Group Blog
 
 
กันยายน 2556
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
12 กันยายน 2556
 
All Blogs
 

Ultimate Journey with "Mekong Cruises" - Episode I : Slow Life in "Northern Laos"



ติดตามอัพเดทเรื่องราวต่างๆ ที่ : //www.facebook.com/oatenroute



สวัสดีเดือน “กันยาหน้าตาดี” นะครับ
ความจริงตอนแรกผมกะโพสให้ทันปลายเดือนสิงหาคม
พอดีงานเข้าทั้งเรื่องส่วนตัวและทางการทั่วไป
ท้ายสุดก็ต้องลากยาวมาโพสเดือนแห่งคนหน้าตาดีจนได้
สำหรับครั้งนี้จะเป็นเรื่องราวบันทึกการเดินทางที่ผมประทับใจมาก
แทนที่จะไปเที่ยวพักตามโรงแรมและรีวิวเหมือนที่ผ่านมา
แต่เป็นหนึึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันมานานแล้วครับ
นั่นก็คือ “หลวงพระบาง” เมืองมรดกโลกของประเทศลาวนั่นเอง
ความจริงเมื่อหลายปีก่อนผมมีโอกาสไปเยือน “เวียงจันทน์” เมืองหลวง
รู้สึกประทับใจและชื่นชอบในมิตรภาพและความน่ารักของคนลาว
และก็บอกกับตัวเองว่าต้องหาโอกาสกลับไปเที่ยวอีกครั้งแน่นอน

เหมือนฟ้าเป็นใจเพราะทางบัตรเครดิต “KTC” ได้จัดกิจกรรมดีๆ ขึ้นมา
โดยเป็นโครงการของ “KTC Real Team”ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 28 แล้วครับ
มีชื่อว่า “Once in a Lifetime Experience on an Ultimate Journey with Mekong Cruises”
หลังจากที่เห็นหัวข้อและได้อ่านโปรแกรมคร่าวๆ
ผมก็รู้สึกสนใจเป็นอย่างมากและก็ไม่รีรอที่จะรีบกรอกใบสมัครเพื่อเข้าร่วม
ทั้งนี้ปกติเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวและถ่ายรูปอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
และยิ่งเจอทริปแบบนี้จึงไม่รีรอเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าหนึ่งในที่หมายเป็น “หลวงพระบาง”
ซึ่งเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและมรดกโลกที่ผมคิดฝันอยากไปมานานแล้ว
พ่อชอบเล่าให้ฟังเสมอว่าเมืองนี้มีความคล้ายคลึงกับเชียงใหม่บ้านเกิดของผมเอง
แต่ว่าเป็นภาพที่มองย้อนกลับไปกว่า 50 ปี
นอกจากนี้ในรายการเดินทางจะเป็นการล่องแม่น้ำโขงและนอนค้างแรมบนเรืออีกด้วย
ดูแล้วเป็นประสบการณ์ที่คงหาได้ไม่ง่ายนักในชีวิตนี้
ที่สำคัญหนึ่งในที่พัก “Luang Say Residence” ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
เป็นโรงแรมเครือ SLH (Small Luxury Hotels) ที่ผมแอบประทับใจโดยส่วนตัว
จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลและแรงบันดาลใจที่อยากเป็นหนึ่งในทีมเดินทางครั้งนี้
แอบหวังลึกๆ ว่าจะเป็นผู้ได้รับเลือกและได้สัมผัสประสบการณ์เดินทางที่น่าตื่นเต้น
เผื่อใจไว้พอควรเพราะคิดว่าผู้สมัครคนอื่นน่าจะมีโปรไฟล์ที่ดูแล้วมีโอกาสถูกคัดเลือกมากกว่า
ยังไงก็ตามเหมือนแอบมีโชคบ้างครับที่สามารถฝ่าด่านมาได้ในที่สุด
วันที่ประกาศผลนี่ยังแอบงงๆ เพราะมีเพื่อนและพี่มาแสดงความยินดีกันทางหลังไมค์
ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกันครับ
รู้สึกตื่นเต้นมากๆ สำหรับทริปใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ดูจากตารางที่ได้มาตอนแรกคิดว่าจะเดินทางช่วงวันเกิดพ่อผมพอดี
เลยกะว่าเป็นของขวัญวันเกิดพาพ่อเที่ยวไปพร้อมกันเลย
งานนี้ไม่ได้หอบลูกกับภรรยาไปด้วยเนื่องจากจะเป็นงานลุยสักเล็กน้อย

ยังไงก็ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งสำหรับข้อความยินดีในครั้งนั้น
รวมถึงทาง “KTC World” ที่ได้เลือกผมให้ผมเป็นส่วนหนึี่งในการผจญภัยนี้ด้วย

เกริ่นกันมาพอสมควรก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ
สำหรับทริปนี้ค่อนข้างยาว “8 คืน 9 วัน”
ผมเลยขออนุญาตซอยย่อยเป็นมหากาพย์ไตรภาคเพื่อไม่ให้มันยาวจนเกินไป
สำหรับตอนแรกก็จะเน้นการล่องเรือตามแม่น้ำโขงทางภาคเหนือ
และก็จะไปสิ้นสุดการเดินทางที่ “หลวงพระบาง”



ความจริงทริปนี้ในโปรแกรมจะเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพ
จากนั้นจะนั่งเครื่องไปลงเชียงรายก่อนน่ะครับ
แต่เนื่องจากบ้านผมอยู่ที่เชียงใหม่
จะให้นั่งเครื่องไปเริ่มทริปที่ดอนเมืองเหมือนชาวบ้านคงไม่ไหว
เลยขอเริ่มล้อหมุนจากตรงนี้เลยดีกว่า
จึงเช่ารถจากบริษัทท้องถิ่นแล้วขับรถไปคืนที่ศูนย์เชียงราย
จากนั้นจึงต่อโปรแกรมปกติที่เขาจัดมาให้ครับ
โดยทาง “Mekong Cruises” -- //www.mekong-cruises.com เป็นผู้สนับสนุน
ผมก็จ่ายเพียงส่วนรถเช่าเท่านั้นเองครับ
ตลอดการเดินทางทุกอย่างทั้งอาหาร ที่พัก และกิจกรรมทุกอย่างฟรีหมด



ประมาณสองชั่วโมงเศษก็ขับรถมาถึงเชียงรายครับ
ช่วงสุดท้ายนี่เจอฝนหนักมากจนไม่แน่ใจว่าทริปนี้จะเป็นอย่างไร
เนื่องจากดูพยากรณ์อากาศช่วงนี้มีพายุเข้าพอดีเลย
โดยเฉพาะตอนวันที่จะไปหลวงพระบางนี่เหมือนจะเจอหางพายุอย่างจัง
ผมมาถึงจุดนัดพบที่สนามบินเชียงรายประมาณบ่ายสามโมง
พอคืนรถเสร็จก็มีรถตู้จาก “Mekong Cruises” เดินทางมารับช่วงต่อ
ทางไปเป็นถนนเล็กๆ เพื่อไปค้างคืนที่อำเภอเชียงของ (จังหวัดเชียงราย)



บรรยากาศทางที่ผ่านไปก็จะเป็นหมู่บ้านชนบท
สองข้างระหว่างทางก็จะมีทุ่งนาสีเขียวสลับกับไร่ข้าวโพดตามไหล่เขา
ประมาณร้อยกว่าโลใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งจากสนามบินครับ
สอบถามดูก็บางทีก็รับแขกจากในตัวเมืองไปส่งเช้าวันรุ่งขึ้นก็มี
แต่ของผมนี่เพื่อความสะดวกก็พักที่เชียงของดีกว่าจะได้ไม่ต้องตื่นแต่เช้า



ถึงเมืองเชียงของก็กลับมาคึกคักขึ้นมาบ้าง
อารมณ์อาจประมาณเมืองเล็กๆ น่ารักดีนะครับ
พี่ที่ขับรถมาส่งบอกว่าเมืองเริ่มเจริญขึ้น
ตอนนี้มี “Tesco Lotus” มาเปิดเป็นที่แรก
พึ่งเปิดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง
เห็นบอกว่าฝั่งลาวนี่นั่งเรือมาหิ้ว “KFC” กลับไปหม่ำกันทีเดียว
ผมดูแล้ววิถีชีวิตของชาวบ้านก็คงเริ่มเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
แต่ส่วนตัวผมชอบแบบสงบๆ ไปเรื่อยๆ มากกว่า
ในรูปนี่รถสองคันน้อยข้างหน้าซิ่งกันสนุกไปเลยทีเดียว
เห็นแล้วนึกถึงหนัง “The Italian Job” ที่เอารถมินิมาขับบี้กันในเมือง



ตัวเมืองเชียงของก็ไม่ใหญ่มากนะครับ
ขับนิดเดียวก็แทบจะสุดตัวเมือง
พอเข้าถึงที่พักเก็บข้าวของก็ออกมาเดินเล่นกัน
ของผมจะเป็นโรงแรมอยู่ริมแม่น้ำโขงเลย
ไม่ได้หรูหราอะไรแต่สะอาดใช้ได้เลยไม่ต้องห่วงครับ
ส่วนตัวเมืองก็จะมีตึกเก่าๆ ให้พอเห็นอย่างในรูป
ผมเดาว่าอารมณ์น่าจะประมาณ“เชียงคาน”
แต่ทางนั้นดูเหมือนจะชิวและกลายเป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมไป
ส่วนเมืองนี้ยังไม่ได้มีที่เที่ยวยอดฮิตมากนัก



บรรยากาศหน้าฝนก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ
ดูสีเขียวชุ่มชื่นสบายตาไปหมด
เดินไปถนนสายหลักในเมืองซื้อของที่เซเว่นนิดหน่อย



บรรยากาศฟ้าหลังฝนที่ตกมาอย่างหนักช่วงบ่าย
ก็ได้แต่ภาวนาว่าจะเห็นท้องฟ้าแบบนี้ตลอดการเดินทางในลาว
สำหรับคืนนี้ผมก็ทานอาหารง่ายๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง
ซึ่งจะมีร้านอาหารให้เลือกอยู่หลายร้านตลอดถนนเลียบแม่น้ำ
อาหารก็อร่อยกินจนพุงกางเลยครับ
กลางคืนเมืองก็จะเงียบไม่พลุกพล่าน
แค่ลำพังคนทานข้าวร้านอาหารติดโรงแรมก็ได้ยินเสียงชัด



ตัดภาพมาเช้าตรู่อีกวันนึงเลยแล้วกันครับ
ผมตื่นมาราวหกโมงก็เลยออกไปเดินเล่นริมตลาด
เห็นร้านกาแฟแล้วนึกถึงปายขึ้นมาเหมือนกัน
เสียดายไม่เปิดเลยไม่รู้ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง



ร้านรวงก็ยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่
เห็นรถนักท่องเที่ยวมาไกลจาก “กาฬสินธุ์”
ไม่รู้เขามาเที่ยวอะไรบ้างตามเส้นทางนี้
รู้แต่ว่าเลยเมืองนี้ไปไม่ไกลก็จะเป็นอำเภอเชียงแสน
ขึ้นเหนือไปเรื่อยจนถึงสามเหลี่ยมทองคำน่ะครับ



รถน้อยมากจนกระทั่งผมไปยืนถ่ายรูปกลางถนนได้
ก็จะมีพระมาบิณฑบาตรตอนเช้าด้วยครับ



เช้านี้เห็นเวลายังพอมีก็เลยลองเดินไปตลาด
อยู่ไกลออกไปพอสมควรนะครับ
พอดีที่โรงแรมยังไม่ทันเตรียมอาหารเช้า
บวกกับเกิดอาการอยากทานข้าวเหนียวหมูปิ้งซะอย่างนั้น
สงสัยคงอยากให้เข้ากับบรรยากาศเที่ยวแบบนี้
ส่วนพ่อของผมกลับไปหม่ำไข่ดาวอาหารเช้าที่โรงแรม



ตลาดเชียงของก็เหมือนตลาดสดทั่วไป
มีขายทุกอย่างรวมไปถึงข้าวเหนียวหมูปิ้งอาหารสากลยามเช้า
แอบถ่ายคุณพี่เจ้าของร้านที่ผมไปอุดหนุนมาด้วย
แทนคำขอบคุณที่ตะโกนเรียกผมลืมเอาเงินทอน
พอดีมัวแต่ถ่ายรูปเพลินไปหน่อยน่ะครับ

ป.ล. ประทับใจเมืองและผู้คนที่น่ารักมีน้ำใจอย่างนี้



ซื้อข้าวเสร็จดูเวลาก็เหลืออีกกว่าครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัด
คิดว่าถ้าเดินกลับคงเหนื่อยและใช้เวลามาก
ว่าแล้วจึงโบกรถสามล้อเครื่องกลับโรงแรมเพื่อประหยัดเวลา
เดี๋ยวต้องไปอาบน้ำและรีบเก็บข้าวของเสียก่อน
ที่เห็นนี่เป็นวิวจากระเบียงหน้าห้องพักครับ
เห็นแม่น้ำโขงและฝั่งลาวอยู่ไกลออกไปลิบๆ
ดูท่าทางแล้ววันนี้คงครึ้มไปตลอดทั้งวันแน่นอนเลย
ได้แต่หวังว่าเดี๋ยวสายมาแดดออกคงจะดีขึ้น
เกือบแปดโมงก็มีพี่คนเมื่อวานมารับเราไปส่งที่ท่าเรือเพื่อข้ามฟาก
เห็นผมบ้าหอบฟางเหมือนย้ายบ้านคงยกกระเป๋าหนักใช่ย่อย
พอดีอุปกรณ์กล้องผมค่อนข้างเยอะ (ลำพังไม่รวมเสื้อผ้าก็เกือบห้าโลได้)
นั่งเรือหางยาวก็พริบตาเดียวก็ข้ามฟากมาถึงอีกฝั่งนึงครับ
ตรงข้ามแดนก็จะมีเรื่องเอกสารตรงฝั่งไทยก่อน
จากนั้นก็ค่อยดำเนินการพิธีตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านห้วยทรายอีกที
ส่วนนี้จะเป็นเมืองห้วยทรายซึ่งตั้งอยู่ในแขวงบ่อแก้ว (แขวงเทียบเท่ากับจังหวัด)
ไม่ค่อยเสียเวลายุ่งยากหรือวุ่นวายเลย
อย่าลืมเอาหนังสือเดินทางมาด้วยก็แล้วกัน
โชคดีขับออกมาจากเชียงใหม่ได้ครึ่งชั่วโมงแล้วนึกได้ว่าลืมเอามาครับ
ไม่อย่างนั้นทริปนี้อาจจะหงายเงิบเก็บกระเป๋ากลับไปเลยก็ได้



เมื่อเสร็จพิธีตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อย
ผมก็ไปนั่งพักบริเวณตึกที่อยู่ติดกันของ “Mekong Cruises”
จะเป็นห้องมีเก้าอี้นั่งรอสบายๆ พร้อมน้ำดื่มและผลไม้รับรองแขกอย่างดี
ระหว่างที่รอลูกทัวร์ผมก็เลยสอบถามเรื่องบัตรโทรศัพท์ของทางลาว
โดยจัดการซื้อแต่ซิมมาใส่ในโทรศัพท์อีกเครื่องที่ซื้อไว้พิเศษเพื่องานนี้เลย
เวลาโทรกลับหรือรับสายจากเมืองไทยจะได้เรทที่ถูกกว่าเปิด roaming ทิ้งไว้
ก็ซิมรวมบัตรเติมเงินก็ไม่แพงเลย (แทบจะใช้ได้ตลอดทริปทั้งเก้าวัน)
ที่เห็นนี่จะคล้ายรถสองแถวให้บริการบ้านเราครับ
เดี๋ยวพวกผมจะนั่งรถท้องถิ่นคันนี้ล่ะไปยังท่าเรือช้า (Slow Boat Pier)

โดยจะเป็นท่าสำหรับเรือใหญ่และก็รวมไปถึงเรือบรรทุกของข้ามฟากทั้งหลาย
รวมไปถึงรถบรรทุกของหรือรถยนต์ข้ามฟากก็จะมาขึ้นบริเวณนี้เช่นกัน



อันนี้เป็นป้ายทะเบียนรถของลาวครับ
ผมจะชอบถ่ายสะสมเก็บไว้ของแต่ละแขวง
ป้ายประมูลบ้านเขาเป็น “หมีพูห์” ซะด้วย
(ของเชียงใหม่จะเป็นหมีแพนด้า)
จากการสอบถามไกด์เหมือนว่ารถยนต์นี่จ่ายเลขสวยกันพอดู
น่าจะเป็นหลักแสนบาทเหมือนกันครับ
คงคล้ายกับระบบใต้โต๊ะขอเบอร์เหมือนบ้านเราแต่ก่อน
เพียงแต่ตอนหลังของเรานี่นำมาประมูลกันอย่างถูกต้องแล้ว



ในช่วงแรกของการเดินทางพวกเราจะขึ้น “เรือหลวงทราย (Luang Say Cruise)”
ก็ออกประมาณเก้าโมงล่องลงใต้ไปตามลำน้ำโขงเรื่อยๆ
โดยมีปลายทางอยู่ที่ “หมู่บ้านปากเบ็ง (Pakbeng)”
อันนี้เป็นวิวจากบนเรือก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางน่ะครับ
พอดีระหว่างรอลูกทัวร์มาไม่ครบก็ถ่ายโน่นนี่ไปเรื่อยก่อน



ในที่สุดก็ได้เวลาออกเดินทางกันครับ
ภาพที่เห็นก็เป็นชาวบ้านบนเกาะแก่งกลางลำน้ำโขง
สำหรับเรือที่ผมนั่งชื่อ “Pak Ou Boat”
จัดว่าเป็นเรือขนาดใหญ่และอยู่สะดวกสบาย
โดยนำเอาเรือที่ใช้บรรทุกขนส่งของหรือซุงมาประยุกต์เป็นเรือท่องเที่ยว
มีขนาดยาวถึง 34 เมตร (พร้อมแรงขับ 450 แรงม้า)
โดยสามารถจุได้ถึง 40 คน แบบนั่งสบายไม่เบียดกันเลย
บนเรือก็จะมีม้านั่งและโต๊ะอารมณ์ประมาณห้องนั่งเล่นนอกชานเรือน
สามารถเดินไปมาได้โดยสะดวกเพราะพื้นที่กว้างขวางจริง
หากต้องการทำกิจธุระก็มีห้องน้ำให้บริการแยกชายและหญิง
เสียดายผมไม่ค่อยได้ถ่ายบรรยากาศบนเรือกลับมา
เนื่องจากเกรงว่าจะรบกวนแขกท่านอื่นๆ
ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติยกเว้นผมกับพ่อที่เป็นคนไทย
ยังไงลองตามไปดูเรือได้ที่เว็บ //www.luangsay.com แทนไปก่อนครับ



สภาพอากาศเช้านี้ค่อนข้างเป็นใจทีเดียวครับ
แต่เป็นเพียงวันเดียวในการเดินทางที่เห็นพระอาทิตย์เช่นนี้



อันนี้เป็นช่วงแรกของการเดินทาง
ถึงแม้จะเห็นภูเขาเป็นสีเขียวสดสวย
แต่ความจริงแล้วเป็นภูเขาหัวโล้น
ที่ถูกชาวบ้านตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ไปเสียมาก
เหมือนกับบ้านเราสมัยเด็กๆ ประมาณสามสิบปีก่อน
สมัยเรียนก็จะเกี่ยวกับการทำไร่เลื่อนลอย
ตัดไม้เพื่อทำการเพาะปลูกแบบไม่ถูกวิธี
พอหน้าดินเสื่อมโทรมก็จะย้ายไปเขาลูกต่อไป
รวมไปถึงตัดไม้เพื่อส่งออกหรือใช้สร้างบ้านเรือนต่างๆ
จนกระทั่งบ้านเราปิดป่าและนำเข้าไม้จากประเทศเพื่อนบ้านแทน



เห็นแล้วจะมีพวกเพิงหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่บนเขาที่ลาดชันตลอด
กลับมาได้คุยกับเพื่อนที่ทำธุรกิจในประเทศลาว
เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่าทางนี้ยังจำเป็นต้องตัดไม้เพื่อการส่งออก
เพราะเป็นรายได้ช่องทางที่สำคัญในระหว่างที่ต้องการใช้เงินพัฒนาประเทศ
ซึ่งอีกหน่อยถึงจุดหนึ่งก็คงต้องปิดป่าอย่างแน่นอน
แต่ผมไม่รู้ว่ากว่าจะถึงตรงนั้นจะเหลือป่าเพียงน้อยนิดเหมือนบ้านเราหรือเปล่า
ประมาณชั่วโมงแรกของการล่องเรือจะเห็นฝั่งขวามือเป็นชายแดนไทย
บางช่วงยังสามารถรับสัญญาณมือถือและ 3G บ้านเราได้บ้าง
แต่ไม่นานนักแม่น้ำก็จะเลี้ยวเข้าไปในแผ่นดินลาว
โดยจะมีแนวเขตสันปันน้ำของภูเขามาแบ่งแดนระหว่างสองประเทศ
จะเห็นได้จากฟากขวามือจะมีธงชาติลาวมาปักไว้นั่นเอง
หลังจากนั้นตลอดทริปทางเหนือก็จะเป็นแผ่นดินลาวทั้งสองฝั่งแม่น้ำครับ



หลังจากผ่านแนวสันปันน้ำหรือจุดชายแดนได้ประมาณ 15 นาที
เรือก็จะจอดแวะริมฝั่งเป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาหม่ำข้าวเที่ยงกันแล้ว
บริเวณตรงนี้จะเป็นท่าเรือเร็ว (Speed Boat)
เทียบไปก็อารมณ์ประมาณนั่งมอไซค์รับจ้างเลย
เพราะว่าจะซิ่งค่อนข้างเร็วทีเดียว
และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเดินทางไปหลวงพระบางแบบประหยัดเวลา
แต่เท่าที่ได้คุยกับไกด์แล้วการเดินทางช่วงนี้อาจอันตรายบ้าง
เนื่องจากหน้าฝนบางทีจะมีพวกขอนไม้หรือสิ่งต่างๆ ลอยมาตามน้ำตลอด
นั่งเรือเร็วคนขับต้องใช้ประสบการณ์และความระมัดระวัง
หากชนหรือเฉี่ยวก็อาจเกิดอันตรายได้
เนื่องจากเรือนี่วิ่งด้วยความเร็วค่อนข้างสูงครับ
จะเห็นว่ามีการใส่หมวกกันน็อคและชูชีพอย่างครบครัน
แต่ส่วนตัวแล้วผมขอบายดีกว่า
เพราะเจอแดดร้อนๆ อย่างนี้กว่าจะถึงที่หมายคงกลายเป็นหมูแดดเดียวซะก่อน
สำหรับบนเรือก็จะให้อาหารสไตล์บุฟเฟ่ต์
คนไทยก็คงคุ้นเคยกับอาหารที่จัดไว้ ได้แก่ ไส้อั่ว น้ำพริก ห่อหมกปลา และแกงเผ็ด
อาหารค่อนข้างไม่เผ็ดเนื่องจากส่วนนึงทำไว้ให้ต่างชาติทานครับ



เมื่อทานข้าวเสร็จพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ที่หมายแรก
อ่านออกเสียงแบบไทยก็ “บ้านห้วยผาลัม(Ban Houy Phalam)”
เป็นหมู่บ้านของ “ชาวเขาเผ่าขมุ (Kamu)”
โดยที่นี่ก็จะพาไปชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา
ตอนไปถึงหนูน้อยคนนี้กำลังอาบน้ำอย่างสบายอารมณ์ครับ
เด็กๆ น่ารักและค่อนข้างชอบถ่ายรูปกัน
เห็นยิ้มแย้มให้กับนักท่องเที่ยวตลอดเลย
เดี๋ยวกะว่าเสร็จงานนี้จะอัดรูปและฝากทางบริษัททัวร์ส่งไปให้ด้วยครับ



บ้านเรือนของชาวเขาเผ่าขมุครับ

[img]//f.ptcdn.info/222/009/000/1378177364-6406-o.jpg" />

เด็กน้อยผู้ชายคนนี้ความจริงอารมณ์ดีมาก
ก่อนผมถ่ายจะยิ้มเขินๆ ให้กับกล้องนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เห็นแล้วคิดถึงลูกชายที่เมืองไทยจังครับ
ปกติไม่เคยห่างกันเกินห้าวันเลย
งานนี้ป๊ะป๋าหนีมาลาวคนเดียวเกือบสิบวัน



อันนี้เป็นโรงเก็บข้าวของชาวบ้าน
จะเห็นว่าเป็นเรือนยกสูงขึ้นมาจากพื้นดินครับ
ไม่มีบันไดขึ้นปกติ (เวลาจะใช้ก็ค่อยเอามาพาดไว้)
ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้หนูขึ้นไปแอบกินอาหาร

แถมด้วยระบบป้องกันอีกชั้นด้วยแผ่นกลมๆ ทำให้หนูไต่ไม่ได้



สภาพความเป็นอยู่และบ้านเรือนที่ดูไม่แตกต่างจากบ้านเรา
ไปทริปนี้เลยค่อนข้างคุ้นเคยกับสิ่งที่เห็นครับ
สำหรับชาวต่างชาติคงเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเลย



ลูกเป็ดน้อยที่เห็นเดินขวักไขว่อยู่ทั่วหมูบ้าน
เดินไปมาเป็นฝูงต้วมเตี้ยมน่ารักสุดๆ
อันนี้เดินผ่านมาเล่นน้ำบริเวณที่ผมยืนอยู่พอดีครับ



น้องหมาสัญชาติลาวที่กำลังหลับกลางวันฝันดี
อากาศร้อนแบบนี้อยากอาบน้ำแล้วหนีไปนอนด้วยคนครับ
เดินไปนี่เหงื่อโชกตัวเหนียวไปหมดเลย
ยังดีกลับไปขึ้นเรือจะมีผ้าเย็นและน้ำผลไม้เย็นๆ ไว้รอต้อนรับ



ชอบถ่ายภาพเด็กๆ ในหมู่บ้านครับ
เห็นแววตาใสและเป็นประกาย



ไม่แปลกใจที่คนลาวไม่ว่าในเมืองหรือชาวเขาจะฟังภาษาไทยรู้เรื่อง
ผมก็จะสื่อสารกันด้วยภาษาไทยปนกับสำเนียงเหนือของผมนี่ล่ะ
แต่เขาว่าเด็ดสุดสื่อสารกันง่ายต้องเป็นคนอีสานมากกว่า
ทั้งนี้เขาติดจานดาวเทียมไว้แทบทุกหย่อมหญ้า
แทบจะรับทุกช่องบ้านเราไม่พลาดละครดังแม้แต่เรื่องเดียวครับ



ชาวบ้านที่กำลังเดินทางกลับมาหลังจากทำสวน
ความจริงไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปทำอะไรมา (อันนี้นั่งเทียนเอาครับ)



เดินไปเรื่อยจนสุดหมู่บ้านเจอเด็กน่ารักอีกสองคน
อารมณ์ดีและชอบเล่นกล้องมากครับ
ผมใช้เวลาคุยเล่นและถ่ายรูปกับน้องอยู่พอสมควรเลย



“อ๊ะ” อันนี้จานใหญ่ขนาดบิ๊กเบิ้ม
ท่าทางคงรับสัญญาณดาวเทียมได้หลายช่องเหมือนบ้านเราสมัยก่อน
จำได้สมัยเด็กๆ ติดจานใหญ่แล้วตื่นเต้นมาก
ได้ดูทั้ง MTV และก็ซีรีส์เมืองนอกหลายช่องจนดูไม่ไหว
ช่วงหลังไม่ค่อยได้ดูเพราะมีพวกเคเบิ้ลมาตีตลาด
สุดท้ายเลยเหลือแต่จานดาวเทียมเปล่าตั้งไว้ในสนามไม่รู้จะเอาไปทิ้งไหน
เดี๋ยวนี้วิถีชีวิตคงเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนพอสมควร
อันนี้ขนาดยังไม่เริ่ม AEC เต็มตัวนะครับ
เห็นบ้านชาวบ้านมุงไม้ไผ่ทั้งหลังคาและฝาผนัง
แต่ทุกบ้านสามารถดูทีวีได้แทบทุกหลัง
สอบถามพี่ไกด์ใจดีคนเดิมทราบว่าจานใหญ่นี่เป็นของจีน
ราคาก็ตกประมาณพันบาทแล้วแชร์ดูกันทั้งหมู่บ้าน



ก่อนจากหมู่บ้านชาวเขาแห่งนี้เห็นนกสีสวยก็เลยวิ่งไปถ่ายรูปครับ
เป็นตัวแม่และก็ลูกอีกสองที่เขาผูกเชือกเอาไว้
เห็นเขาบอกว่าไปจับมาได้ตั้งแต่สมัยที่ลูกยังไม่เกิดเลย
ก็สื่อสารกันด้วยภาษามือปนไทยกันน่ะครับ
อาจมีเข้าใจถูกผิดกันก็งงไปบ้าง



อันนี้เป็นเรือที่พวกผมนั่งมาครับ
เท่าที่ผมอ่านข้อมูลเขามีเรือให้บริการอยู่สามลำ
ติดเบอร์ไว้น่าจะเป็น “ลำที่สาม”
ที่เห็นเป็นห้องครัวสำหรับเตรียมอาหารให้พวกเรา
เสียดายไปหน้าฝนน้ำเยอะมากก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายเรือสวยๆ กับหาดทราย
ตอนหน้าร้อนหาดทรายริมฝั่งโขงจะกว้างเดินเล่นสนุกมาก (เขาบอกมาอีกทีครับ)
แถมช่วงที่ไปก็เจอฟ้าเน่าก็เลยไม่ค่อยได้เก็บภาพมานัก
ยังไงลองไปดูและจินตนาการเพิ่มจากเว็บของบริษัทเรือก็ดีครับ “แหะๆ”



นี่เลยครับเรือเร็วที่ให้บริการบนลำน้ำโขง
จะเห็นได้ว่าซิ่งมากเลย (อันนี้พยายามถ่ายแพนให้ได้อารมณ์เคลื่อนไหว)
พี่ที่นั่งอยู่บนเรือเห็นผมถ่ายก็เลยเก๊กหน้าหล่อเป็นดาราฮ่องกงค้างไว้เลย
สังเกตดูถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะใส่หมวกและชูชีพด้วยน่ะครับ
อันนี้คงเป็นคนท้องที่ก็เลยเน้นชิวและคงขี้เกียจทำตามกฎ
ประมาณคนขี่มอไซค์บ้านเราแล้วไม่ยอมสวมหมวกเลย
พอเกิดอันตรายมานี่ไม่คุ้มกันเลย



ระหว่างที่เดินทางก็จะเห็นวิวสองข้างทางเหมือนเดิมตลอด
ทางตอนเหนือนี่ผมว่าอารมณ์น่าจะประมาณล่องแม่น้ำปิงแต่ก่อน
พ่อผมเล่าให้ฟังว่าคุณแม่บุญธรรมของย่าเคยทำธุรกิจสมัยนั้นก็จะล่องเรือไปกรุงเทพ
โดยนำของจากกรุงเทพขนขึ้นมาขายทางนี้
ส่วนขาลงไปก็ไม่ตีเปล่าเพราะจะนำของเชียงใหม่ติดไปขายด้วย
ตอนนั้นยังไม่มีฝายน้อยใหญ่ตลอดลำน้ำหรือเขื่อนภูมิพลก็สามารถล่องยาวไปได้เรื่อยๆ
อย่างตอนนี้ก็ไปหมดที่ทะเลสาบดอยเต่าเท่านั้นเอง
ถ้าล่องน้ำปิงก็คงเห็นวิวอย่างนี้น่ะครับ
ซึ่งตอนนี้ทิวทัศน์ด้านข้างคงไม่ใช่ภูเขาและป่าอย่างที่ผมเห็น
แต่คงเป็นบ้านเรือนที่แออัดตลอดสองริมฝั่งซะมากกว่า
อันนี้ก็ถือว่าเป็นทริปย้อนความหลังล่องแม่น้ำปิงเมื่อวันวานก็ว่าได้
ถ้าทางภาคกลางลงไปก็คงไม่ใช่แบบนี้เนื่องจากไม่มีดอยและป่าไม้สีเขียว
ต้องขอบคุณโชคชะตาและทีมผู้สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้เหลือเกิน
ผมจึงมีโอกาสได้เห็นภาพธรรมชาติและก็อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเห็นอย่างนี้
ระหว่างนั้นก็อ่านหนังสือ Lonely Planet และก็เปิด iPod ฟังเพลงเบาๆ
ชมทัศนียภาพสองฝั่งจนเพลิน
ลมเย็นเอื่อยๆ ที่พัดมาบวกกับเก้าอี้หวายที่เอนตัวแล้วสบายเกิน
เมื่อหนังท้องตึงก็หนังตาหย่อนตามระเบียบครับ
ทานเยอะไปหน่อยอย่างนี้ก็เผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้



วันแรกของการเดินทางก็จะประมาณนี้ล่ะครับ
วิวสองข้างทางก็จะเหมือนกันโดยตลอด
บางช่วงก็เป็นภูเขาที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด
สลับกับเขาหัวล้านที่หน้าฝนก็จะเห็นเป็นสีเขียว
ไม่ก็จะมีการทำไร่บนแนวภูเขาที่แสนชัน
ทริปนี้ในวันแรกอารมณ์จะประมาณชีวิตที่ค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบด่วน
หากใครหวังว่าจะพบเจอวิวแปลกตาตลอดเส้นทางคงไม่ใช่
คิดว่ามันเหมือนมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ระหว่างความน่าเบื่อกับการเดินทางแบบ “Slow Life”
ส่วนตัวผมคิดว่าหลังจากที่ชีวิตช่วงนี้มันดูวุ่นวาย
การได้มาเดินทางอย่างนี้เหมือนได้มาพักผ่อนเติมพลังชีวิตอีกครั้งนึง
แบบว่านั่งชมวิวแล้วก็ฟังเพลงไปเรื่อยๆ
อยากนอนก็นอนไม่ต้องคิดอะไรปล่อยให้เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
ลืมชีวิตในเมืองที่รีบเร่งเก็บเรื่องงานและสิ่งที่วุ่นวายใจไว้



นั่งชมวิวไปเรื่อยๆ เผลอนิดเดียวก็บ่ายแก่แล้ว
มองออกไปก็จะเห็นผู้คนเริ่มเดินทางกลับบ้านกัน
เวลาเจอเรือที่มีเด็กๆ แล่นผ่านก็จะเห็นรอยยิ้ม
เด็กจะคอยตะโกนโหวกเหวกและโบกมือทักทายพวกเรา


พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ครับ
เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้สิ้นสุดการเดินทางในวันนี้
ซึ่งจากตอนเช้าจุดเริ่มต้นจะใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง
(ในขณะที่เรือเร็วอาจใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น)
โดยปกติก็จะมีเรือช้าทั่วไปให้บริการนะครับ
เพียงแต่เรือที่ผมนั่งจะค่อนข้างสบายกว่า
และมีการดัดแปลงให้จำกัดที่นั่งผู้โดยสารไม่มากเกินไป
ข้อเสียเดียวที่ผมไม่ค่อยปลื้มในการเดินทางเรือมีเพียงเรื่องสูบบุหรี่
แขกที่ขึ้นเรือนี่สูบกันจัดมาก
แทบจะอัดกันแบบไม่แคร์สื่อทีเดียว
บางรายนี่แทบจะมวนต่อมวนก็มี
ถึงแม้ว่าเรือจะเปิดโล่งมีอากาศถ่ายเท
แต่เจอเยอะแบบนี้ก็มีมึนไปบ้างพอสมควร



ในที่สุดการเดินทางอันแสนยาวนานในวันนี้ก็สิ้นสุดลง
เรือของพวกเราก็จะมาส่งยังท่าเรือของโรงแรม “Luang Say Lodge”
ซึ่งก็เป็นที่พักในเครือเดียวกับบริษัทเรือที่ให้บริการ
อยู่บริเวณชานเมือง “ปากเบ็ง” ก่อนถึงไม่ไกลเท่าไหร่
เดินจากโรงแรมไปในเมืองก็ประมาณ 15 นาที



ตัวที่พักจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเลยครับ
โดยด้านหลังจะเป็นภูเขาและปกคลุมไปด้วยป่า
ตรงตามหลักฮวงจุ้ย “หน้าน้ำหลังเขา” เด๊ะๆ
ตัวศาลาที่เห็นก็จะทำจากไม้สักล้วนครับ
สำหรับประเทศลาวในตอนนี้ทางไกด์บอกว่าไม้ถูกกว่าคอนกรีต
คิดแล้วช่างตรงข้ามกับบ้านเราที่ไม้ถูกกฎหมายเป็นของหายากแล้ว
และก็บ้านไม้สักทั้งหลังนี่ถ้าไม่แน่จริงนี่ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่
ซึ่งตัวอาคารก็เป็นแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นทั่วไปของลาว
แต่ดูไปผมว่าก็ไม่ค่อยต่างจากบ้านดั้งเดิมทางภาคเหนือของเราเท่าไหร่
โดยสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1998 แล้วครับ
สำหรับบ้านพักมีทั้งหมดประมาณ 20 หลัง
ก็จะเป็นแนวบังกาโลหนึ่งห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว
ไม่ติดแอร์ก็เลยต้องมีมุ้งให้ทุกเตียงเลย
ตอนกลางคืนแมลงจะเยอะมากจึงต้องปิดไฟไว้ครับ
หน้าหนาวไม่ต้องกลัวเพราะจะมีน้ำอุ่นให้ทุกห้องเวลาอาบน้ำ
ช่วงหน้าฝนแบบนี้ผมไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่
อยากได้ห้องแบบติดแอร์จะยินดีมากเนื่องจากเป็นคนขี้ร้อนครับ “แฮ่ๆ”
ตอนกลางคืนนี่กว่าจะนอนได้ก็ทำเอาเหงื่อโซกไปทั้งตัว
คิดว่าถ้ามาเที่ยวตอนหน้าหนาวนี่คงแจ่มไปเลย



หลังจากที่เก็บสัมภาระเข้าห้องเสร็จ
เห็นว่าเหลืออีกนานกว่าจะถึงเวลานัดทานข้าว
ผมจึงมานั่งเล่นบริเวณห้องอาหารที่จะมี Wifi ให้บริการฟรี
ความจริงบางห้องสามารถใช้ได้เช่นกัน
แต่ห้องพักผมอยู่ไกลความเจริญ(แทบจะสุดปลายหลังสุดท้าย)
จึงต้องเดินกลับมาเล่นที่ส่วนกลาง
แขกบางคนก็จะมานั่งเล่นแล้วก็สั่งเครื่องดื่มไปพร้อมกัน
กลับถึงห้องนี่เหนียวไปทั้งตัวจนต้องอาบน้ำก่อนกลับมาทานข้าวเย็นครับ
พอเสร็จแล้วประมาณทุ่มนึงก็ได้เวลาอาหารค่ำ
ทางโรงแรมก็จะจัดแบบบุฟเฟ่ต์ให้น่ะครับ
อาหารก็จัดมาค่อนข้างดีและอร่อยใช้ได้เลย
แต่มื้อนี้ผมไม่ค่อยสนุกกับการกินเท่าไหร่
เนื่องจากช่วงเย็นนี่มีอาการหน้ามืดเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม
เคยมีอาการแบบนี้ตอนอาหารเป็นพิษแต่คิดว่าไม่ใช่
น่าจะเป็นเพราะช่วงบ่ายอาจจะนั่งตากอากาศร้อนนานไปหน่อยครับ

มัวแต่ห่วงอัพรูปกับเช็คข้อความจากเมืองไทย
ไม่อย่างนั้นเนื้อย่างที่เห็นนี่คงอร่อยกว่าที่ได้ชิมอย่างแน่นอน “ฟันเฟิร์มครับ”

ป.ล. ชอบของหวานตบท้ายเป็นกล้วยชุปแป้งทอดกับงาทานกับน้ำราดหวานๆ



ตรงนี้เป็นซุ้มทางเดินที่จะไปยังห้องพักครับ
อย่างที่บอกทุกอย่างส่วนใหญ่ทำจากไม้หมดเลย



ภายนอกของห้องพักที่ออกแบบคล้ายกับบ้านเรา
คิดว่าชาวต่างชาติน่าจะค่อนข้างชอบครับ
เสียดายอย่างเดียวตรงไม่ติดแอร์นี่ล่ะ
ถึงแม้ว่ามันจะเข้ากับธรรมชาติและก็ตอนกลางคืนได้ยินเสียงแมลงชัดเจน
สำหรับคนขี้ร้อนอย่างผมนี่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่
แต่โดยรวมผมถูกใจบรรยากาศที่นี่มากครับ



และสำหรับภาพนี้ผมถือว่าเป็นสุดยอดไฮไลท์ที่ผมเจอในการเดินทางช่วงแรก
ที่เห็นจอดอยู่เป็นเรือลำที่ผมใช้เดินทางตลอดช่วงเวลาสองวัน
มาในป่าเขาแบบนี้จะเห็นดวงดาวอยู่เต็มท้องฟ้า
ถ้าผมไม่ผิดนี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่เห็นดาวได้เยอะขนาดนี้
ครั้งแรกตอนผมไปเที่ยวภูกระดึงเมื่อช่วงเรียนจบใหม่ๆ
แต่สมัยนั้นผมยังถ่ายภาพไม่เก่งจึงไม่มีบันทึกความทรงจำกลับมา
ตรงนี้หากมองให้ดีจะเห็นทางช้างเผือกอยู่ด้านซ้ายของภาพ
ตอนแรกผมเห็นเหมือนหมอกควันก็เลยสงสัยคว้ากล้องมาถ่ายดู
เพราะคิดว่าฟ้าใสดาวชัดแบบนี้ไม่น่าจะใช่เมฆ
สรุปว่าเป็นทางช้างเผือกอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ ด้วยครับ



มาดูกันให้ชัดๆ ด้วยภาพนี้ดีกว่าครับ
เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสถ่ายทางช้างเผือกกลับมาแบบนี้
มีโอกาสหวังว่าจะได้แก้มืออีกสักรอบอย่างแน่นอน
จำได้ว่าตอนไปภูกระดึงสมัยนั้นข้างบนหลังสามหรือสี่ทุ่มเขาจะปิดไฟหมด
มองไปเห็นทางช้างเผือกพาดอยู่กลางหัวเต็มท้องฟ้าเลยครับ (ชัดกว่าคราวนี้มาก)
เสียดายตอนนั้นเก็บกลับมาได้แต่ความทรงจำเท่านั้นเองครับ
ภาพนี้ส่งท้ายก่อนเข้านอนในวันนั้น
มองไปบนฟ้าจะเห็นฟ้าแลบในระยะไกลออกไป
ดูสภาพแล้วบวกกับพยากรณ์อากาศสงสัยพรุ่งนี้ไม่น่ารอด
ไม่ได้พกตะไคร้มาด้วยแต่ก่อนนอนทุกคืนหลังสวดมนต์จะขอไม่ให้เจอฝน
งานนี้เน้นพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ช่วยอย่างเดียวเลยครับ



เช้านี้ผมมาตามนัดตื่นตอนตีห้าครับ
ยังดีที่ตั้งมือถือปลุกไว้แล้วยอมตื่นด้วย
ปกติอยู่บ้านคงกดปิดแล้วรีบนอนต่อ
กะว่าน่าจะมีแสงเช้าสวยๆ ให้ผมพอเก็บภาพได้บ้าง



เห็นหมอกแบบนี้ก็หงอยไปเลยครับ
ฟ้าเน่าอดกับแสงสวยๆ ยามเช้าแน่นอน
แต่มองในแง่บวกถือว่าเจอหมอกได้บรรยากาศสวยอีกแบบ



บรรยากาศโดยรอบของห้องอาหารยามเช้าวันนี้
เมื่อวานหัวค่ำนี่จัดเต็มแบบชุดดินเนอร์เลย
อาหารเช้าก็จะมีพวกไข่ดาวทานกับขนมปังปิ้งและแยมต่างๆ
ขออภัยที่รอบนี้ไม่ค่อยได้เก็บภาพอาหารระหว่างมือเลย
เนื่องจากค่อนข้างเกรงใจและกลัวจะรบกวนแขกท่านอื่นน่ะครับ



สำหรับผมนี่อาจเป็นการตื่นเช้าสุดในรอบปี
แต่ของชาวบ้านนี่คงเป็นเรื่องปกติครับ
วิถีชีวิตของผู้คนริมน้ำโขงก็ดำเนินไปตามประจำวัน

ป.ล. งานนี้ผมเล่นแพนกล้องสนุกไปเลย (อิๆ)



เช้านี้นัดรวมพลกันค่อนข้างเร็วครับ
แปดโมงทุกคนต้องพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว
เพราะหนทางที่เหลือนี่ยังอีกยาวไกล
และวันนี้มีโปรแกรมแวะข้างทางสองแห่ง
เห็นอากาศเหงาๆ แบบนี้ส่วนนึงเพราะอิทธิพลพายุที่ขึ้นฝั่งเวียดนามครับ
ถ้าไม่ติดว่าผมไม่อยากลุยฝนแล้ว
อากาศและวิวแบบนี้ก็สวรรค์ของคนชอบถ่ายรูปเช่นกัน



ถึงแม้ว่าบางทีหมอกออกจะเยอะไปหน่อยก็ตาม
ผมก็ยังจัดว่าโออยู่นะครับ
ขออย่างเดียวฝนอย่าตกก็พอแล้ว



เห็นเมฆลอยต่ำแบบนี้แล้วแอบดีใจ
ถ้าอยู่บนที่สูงถ่ายลงมาคงจะดีกว่านี้ครับ



อันนี้กำลังก่อสร้างอยู่ข้างที่พักของผมเลยครับ
น่าจะเป็นรีสอร์ทติดแอร์อย่างดี
เห็นโครงสร้างแล้วชวนอยากให้มี “Pool Villa” ไปด้วยดีป่ะ



ออกเดินทางไปสักพักหมอกก็เริ่มจากลงเมื่อแดดส่องลงมาครับ
เช่นเคยครับกับภูเขาหัวโกร๋นเป็นหย่อมๆ



ระหว่างนั่งเรือก็พยายามทำการบ้านอ่านหนังสือเตรียมตัวสำหรับ “หลวงพระบาง”
ก่อนมานี่งานยุ่งมากจนไม่ทันได้ศึกษาอะไรก่อนทั้งนั้น
ส่วนนึงคงเป็นเพราะมากับทัวร์ที่เตรียมไว้ก็เลยชะล่าใจเกินไป
ปกติเป็นคนชอบวางแผนเที่ยวเองหมดไม่ค่อยชอบไปกับบริษัททัวร์เท่าไหร่นักครับ
อย่างหลายปีก่อนไปเที่ยว “นิวซีแลนด์” ก็วางแผนขับรถเที่ยวเอง
เกริ่นมาขนาดนี้ขอถือโอกาสมั่วนิ่มโฆษณาหนังสือ “เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยนิวซีแลนด์” ดีกว่า
ยังไงใครจะไปเที่ยวผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
ออกทะเลไปไกลกลัวโดนทางแอดมินพันทิปแบนเหมือนกัน (ฮ่าๆ)
กลับเข้าเรื่องนะครับว่านั่งเรือประมาณสองชั่วโมงก็ถึงที่หมายแรกของวัน
“บ้านบ่อ (Bor Village)” เป็นหมู่บ้านที่ลงมาก็ขายแบบ “Hard Sell” กันเลยทีเดียว
เด็กก็มานั่งรอขายของซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกผ้าทอต่างๆ ตั้งแต่ทางขึ้น
น้องอารมณ์ดีดูสนุกและคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวครับ
อันนี้ประมาณใกล้เคียงกับบ้านแม้วบนดอยปุยที่ขายของกันเลย
แบบว่าดูราคาของแล้วไม่ถูกเท่าไหร่นัก
คำนวณแล้วคงต้องใช้ฝีมือในการต่อพอสมควร



หมูที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้นะครับ
หน้าตาก็คล้ายหมูที่ผมเจอบนดอยแถวเชียงใหม่



น้องขายของเก่งกันทุกคนเลยครับ
ที่บ้านผมไม่เน้นซื้อของก็รีบถ่ายแล้วก็ตีกรรเชียงหลบไป



ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นกุฏิของพระครับ
คราวนี้เรือจอดแล้วขึ้นมาทางวัดก่อนเดินผ่านเข้าหมู่บ้าน
บรรยากาศแถวนี้ดูเงียบวังเวงดี



ตรงอุโบสถซึ่งชาวลาวเรียกว่า “สิม (Sim)” จะมีเอกลักษณ์ต่างจากบ้านเรา
ที่เห็นได้ชัดจะเป็นส่วน “ช่อฟ้า” ด้านบนหลังคาจะเรียก “โหง่”
นิยมทำเป็นรูปเศียรพญานาคหรือสัตว์หิมพานต์เพื่อใช้ปกป้องให้ปลอดภัย
ตรงบริเวณช่อฟ้าจะเป็นส่วนสำคัญในการบอกว่าใครเป็นผู้สร้างวัดด้วย
หากสังเกตยอดช่อฟ้าให้ดูจากจำนวนฉัตรข้างบน
สำหรับวัดหลวงที่สร้างโดยเจ้ามหาชีวิต (กษัตริย์) ยอดช่อฟ้าจะเป็นรูปฉัตรมี 17 ยอด
แล้วก็รองลงมาก็จะเป็นของเชื้อพระวงศ์
แต่ถ้าน้อยกว่า 9 ยอด แสดงว่าสร้างโดยชุมชนทั่วไป
คนรวยมาก็จะมียอดฉัตรมากตามจำนวนครับ
วิถีชีวิตของชาวบ้านหลังจากตายก็จะเผาเหมือนบ้านเรา
โดยเผาให้เป็นเถ้ากระดูกเพื่อให้เกิดใหม่เร็วขึ้น



และนี่จัดว่าเป็นอีกเหตุผลที่เขาพามาดู
ชาวบ้านไม่ได้ทำน้ำกลั่นไว้เติมหม้อแบตเตอรี่นะครับ
แต่เป็นการต้มเหล่าขาวหรือที่เรียกกันว่า “วิสกี้ลาว”
สมัยผมเรียนก็ไปขอซื้อเหล้าขาวจากชาวดอยมารับน้องบ่อยๆ
จำได้สมัยนั้นนี่ผมต้องคอยหลบเพราะดีกรีแรงและเมาเร็วมาก
กลัวโดนรุ่นพี่มอมและจับมาทำอะไรตลกๆ ครับ
พอมาเป็นปีสูงๆ หลบไม่ได้ต้องแกล้งจิบแล้วเมาดิบจะได้ไม่โดนเพื่อนแกล้ง
สำหรับทริปนี้มีโอกาสได้ชิมตอนคืนสุดท้ายก่อนกลับไทย
ตอนเสิร์ฟของหวานเขานำมาราดบนกล้วยหอมทอดแล้วจุดไฟ
เป็นอีกหนึ่งความประทับใจในทริปนี้เลยทีเดียวครับ



พอดีเห็นหลายบ้านแขวนเอาไว้แล้วแสงด้านหลังสวยดี
ไม่ทันได้ถามได้ถามไกด์ว่ามีความหมายอะไรพิเศษรึเปล่า



อันนี้ประมาณ “เซเว่น” ประจำหมู่บ้านครับ
ตอนสมัยผมเด็กๆ นี่เวลาเดินเข้าตลาดเสร็จร้านประเภทนี้ตลอด



เจอหมูน้อยน่ารักอีกแล้วครับ
เห็นแล้วไม่อยากให้โตเลยเพราะกลัวโดนจับมาเชือด



เห็นแล้วพอเดาออกไหมครับว่าน้องเขาเล่นอะไรกัน
ผมไม่แน่ใจว่าสมัยนี้เด็กบ้านเรายังเล่นกันอยู่ไหม
สมัยก่อนจัดว่าเป็นการละเล่นที่ผมชอบที่สุดอย่างหนึ่งเลย
พอกินข้าวกลางวันเสร็จก็จะชวนเพื่อนมาขุดหลุมเล็กๆ ชวนกันดีดลูกแก้ว
พ้นวัยมาอีกหน่อยก็จะเขี่ยสติ๊กเกอร์



ท่าทางน้องคนนี้จะเซียนประจำหมู่บ้าน
ดูท่าทางทะมัดทะแมงแล้วไม่กลัวกล้องเลย
อยากให้ปะทะฝีมือกับผมตอนเด็กครับ
จำได้เพื่อนบางคนขี้โกงชอบเอาลูกแก้วยักษ์มาสู้
ดีดทีทำเอาของผมกระเด็นไปเสียไกลหลุม



เมื่อผู้หญิงในหมู่บ้านทำหน้าที่ขายผ้า
พ่อลูกอ่อนก็ต้องช่วยเลี้ยงลูกไปตามระเบียบ



อันนี้เป็นผ้านำเข้าจากประเทศจีนครับ
ของท้องถิ่นจะเป็นผ้าทอเน้นงานฝีมือชัดเจน
บางทีชาวต่างชาติไม่เคยเห็นก็จะแยกกันไม่ออก
คนไทยไปอาจไม่สนใจมากเพราะบ้านเราก็มี



น้องคนนี้ท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยจอย (แต่ผมชอบสีหน้าและแววตา)
เสียดายถ่ายกลับมาไม่กี่ใบเองครับ
ดูท่าทางเด็กแถวนี้จะไม่ค่อยชอบกล้องเท่ากับเมื่อวานเท่าไหร่นัก



เด็กน้อยคนนี้หลับคาหลังคุณพ่อเลย
ตอนแรกยังเห็นจ้องหน้าผมอยู่
เผลอนิดเดียวก็กรน “คร่อก” ไปซะแล้ว



อันนี้ขนาดอยู่นอกเมืองมาไกลในป่าเขา
ดูจากป้ายคาดว่ามี “3G” เข้าถึงมานานแล้ว
ส่วนบ้านเรานี่ก็กว่าจะทะเลาะแบ่งเค้กกันเสร็จ
ประเทศเพื่อนบ้านเขาทิ้งเราไปไกลหมด



อันนี้เป็นป้ายของหมู่บ้านครับ
ผมเป็นคนชอบถ่ายอะไรที่มีภาษาลาวติดมาด้วย
เอามาแล้วค่อยๆ แกะภาษาดูว่าหมายถึงอะไร
เป็นภาษาที่เราพอจะเดาออกง่ายสุดแล้ว



น้องคนนี้ช่วยแม่ขายผ้าทอครับ
เจออากาศแบบนี้น้องคงร้อนไม่แพ้ผมแน่
กลับขึ้นเรือนี่หลังเปียกโชกไปหมด
ยังดีมีผ้าเย็นและน้ำปั่นรออยู่เหมือนเมื่อวาน



ภาพปริศนาธรรมบนผนังอุโบสถครับ
เสียดายไม่ทันได้เข้าไปกราบพระข้างใน
ตอนขามาประตูยังเปิดอยู่เลย



เบรคอารมณ์กันด้วยภาพมาโครบ้างนะครับ
ขากลับขึ้นเรือเห็นผีเสื้อบินอยู่ฝูงใหญ่
ผมก็รอจังหวะที่มันลงมารวมตัวกันตรงโป่งดิน
คาดว่าแถวนั้นคงจะเค็มอะไรสักอย่าง
แถวบ้านเราเห็นบางทีตากล้องชอบพกน้ำปลาไปล่อ
นั่งรออยู่นานกว่าจะรวมฝูงได้ใหญ่ขนาดนี้ครับ
เพราะคนเดินเข้าไปใกล้นิดเดียวก็ตกใจหนีหมดแล้ว



กลับขึ้นเรือก็ทำอาหารเที่ยงเสร็จพอดีครับ
อาหารก็จะหนักไปทางจืดเช่นเดียวกับเมื่อวาน
ทานเสร็จพอเริ่มออกเดินทางฝนก็มาหนักเลย
ยังดีที่เสร็จจากการเดินชมหมู่บ้านแล้ว
ไม่อย่างนั้นฝนตกแฉะๆ นี่คงไม่สนุกอย่างแน่นอน



ฝนหนักแบบจัดเต็มมืดไปหมด
อันนี้ประมาณบ่ายสองแต่อารมณ์เหมือนช่วงเย็น
เห็นฝนตกลงมาเป็นสายเลยนะครับ



ลมก็แรงมากจนเขาต้องดึงผ้าม่านลงมาปิดด้วย
บรรยากาศแบบว่าน่านอนมากครับ



ตกหนักอยู่เกือบชั่วโมงได้เลยครับ
พอเริ่มซาหยุดตกก็ถึงที่หมายของพวกเราพอดี
เป็นถ้ำบริเวณนอกเมืองหลวงพระบาง
และก็เป็นชื่อเดียวกับเรือด้วย “ถ้ำปากอู(Pak OuCave)”
ตัวถ้ำจะอยู่เข้าไปในภูเขาหินปูนขนาดใหญ่



สำหรับถ้ำนี้เป็นหนึ่งในโปรแกรมทัวร์ยอดนิยมของคนไทยผู้มาเยือนหลวงพระบาง
สามารถเดินทางมาได้ทั้งทางบกและเรือเลยครับ
บางคนจะเรียกว่า “ถ้ำติ่ง” เนื่องจากมีหินย้อยลงมาจากเพดาน
เชื่อกันว่าเป็นถ้ำที่มีมานานตั้งแต่ก่อนยุคพุทธศาสนาเข้าถึง
แต่เดิมจะเป็นสถานที่บูชาผีต่างๆ
จนกระทั่งภายหลังพุทธศาสนาเผยแผ่มาถึงประเทศลาว
ในถ้ำจึงถูกแทนที่ด้วยพระพุทธรูปมากมายที่คนนำมาถวาย



พระพุทธรูปบริเวณนี้คงนำมาถวายจากคนแถวบ้านเราแน่นอนครับ



ส่วนนี้ดูแล้วน่าจะเป็นพระพุทธรูปไม้ของทางลาว



ดูแล้วจะมีทั้งพระพุทธรูปทั้งเก่าและใหม่เต็มไปหมด
โดยที่มีมากขนาดนี้ก็ด้วยพลังศรัทธาของชาวพุทธนั่นเอง



บริเวณฝั่งตรงข้ามของถ้ำติ่งที่พวกผมอยู่จะเห็นเป็นเพิง
ด้านหลังก็จะเป็นทัศนียภาพของเขาหินปูนที่สูงตระหง่านและงดงาม
หากมาจากทางรถก็เป็นที่แวะทานอาหารแสนอร่อยครับ (ดูจากหนังสือท่องเที่ยว)
ส่วนพวกเรามากับทัวร์ก็เลยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเท่าไหร่
จากบริเวณนี้นั่งเรือต่อไปอีกเพียงครึ่งชั่วโมงก็จะถึงที่หมาย “หลวงพระบาง”
ว่าแล้วก็ขอพักยกจบตอนชีวิตนั่งชิวไปตรงนี้แล้วกันครับ

สำหรับผมการได้มาเที่ยวกับพ่อที่อายุมากแล้ว
มันเป็นอะไรที่ย้อนความรู้สึกในวัยเด็กที่พ่อชอบพาผมไปที่ต่างๆ
มีเวลาในการพูดคุยและก็กลับมาเที่ยวร่วมกันสองคนเหมือนวัยเด็กอีกครั้ง
เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ได้พาพ่อไปเที่ยวด้วยกัน
ภาพในวัยเด็กที่พ่อจูงมือผมเที่ยวได้กลับมาอีกครั้ง
แค่นี้ก็รู้สึกมีความสุขแล้วล่ะครับ

ขอถือโอกาสขอบคุณทุกคนที่หลงมาร่วมล่องแม่น้ำโขงของลาวเหนือไปด้วยกัน
ที่ขาดไม่ได้ก็โครงการ “KTC Real Team” และ “Mekong Cruises”ที่สนับสนุนการเดินทางครับ

มีอะไรแนะนำติชมก็ฝากข้อความทักทายทิ้งไว้เป็นกำลังใจเขียนตอนต่อไปจะดีมากเลย (แฮ่ๆ)
ยังไงจะได้รีบปั่นต้นฉบับแล้วเอามาโพสให้โดยเร็วจะได้ไม่ขาดช่วงครับ
เดี๋ยวตอนต่อไปจะสวมวิญญาณ “อนันดา” พาไปเที่ยวรอบเมืองมรดกโลกด้วยกัน
เจอกันแน่กับ “สะบายดี หลวงพระบาง” เร็วนี้แน่นอน

ยังไงฝากตามข่าวกันที่ FB เพจของผมได้นะครับ (จะอัพเดทตลอด)
ขออนุญาตเรียนเชิญตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

//www.facebook.com/warodomphotography
//www.instagram.com/warodomphotography

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับทริปนะครับ

//www.ktc.co.th/ktcworld/Detail/index.htm?_contentID=UCM_CLUSTER1-060746#sthash.uZ3zbvvh









 

Create Date : 12 กันยายน 2556
0 comments
Last Update : 29 พฤษภาคม 2560 10:28:43 น.
Counter : 1035 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


OAT EN ROUTE
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add OAT EN ROUTE's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.