+++++ น้ำทุกหยาดมีประโยชน์ หากทุกคนใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด +++++
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
13 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
กระทรวงน้ำ จำเป็นหรือ?

เปิดใจ!'ปราโมทย์ ไม้กลัด'ดัน 3 ยุทธศาสตร์จัดการน้ำ "สู้ภัย-ปรับตัว-หนีภัย" ห่วงตั้งองค์กรใหม่อาจกลายเป็น"กระทรวงน้ำเน่า"
ที่มา : //www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20111113/419055/ปราโมทย์ชงกยน.3ยุทธศาสตร์สู้น้ำ-ปรับตัว-หนีภัย.html



มติคณะรัฐมนตรี 8 พ.ย.2554 แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ มีนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย

การเข้าร่วมกับ กยน.ครั้งนี้ "ปราโมทย์ ไม้กลัด" ได้ทำการบ้านมาอย่างดี โดยเตรียมแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเขาจะเสนอ 3 ยุทธศาสตร์จัดการปัญหาอุทกภัย จากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญการทำงานด้านน้ำมานับสิบปี ประกอบด้วย "สู้ภัย ปรับตัว หนีภัย" ในการประชุมนัดแรกของ กยน.

ปราโมทย์ อธิบายถึงยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำจากปัญหาวิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ว่า คำว่ายุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ต้องเป็นภาพที่มีความชัดเจน หากแก้ไขปัญหาน้ำอุทกภัย ก็จะมุ่งเรื่องปัญหาน้ำอุทกภัย แต่ในนั้นไม่ได้บอกว่าปัญหาอุทกภัย แต่ไม่เข้าใจว่า น้ำอะไร ซึ่งอยากจะอ่านคำสั่งว่าขอบข่ายหน้าที่คืออะไรและอยู่ที่ไหน ไม่ส่งมาให้ผมเลย ซึ่งเวลานี้เป็นเหตุการณ์น้ำมาก น้ำอุทกภัย จะไปทำน้ำทั้งระบบ จะเป๋ไปมากและงานมากขึ้น ถ้าน้ำทั้งระบบ จะเป็นเรื่องใหญ่ จะเอาเรื่องใหญ่ 2 เรื่องมาอยู่ด้วยหรืออย่างไร

ส่วนคณะกรรมการที่เห็นนั้น ก็ไม่ใช่ ซึ่งอาจจะเหมาะกับน้ำอุทกภัยก็ได้ มองแล้วไม่ค่อยได้เรื่อง หากเป็นเรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำทั่วประเทศ น้ำอุทกภัยเวลานี้ ต้องกำหนดหลักยุทธศาสตร์ หลักคิด หลักทำ เรื่องน้ำอุทกภัย บริหารจัดการอุทกภัย ไม่ใช่แก้ปัญหาอุทกภัย ควรเป็นยุทธศาสตร์จัดการปัญหาอุทกภัยมากกว่า ไม่ใช่แก้ปัญหาอุทกภัย

ซึ่งปัญหาอุทกภัยแก้ไขไม่ได้ แต่ภัยที่เกิดขึ้นทั้งปัญหาน้ำมาก น้ำล้นตลิ่ง อุทกภัยที่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมีปริมาณมาก ไม่สามารถบรรจุอยู่ในแม่น้ำได้ และล้นตลิ่ง จนเกิดเป็นอุทกภัย ถ้าเราจะทำยุทธศาสตร์จัดการปัญหาอุทกภัยจะว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งปัญหาอุทกภัยไม่สามารถแก้ไขได้ เป้าหมายจะต้องให้คนสามารถอยู่ได้ ในการเกิดอุทกภัย จะเป็นแบบไหนก็ได้ เสนอไปแล้วหลายอย่างว่า การเกิดอุทกภัย หากจะบริการจัดการ ก็ต้องแยกเป็น บริเวณไหน ย่านไหน ก็ควรจัดเป็นชุดการสู้ภัย ที่จะแยกเป็นยุทธศาสตร์การสู้ภัย

เขากล่าวว่า อยากจะชูให้คณะกรรมการชุดนี้มีความเข้าใจ เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้คลุกคลีกับเรื่องน้ำมา ไม่มีความเข้าใจ แต่จะเข้าใจว่าจะทำอย่างไรหรือแก้ไขอย่างไร ไม่ให้มีเรื่องน้ำท่วมและการป้องกัน ซึ่งไม่อยากให้ใช้การป้องกัน เพราะจะไม่สามารถทำได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสร้างเขื่อน เพราะไม่มีสถานที่ที่จะดักน้ำทำได้แล้ว การเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา ก็ต้องพูดถึงหลักคิดหลักทำในการจัดการปัญหาอุทกภัยว่าจะทำอย่างไร

เพราะตั้งแต่อดีตไม่มีหลักคิด และหลักทำ ก็ทำแบบมั่ว จึงต้องชูประเด็นหลักคิด หลักทำ ว่าจะจัดการปัญหาอุทกภัยอย่างไร ซึ่งการป้องกันอุทกภัยไม่ให้เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถทำได้ แต่จะอยู่ที่เรื่องว่าจะจัดการเมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว จึงอยากให้มีการรับฟัง หลักคิดก็อยากให้เข้าใจธรรมชาติของน้ำ ธรรมชาติของภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ปกติที่จะเกิดอุทกภัยก็จะเกิดฝนตก พายุเข้าทางภาคเหนือของประเทศไทย แต่ไม่ใช่พายุที่ใหญ่ ซึ่งเข้าทางภาคเหนือช่วงต้นฤดูฝน ต้นเดือนกรกฎาคม จะทำความเข้าใจในด้านของภาคเหนือ ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้น้ำก็จะเทมาที่ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำยมก่อน โดยเรื่องภูมิศาสตร์ของประเทศ มีความสำคัญที่สุด แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน

โดยเฉพาะแม่น้ำยม เมื่อเข้าพ้น จ.แพร่ ก็จะเข้าสู่ที่ราบลุ่ม หรือท้องกระทะสุโขทัยและพิษณุโลก เช่นที่ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นท้องกระทะ แอ่งใหญ่เป็นแสนไร่ เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ส่วนสายแม่น้ำน่าน จะมี จ.พิจิตร อ.โพทะเล เป็นท้องกระทะเช่นกัน ไม่ต้องมีความสงสัยเลย การที่บอกว่าไม่ให้น้ำท่วม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หรือ อ.สามง่าม จ.พิจิตร นั้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องรู้และทำความเข้าใจในหลักคิด ลักษณะน้ำท่วมขังในปัญหาอุทกภัยที่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นนั้นเป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้ อย่าชูประเด็นอุทกภัยให้เสียเวลา เพราะน้ำจะท่วมที่ลุ่ม ที่ต่ำ คือการเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งจะจัดการปัญหาอย่างไร และสู้ไม่ไหว

<ปราโมทย์ ตอบข้อถามถึงการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ ถือว่าผิดพลาดหรือไม่ว่า.. จัดการไม่ได้ แต่หากเข้าใจธรรมชาติแล้วจะจัดการสภาพความเป็นอยู่อย่างไรต่างหาก ที่ควรจัดการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลชูประเด็นต่างๆ ก่อนหน้านี้ทั้งบางระกำโมเดล หรือเรื่องอื่นนั้น เป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งหากไม่เข้าใจหลักคิด สื่อออกมาก็ไม่ดี การตั้งเป้า ตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูจัดการน้ำนั้น รัฐบาลต้องการอะไร เช่น ยุทธศาสตร์ที่จะจัดการปัญหาอุทกภัยหรือการจัดการปัญหาอุทกภัย ต้องมีความเข้าใจว่า ป้องกันไม่ได้ 100% หากเข้าใจธรรมชาติน้ำล้นตลิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีฝนตกลงมาก ก็จะกระจายไปทั่ว ทั้งนี้เมื่อรู้สภาพของปัญหาของน้ำแล้ว

เขาจึงเตรียมเสนอยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการปัญหาที่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในอนาคตว่า อยากจะชวนกำหนดหลักคิดใหม่ว่าจะจัดการปัญหาอุทกภัยอย่างไร

เสนอ 3ยุทธศาสตร์

แนวทางที่ 1 จะกำหนดบริเวณใดที่จะใช้ยุทธศาสตร์"สู้ภัย" ไม่ให้น้ำไปทำอันตรายในพื้นที่ปกป้อง เช่นเขตเศรษฐกิจ หรือศาลากลาง ก็มาคิดว่าสมควรจะปกป้องหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีคันกั้นน้ำปกป้องพื้นที่ มีการสูบน้ำ ให้ชัดเจน ไม่ใช่สู้กันแบบกระสอบทราย ซึ่งต้องกำหนด อาจจะเป็นหมู่บ้านก็ได้ ซึ่งเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ของพื้นที่ โดยการกำหนดยุทธศาสตร์สู้ภัยก็จะเป็นหลักคิด โดยการคิดของนักเทคนิค นักการเมืองไม่ควรยุ่งเกี่ยว การสู้ภัยนั้นก็ต้องมีทางน้ำให้น้ำมีทางไป การตั้งป้อมสู้อย่างเดียวนั้น สู้ไม่ไหว

ขณะเดียวกันฝั่งธนบุรีนั้นไม่มีทางไหลของน้ำ รวมทั้งคลองแนวดิ่ง ก็ไม่มี แต่กลับกันมีการสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ รวมทั้งคลองต่างๆ ที่เป็นคลองชลประทาน ก็เป็นคลองแนวขวาง ซึ่งหากเข้าใจธรรมชาติและจะสู้กับน้ำก็ต้องหาทางให้น้ำไป โดยพื้นที่น้ำท่วมก็ควรซื้อกลับ หรือเวนคืน เพื่อให้เป็นทางของน้ำ ซึ่งเป็นหลักคิดว่าจะเอาอย่างไร และการเตือนภัยก็ไม่ต้องเตือน แต่หากยังเป็นอยู่อย่างนี้ น้ำก็จะยังท่วมกรุงเทพมหานคร ซึ่งการสู้ภัยก็ต้องกำหนดเขตให้ชัดเจน ซึ่งหากพื้นที่ใดไม่สู้ ก็ต้องใช้ยุทธศาสตร์ปรับตัวให้อยู่ได้กับสภาพที่เป็นอยู่ จะท่วมมากหรือท่วมน้อยก็อยู่ได้ โดยเฉพาะบรรดาทุ่งต่างๆ ในภาคกลาง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การ"ปรับตัว" ให้สอดคล้องอยู่กับธรรมชาติ ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อน โดยเฉพาะเรื่องการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน อย่าอยู่กันแบบตามใจชอบอีก ควรพัฒนาจัดการให้อยู่ได้อย่างมีความสุข พยายามให้องค์ความรู้กับประชาชน โดยยุทธศาสตร์การปรับตัว เช่น ให้เริ่มทำนาหลังน้ำลด โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตชลประทาน ซึ่งบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตชลประทานอยู่แล้ว ซึ่งจะมีน้ำสนับสนุนอย่างแน่นอนและมีระยะเวลาทำ 10 เดือน ปลูกข้าวได้ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นประชาชนอยู่ในเขตชลประทาน และหากน้ำมาก็จะอยู่ได้ โดยเริ่มทำตัวอย่างโซนหรือ 2 โซน โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นแม่งาน

ยุทธศาสตร์ที่ 3 "หนีภัย" โดยให้ประชาชนย้ายที่อยู่ให้ห่างจากลำธาร ลำห้วย รางน้ำ ด้วย เพราะมีบ้านประชาชนปลูกบ้านระเกะระกะ ที่สูงบ้าง ที่ลุ่มบ้าง การย้ายไปอยู่ที่สูงก็เพื่อป้องกันน้ำหลาก ยกตัวอย่างที่บ้านน้ำปาด อันนี้สู้ก็ไม่ได้ ปรับตัวก็ไม่ได้ ต้องหนี คือหนีไปจากที่อยู่เดิมซึ่งเป็นที่ต่ำ เขยิบออกไปให้ห่างขึ้นจากแนวทางน้ำที่ไหลจากเขาลงมา แล้วก็จัดระเบียบให้เรียบร้อย จะให้ปลูกระเกะระกะแบบเดิมไม่ได้ ส่วนพื้นที่ลุ่มก็จัดเป็นพื้นที่การเกษตรที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อถามว่าทั้งหมดดูเหมือนเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องจะทำระยะยาวหรือไม่ ปราโมทย์ กล่าวว่า มองดูแล้วมันเป็นงานด่วน ลักษณะงานเข้มข้น ก็อยากจะได้องค์กรพิเศษที่เป็นองค์กรทางราชการ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือจะมอบให้ใครก็ว่ากันไป แต่หากตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมาใหม่ ผมก็เกรงว่ามันก็จะกลายเป็นกระทรวงน้ำเน่าไปอีก ซึ่งที่ผ่านไม่มีหลักคิด และหากไม่มีการปฏิรูปก็จะสำเร็จยาก
ชะลอน้ำเขื่อน "ภูมิพล-สิริกิติ์" ไม่ใช่สาเหตุ

ปราโมทย์ ปราโมทย์ ไม้กลัด อธิบายถึงกรณีที่มีการพูดถึงต้นเหตุหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมส่วนหนึ่งเกิดจากเขื่อนที่อยู่ทิศเหนือบริหารจัดการน้ำไม่ได้นั้น ว่า เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และการสร้างเขื่อนนั้นจะใช้ดักน้ำอุทกภัย และน้ำในเขื่อนจะแห้งต่ำสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งภาคเหนือยังไม่เข้าฤดูฝน เหลือน้อยที่สุดเดือนกรกฎาคม แล้วจะให้จะเขื่อนปล่อยน้ำเพื่อเก็บน้ำอุทกภัยนั้น มองว่าใครจะรู้อนาคตว่าจะเกิดอุทกภัย ซึ่งไม่มีใครทราบอนาคต

เขื่อนสิริกิติ์ ในเดือนกรกฎาคมน้ำยังไม่มาก แต่มีการดักน้ำไว้ เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยใน จ.อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก แต่พอ จ.น่าน น้ำท่วม ซึ่งเขื่อนปล่อยน้ำจำนวนหนึ่งและดักไว้จำนวนหนึ่ง จึงไม่ผิด การจัดเก็บน้ำในเขื่อนจะมีเกณฑ์วัดอยู่แล้ว ซึ่งตัวเขื่อนในขณะนั้น อาจจะมีน้ำ 70% จะระบายน้ำก็ไม่ได้ เพราะเวลาเดียวกันนั้นน้ำด้านล่างเริ่มล้นตลิ่งแล้ว พอน้ำในเขื่อนเกือบเต็มและน้ำในทุ่งมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องสุดวิสัย และยังบวกน้ำท้ายเขื่อนก็มีจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเขื่อน แต่เป็นเรื่องของน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำต่างๆ ที่ฝนตกเฉลี่ยแล้วเท่าๆ กันทำให้น้ำล้นตลิ่ง

ส่วนข้อสงสัยที่มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดเขื่อนอั้นน้ำไว้ปล่อยครั้งเดียว โดยไม่ทยอยปล่อยออกมา ปราโมทย์ ยืนยันว่า ปล่อยไม่ได้ เพราะน้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ด้านล่างอยู่แล้ว จึงต้องทำหน้าที่อุ้มไว้ก่อน ขณะที่กรณีการชะลอน้ำเพื่อรอให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางเกี่ยวข้าวได้ทันตามที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ชี้แจง เกี่ยวกับการบริหารน้ำในเขื่อนด้วยหรือไม่ ปราโมทย์ กล่าวว่า มองแล้วเป็นการผูกประเด็นมากกว่า จะชะลอน้ำทำไม การชะลอปล่อยน้ำจากเขื่อนเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อรอให้เกษตรกรภาคกลางเก็บเกี่ยวข้าวได้นั้น เห็นว่าเขื่อนกับพื้นที่ภาคกลางมีระยะทางไกลมาก ไม่ใช่เรื่องนี้ ไม่ทราบจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร

" อย่าลืมว่าจะบริหารจัดการน้ำจุดใดจุดหนึ่ง ต้องคิดว่าน้ำใช้เวลาเดินทางหลายวัน และจะมาถึงโดยตรงได้อย่างไร เพราะน้ำจะกระจายไปหลายจุด ซึ่งไม่เกี่ยวกันและไม่ตรงประเด็น"



Create Date : 13 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2554 21:22:48 น. 0 comments
Counter : 421 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
kuk-42
Location :
พิจิตร Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add kuk-42's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.