Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
เปรียบเทียบอาวุธนำวิถี air-to-air ยุคใหม่

ขอแบ่งเป็น 3 หัวข้อ คือ
- จรวดระยะใกล้ ยุคที่ 3 = AIM-9M, Python-3
- จรวดระยะใกล้ ยุคที่ 4 = AIM-9X, Python-4, ASRAAM, AA-11
- จรวดระยะปานกลาง = AIM-120C, Derby, AA-12, AIM-120D, Meteor


จรวดระยะใกล้ ยุคที่ 3
AIM-9M-9/10 vs Python-3


อันนี้หมายถึง จรวดประเภทนำวิถีด้วยอินฟราเรด ระยะยิงอยู่ในช่วงสายตามองเห็น (WVR; With-in Visual Range) และมีคุณสมบัติยิงเข้าหาเป้าได้จากทุกทิศทาง (ALACA; All-Aspects Capability)

โดยรวม Python-3 จะมีขนาดใหญ่กว่า (120 vs 86 kg) หัวรบใหญ่กว่า (11 vs 9.4 kg) เป้าจะมีโอกาสถูกทำลายสูงกว่า โดยทั้งคู่ใช้หัวรบแบบแตกสะเก็ด ชนวนกระทบแตกและเฉียดระเบิดด้วยเลเซอร์ เหมือนกัน Python-3 มีความเร็วสูงกว่า (3.5 vs 2.5 M กว่าๆ) ซึ่งจะร่นระยะเวลาในการพุ่งเข้าหาเป้าให้เหลือน้อยลง แต่ Python-3 เก่ากว่า และไม่ได้รับการปรับปรุงมากเท่า AIM-9M เช่น ในเรื่องของ IRCCM, ดินขับแบบไร้ควัน ฯลฯ หัวค้นหาของ Python-3 จับเป้าได้เป็นมุมกว้าง 30-40 องศา ซึ่งของ AIM-9M ก็น่าจะใกล้เคียงกัน AIM-9M มีระยะยิงไกลกว่าเล็กน้อย คือ 18 km เทียบกับ 15 km ของ Python-3

AIM-9M ยังคงใช้กันไปอีกพอสมควร จนกว่า AIM-9X จะผลิตออกมาได้จำนวนมากพอ ส่วน Python-3 น่าจะเกือบเลิกใช้กันแล้ว เพราะ Python-4 ก็ออกมานานพอดู


จรวดระยะใกล้ ยุคที่ 4
Python-4 vs AIM-9X vs ASRAAM (AIM-132) vs AA-11 Archer (R-73M2)


จรวดยุคที่ 4 นี้ ยังคงคุณสมบัติของยุคที่ 3 เอาไว้ครบ แต่มีการเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ เข้าไป คือ จรวดมีมุมยิงที่กว้างขึ้นกว่าเดิมมาก เกิน 60 องศาขึ้นไป เนื่องจากจรวดสามารถทำงานร่วมกับหมวกนักบินติดศูนย์เล็ง (HMD; Helmet mounted Display) ได้ รวมทั้งตัวจรวดเองก็มีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น สามารถหันเลี้ยวในวงแคบๆ แรงจีสูงขึ้นกว่าเดิม และจรวดมักมีพื้นบังคับ (ปีก, ครีบ) เล็กลง เพื่อลดแรงต้าน โดยจะอาศัยระบบปรับทิศทางแรงขับ (JVC; Jet Vane Control) เป็นตัวบังคับเลี้ยวแทน ยกเว้น Python-4 ที่ยังใช้ครีบอยู่

ระยะยิงของ Python-4 และ ASRAAM ยังคงอยู่ที่ 15 km แต่ AIM-9X และ AA-11 (เฉพาะรุ่น R-73M2) นั้นไปได้ไกลกว่า ถึง 40 km เกือบๆ จะถึงระยะ BVR ความเร็วของ Python-4 สูงที่สุด คือ 3.5M ASRAAM 3M กว่าๆ ส่วน AA-11 เพียงแค่ 2.5M เท่านั้น (AIM-9X ยังไม่มีข้อมูล) น้ำหนักจรวด AIM-9X เบาที่สุด เพียง 85 kg ส่วนอีก 3 ชนิด เกิน 100 kg ทั้งหมด โดย Python-4 หนักถึง 120 kg ขนาดของมอเตอร์ดินขับ AA-11 กับ ASRAAM ใกล้เคียงกันที่ 6.6 in Python-4 ที่ 6 in ส่วน AIM-9X ยังคงขนาด 5 นิ้วเหมือนรุ่น M ด้วยดินขับชนิดเดิม

หัวรบของทุกรุ่นเป็นแบบแตกสะเก็ด ชนวนมีทั้งกระทบแตกและเฉียดระเบิดทำงานด้วยเลเซอร์ (ยกเว้นของ AA-11 ทำงานด้วยคลื่นวิทยุ) น้ำหนักหัวรบของ Python-4 หนักที่สุด คือ 11 kg ใกล้เคียงกับ ASRAAM ที่ 10 kg AIM-9X 9.4 kg ส่วน AA-11 หนักเพียง 7.4 kg

หัวค้นหาของ Python-4 และ AA-11 ยังเป็นหัวอินฟราเรดแบบธรรมดาอยู่ ซึ่งไม่ทนต่อการต่อต้านเท่าของ AIM-9X และ ASRAAM ซึ่งเป็นหัวสร้างภาพด้วยอินฟราเรด (IIR; Imaginary Infrared) นอกจากนี้ ASRAAM ยังเพิ่มระบบนำวิถี INS เข้าไปด้วย ช่วยทำให้ทนต่อการต่อต้านมากขึ้น เนื่องจากมาตรการต่อต้านอินฟราเรด จะไม่ส่งผลต่อระบบ INS จรวดจะยังคงพุ่งเข้าไปยังบริเวณเป้าหมายอยู่ ถึงจะไม่แม่นยำเท่าอินฟราเรด แต่การเฉียดเข้าเป้าก็มากพอที่จะจุดชนวนเฉียดระเบิดได้

AA-11 นั้นเข้าประจำการก่อน ตามด้วย Python-4, ASRAAM และ AIM-9X โดย AA-11 ติดได้กับ บ.รบค่ายรัสเซียทุกแบบ ใช้งานร่วมกับหมวก HMD ของรัสเซีย ซึ่งมีก่อนใครเพื่อนตั้งแต่ปลายยุค ‘80 และทำงานร่วมกับระบบ IRST ที่มีใน บ.รบรุ่นใหม่ตระกูล Mig-29, Su-27 Python-4 ติดกับ บ.ของอิสราเอล และ บ.หลายแบบที่อิสราเอลทำการปรับปรุง หรือติดระบบของอิสราเอล ใช้งานกับหมวก DASH สำหรับ ASRAAM ลูกค้ารายแรก คือ ออสเตรเลีย (F/A-18A/B) นอกจากอังกฤษผู้ผลิต (Tornado, Harrier และ Eurofighter) ตอนนี้ยังไม่มีการใช้ร่วมกับหมวก HMD แต่คงจะมีเร็วๆ นี้ กับ บ.Eurofighter พร้อมทั้งระบบ IRST ด้วย สำหรับ AIM-9X พึ่งจะประกาศเริ่มใช้งานใน ทอ.สหรัฐฯ กับ F-15C/D เมื่อปลายปี 2003 ส่วน ทร.สหรัฐฯ ประกาศกับ F/A-18C/D เมื่อต้นปี 2004 ใช้งานกับหมวก JHMCS (Joint Helmet Mounted Cueing Display) และในอนาคตเป็นอาวุธของ F-22A, F/A-18E/F และ F-35

ความยากง่ายในการจัดหานั้นของอิสราเอลคงหาซื้อได้ง่ายที่สุด เพราะ ใครซื้อก็ขาย ถ้าไม่ใช่ศัตรูของยิว และติดกับ บ.ได้มากแบบทั้งค่ายอเมริกาและยุโรป ราคาคงพอสมควร ของรัสเซียคงพอๆ กับอิสราเอลซื้อขายกันง่าย แต่ติดตรงที่มันต้องใช้กับ บ.รัสเซีย เท่านั้น อย่างไรก็ดีราคาย่อมถูกแสนถูก ASRAAM นั้น ถ้าเป็นพันธมิตรกับอังกฤษก็คงซื้อได้ไม่มีปัญหา แต่ราคาอาจจะแพง เพราะ ลูกค้ามีไม่มาก สำหรับ AIM-9X ถ้าพันธมิตรสหรัฐฯ แบบแนบแน่นรับรองว่าขายให้แน่ (เกาหลีใต้ดูเหมือนจะซื้อไปแล้ว) ส่วนราคาคงไม่แพงมาก ยิ่งถ้าอเมริกาซื้อไปเยอะๆ ก็ยิ่งถูกลง และยังเป็นเขี้ยวเล็บของประเทศที่จะใช้ F-35 ทั้งหลายแหล่ด้วย ดังนั้นยอดซื้อคงสูง

ในอนาคตจรวดรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ คือ จรวด IRIS-T ของหลายชาติในยุโรป (เยอรมัน, สวีเดน, สเปน ฯลฯ) เป็นจรวดในยุคที่ 4 เช่นกัน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก แต่คาดว่าจรวดจะมีมุมยิงกว้างถึง 90 องศา ทีเดียว โดยอาศัยการบังคับจากครีบร่วมกับระบบ JVC หัวค้นหาเป็นแบบ IIR ใช้งานกับหมวก HMD และระบบ IRST ซึ่งระบบ IRST ของสวีเดนที่ติดกับ Gripen นั้นทันสมัยที่สุด โดยสามารถสร้างภาพเป้าหมายได้ด้วย ในขณะที่ระบบอื่นๆ ทำได้เพียงรับสัญญาณอินฟราเรดและล็อคเป้าเท่านั้น


จรวดระยะปานกลางนำวิถีแบบ active radar
AIM-120C-5/7 AMRAAM vs AA-12 Adder (R-77) vs Derby/Alto vs AIM-120C-8 (AIM-120D) vs Meteor BVRAAM


คราวนี้ลองไล่ไปทีละตัว โดยจะไม่พูดถึง AIM-120C-5/7 และ AA-12 นะครับ เพราะ คงทราบกันดีอยู่


AIM-120D

เป็นโครงการพัฒนาจรวด AMRAAM ในเฟสที่ 4 ชื่อจริงๆ ของจรวดรุ่นนี้ คือ AIM-120C-8 แต่ชื่อไม่เป็นทางการ เรียกว่า AIM-120D การพัฒนาในรุ่นนี้ค่อนข้างก้าวกระโดดไปจากครั้งก่อนๆ โดยมีจุดสำคัญ 2 ข้อ คือ การเพิ่มระยะยิงไปอีก 50% ของระยะยิงสูงสุดเดิม และปรับปรุงระบบนำวิถี ซึ่งเป็นการเพิ่มระบบ data-link 2 ทาง และระบบ GPS เข้าไป

โครงการนี้ดูเหมือน ทร.สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญมากกว่าทาง ทอ. โดยจะเข้าประจำการกับ F/A-18E/F ในราวปี 2008 เนื่องจาก ทร.ต้องการจรวดระยะไกล (พอสมควร) เพื่อมาแทนจรวด Phoenix ที่ปลดฯ ไปเมื่อ กย.2004 ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับ F-14 ที่จะทยอยปลดฯ จนครบไม่เกินปี 2010

เหตุนึงที่ ทร.สนใจกับโครงการนี้มากกว่า ก็น่าจะมาจากว่า ทร.นั้นไม่มีเครื่องบินขับไล่ล่องหนสมบูรณ์แบบอย่างที่ ทอ.มี F-22A การรบในระยะนอกสายตา (BVR) เมื่อต้องพบกับ บ.ค่ายรัสเซีย ในตระกูล Su-27/30 จึงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับ F/A-18E/F ที่มีคุณลักษณะล่องหนเพียงบางส่วน การใช้จรวดระยะไกลเข้าจัดการ จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับชัยชนะให้สูงขึ้น ซึ่งทางยุโรปที่ไม่มี บ.อย่าง ทอ.สหรัฐฯ ก็ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาเช่นกัน จะเห็นได้จากโครงการจรวด Meteor

การเพิ่มระยะยิงของจรวด AIM-120D ได้จากการเพิ่มขนาดของมอเตอร์ดินขับเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งสหรัฐฯ เลือกทางนี้ มากกว่าจะหันไปใช้เครื่องยนต์ Ramjet อย่างที่ใช้กับจรวด Meteor ของยุโรป ซึ่งน่าจะมาจากการที่ ย.Ramjet ยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่อยู่ สำหรับการใช้งานกับจรวด ยังต้องการการพัฒนาอีกพอสมควร การเพิ่มขนาดมอเตอร์ดินขับเชื้อเพลิงแข็ง จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า สำหรับระยะยิงที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น คือ ราวๆ 50% ของระยะยิงเดิม ซึ่งอยู่ที่ 50-70 km ดังนั้นระยะยิงของรุ่น D จึงน่าจะอยู่ที่ 75-105 km แต่ก็ยังไม่ไกลเท่าจรวด Phoenix ซึ่งไปได้ไกลถึง 200 km อย่างไรก็ดีจรวด AMRAAM มีความคล่องตัวกว่า Phoenix มาก เหมาะสำหรับเป้าหมายที่เป็น บ.รบ มากกว่า

อีกประการหนึ่งการใช้ ย.Ramjet นั้น จะต้องมีการติดตั้งท่อรับอากาศเข้า ย.กับตัวจรวด ซึ่งจะทำให้จรวดเทอะทะ และอาจจะขาดความคล่องตัวไป นอกจากนี้ขนาดของจรวดที่ใหญ่ขึ้นจากท่อรับอากาศ จะเป็นอุปสรรคต่อการบรรทุกในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัว ของ บ.อย่าง F-22A หรือ F-35 ทำให้บรรทุกได้น้อยลง

ในส่วนของระบบนำวิถีนั้น จรวด AMRAAM-C ปกติใช้การนำวิถี 2 ช่วง คือ ในช่วงกลาง (mid-course) จรวดจะวิ่งไปยังบริเวณพื้นที่เป้าหมายด้วยระบบ INS ซึ่งจรวดจะได้รับข้อมูลจากเรดาห์ของ บ. แล้วจดจำเอาไว้ก่อนจะถูกยิงออกไป ร่วมกับข้อมูลตำแหน่งเป้าที่ได้รับจากเรดาห์ของ บ.ผ่านทาง data-link โดยเป็นสัญญาณวิทยุเข้ารหัส เพื่อป้องกันการถูกรบกวน

ดังนั้นในช่วงนี้ บ.จะต้องคงการจับเป้าหมายด้วยเรดาห์เอาไว้ก่อน เพื่อส่งข้อมูลให้กับจรวด โดยใช้เรดาห์ในโหมด Track-While-Scan (TWS) จึงทำให้สามารถยิงจรวดอย่างต่อเนื่องเข้าหาเป้าหลายๆ เป้าได้ (สูงสุด 6 เป้า) ซึ่งจะต่างจากจรวดที่นำวิถีแบบ semi-active (เช่น Sparrow) ที่นักบินจะต้องใช้เรดาห์จับเป้าหมายเป้าเดิมตลอด จนกว่าจรวดจะชนเป้า จึงยิงได้ทีละนัดเท่านั้น

หลังจากนั้นเมื่อจรวดเข้าใกล้เป้าหมายมากพอ จนอยู่ในระยะที่สัญญาณเรดาห์ที่หัวของจรวดจะส่งไปถึง จรวดจะปรับการนำวิถีมาเป็นแบบ active radar ซึ่งถือว่าเป็นการโคจรของจรวดในช่วงสุดท้าย (terminal) และจรวดจะเป็นอิสระจากการควบคุม นักบินสามารถนำ บ.รบเลี้ยวออกจากเป้าหมายได้ทันที

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจรวด AMRAAM ที่จริงไม่ได้เป็นแบบ fire-and-forget สมบูรณ์แบบ (ไม่ใช่ว่ายิงแล้วก็หนีได้เลย) นักบินจะต้องใช้เรดาห์จับเป้าไว้ช่วงหนึ่งก่อน จนกว่าจรวดจะเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ยกเว้นกรณีที่ยิงจรวดในระยะใกล้ (ระยะยิงต่ำสุด คือ 5 km) ซึ่งพอจรวดถูกยิงออกไป ก็เข้าระยะการทำงานของระบบ active radar เลย จึงจะถือว่าจรวดทำงานแบบ fire-and-forget จริงๆ

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในระบบนำวิถีของ AMRAAM-D อย่างนึง คือ ระบบ GPS ซึ่งจะมาช่วยเพิ่มความแม่นยำของระบบ INS ให้สูงขึ้น เมื่อยิงจากระยะ BVR อีกอย่างนึง คือ ระบบ data-link 2 ทาง (two way data-link) ซึ่งหมายถึงว่า จรวดสามารถส่งข้อมูลให้ บ.ได้ด้วย เพิ่มจากของเดิมที่จรวดรับข้อมูลอย่างเดียว ข้อดีของการมีระบบแบบนี้ คือ จรวดสามารถรายงานสถานภาพของตัวเองหลังจากถูกยิงออกไปได้ตลอด รวมทั้งข้อมูลเป้า เช่น ระยะห่างจากเป้า ที่ได้จากเรดาห์ของตัวจรวดเองด้วย

นอกจากนี้เมื่อใช้งานในระยะใกล้ (จรวดทำงานแบบ active radar ทันทีที่ถูกยิง) นักบินสามารถยิงจรวดไปยังเป้าที่อยู่นอกขอบเขตของเรดาห์ (radar coverage) ของ บ.ที่จำกัดอยู่แต่ด้านหน้าได้ คือ หากเป้าอยู่ทางด้านข้างหรือด้านหลัง โดนนักบินไม่จำเป็นจะต้องใช้เรดาห์บนเครื่องจับเป้า แต่อาศัยข้อมูลจากเรดาห์ของจรวด ในการบังคับจรวดเข้าหาเป้าหมาย

เมื่อใช้งานในระยะไกล นักบินสามารถจะยิง AMRAAM-D ไปยังเป้าหมายที่ได้รับข้อมูลจาก AWACS โดยบังคับจรวดผ่านทาง data-link และรับข้อมูลเป้าในช่วงสุดท้ายจากเรดาห์ของจรวดเอง โดยกรณีนี้นักบินไม่จำเป็นจะต้องใช้เรดาห์บนเครื่อง ตรวจจับและล็อคเป้าหมายเลย จึงไม่เผยตำแหน่งของตัวเอง

ในอนาคตอาจมีการพัฒนา AMRAAM รุ่นที่ใช้ ย.Ramjet ขึ้นมา ซึ่งอาจมีรุ่นสำหรับโจมตีฐานเรดาห์ด้วย โดยเปลี่ยนหัวนำวิถีใหม่ เป็น passive radar ย.Ramjet จะทำให้จรวดมีความเร็วเพิ่มขึ้น (ของเดิม คือ 4 Mach) และระยะยิงไกลขึ้น สำหรับจรวดที่ไม่ต้องการระยะยิงไกลมาก จะใช้จรวดเชื้อเพลิงแข็งต่อไป แต่จะปรับปรุงให้มีความคล่องตัวสูงขึ้นอีก โดยการเอาครีบและปีกของจรวดออก และใช้ระบบปรับทิศทางแรงขับด้วยวาล์วจำนวน 6 ตัวแทน ซึ่งการทำแบบนี้จรวดจะหันเลี้ยวได้เร็วมากๆ สามารถยิงไปข้างหน้า แล้วให้จรวดเลี้ยวกลับ 180 องศา ไปหาเป้าที่ตามหลังได้

AMRAAM-D คงเข้าประจำการในปี 2008 กับ ทร.สหรัฐฯ ก่อน แล้ว ทอ.คงตามมา ราคาต่อนัดคงไม่สูงเกินไปกว่ารุ่นปัจจุบันมากนัก แต่หากสหรัฐฯ ไม่ขายให้ประเทศอื่นๆ นั่นหมายถึงว่า จรวดในรุ่นเดิมก็จะต้องผลิตต่อไปควบคู่กับรุ่นใหม่ เพื่อขายให้ประเทศพันธมิตร สายการผลิตเช่นนี้อาจทำให้จรวดมีราคาสูงขึ้นได้ เพราะ จำนวนการผลิตไม่สูงพอ


Alto/Derby

จรวด Derby เป็นการนำจรวด Python-4 มาพัฒนาต่อ โดยการปรับระบบการนำวิถีจากระบบ IR มาเป็น active radar และมีการเปลี่ยนระบบพื้นบังคับของจรวดให้ต่างออกไปจากของ Python-4 โดยตัดครีบหัวออกไป 1 ชุด รวมทั้งเปลี่ยนมอเตอร์ดินขับเชื้อเพลิงแข็งให้มีขนาดยาวขึ้นและเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มระยะยิงให้ไกลขึ้น สำหรับองค์ประกอบอื่นๆ ในตัวจรวดยังคงเหมือนเดิม คือ หัวรบแบบแตกสะเก็ดและชนวนระเบิดทั้งแบบกระทบแตกและเฉียดระเบิดทำงานด้วยเลเซอร์

ระยะยิงของ Derby นั้น ตามข้อมูลของผู้ผลิตจะมากกว่า 50 km แต่ถึงอย่างไรก็ดี ระยะยิงจริงน่าจะสั้นกว่านี้ เนื่องจากขนาดของมอเตอร์ดินขับที่เล็กกว่าของจรวดในคลาสเดียวกันอย่าง AMRAAM-C โดย Derby มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.3 นิ้ว เทียบกับของ AMRAAM-C คือ 7 นิ้ว ความยาวก็สั้นกว่า โดย Derby ยาว 3.6 m ส่วน AMRAAM-C ยาวถึง 5.56 m รวมทั้งน้ำหนักของ AMRAAM-C ก็หนักกว่า โดยหนัก 157 kg ส่วน Derby หนักเท่าๆ กับ Python-4 เท่านั้น คือ 120 kg ถึงแม้ว่าจะไม่รวมน้ำหนักหัวรบของ AMRAAM-C ที่หนักกว่า (25 kg เทียบกับ 11 kg) Derby ก็ยังเบากว่า AMRAAM-C อยู่พอควร ดังนั้นระยะยิงสูงสุดของ Derby จึงน่าจะอยู่ราวๆ 40-50 km

อย่างไรก็ดีการที่ Derby มีขนาดเล็กกว่า มันจึงได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวที่สูงกว่า ทำให้โอกาสที่เป้าจะหลบหลีกมีน้อยลง เมื่อเทียบกับจรวดขนาดใหญ่ แต่ตามข้อมูล Derby ยังด้อยกว่าในเรื่องความเร็ว โดยมีค่าเพียง 3.5 Mach ซึ่งจรวดในคลาสนี้ความเร็วมักจะ 4 Mach ขึ้นไป

ระบบนำวิถีของ Derby นั้น ตามข้อมูลกล่าวถึงเพียงระบบ active radar ไม่ได้มีการพูดถึงระบบ INS, data-link ฯลฯ ซึ่งจำเป็นสำหรับการนำวิถีในช่วง mid-course ของจรวดประเภท BVR แต่ถ้าพิจารณาถึงโหมดการยิงของจรวดซึ่งทางอิสราเอลโฆษณาไว้ว่ามี 2 แบบ คือ LOBL (Lock-On Before Launch) และ LOAL (Lock-On After Launch) นั้น ในโหมด LOAL ซึ่งจรวดจะทำการล็อคเป้าหลังจากยิงออกไปแล้ว นั่นหมายถึงว่า ในช่วงก่อนที่จรวดจะล็อคเป้าได้ ก็จะต้องมีระบบนำวิถีอย่างใดอย่างหนึ่งทำงาน เพื่อนำทางจรวดเข้าสู่บริเวณที่เป้าหมายอยู่ก่อนที่จรวดจะใช้เรดาห์ของตัวเองล็อคเป้าได้ ซึ่งตรงนี้ไม่มีข้อมูลระบุว่าเป็นระบบใด แต่อาจจะเป็นระบบ INS ก็เป็นได้

ส่วนการยิงในโหมด LOBL จรวดจะทำการล็อคเป้าตั้งแต่ยังไม่ถูกยิงออกไป เมื่อยิงออกไปก็จะพุ่งเข้าหาเป้าด้วยระบบ active radar ทันที ซึ่งต่างจากการยิง AMRAAM ในระยะใกล้ที่จรวดจะถูกยิงไปก่อน แล้วเรดาห์ของจรวดจึงจะทำงาน ความแม่นยำของ Derby ในโหมด LOBL จึงน่าจะสูงมาก

จากการพิจารณาระบบนำวิถีดังกล่าว อาจถือได้ว่าจรวด Derby นั้น เป็นแบบ fire-and-forget อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเมื่อยิงในโหมด LOBL นักบินสามารถนำเครื่องเลี้ยวหนีไปได้ทันที ในโมหด LOAL ก็เช่นกัน ถ้าการนำวิถีในช่วงกลางเป็นแบบ INS นักบินก็สามารถเลี้ยวหนีได้ทันทีหลังจากยิง อย่างไรก็ดี ถ้าการทำงานในโหมด LOAL เป็นการใช้ระบบ INS ในช่วงกลางอย่างเดียว ความแม่นยำจะสู้จรวดอื่นๆ ที่ใช้ระบบ data-link อัพเดทข้อมูลตำแหน่งเป้าให้จรวดอยู่ตลอดไม่ได้ ยิ่งถ้ายิงในระยะไกลมากขึ้นเท่าใด ความแม่นยำจะยิ่งลดลง เนื่องจากตำแหน่งเป้าที่บันทึกไว้ให้ระบบ INS กับเป้าจริงหลังจากนั้น จะยิ่งต่างกันมากขึ้น เมื่อเวลาเพิ่มขึ้น จากระยะทางที่จรวดต้องวิ่งไกลขึ้น ก่อนที่จะจรวดจะล็อคเป้าด้วยเรดาห์ของตัวเอง รวมทั้งจรวด Derby ยังมีความเร็วที่ต่ำอีกด้วย ยิ่งทำให้เพิ่มระยะเวลาในการวิ่งเข้าหาเป้าให้นานขึ้นไปอีก

จรวด Derby นั้น ติดตั้งได้กับ บ.รบหลายแบบ คล้ายๆ กับ Python-4 การซื้อขายไม่ยุ่งยาก ทำให้บางประเทศที่ไม่สามารถซื้อจรวดจากสหรัฐฯ หรือยุโรป สามารถซื้อไปใช้ได้ ปัจจุบันมีใช้งานใน ทอ.อิสราเอล และทางแอฟริกาใต้หรืออินเดียอาจจะซื้อไปใช้บ้างแล้ว แต่ราคาต่อนัดน่าจะสูงกว่า AMRAAM เพราะ มีการผลิตในจำนวนไม่มาก ต้องดูกันต่อไปว่าจะมีลูกค้ามากน้อยเพียงใด


Meteor

Meteor เป็นโครงการพัฒนาจรวดอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยกลาง ร่วมกันระหว่างหลายประเทศในยุโรป เพื่อใช้เป็นอาวุธหลักของ บ.ขับไล่ ยุคใหม่ เช่น Eurofighter2000, JAS-39

เหตุผลหลักน่าจะมากจากว่า จรวด AMRAAM ที่ซื้อจากสหรัฐฯ นั้น ทางยุโรปเห็นว่ามีระยะยิงไม่เพียงพอ (AMRAAM-A/B/C) เมื่อต้องจัดการกับเป้าหมาย บ.ขับไล่จากรัสเซีย ในตระกูล Su-27/30/35/37 เนื่องจาก บ.ของทางยุโรป ไม่มีคุณลักษณะล่องหนสมบูรณ์แบบ

Meteor ถือว่าเป็นจรวดอากาศ-สู่-อากาศ แบบแรก ที่มีการนำเทคโนโลยี ย.Ramjet มาใช้เป็นระบบขับดัน ข้อดีของ ย.นี้ คือ จรวดจะมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งอาจจะไปได้ถึง 5 Mach ในขณะที่จรวดที่ใช้จรวดเชื้อเพลิงแข็งจะมีความเร็วประมาณ 4 Mach ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการวิ่งเข้าหาเป้า ทำให้เป้ามีเวลาต่อต้าน/หลบหลีกน้อยลง

ย.Ramjet ยังทำให้จรวดมีระยะยิงเพิ่มขึ้นมาก โดยจรวดมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าจรวดในคลาสเดียวกัน โดย Meteor มีความยาวพอๆ กับ AA-12, AMRAAM น้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย ประมาณ 20-30 kg แต่ระยะยิงจะไปได้ไกลกว่า

ตามข้อมูลของผู้ผลิต คาดว่า Meteor จะมีระยะยิง 100 km แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากให้ความเห็นว่า Meteor นั้นน่าจะมีระยะยิงมากกว่านี้ ซึ่งอาจถึง 200 km ได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี จรวดยังไม่ได้มีการทดลองยิงจริงๆ และกว่าจะเข้าประจำการก็หลังปี 2010 ดังนั้น ข้อมูลจึงยังคาดเคลื่อนได้

ข้อดีอีกอย่างนึงของการใช้ ย.Ramjet คือ ย.สามารถปรับแรงขับให้เหมาะสมกับท่าทางบินได้ ในขณะที่จรวดเชื้อเพลิงแข็งทำไม่ได้ ดังนั้น Meteor จึงมีความคล่องตัวสูงกว่า แต่ Meteor ก็ต้องมีท่อรับอากาศเข้า ย. ซึ่งจะเพิ่มแรงต้าน และทำให้ความคล่องตัวลดลงไป สำหรับการบังคับทิศทาง ใช้ครีบบริเวณกลางลำตัวจรวด 4 ครีบ และที่ด้านท้าย 2 ครีบ

Meteor ใช้ระบบนำวิถีแบบเดียวกับ AMRAAM-C คือ ช่วงสุดท้ายเป็นระบบ active radar ช่วงกลางเป็นระบบ INS ร่วมกับ data-link ทางเดียว


Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 18:14:03 น. 5 comments
Counter : 3703 Pageviews.

 
สวัสดีครับอาจารย์ริน


โดย: prasopchai IP: 125.27.4.181 วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:19:45:06 น.  

 
ฮ่วย อดเจิมเลย


โดย: นางน่อยน้อย วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:21:46:37 น.  

 
irist ผมว่าเจ๋งสุดแล้วครับ 0821477624


โดย: ทหารรักษาพระองค์ครับ IP: 125.27.127.142 วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:12:07:18 น.  

 
ผมว่าน่าจะเอาภาพsu-30mkมาโชเยอะๆนะครับ


โดย: ทหารรักษาพระองค์ครับ IP: 125.27.127.142 วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:12:10:13 น.  

 
ไม่เอ่ยถึง ไพธ่อน5 บ้างล่ะครับ คุณนัท


โดย: เด็กทะเล IP: 202.149.25.225 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:21:36:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Warfighter
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




พบกันได้ที่ http://www.thaifighterclub.org ครับ และ pantip.com ห้องหว้ากอ (นานๆ โผล่ไปซักทีนะครับ)
Friends' blogs
[Add Warfighter's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.