Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
17 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่ ๗(๒) : เป้าหมาย

ภายในห้องพักหมายเลข 425 บนโรงแรมระดับห้าดาวของเกาะสมุย เสียงเคาะแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาดังลอดออกมาที่ทางเดินทันทีที่ประตูหน้าห้องถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่เจมส์กำลังนำหลักฐานการเช่ารถและกุญแจขึ้นมาเก็บยังห้องพัก เขาแปลกใจทันทีที่เห็นเพื่อนร่วมงานผิวหมึกกำลังสาละวนอยู่กับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างขะมักเขม้นจึงเอ่ยถามเพื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายไม่ได้อยู่กับผู้กองหรือ”
“ผู้กองสั่งให้ฉันมาค้นข้อมูล นายมาดูหน้าคนเหล่านี้สิว่าจำใครได้มั่ง”เจ้าหน้าที่ผิวหมึกตอบทั้งๆที่มือยังคงเคาะแป้นพิมพ์อยู่
เจ้าหน้าที่เจมส์เดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังและมองไปยังหน้าจอแอลซีดีในนั้นมีใบหน้าของคนอยู่หลายคนและหลากหลายสัญชาติ เขารู้จักพวกมันเหล่านั้นเป็นอย่างดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องทบทวนความจำเลย เขาตีสีหน้าฉงนก่อนจะถามเพื่อนว่า
“นายจะเก็บใบหน้าของเจ้าพวกนี้ไว้ในแฟลชไดร์ฟทำไม”
“ฉันจะเอาไปปรินต์เป็นรูปให้ผู้กองเทียบดูกับตัวจริงของพวกมันที่เดินกันอยู่บนชายหาด”
“เอ๊ะ...อย่าบอกนะว่าผู้กองคิดจะเปลี่ยนเป้าหมายจากสาวสวยคนนั้น มาเป็นพวกโจรลักพาตัวมือโปรพวกนี้”
“เปล่า คือว่า... ” เจ้าหน้าที่แมค เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ตนกับหัวหน้าทีมเดินตามเป้าหมายไปบนชายหาดและเห็นบุคคลเหล่านี้กระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆอย่างน่าสงสัยให้เจมส์ฟังและยังบอกอีกด้วยว่าข้อสันนิษฐานของผู้กองเรื่องอาชญากรมือโปรเหล่านี้ที่ไม่ได้มารวมตัวกันโดยบังเอิญเห็นจะเป็นความจริง ถึงแม้แมคค่อนข้างจะแน่ใจว่าพวกมันคงจะลักลอบเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้วก็ตามแต่พวกมันก็ไม่น่าจะมากระจุกตัวรวมกันอยู่ ณ ที่ที่เดียวกันเวลาเดียวกันตั้งมากมายเกือบสามสิบคนอย่างนี้
แมคอธิบายถึงเหตุผลที่ตนเชื่อเช่นนั้นว่าเพราะเมื่อสักครู่ก่อนที่เจมส์จะกลับมา เขาเข้าไปดูในเว็บไซต์ของบริษัทในเครือจัสมินฯมาแล้วและได้เจาะเข้าไปยังห้องสำหรับสมาชิกระดับวีไอพี(VIP) ที่รู้กันดีว่าเป็นทางเชื่อมไปยังเว็บกลางของการซื้อขายอาวุธสงครามเถื่อนของพวกมันอีกทอดหนึ่ง และสิ่งที่เขาเห็นก็คือประกาศที่โชว์หราอยู่หน้าต่างแรกบอกไว้ว่า ทางบริษัทจะมอบเงินรางวัล10ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ที่สามารถนำตัวชายลึกลับคนหนึ่งที่มีรูปแสดงให้ดูมาส่งยังบริษัทแม่ของเครือข่ายธุรกิจจัสมินฯได้ โดยทางบริษัทได้แจ้งเบาะแสของเขาคนนั้นไว้ให้ด้วยแล้วว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับโฉมงามซึ่งเป็นเป้าหมายในภารกิจของพวกตน แถมพวกมันยังเชื้อเชิญผู้ที่มีความสนใจจะรับงานชิ้นนี้ให้เดินทางมาดักรอเจ้าหล่อนนะที่เกาะสมุยนี่ได้เลย
ตอนท้ายของประกาศฉบับนั้นตั้งเงื่อนไขการรับงานพิเศษชิ้นนี้เอาไว้ด้วยว่า ห้ามใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม และอย่าทำให้เป้าหมายทั้งสองคนได้รับอันตรายแม้แต่เพียงรอยขีดข่วน ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ทำตามข้อกำหนดนี้ สร้างบาดแผลแม้แต่เพียงปลายก้อยให้กับบุคคลทั้งสองนอกจากจะไม่ได้รับเงินรางวัลที่เป็นค่าหัวแล้วยังจะถูกกวาดล้างให้ตายตกไปตามกันทั้งแก็ง ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องจากน้ำมือขององค์กรอาชญากรรม“แบล็คจัสมิน”ด้วย
เมื่อเจมส์ฟังแมคจนจบเขาถึงกับอึ้งจนขนลุกเกลียวเพราะรู้ดีว่าอิทธิพลและความโหดเหี้ยมขององค์กรลับนี้มีมากมายแค่ไหน เจมส์เชื่อมานานแล้วว่าพวกมันเป็นที่สุดของที่สุดในโลกมืดของประเทศตน
“อย่างนี้ก็เข้าทางไอ้มือโปรจอมอุ้มพวกนี้พอดีสิ หวานหมูมันทีเดียวแต่ทำไมพวกแบล็คจัสมินถึงต้องการตัวเขาขนาดนี้นะ”
“ผู้กองเซอบีรุสบอกเอาไว้ว่ายังไงนายจำไม่ได้หรือ พ่อสิบล้านดอลลาร์เคลื่อนที่คนนี้มีเบาะแสของเจ้านายพวกมัน เจ้านายของพวกมันหายสาบสูญไปเฉยๆแบบนี้พวกแบล็คจัสมินคงกำลังตามหากันให้วุ่นวายไปหมด นี่มันตั้งสามเดือนเข้าไปแล้วนะอย่าลืมสิ”
“อืม...จริงสิ ลืมไปเลย แต่ทำไมต้องจับเจ้าหล่อนไปพร้อมกันด้วยละ”
“อันนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน นายหยิบเจ้าใบ้ดำขึ้นมาให้หน่อยสิ ฉันรายงานผู้กองผ่านวิทยุนี่แล้ว เขาสั่งให้ไปพิมพ์ภาพพวกนี้ออกมาดูเทียบ เสร็จแล้วให้ไปรวมตัวกันที่ชายหาด”
เจ้าหน้าที่ผิวหมึกพูดพร้อมกับเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาของตนลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ยักษ์ผิดปรกติ
“แมค.... อะไรคือเจ้าใบดำวะ”
“โธ่...พ่อสายลับอันดับหนึ่งก็ปืนติดอุปกรณ์เก็บเสียงยังไงละ”
“อ๋อ...บอกมาตรง ๆ ก็ได้ ต้องเล่นสำนวนด้วยนี่มันในห้องนะ”
“ผู้กองสั่งไว้ยังไงไม่เคยจำเลยนะงานนี้มันดับเบิ้ลซุปเปอร์ท๊อปซีเคล็ท เผื่อว่ามีใครมาดักฟังพวกเรางานมิพังกันพอดีหรือ เร็วๆเลยฉันเสร็จแล้วนายพร้อมหรือยัง”
เจ้าหน้าที่เจมส์พยักหน้าก่อนจะเดินไปที่กระเป๋าหนังใบใหญ่อีกใบริมกำแพงห้อง เขาเปิดฝามันขึ้นมาและเลือกปืนสั้นชนิดM.22 พร้อมที่เก็บเสียงขึ้นมาด้วย 3 ชุด ประกอบอุปกรณ์เข้าชุดกันอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญเฉพาะตัวก่อนจะโยนไปให้แมคหนึ่งกระบอกและยัดที่เหลือใส่กระเป๋าคาดเอวลายพรางใบย่อมของตน เขาหยิบแมคกระซีนที่บรรจุกระสุนจนเต็มเผื่อลงไปด้วยคนละ 2 อัน โดยใส่มันไว้ด้านหน้าของกระเป๋าคาดเอว นอกจากปืนสั้นทั้ง3กระบอกนี้แล้วในกระเป๋าใบใหญ่นั้นยังมีปืนกลสั้นยิงอัตโนมัติรหัสสกอร์เปี้ยนอีกหนึ่งคู่ ลูกระเบิดมือ ลูกระเบิดแก๊สน้ำตา และปืนไรเฟินพี.เอส.จี.-หนึ่งติดกล้องอีกหนึ่งกระบอก เจ้าหน้าที่เจมส์ปิดกระเป๋าลงและล็อคกุญแจอย่างแน่นหนาก่อนจะลุกขึ้นยืนและเอากระเป๋ามาคาดเอว
“ไปแมค ฉันพร้อมแล้ว”
“เดี๋ยว.... นายลืมเอากล้องดิจิตอลอัตโนมัติรุ่นใหม่ของเราใส่กระเป๋าไปด้วยจะได้เป็นการกลบเกลื่อนว่าใส่ของอะไรไว้ในกระเป๋าบ้าง”
“เออ จริงสิลืมเสียสนิทเลย”
เจมส์หันกลับไปหยิบกล้องถ่ายรูปยัดใส่กระเป๋าและเดินตามแมคออกไปจากห้องทันที เจ้าหน้าที่ทั้งสองเดินผ่านหน้าห้องของแก็งพยาบาลสามสาวกับห้องของหมอหนุ่มไปอย่างไม่ต้องคอยระวังตัวเพราะทราบดีว่าคนทั้งหมดกำลังเพลินกับการเล่นน้ำอยู่ที่ชายหาด

ภายใต้แสงตะวันยามเย็นส่องแสงแดงระเรื่อ ชายหาดตกอยู่ภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งท้องทะเลยามอาทิตย์อัสดงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกำลังเล่นน้ำกันอยู่ บางคนกำลังสนุกอยู่กับการดำผุดดำว่าย บางพวกก็จับกลุ่มกันเล่นสารพัดกีฬาทางน้ำเช่นขี่เจ็ตสกี นั่งบานาน่าโบ้ท หรือลอยอยู่บนฟ้าด้วยร่มชูชีพที่ผูกติดอยู่กับท้ายเรือเร็ว ส่วนมะลิกำลังว่ายน้ำกลับมาขึ้นฝั่งด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความสุข เธอขึ้นจากทะเลเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มเพื่อนเพราะต้องการเล่นน้ำให้นานที่สุดเนื่องจากตนเป็นคนเดียวที่ทำงานอยู่ในสาขากรุงเทพฯและไม่สามารถย้ายตามเพื่อนๆมาประจำที่สาขาภูมิภาคนี้ได้ หญิงสาวเดินมาถึงกลุ่มเตียงสนามที่เพื่อนของตนที่นั่งจับกลุ่มกินอาหารทะเลกันอยู่ เธอนั่งลงที่เตียงตัวนอกสุดฉวยผ้าขนหนูของตนขึ้นมาซับน้ำทะเลที่เรือนผมพร้อมกับเงี่ยหูฟังเพื่อนสาวผมหยักศกเอ่ยแซวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้เพราะเคี้ยวกุ้งเผาอยู่ในกระพุ้งแก้ม
“ว่าไงจ๊ะเงือกน้อยเฉิดฉายไปทางไหนมีแต่คนมองตามตลอดเวลาเลยนะ พี่หมอเห็นไหมค่ะฝรั่งไม่ว่าหนุ่มหรือแก่จ้องกันตาเป็นมันเชียว”
มะลิหัวเราะคิกเพราะรู้นิสัยขี้แซวของเพื่อนสาวดีจึงไม่ถือสาหาความอะไรกับการแซวติดตลกที่เธอเองต้องหัวเราะไปด้วยทุกที ถ้าไม่นับเรื่องชั่งแซวแล้วแบงก์จัดเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว เธอคิดในใจอย่างนึกสนุกว่า “ยัยแบงก์ ติดนิสัยนี้เสียแล้ว ดีนะที่เป็นเราถ้าเป็นมลมาแซต่อหน้าพี่หมอคงโดนหยิกเอวเขียวไปแล้วแน่ๆ” มะลิกำลังจะเอ่ยปากตอบคำแต่ถูกมลพูดแทรกขึ้นก่อนว่า
“มะลิอย่าไปถือสาคนบ้าเลยนะ เดี๋ยวเผลอๆ เราจะหยิกสั่งสอนให้”
“เราไม่ถือหรอกจ๊ะ แบงก์กับมลนี่นิสัยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะมะลิดีใจที่ได้มาเที่ยวด้วยกันอีก”
“เธอก็ใจดีเสมอต้นเสมอปลายเหมือนกันเราถึงกล้าแซวเล่นบ่อยๆไง เคยได้ยินคำพูดนี้ไหมจ๊ะ รักดอกจึงหยอกเล่นนะ”
“เคยจ๊ะคนสวย ไหนส่งกุ้งเผามาให้ชิมมั่งสิ กินกันน่าอร่อยเชียว”
“นี่ครับส่วนของมะลิ พี่แบ่งไว้ให้แล้ว”
เสียงพูดคุยและหัวร่อต่อกระซิกกันของกลุ่มเพื่อนและมะลิได้ยินชัดแม้ว่าจะอยู่ที่เตียงสนามห่างออกไปอีกหลายช่วงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มของผู้กองเซอบีรุสที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ทางด้านหลังของพวกเธอมาพักใหญ่ๆ ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เมื่อเจ้าหน้าที่แมคและเจมส์นำสำเนารูปถ่ายจากในเว็บไซน์ของตำรวจสากลตามลงมาสมทบ อาหารทะเลและเครื่องดื่มก็ถูกสั่งมาจนเต็มโต๊ะเพื่ออำพรางจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขา เจ้าหน้าที่แมคกำลังใช้กล้องถ่ายรูปดิจิตอลรุ่นใหม่ซึ่งมีเลนส์ขยายสิบเท่ากราดส่องไปทั่วตัวหาดอย่างระมัดระวัง เขาทำทีเป็นถ่ายภาพวิวทิวทัศน์และสาวๆในชุดว่ายน้ำแต่ที่จริงกำลังเก็บภาพบรรดามือโปรจอมอุ้มแต่ละคนอยู่เพื่อนำมาใช้เทียบกับภาพถ่ายในกระเป๋าคาดเอวของเขา แมคพูดกับผู้กองเซบีรุสด้วยเสียงเกือบจะเป็นการกระซิบว่า
“ผู้กองครับผมเก็บภาพจวนครบหมดทุกคนแล้ว เชื่อไหมครับตั้งแต่ลำดับที่2 – 5ซึ่งมีค่าตัวสูงที่สุดในทำเนียบค่าหัวอยู่ที่นี่ครบทุกคนเลยครับ”
แมคพูดเสร็จลดกล้องลงและทำการเปิดแฟ้มภาพถ่ายจากในกล้องให้โชว์รูปบนหน้าจอแอลซีดี(LCD) ด้านหลังก่อนจะส่งรูปชายหนุ่มชาวอิตาลีผมสีดำคนหนึ่งไปให้ผู้กองเซอบีรุสรับไปดูเทียบกับรูปถ่ายที่เขาหยิบออกมาจากกระเป๋าคาดเอวและยืนตามไปให้
“เจ้านี้ชื่อ ลุจจิเมื่อ 2 เดือนก่อนลักพาตัวลูกสาวมหาเศรษฐีเจ้าของโรงแรมในประเทศอิตาลีไปเรียกค่าไถ่ พ่อของเหยื่อยอมควักเงินเสียค่าไถ่ให้โดยไม่ยอมแจ้งตำรวจและได้รับตัวลูกสาวกลับไปแล้ว แต่เชื่อไหมครับพี่แกเล่นข่มขืนเธอจนสติแตกก่อนจะคืนตัวให้ พ่อของเหยื่อโมโหมากเลยแจ้งความกับทางตำรวจ ผมกำลังตามตัวมันอยู่เหมือนกันครับ”
“แมคเจ้านี่เก่งไหม”
เจมส์พูดพร้อมกับยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบและหยิบปูนิ่มทอดกรอบใส่ปากเคี้ยวกิน
“ไอ้นี่ในวงการเรียกมันว่า “ลุจจิจอมหื่น” ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายแค่คารมดีกับรูปหล่อเท่านั้น มันชอบจับเหยื่อที่เป็นลูกสาวเศรษฐีส่วนใหญ่จะใช้คารมหลอกล่อเหยื่อให้ไปเที่ยวด้วยกันแล้วค่อยลักพาตัวต่ออีกทีหนึ่ง ตอนแรกยังอยู่อันดับหางแถวแต่เพราะคดีลูกสาวเจ้าของโรงแรมได้ค่าไถ่ตัวไปสูงมากเลยถูกเลื่อนลำดับมาอยู่ที่ห้า”
แมคพูดจบหยิบแก้วเบียร์ของตนขึ้นจิบบ้างก่อนจะคว้าถั่วลิสงคั่วใส่ปากและพูดต่อ
“อีกสามอันดับเป็นของจริงฝีมือจัดจานทุกคนระวังตัวกันแจเลยทำให้ยังเก็บภาพไม่ได้ครับ แต่ก็อยู่ใกล้ๆนี่แหล่ะ”
“ผู้กองเราจะเอาอย่างไรกับพวกนี้ดีครับ ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ เป้าหมายไหวตัวทันคงจะแย่กันพอดี” เจมส์พูดเสียงอู้อี้เพราะมีกุ้งเผาตัวใหญ่ที่เขาหยิบขึ้นมาฉีกกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เต็มปาก
ผู้กองเซอบีรุสจิบเบียร์เย็นฉ่ำจากแก้วตนอึกใหญ่จนพรายฟองติดขอบริมฝีปากก่อนจะเอ่ยถามเจมส์กลับไปว่า “นายว่ามันจะแย่...แย่อย่างไรไหนลองบอกมาสิ”
“ผู้กองคิดดูนะครับ สมมติว่าเป้าหมายหลักโผล่ออกมาหาพวกหล่อนเวลานี้ พวกมันต้องกรูกันเข้าไปตะครุบตัวทั้งสองคนพร้อมกันแน่ มิกลายเป็นสงครามย่อมๆกันพอดีหรือครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเรามีกันแค่สามคนจะไปรับมือพวกมันทั้งหมดไหวหรือครับ”
“ใช่ครับ...เจมส์พูดถูกเราจะเอายังไงกันดีผู้กอง”
แมคพูดไปพร้อมกับส่งยำปลาหมึกไข่ใส่ปากคำโตและทำเสียงซีดซาดบ่งบอกถึงรสชาติจัดจ้านของบรรดาอาหารทะเลบนโต๊ะขณะที่รอฟังหัวหน้าทีมพูดอย่างตั้งใจ
“พวกนายอยากให้ทำยังไง ไหนลองเสนอความคิดเห็นมาทีละคนสิ แมคนายก่อน”
“ผมว่าขอกำลังสนับสนุนจากอินเตอร์โปลิสให้ส่งคนมาช่วยพวกเราตะครุบตัวพวกมันไปทีละคนดีไหมครับ พวกนี้มีค่าหัวจากสำนักงานตำรวจประเทศแม่ของพวกมันทุกคนไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตายเสียด้วย”
“เจมส์ นายละคิดยังไง”
ผู้กองเซอบีรุสตักยำไข่แมงดาทะเลใส่ปากเคี้ยวเสียงดังกรุบอย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่ฟังเจมส์แสดงความคิดเห็นด้วยท่าทีที่สบายอารมณ์จนลูกทีมทั้งสองแปลกใจ
“ผมว่าเก็บมันทีละคนเลยดีกว่าครับ แล้วถ่ายรูปเพื่อเป็นหลักฐานไปขึ้นค่าหัว พิมพ์ลายนิ้วมือหรือเก็บบัตรพวกมันไปด้วยก็ได้”
ผู้กองเซอบีรุสนั่งจิบเบียร์อยู่เงียบๆเพื่อใช้ความคิด ส่วนแมคใช้กล้องถ่ายภาพที่ผู้กองส่งคืนมาให้กราดดูทางกลุ่มของมะลิพร้อมกับพยายามถ่ายภาพอีกสามคนที่เหลือไปด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่เจมส์ใช้ความคิดอยู่เพียงลำพังโดยแอบหวังว่าผู้กองเซอบีรุสจะยอมตกลงทำตามความคิดของเขา เผลอคิดเลยไปถึงกรณีที่หัวหน้าทีมเห็นด้วย เขาก็พร้อมที่จะเป็นคนปิดบัญชีวิสามัญพวกมันเองอย่างเต็มใจ เพราะเขากระหายที่จะได้รับความหรรษาจากเกมส์การล่าทรชนเช่นนี้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เนื่องจากเจมส์เป็นทหารสังกัดหน่วยพลซุ่มยิงที่เชี่ยวชาญการปลิดชีวิตเป้าหมายจากระยะไกล ส่วนแมคนั้นไม่ใช่ทหารที่เก่งกาจอะไรในสายตาของเจมส์เลยและคงจะไม่สนใจที่จะเข้ามาแย่งเขาทำหน้าที่นี้แน่ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กโทนิคและคอมพิวเตอร์ เขาก็แน่ใจว่าไม่มีใครในหน่วยแน่เกินไปกว่าทหารหน่วยสื่อสารผู้นี้เช่นกัน และหัวหน้าทีมผู้เก่งฉกาจของเขาคนนี้ เจมส์รู้ตัวดีว่าเขายังห่างชั้นกับผู้กองเซอบีรุสอีกหลายขุมในความเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการรบประชิดตัวเพราะผู้กองเซอบีรุสสามารถใช้ศิลปะการต่อสู้ที่ถูกพัฒนาเป็นศิลปะการฆ่าคนได้อย่างทรงประสิทธิภาพชนิดเป็นหนึ่งไม่มีสอง หัวหน้าทีมของพวกเขาสามารถใช้อาวุธปืนทุกชนิดและมีดสนามได้ดีราวกับว่ามันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายตนและที่สำคัญที่สุดเขายังเป็นมันสมองของทีมอีกด้วย จู่ๆผู้กองเซอบีรุสก็พูดขึ้นว่า
“เรายังไม่อยากให้เป้าหมายตื่นตกใจ เกิดการปะทะกันขึ้นจะทำให้เสียแผนเปล่าๆแต่สิ่งที่พวกนายพูดมันก็น่าวิตกอยู่เหมือนกัน รอดูไปก่อนค่อยเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ละกัน”
“ครับผมผู้กอง”
ทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันแต่เบาราวกับเกรงว่าบุคคลที่สามจะมาได้ยิน
“ฉิบหายแล้ว...”
เจ้าหน้าที่แมคอุทานขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ทั้งสองคนต้องหันไปมองกลุ่มเป้าหมายพร้อมๆกัน ผู้กองเซอบีรุสมองเห็นนักท่องเที่ยวผมดำหน้าตาบ่งบอกสัญชาติว่ามาจากดินแดนมักกะโรนี(อิตาลี)คนหนึ่ง เดินดุ่มๆจากเตียงสนามของตนตรงเข้าหากลุ่มของมะลิอย่างตั้งใจและไปหยุดยืนอยู่ทางด้านข้างเตียงที่มะลินั่งอยู่ มันเปิดฉากสนทนาอะไรบางอย่างกับเธอเพียงลำพังโดยไม่ได้สนใจกลุ่มเพื่อนของมะลิเลย ผู้กองเซอบีรุสเปลี่ยนสีหน้าจากเยือกเย็นตามแบบฉบับเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ขณะนั้นเจ้าหน้าที่แมครีบใช้กล้องในมือตนซูมภาพใบหน้าของชาวต่างประเทศคนนั้นขึ้นมาดูและใช้เทคนิคการอ่านริมฝีปากของเขาอ่านคำพูดของมันพร้อมกับส่งเสียงเลียนแบบประโยคที่ชายคนนั้นพูดออกมาให้เพื่อนร่วมงานฟัง
“ผมต้องขออภัยในความไร้มารยาทของผมด้วยที่เข้ามาทำลายเวลาส่วนตัวของคุณผู้หญิง แต่ความสวยของคุณมันเข้าไปคว้าเอาหัวใจของผมออกมากองทิ้งอยู่ที่ชายหาดตั้งแต่เมื่อกี้นี้ที่คุณขึ้นมาจากทะเลแล้ว คุณผู้หญิงรังเกียจไหมครับที่จะรับผมเป็นเพื่อนด้วยซักคน ผมอยากชวนคุณไปนั่งเรือเล่นและขึ้นไปกินลมทะเลบนท้องฟ้าด้วยกันจะได้ไหมครับ”
“ไอ้ลุจจิมันขนน้ำเน่าใส่ปากมากี่ลิตรกันนะ เลี่ยนจริงๆเลย”
เจมส์พูดกับเพื่อนร่วมงานเมื่อเห็นแมคนิ่งไป
“เป้าหมายไม่เล่นด้วยครับผู้กองไอ้ลุจจิมันเดินมาโน่นแล้ว”
พูดจบแมคลดกล้องถ่ายภาพลงและทำทีเป็นยกขึ้นส่องไปยังผืนน้ำทะเลเบื้องหน้าอีกครั้งเพื่อกลบกลืนล่องลอย
กลุ่มของผู้กองเซอบีรุสมองตามชายหนุ่มชาวอิตาลีคนนั้นที่เดินผละจากกลุ่มของมะลิออกไปยังเรือเร็วซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากเตียงสนามที่ผู้กองเซอบีรุสนั่งอยู่มากนัก เขาขึ้นเรือที่ให้บริการนักท่องเที่ยวเช่าเหมาะรอบส่งร่มชูชีพลอยขึ้นไปกินลมชมวิวทะเลบนท้องฟ้าและเริ่มคุยตกลงราคากับเจ้าของเรืออยู่นานเป็นสิบนาที ตอนแรกดูเหมือนเจ้าของเรือจะปฏิเสธเขาแต่คงทนการตื้อไม่ไหวผนวกกับค่าตอบแทนที่มันควักขึ้นมาล่อตานั้นคงจะสูงกว่าปรกติทั่วไปมากจึงเห็นพวกเขาตกลงกันได้ในที่สุด
เรือเร็วลำนั้นถอยหัวออกจากชายหาดและตีวงแล่นดิ่งออกไปจนสุดสายตา เรือเร็วไปจอดสงบนิ่งเพื่อเตรียมความพร้อมอยู่กลางทะเลไม่นานก็เร่งเครื่องเพิ่มความเร็วเพื่ออาศัยกระแสลมพยุงร่มชูชีพพร้อมกับลูกค้าให้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งในมือโปรจอมอุ้มจึงเป็นดังว่าวที่ติดลมบนและลอยอยู่บนฟ้าไกลริบนอกชายหาด
คำถามของสาวแบงก์ดึงความสนใจของมะลิให้กลับมาจากการดิ่งจมอยู่ในภวังค์แห่งคิดของตนและหยุดเขี่ยทรายที่พื้นเล่นโดยปราศจากความหมาย
“มะลิจ๊ะเธอนี่พราวเสน่ห์จริงนะขึ้นมานั่งได้แผล็บเดียวมีหนุ่มหล่อเข้ามาขอทำความรู้จักด้วยแล้ว เรารึนั่งอยู่ตั้งนาน แม้แต่ตาแก่ก็ไม่ยักหันมามองสักคน ทำไมไม่ให้โอกาสเขามั่งล่ะจ๊ะ”
“ทำไมมะลิต้องให้โอกาสเขาด้วยล่ะครับ ใครก็ไม่รู้ไม่น่าไว้ใจเลย อยู่ๆก็เข้ามาทักกันเสียเฉยๆ” หมอหนุ่มพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงบึ้งตึง
“ใช่ค่ะพี่หมอ ยัยแบงก์นี่ท่าจะประสาท ไม่รู้จักกันแล้วจะให้ไปกับเขาได้อย่างไร”
มลพูดสนับสนุนหมอหนุ่มเพราะห่วงเพื่อนสาวเช่นกัน เธอสะบัดหน้าใส่แบงก์ก่อนจะหันไปฟังมะลิพูด
“จ๊ะ มะลิก็คิดว่าเขาน่ากลัวยังไงไม่รู้ ถึงคำพูดจะดูสุภาพแต่รู้สึกว่ามันไม่จริงใจอย่างกับมีอะไรแอบแฝงอยู่ เราเลยปฏิเสธไป”
มะลิพูดกับมลแต่หันมามองทางแบงก์เหมือนจะเป็นการตอบคำถามให้เพื่อนทุกคนฟัง ในขณะที่สามสาวกำลังคุยกันอยู่เรือเร็วที่โยงร่มชูชีพของคนที่ถูกพูดถึงได้แล่นเข้ามาเลี้ยวตัดผ่านท้องน้ำตอนหนึ่งซึ่งขนานไปกับตัวหาดซึ่งเป็นระยะที่ใกล้กับบริเวณริมชายหาดมากที่สุด ชายหนุ่มบนร่มชูชีพส่งสัญญาณมือลงมาให้คนขับตีวงออกไปอีกครั้ง เรือลำนั้นจึงแล่นเรียบขนานไปกับชายฝั่งและตรงดิ่งไปยังบันไดทางขึ้นสู่สระว่ายน้ำของโรงแรมที่พวกของมะลิเข้าพัก ขณะที่เรือตีโค้งหักหัวเลี้ยวอยู่นั้นชายหนุ่มก็สะดุ้งสุดตัวและก้มหน้าลงมามองยังท้องน้ำเบื้องล่างราวกับสังเกตเห็นสิ่งผิดปรกติอะไรบางอย่าง เขาเพ่งสายตาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานคลายมือที่จับเชือกร่มชูชีพตกลงมาสองข้างลำตัวและเป็นจังหวะเดียวกับที่ร่มชูชีพหลุดปลิวไปตามกระแสลมทะเลราวกับว่าวที่สายป่านขึงตึงจนขาดสะบัน มันลอยไปตามกระแสลมส่งร่างของเขาไปหล่นอยู่บนผิวน้ำที่ห่างจากชายฝั่งไปหลายสิบเมตร
เรือเร็วลำนั้นรีบแล่นเข้าไปจอดเทียบอยู่ด้านข้างร่มชูชีพอย่างรีบเร่ง ลูกเรือกระโดดลงน้ำทันทีที่มันยังหยุด พวกเขาหายตัวไปอึดใจใหญ่ๆจึงพาร่างของชายหนุ่มที่หมดสติขึ้นมาส่งให้คนบนเรือช่วยกันดึงเขาให้ขึ้นมานอนกองอยู่ที่ท้ายเรืออย่างทุลักทุเล พวกเขาเก็บร่มชูชีพอย่างลวกๆแล้วคนขับก็ออกเรือแล่นลับหายไปทางแหลมด้านข้างที่เป็นชายหาดอีกตอนหนึ่งจนคนบนฝั่งที่ยืนดูอยู่มองไม่เห็นตัว
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์รู้สึกตื่นเต้นจนต้องลุกขึ้นดู หลังจากเรือเร็วลับแหลมไปแล้วจึงหันกลับมาพักผ่อนกันตามอัธยาศัย สาวแบงก์อดที่จะเหน็บเพื่อนสาวไม่ได้จึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าว่า
“สงสัยเจ้าสมุทรจะลงโทษนะมะลิอยากมาจีบธิดาคนงามของท่านทำไมเลยบันดาลให้ตกทะเลไปเลย ฮิๆๆ”
“นี่แน่ะ แซวไม่ลืมหูลืมตาเลยนะ” มลพูดพร้อมกับหยิกเพื่อนสาวที่ต้นแขนก่อนจะสัพยอกว่า “มันไปเกี่ยวอะไรกับมะลิด้วยหายัยจอมเซี้ยวเห็นๆกันอยู่ว่าเป็นอุบัติเหตุ”
“โอ๊ยเจ็บจังยอมแล้วจ้า วันหลังจะไม่แซวอีกแล้วจ้า”
ตัวคนถูกแซวกลับไม่พูดอะไรยืนอมยิ้มหันไปมองทางพี่หมอซึ่งนั่งหัวเราะชอบใจอยู่ข้างๆนึกแต่เพียงว่าหมอคมสันคงขำในท่าทางของเพื่อนสาวโดยไม่เฉลียวใจถึงความรู้สึกข้างในของหมอหนุ่มเลยว่า แท้ที่จริงเขาหัวเราะเพราะสะใจที่เห็นชายคนนั้นประสบอุบัติเหตุต่างหาก หมอหนุ่มพูดกับตัวเองในใจอย่างอารมณ์ดีว่า“สมน้ำหน้า อยากมายุ่งกับนางฟ้าของฉันทำไม”
เจ้าหน้าที่แมคกับผู้กองเซอบีรุสนั่งจิบเบียร์มองดูเหตุการณ์โดยที่ไม่ได้ลุกขึ้นมายืนเช่นคนอื่นเลย พวกเขาดื่มกินอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเพลิดเพลินเหมือนมีความสุขจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งจึงหันกลับไปมองกลุ่มของมะลิบ้างเท่านั้น แมคที่กำลังยกกล้องถ่ายรูปขึ้นบันทึกภาพต่อต้องชะงักมือเสียก่อนเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเดินกลับมาจากการไปทำธุระที่โรงแรม เขาเอ่ยถามเพื่อนทันทีที่เดินมาถึงว่า
“เป็นยังไงปลดทุกข์ออกหมดหรือยังเจมส์”
เจมส์พยักหน้าพร้อมกับพูดขึ้นมาลอยๆเพื่อได้ได้ยินกันแค่สามคนว่า
“ส่งไปลงนรกหมดแล้ว ฮ่ะๆๆๆ...”
ผู้กอง ฯ แห่งหน่วยสงครามพิเศษพูดตัดบทขึ้นมาว่า
“นายรีบนั่งลงช่วยกันกินของพวกนี้ให้หมดเร็วเป้าหมายทำท่าจะกลับขึ้นห้องแล้ว”
พูดจบผู้กองเซอบีรุสจึงหยิบกุ้งเผาตัวสุดท้ายขึ้นมาฉีกกินเองอย่างเอร็ดอร่อย แมคกับเจมส์ก็ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารที่เหลือจนหมดเกลี้ยงทุกจาน ผู้กองเซอบีรุสเห็นบริกรเดินเข้าไปหากลุ่มเป้าหมายเพื่อนำเงินทอนกลับไปให้ เขารอเวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกวักมือเรียกอีกคนเข้ามาหาตน เสร็จจากการจ่ายค่าอาหารเรียบร้อยแล้วทั้งสามคนจึงลุกขึ้นเดินตามกลุ่มของมะลิที่ยังพอมองเห็นหลังไวๆไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งระยะห่างไว้พอประมาณ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตเช่นเดิม



Create Date : 17 มิถุนายน 2554
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 12:49:51 น. 1 comments
Counter : 255 Pageviews.

 


โดย: bestjitlada วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:13:08:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.