม่ที่ใส่นี่เท่ห์ดีแต่เสียอย่างเดียวไม่มีรองเท้าดีดีให้ใส่ มีแต่รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลดูแล้วครึ่งๆกลางๆยังไงก็ไม่รู้ สู้ชุดของเราก็ไม่ได้ถอดแก๊ปมาจากเด็กแนวในโทรทัศน์เลยนะนี่ เท่ห์กว่ากันตั้งแยะ” เมื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวได้ เจ้าทโมนวัดจึงเอ่ยปากถามชายหนุ่มว่า
“พี่จอร์จเอาชุดขาวติดมาด้วยกี่ชุด”
“ลุงเกิดให้มาสามชุดกับเสื้อยืดสีดำอีกตัว”
จอร์จได้ยินเสียงรถวิ่งใกล้เข้ามาจึงหันหน้ากลับไปมองยังต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นรถสองแถวเหมือนอย่างที่ตนเคยนั่งไปกับเจ้าแกละ เลยละสายตาและหันกลับมาฟังน้องชายกำมะลอพูดต่อ
“พี่จอร์จเมื่อไหร่รถจะมาเสียทีนะ นี่ตี 5 ครึ่งเข้าไปแล้ว”
“เดี๋ยวก็คงมาถึงเองแหล่ะ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของชายหนุ่มรถบัสคันใหญ่สีเทาที่มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้วยการเปิดหน้าต่างกระจกก็แล่นตรงมาจอดเทียบอยู่ข้างหน้าคนทั้งสอง เสียงตะโกนของอาจารย์สัญชัยที่ดังแข่งกับเสียงคุยของพวกนักศึกษาได้ยินมาจากทางประตูด้านท้ายของตัวรถ ท่านเรียกพวกเขาทั้งสองให้เดินมาขึ้นทางประตูด้านนี้ ทันทีที่จอร์จก้าวขึ้นบันไดรถคนขับก็เหยียบคันเร่งนำรถพุ่งไปตามถนนอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็แล่นมาจนถึงสามแยกและเลี้ยวขวาเข้าถนนสายเพชรเกษมวิ่งไปตามทางหลวงขนาดใหญ่สายปัตตานี-หาดใหญ่ เสียงสนทนากันภายในรถของพลพรรคนักศึกษาดังเซ็งแซ่ไปตลอดทางไม่เว้นแม้แต่กลุ่มของเจ้าแกละ จอร์จและนักศึกษาหม่อน พวกเขานั่งติดกับที่นั่งของอาจารย์สัญชัย ชายหนุ่มถูกจัดให้นั่งริมหน้าต่างขั้นกลางด้วยเจ้าแกละและนักศึกษาหม่อนที่อยู่ด้านในสุดโดยนักศึกษาสาวเป็นคนจัดวางตำแหน่งให้เองกับมือเพราะต้องการให้ตนสามรถพูดคุยกับอาจารย์สัญชัยได้อย่างสะดวก เธอเอ่ยถามอาจารย์โขนขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังจนเกือบจะเป็นเสียงตะโกนเพราะต้องแข่งกับเสียงพูดคุยกันของเพื่อนๆ
“อาจารย์คะ หนูทราบมาว่าเสร็จจากงานแสดงโขนคืนนี้ อาจารย์จะแวะลงที่สวนโมกข์พรุ่งนี้ใช่ไหมคะ”
อาจารย์สัญชัยพยักหน้าพร้อมกับตอบคำด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้กัน“อาจารย์มีนัดกับหลวงลุงของเจ้าแกละท่านจะสอนการเจริญสติปฏิฐาน 4 ให้นะ”
“หนูขอตามไปฝึกด้วยคนได้ไหมคะคือว่าหนูอยากไปฟังคำตอบจากท่านเรื่องหัวใจทศกัณฑ์ค่ะ”
อาจารย์ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งและเอ่ยถามกลับมาแทนคำตอบว่า
“เราไม่ต้องกลับมาที่มหาลัยอีกหรือพวกอาจารย์ฝึกอยู่ที่นั่นตั้ง 7 วันนะ”
“หนูสอบเสร็จทุกวิชาแล้วเหลือแต่เรื่องโขนนี่เหล่ะค่ะ ตอนแรกกะว่าแสดงเสร็จจะเดินทางกลับบ้านที่เชียงรายเลย แต่พอรู้จากน้องแกละว่าอาจารย์จะพาพี่จอร์จกับน้องแกละไปฝึกสมาธิที่สวนโมกข์ หนูเลยอยากจะลองไปฝึกดูมั่งค่ะ อันที่จริงหนูสนใจและหาโอกาสแบบนี้มานานแล้วแต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน”
“ถ้าไม่ติดเรื่องสอบอาจารย์อนุญาตให้เราไปด้วยก็ได้ ดีเสียอีกจะได้มีเพื่อนไปฝึกกันหลายๆคนแต่ต้องโทรศัพท์ไปบอกทางบ้านเสียก่อนนะ คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่เป็นห่วง”
“ขอบคุณค่ะ” นักศึกษาสาวพูดพร้อมกับพนมมือไหว้ พอเจ้าทโมนแกละได้ยินว่าพี่หม่อนจะไปสวนโมกข์ด้วยรู้สึกดีใจจนออกอาการซุกซนพูดขึ้นมั่งว่า
“ดีจังแกละจะได้มีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้นอีกคนกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าพวกเราไปอยู่ที่นั่นกันตั้ง1อาทิตย์ ฝึกสมาธิกันหมดเหลือผมว่างอยู่คนเดียวคงเซ็งแย่เลย”
หญิงสาวหันกลับมาถามเจ้าแกละด้วยความแปลกใจ
“แกละจะไม่ฝึกสมาธิกับพวกพี่ด้วยหรือ”
“ว่าจะไม่ฝึกครับ ผมยังเด็กอยู่อยากไปเที่ยวเฉย ๆ”
ชายหนุ่มที่นั่งฟังอยู่ตลอดพอได้ยินเจ้าทโมนน้อยออกตัวชิ่งหนีจึงท้วงขึ้นมาบ้าง
“อ๊ะ...ไหนบอกว่าจะฝึกเป็นเพื่อนพี่ยังไงล่ะ ทำไมมาเปลี่ยนใจเสียแล้ว”
“ผมว่ามันไม่มีประโยชน์สำหรับเด็กๆอย่างผมนะครับและเออ...มันก็ไม่สนุกด้วย”
“เอ็งคิดผิดแล้วเจ้าแกละ หลวงลุงเอ็งเคยบอกอาจารย์ไว้ว่ายิ่งเด็กได้ฝึกยิ่งเป็นผลดีนะรู้ไหมเพราะเด็กมีเรื่องให้คิดน้อยกว่าผู้ใหญ่ทำให้ฝึกได้ผลเร็ว ประโยชน์ที่ได้ก็มากมายด้วยนะเช่นทำให้เด็กมีความจำแม่นยำ สมองปราดเปรื่องแล้วยังเรียนหนังสือเก่งขึ้นด้วย”
“อาจารย์พูดเหมือนหลวงลุงเลย ท่านชวนผมหลายครั้งแล้วแต่ผมไม่อยากฝึกครับ”
“ต้องนั่งอยู่นิ่งๆนานๆกลัวจะอึดอัดละซิ พี่รู้นะ”
จอร์จพูดดักคอเจ้าทโมนน้อยจนเจ้าตัวดีต้องฉีกยิ้มกลบเกลื่อนและพูดแก้เก้อ
“แฮ่….แฮ่ พี่จอร์จนี่รู้ทันซะแล้ว พี่นี่เก่งนะฝึกแค่ 2 วันเริ่มมีความสามารถพิเศษเหมือนหลวงลุงแล้ว อ่านใจคนออกซะด้วย”
“เปล่าเลยพี่ยังไม่ได้เก่งเหมือนหลวงพ่อหรอกแค่เดาออกว่าแกละคิดยังไงเท่านั้น เอาอย่างนี้ไหม พี่จะหาเวลาเป็นกระสอบทรายให้แกละซ้อมมวยตอนเย็นๆด้วย จะได้ออกแข้งออกขาแก้เซ็งบ้าง”
เมื่อเจ้าตัวดีได้ยินก็ทำตาลุกด้วยความดีใจและพูดว่า “จริงๆนะพี่จอร์จ สัญญากันแล้วนะอย่างนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย”
นักศึกษาสาวออกอาการหูผึ่งมองไปที่ใบหน้าของจอร์จและถามเขาว่า
“พี่จอร์จได้ฝึกสมาธิมาบ้างแล้วหรือคะไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย”
“ไหนลองเล่าให้อาจารย์ฟังมั่งสิอยากรู้เหมือนกันว่าเขาฝึกกันยังไง หลวงพ่อสอนอะไรให้เราบ้าง”
ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ควรจะทำตัวเป็นคนอวดรู้เพราะที่รู้ยังเป็นแค่หางอึ่งเมื่อเทียบกับหลวงพ่อรุ่งแต่จนใจที่จะปฏิเสธจึงยอมเล่าคร่าวๆให้คนทั้งสองฟัง“อืม…หลวงพ่อให้เดินจงกรมสลับกับการนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับท่องคำบริกรรมพุทธโธเท่านั้นครับ”
“ความรู้สึกก่อนฝึกกับหลังฝึกเป็นยังไงบ้างละพ่อหนุ่ม”
“จิตใจสงบเยือกเย็นดีครับ ไม่ฟุ้งซ่าน หายเครียดและรู้สึกว่าประสาทสัมผัสทั้งตัวแหลมคมขึ้นด้วย” ใจจริงชายหนุ่มอยากจะตอบเพิ่มอีกว่าสมาธิช่วยทำให้เขาไม่ต้องฝันถึงความฝันร้ายๆที่ตามมาหลอกหลอนทุกคืนด้วย แต่นิ่งเสียเพราะไม่ต้องการให้บุคคลที่3ล่วงรู้เรื่องนี้นอกจากหลวงพ่อรุ่งกับเจ้าทโมนแกละ
“พี่จอร์จคะ ประสาทสัมผัสแหลมคมขึ้นนี่เป็นยังไงหรือคะ”
“ยกตัวอย่างเช่น หูได้ยินเสียงเบาๆอย่างเสียงเข็มตกลงพื้นได้ หรือตามองเห็นการเคลื่อนไหวของวัตถุชัดเจนขึ้นเหมือนว่าเรากำลังดูภาพสโลโมชั่นของมันอะไรประมาณนี้นะครับ”
ขณะที่จอร์จพูดอยู่นั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ล้อรถบัสของคณะโขนตกหลุมข้างทาง กระเป๋าของเจ้าทโมนน้อยที่วางอยู่หมิ่นๆบนตะแกงเหล็กเหนือศีรษะหม่อนร่วงหลุดลงมาใส่เธอโดยที่ทุกคนไม่ทันได้รู้ตัว แค่แวบเดียวที่หางตาของจอร์จเห็นมือซ้ายของชายหนุ่มก็ยื่นออกไปรับมันไว้ได้เองโดยอัตโนมัติ ก่อนที่มันจะตกใส่ศีรษะของนักศึกษาสาวเพียงแค่คืบเดียว
“อ๊ะ…ขอบคุณค่ะพี่จอร์จ เห็นจะจริงที่ว่าประสาทสัมผัสแหลมคมขึ้นนะคะ” หญิงสาวยืนขึ้นรับกระเป๋าใบนั้นไปเก็บยังชั้นวางเสียเองเพราะตนนั่งอยู่ใกล้ทางเดินซึ่งถนัดกว่าเขา เธอเหลือบไปเห็นหนังสือสองเล่มที่ตนนำติดตัวมาด้วย จึงนึกขึ้นได้ว่าอยากจะถามความเห็นของอาจารย์สัญชัยเกี่ยวกับเรื่องที่ตนสงสัยจึงหยิบหนังสือออกจากกระเป๋าเอามาวางไว้ที่ตัก เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วนักศึกษาสาวจึงหันหน้าไปถามอาจารย์โขนว่า
“อาจารย์คะ ตอนอยู่ที่สวนโมกข์อาจารย์จะถามหลวงพ่อเรื่องแนวความคิดการให้ความสำคัญกับหัวใจ ซึ่งไปปรากฏอยู่ในวรรณกรรมของศาสนาพราหมณ์ด้วยใช่ไหมคะ”
“อืม ถูกต้องทำไมหรือหนูหม่อน เราได้คำตอบแล้วหรือ ไหนลองขยายความให้ฟังมั่งสิ”
“ยังไม่ได้คำตอบหรอกค่ะ แต่ได้คำยืนยันว่าวรรณกรรมเรื่องรามายณะนี้แตกต่างจากวรรณกรรมสันสกฤตเรื่องอื่นค่ะ”
“แตกต่างกับเรื่องอื่นที่ว่านี่หมายถึงเรื่องอะไรและตรงไหน” อาจารย์โขนถามต่อด้วยความสนใจอย่างจริงจัง
“เรื่องมหาภารตะยุทธ์ค่ะ หนูไปลองอ่านเทียบทั้ง2เรื่องนี้ดูแล้วเจาะจงเฉพาะการตายหรือพูดให้ถูกคือวิธีการทำลายชีวิตหัวหน้าใหญ่ฝ่ายอธรรม ทั้ง2 เรื่องนี้ใช้วิธีที่ไม่เหมือนกันค่ะในรามายณะและรามเกียรติ์ของเรา พระรามที่เป็นร่างอวตารของพระนารายณ์ยิงศรไปทำลายหัวใจทศกัณฑ์ถูกต้องไหมคะ”
อาจารย์โขนพยักหน้าแทนคำตอบ
“แต่มหาภารตยุทธ์ พระพงศธรที่เป็นร่างอวตารของพระนารายณ์เหมือนกัน กลับแนะให้พีมเสนใช้ตะบองตีทุรโยชย์ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายอธรรมที่ตักแทนค่ะ”
“เออย่างนี้ก็ต่างกันจริง ๆ ด้วยสิ”
“อาจารย์ว่ามันแปลกไหมคะ เป็นมหากาพย์เหมือนกันแต่งด้วยฝีมือพราหมณ์ผู้ทรงภูมิความรู้ทางศาสนาเหมือนกัน และเกิดในยุคใกล้ๆกันด้วยคือมหาภารตะยุทธเกิดหลังยุคพุทธกาลประมาณ 100 ปีและรามายณะเกิดขึ้นมาหลังยุคพุทธกาลประมาณ 200-300 ปี แต่ทำไมแนวคิดและการให้ความสำคัญกับหัวใจถึงมีปรากฏอยู่แค่ในรามายณะเท่านั้นละคะ”
เจ้าทโมนแกละนั่งฟังอยู่ก่อนแล้วพูดแทรกขึ้นมาบ้าง
“พี่หม่อนคิดมากไปหรือเปล่าครับ ตามความเป็นจริงจะยิงที่ส่วนไหนไม่ว่า หัว ท้อง หรือหัวใจ ก็ตายเหมือนกันนั้นแหล่ะ”
“ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ต้องให้เราไปบอกหรอกเรื่องแค่นี้ใครๆเขาก็รู้ คนสมัยนั้นเขาก็รู้แต่สิ่งที่พี่สนใจศึกษาไม่ใช่ตัวอย่างคดีฆาตกรรมนี่จ๊ะแกละ ที่พี่อยากรู้คือพื้นฐานความคิดความเชื่อที่เป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้ต่างหาก”
นักศึกษาสาวหันกลับมาสบตากับอาจารย์สัญชัยและพูดต่อ
“หนูสงสัยว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางจิตวิญญาณอะไรประมาณนี้นะค่ะ”
อาจารย์สัญชัยเมื่อได้ยินคำว่า “เรื่องทางจิตวิญญาณ” ยิ่งเพิ่มความกระหายใคร่รู้ของตนมากขึ้นไปอีกต่อเนื้อหาในสมุดบันทึกเล่มนั้นที่หมอพิเภกพูดถึงเพราะอยากรู้เหมือนกันว่าทฤษฎีจิตวิญญาณของทางตะวันออกมันกลายไปเป็นทฤษฎีของจิตแพทย์ผู้ศึกษาวิชาจิตวิทยาของทางตะวันตกไปได้อย่างไรกัน อาจารย์โขนสลัดความคิดวกวนของตนเองออกไปได้จึงพูดกับลูกศิษย์สาวที่รอฟังคำตอบอยู่ด้วยอาการสงบ
“อาจารย์ก็คิดว่ามันต้องเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณนี่เหมือนกัน แต่อาจารย์ตอบไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกันยังไงมีคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำตอบเรื่องนี้ได้ก็คือหลวงพ่อรุ่ง ไว้เมื่อไปถึงสวนโมกข์แล้วเราค่อยไปฟังคำตอบจากท่านด้วยกันนะ”
ขณะนั้นรถบัสของมหาวิทยาลัยแล่นมาจนถึงชายหาดสะกอม ไม่นานจอร์จก็มองเห็นซากของเครื่องบินลำเดิมนั้นอีกครั้ง เขาเห็นหางเสือที่มีสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลจัสมินฯยังคงลอยเด่นเห็นชัดได้แต่ไกล มันยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงแต่ความสูงของตัวเครื่องลดระดับลงมาบ้างแล้วเนื่องจากคลื่นในทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่ง มีเต็นท์ผ้าใบกางอยู่ติดกันหลายหลังบนชายหาดซึ่งปราศจากผู้คนของหน่วยเก็บกู้ซากเครื่องบินอยู่เลยเพราะเป็นเวลาเช้ามืดจึงยังไม่เริ่มทำงาน
พลพรรคนักศึกษาบนรถระเบิดเสียงคุยกันดังเซ็งแซ่ทันทีที่เห็นมันและชี้ไม้ชี้มือเรียกให้เพื่อนดูซากเครื่องบินกันจนอลหม่านไปทั้งคันรถ มีเพียงจอร์จคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับคนอื่นด้วย เขาพยายามซ่อนความรู้สึกของตนไว้ใต้ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มตลอดเวลา จวบจนรถวิ่งเลยซากของเครื่องบินไปแล้ว เขาจึงแอบถอนหายใจเบาๆด้วยความโล่งอกที่ไม่ถูกเจ้าทโมนน้องชายชวนคุยถึงมัน
การเดินทางของคณะโขนหลังจากนั้นแทบจะไม่มีอะไรตื่นเต้นหรือชวนให้สนใจอีกเลย มีการแวะพักระหว่างทางตามปั๊มน้ำมันบ้างเป็นครั้งคราวตามระยะที่รถต้องเข้าไปแวะเติมเชื้อเพลิง นักศึกษาทุกคนต่างได้รับแจกข้าวกล่องกันตอน 9 นาฬิกาและรับประทานอาหารร่วมกันบนรถโดยไม่มีการพักที่ไหนอีกเพราะต้องเร่งทำเวลาเผื่อเอาไว้สำหรับไปจัดเวทีการแสดงยังลานวัดให้ทันก่อน 18.00 น. คนขับจึงเร่งความเร็วทำเวลาอย่างเต็มที่ พวกนักศึกษาฝ่ายวัสดุ เครื่องเสียงและฉากหลังต่างนอนหลับเอาแรงไว้ก่อนเพราะมีงานหนักรอพวกเขาอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ในฝ่ายทั้งสามจะเป็นนักศึกษาชายที่ควบตำแหน่งผู้แสดงโขนทั้ง 2 ทัพรวมอยู่ด้วยจึงทำให้ระดับเสียงสนทนาที่ดังมาตั้งแต่ตอนเช้าเริ่มเงียบหายลงไปทีละนิด เหลือเพียงแค่บรรดานักศึกษาสาวที่เป็นนางรำในชุดการแสดงต่างๆเท่านั้นที่ยังพอมีเสียงคุยกันอยู่บ้าง ยิ่งเมื่อผ่านช่วงเวลาอาหารเช้าไปเกือบชั่วโมงจึงปรากฏว่าทั้งคันรถเงียบเสียงลงไปเองโดยอัตโนมัติ มีแต่เสียงซุบซิบสนทนาของพวกนักศึกษาบ้างเป็นครั้งคราวและเงียบหายไปอีก แม้แต่จอร์จเองก็หลับๆตื่นๆไปตลอดระยะทางด้วยเช่นกันโดยทุกครั้งที่เขาผล็อยหลับไปนั้นไม่ได้ตกอยู่ในโลกแห่งความฝันอันแสนโหดร้ายที่สมจริงนั้นอีกเลย



ลมทะเลบนเกาะสมุยหอบเอาเมฆก้อนเล็กๆลอยแช่มช้าเข้ามาหาฝั่ง เสียงเครื่องยนต์จากเจ็ทสกีดังแหวกเสียงคลื่นมาจากกลางผืนน้ำเบื้องหน้า ผิวน้ำที่ใสราวกับกระจกหยุ่นเห็นเป็นสายสีขาวจากฟองคลื่นด้วยฝีมือของหมอหนุ่ม หมอคมสันกำลังสนุกสนานอยู่กับการเล่นเจ็ทสกีอยู่เพียงลำพังท่ามกลางแสงแดดร้อนเปรี้ยงยามเที่ยงวัน สามสาวใส่ชุดว่ายน้ำตัวเดิมของตนนั่งพักผ่อนอยู่บนเตียงสนามบนชายหาด มลกำลังอ่านนวนิยายที่ซื้อมาจากร้านหนังสือเมื่อเย็นวานนี้อย่างสบายอารมณ์ ขณะที่แบงก์เพลิดเพลินอยู่กับส้มตำปูม้าจานโปรดโดยไม่ยอมวางช้อนส้อมลงเลยส่วนมะลิเมื่อละสายตาจากภาพของพี่หมอได้จึงใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กของตนซับน้ำทะเลออกจากเรือนผมที่ดำเป็นมันเงาอยู่เงียบๆ สาวแบงก์ซี๊ดปากก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
“มะลิทานส้มตำปูม้านี่ไหมจ๊ะ อร่อยนะ”
“ขอบใจจ้ะ ขอพักซักเดี๋ยวก่อนนะ เรายังเหนื่อยอยู่เลย”
“มะลิเล่นน้ำเสียฉ่ำใจเลยนะอยู่ในทะเลมาตั้งแต่เช้าไม่เบื่อบ้างหรือไง”
มลละสายตาจากหนังสือตรงหน้าขึ้นมาเอ่ยถามบ้าง
“ยังไม่เบื่อหรอก พรุ่งนี้ต้องกลับกรุงเทพฯแล้ว ขอเล่นให้สะใจอีกสักนิดละกันนะ”
คณะลูกไก่ไม่เฉลียวใจเลยว่ามีสุนัขจิ้งจอกรวมตัวกันเป็นกลุ่มจับจ้องมองพวกเธออยู่รอบตัว ในกลุ่มของนักท่องเที่ยวล้วนปะปนไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติที่ประสมกันทั้งคนดีและอาชญากร วันนี้เจ้าหน้าที่พิเศษจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็ติดตามดูพฤติกรรมของคณะลูกเจี๊ยบนี้อยู่ด้วยเช่นเดิมตั้งแต่เช้า พวกเธอสำเริงสำราญกับกิจกรรมต่างๆตั้งแต่ ว่ายน้ำ ขี่เจ็ทสกีและเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาดกันเป็นที่สนุกสนาน เป็นไปตามที่ผู้กองเซอบีรุส คาดการณ์เอาไว้ว่าไม่มีใครหรือแก๊งไหนที่รายล้อมพวกเขาอยู่เคลื่อนไหวอย่างผิดสังเกตเลยแต่แปลกตรงที่บรรดามือโปรจอมอุ้มระดับหางแถวกลับหายหน้าหายตากันไปจนหมดสิ้น คงเหลือเพียงคนที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้มาเฝ้าติดตามเป้าหมายจากแก๊งชาวต่างประเทศประมาณ5กลุ่มเท่านั้นที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ
ในสายตาของเจ้าหน้าที่ทั้งสองที่เฝ้าเป้าหมายอยู่ด้วยกันที่นี่ในยามที่คลื่นลมสงบเงียบเช่นนี้เวลาลื่นไหลไปอย่างรวดเร็ว จวบจนเจ้าหน้าที่เจมส์ซึ่งถูกใช้ให้ออกไปหาข่าวเหมือนเช่นเมื่อวานก็เดินอาดๆกลับเข้ามาหาผู้กองเซอบีรุสในจังหวะเวลาที่แสงตะวันเริ่มอ่อนแรงลงและร้านค้าบางร้านเริ่มเก็บเตียงสนาม ผู้กองเซอบีรุสถามเจ้าหน้าที่เจมส์ทันทีที่เห็นเขาลดแก้วเบียร์ซึ่งชิงมาจากปากเพื่อนร่วมงานลงแล้วว่า
“เจมส์ตำรวจประจำเกาะสมุยแจ้งนายว่ายังไงบ้าง”
“เป็นไปตามที่ผู้กองคิดไว้เลยครับ เรื่องรถของแก๊งหมีขาวที่ตกหน้าผาเมื่อวาน พวกมันถูกกลบเกลื่อนให้กลายเป็นอุบัติเหตุไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องเรือสกูตเตอร์ระเบิดก็เหมือนกันครับ”
เจมส์พูดพร้อมกับฉีกยิ้มด้วยความขบขันขณะที่เหล่ตามองหน้าเพื่อนร่วมงานที่ถูกแย้งแก้วมา
“นายมีข่าวอย่างอื่นบ้างหรือเปล่า ทำไมพวกมือโปรจอมอุ้มถึงหายหัวกันไปหมด”
“มีครับผู้กอง นี่ก็เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวหลายคนเหมือนกันครับ ตำรวจบ่นกันอุบเลยเพราะไม่รู้ว่าทำไมเมื่อคืนอยู่ๆก็มีคนมาตายเพราะอุบัติเหตุพร้อมๆกันทีเดียวสิบกว่าราย มีตั้งแต่จมน้ำตาย เมาขับรถจักรยานยนต์ตกเหวตาย ตกหน้าผาตาย และยิงกันตายในผับด้วยครับ”
“อย่างนี้แสดงว่า...แก๊งใหญ่ทุ่มกำลังออกมากวาดล้างพวกคอยฉวยโอกาสกันทั้งคืนเลยใช่ไหมครับผู้กอง”
แมคถามก่อนจะดึงแก้วเบียร์ของตนคืนมาจากมือของเจมส์ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์นิดๆ
“คงจะเป็นอย่างนั้น คนไหนที่ไม่มีแก๊งใหญ่หนุนหลังก็โดนเก็บกันง่ายๆ อย่างนี้แหล่ะ”
“พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังด้วยหรือเปล่าครับ”
เจมส์ถามกลับมาเหมือนต้องการจะบอกว่าตนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์ที่ล่อแหลมอันตรายนี้แล้วเช่นกัน ถึงแม้ว่าตาคู่นั้นของเขาจะฉายวาวคุกรุ่นราวกับเด็กที่กำลังเห็นของเล่นชิ้นใหม่ให้หัวหน้าทีมแอบเห็น
“พวกเราต้องไม่ประมาทถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พวกอาชญากรด้วยกันกับพวกมันซึ่งพวกมันคุ้นหน้าคุ้นตาจนเก็บกันเองได้ถูกแต่เราก็อย่าพยายามไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นดีที่สุดและต้องพกเจ้าใบ้ดำติดตัวไว้ด้วยเสมอ”
ผู้กองเซอบีรุสสั่งความลูกทีมด้วยสีหน้าที่เรียบสงบแววตาเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งที่ไร้ความรู้สึกแสดงออกถึงความสุขุมคัมภีรภาพจนลูกทีมอดพิศวงใจไม่ได้ เขาหันกลับไปดูคณะเป้าหมายที่เก็บของเตรียมตัวกลับขึ้นโรงแรมที่พักด้วยอาการที่เป็นปรกติที่สุด ผู้กองเซอบีรุสรู้กำหนดการณ์ของคณะลูกเจี๊ยบดีว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าพวกเขาจะได้เวลาออกไปชมการแสดงโขนยังลานวัดซึ่งทางโรงแรมได้ประชาสัมพันธ์ไว้แล้วจึงออกคำสั่งให้ลูกทีมทั้งสองคนเดินตามกลุ่มเป้าหมายกลับขึ้นที่พักเพื่อเตรียมตัวเช่นกัน



Create Date : 25 มิถุนายน 2554
Last Update : 25 มิถุนายน 2554 12:22:19 น. 0 comments
Counter : 219 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.