Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
2 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
ดนตรีแจ๊สในมิติเชิงประวัติศาสตร์

ผมคาดหวังว่า คุณที่กำลังอ่าน Blog นี้ คงเป็นนักดนตรี และอ่านโน้ตกันพอได้ มาดูว่า ถ้าเราอยากรู้จักแจ๊ส ต้องทำอย่างไรบ้าง
1. ฟัง
2. ทำความเข้าใจ
3. ฝึก
4. ศึกษาและขยายผล
5. เล่น

การเริ่มฟังดนตรีแจ๊ส

การฝึกดนตรีต้องเริ่มที่การฟัง เพราะดนตรีเป็นศิลปะที่เสพทางหู (Aural Arts) ดังนั้น เรา คงต้องหาความรู้ด้วยการฟังเป็นหลัก แต่ไม่ใช่ฟังชนิดแกะโน้ตทุกเม็ด คำนวณทุกจังหวะ ฯลฯ และก็ไม่ใช่แค่ฟังให้ผ่านๆหูไป แต่เป็นการฟังเพื่ออรรถรส เพื่อการบันเทิง เหตุผลคือ ถ้าเราฟังเพลงแจ๊สแล้วไม่ชอบ ไม่เกิดแรงดลใจอะไร ข้อแนะนำคือ หยุดฟัง แล้วไปฟังอย่างอื่นที่คุณชอบดีกว่า นอกจากชอบแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ ควรรู้และเข้าใจว่า สิ่งที่ตัวเองฟังอยู่คืออะไร

ความสำคัญที่สุดของการฟังสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มเล่นดนตรีแจ๊ส คือต้องทำให้เกิดความชอบและเกิดแรงบันดาลใจ (Inspiration) จนเราเกิดความมุมานะฝึกซ้อมและอยากศึกษาหาความรู้ต่อไป

คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงที่มาที่ไปว่า มีแจ๊สแบบไหน ยุคสมัยใดบ้างที่เราต้องฟัง แต่คงไม่เจาะลึกไปถึงประวัติศาสตร์แจ๊ส อันนั้นคุณควรขวนขวายเอาเอง

ดนตรีแจ๊สในยุคเริ่มต้น

แจ๊สมีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่เพลงที่พอจะหาฟังได้ในปัจจุบัน จะมีการบันทึกเสียงที่อยู่ในช่วงตั้งแต่ปี 1920 ลักษณะที่โดดเด่นของดนตรีแบบนี้ คือการ “ด้น” (Improvisation) แสดงความสามารถเฉพาะตัวของนักดนตรีแต่ละคน แนวดนตรีที่โดดเด่นในช่วงนี้ดูเหมือนจะเป็นดนตรีที่นิยมเล่นกันอยู่เมือง นิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียน่า หรือที่เรียกกันว่า New Orleans Jazz หรือ Dixieland Jazz ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ลักษณะการบรรเลงที่เรียกว่า Collective Improvisation คือ นักดนตรีในวงจะด้นกันสดๆ พร้อมกันหลายๆคน ทำให้เกิดสุ้มเสียงที่บางคนฟังแล้วสนุกสนาน แต่บางคนฟังแล้วรำคาญ จนมีคำครหาว่า ดนตรีแจ๊สนี่ “เล่นกันไปคนละทางสองทางแล้วมาเจอกันตอนจบ” แม้อาจจะเชยไปสักหน่อย แต่ผู้สนใจดนตรีแจ๊ส ก็น่าที่จะควรหามาฟังเอาไว้บ้าง

นักดนตรีที่โด่งดังในยุคนี้ Louise Armstrong หรือ Satchmo กับวงของเขาชื่อว่า Hot Five หรือ Hot Seven นักดนตรีที่เด่นคนอื่นๆ ได้แก่ Sidney Bechet และ Johnny Dodds เป็นต้น

นอกจาก Dixieland Jazz แล้ว ในยุคนี้ ยังมีดนตรีในแบบอื่นๆ เช่น Ragtime, Stride และ Boogie-Woogie ซึ่งนิยมเล่นด้วย Piano มีลักษณะเด่นคือ การใช้มือซ้ายสร้างสรรค์จังหวะและใช้มือขวาเล่นแนวทำนองที่คล่องแคล่ว โดยมีนักดนตรีและนักประพันธ์ที่โดนเด่นได้แก่ Fats Waller, Scott Joplin และ Jelly Roll Morton เป็นต้น เพลงที่เด่นๆได้แก่ The Entertainer, Maple Leaf Rag ของ Scott Joplin

ดนตรีสวิง, บิ๊กแบนด์

ดนตรีที่บรรเลงด้วยวงขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเครื่องเป่าจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Big Band เริ่มพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุค 1920 โดยมีนักดนตรีที่โดดเด่น เช่น Fletcher Henderson และ Bix Beiderbecks อย่างไรก็ตามดนตรีบิกแบนด์ เริ่มมาพัฒนาอย่างมากในช่วงทศวรรษต่อมา ซึ่งเกิดวงบิกแบนด์ชั้นดีมากมาย ซึ่งวงที่ควรจะศึกษาได้แก่ Glenn Miller, Benny Goodman และ Count Basie และที่โด่งดังจนเป็นตำนานของวงการเห็นจะเป็น Duke Ellington กับเพลงดังอย่าง Take the A Train

นอกจากวงขนาดใหญ่ ยุคนี้ยังมีการสร้างงานของวงขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ ได้แก่ Lester Young นักแซกโซโฟน, Erroll Garner และ Oscar Peterson นักเปียโน และนักกีตาร์อย่าง Charlie Christian เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ได้เกิดนักร้องที่ต่อมากลายเป็นตำนาน อย่าง Ella Fiztgerald และ Billie Holyday และนักประพันธ์อย่าง Billie Strayhorn

Bebop

นักดนตรีในยุคนี้คงเริ่มเบื่อหน่ายกับดนตรี Big Band ที่มักจะใช้ในงานเต้นรำไฮโซ และมีระเบียบแบบแผนมากเกินไป ก็เลยทดลองอะไรใหม่ๆ เกิดดนตรีแบบใหม่ที่เน้นการใช้ทักษะการเล่น มีโครงสร้างแนวทำนองและเสียงประสานอันซับซ้อน ทำนองมักจะมีความเร็ว (Tempo) สูง และมีทำนองทีสัดส่วน Eight Note ที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว โดยเครื่องเป่าในวงซึ่งมักจะเป็นแซกโซโฟนและทรัมเปต ก็จะเป็นผู้เล่นทำนองเร็วๆไปพร้อมๆกัน (Unison)

ในเรื่องของการประพันธ์ ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเพลงยุคนี้ก็คือ “การยืม” ทางคอร์ดของเพลงดังสมัยนั้น เช่น How High the Moon ผลงานของ Morgan Lewis และ Nancy Hamilton ซึ่งก็กลายร่างเป็นเพลงที่มีทำนองรวดเร็วอย่าง Ornithology ลองเปรียบเทียบทำนองและทางเดินคอร์ดของทั้งสองเพลงนี้จะเห็นได้ชัดว่า ทางเดินคอร์ดของทั้งสองเพลงนี้(แทบจะ)เหมือนกัน แต่พอมาอ่านแนวทำนอง จะพบว่า ค่าของโน้ต (Duration) จากเพลงทั้งสองเพลง มีความแตกต่างกัน โดยเพลง Ornithology จะมีการเคลื่อนไหวของทำนองที่รวดเร็ว ประกอบด้วยโน้ตที่มีค่าเป็น Eight Note เกือบตลอดทั้งเพลง ในขณะที่เพลงต้นแบบคือ How High The Moon จะมีโน้ตไม่กี่ตัว ซึ่งมีค่าเป็น Quarter Note หรือยาวกว่านั้น เมื่อดูที่ Tempo ในเพลง How High The Moon บอกว่า Moderately แต่พอเพลง Ornithology ซึ่งโน้ตก็เยอะอยู่แล้วกลับเขียนให้เล่นเป็น Fast Swing

เพลงอื่นๆที่ถูกยืม ได้แก่เพลง Cherokee ของ Ray Noble ที่ต่อมา Charlie Parker เอามาทำเป็นเพลง Ko Ko หรืออย่าง Back Home Again in Indiana ของ James Hanley กับ Ballard McDonald แต่งไว้ตั้งแต่ยุค 1910 ก็มาโดน Mile Davis เอามาทำเป็นเพลงรถด่วนชื่อ Donna Lee ในอีก 20-30 ปีต่อมา

นักดนตรีที่สำคัญในยุคนี้ คือ Charlie Parker หรือ “พี่เบิร์ด” (Bird) และนักทรัมเปต Dizzy Gillespie หรือ“พี่ดิษฐ์” (Diz)

ดนตรีแจ๊สในยุคนี้ เป็นเสมือนแม่แบบของดนตรีแจ๊สในยุคปัจจุบัน ไม่แต่เฉพาะของในเรื่องทำนอง วิธีคิด แต่รวมไปถึงวิธีการเล่นของนักดนตรีที่เล่นประกอบเช่น เปียโน เบส และกลอง ซึ่งหากฟังจากแนวดนตรีในยุคนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า เสียงกลองในยุคนี้ จะประกอบไปด้วย Ride และ Hi-Hat ที่ถูกเหยียบย่ำตลอดทั้งเพลงในจังหวะที่ 2 และ 4 มากกว่าในยุคก่อน ซึ่งในยุค Dixieland เรามักจะได้ยินกันแต่เสียงกระเดื่อง (Bass Drum) ที่ถูกกระทืบในจังหวะ 1 2 3 4 ตลอดเวลา แต่สำหรับดนตรี Bebop มือเบสกลับเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการรักษาจังหวะ 1 2 3 4 แทนกลอง โดยการเดินเบสในสัดส่วน Quarter Note และด้วยหน้าที่งานดังกล่าวของกลองและเบส ทำให้นักเปียโน ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มือซ้ายสร้างจังหวะให้วุ่นวายเหมือนในยุค Stride และ Ragtime ที่ เรามักจะเห็นมือซ้ายของนักเปียโนกระโดดไปมา พอมาถึงยุค Bebop มือซ้ายของนักเปียโนก็ได้หยุดพักผ่อน

รูปแบบของวงในยุค Bebop มักจะประกอบด้วย 4 หรือ 5 คน ได้แก่ เปียโน เบส กลอง แซกโซโฟน และทรัมเปต ซึ่งกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของวงแจ๊สมาจนถึงทุกวันนี้

นักดนตรีที่สำคัญๆอื่นๆ ก็ยังมีนักทรัมเปต Roy Eldridge และ Mile Davis ในช่วงวัยรุ่น มือกลอง Philly Jo Jones นักเปียโน Bud Powell และนักเปียโนนักแต่งเพลงอย่าง Thelonius Monk นอกจากนี้ยังมีนักแซกโซโฟน อย่าง Coleman Hawkins, Sonny Stitt และนักเปียโนประจำวงพีเบิร์ด Duke Jordan

ดนตรีแจ๊สในยุคหลัง Bebop

ผู้มีคณูปการต่อวงการแจ๊สในยุค Bebop และหลังจากนั้นคือ Mile Davis ซึ่งเริ่มมาจากการบรรเลงร่วมกับ Charlie Parker เขาเป็นผู้ที่พลิกโฉมหน้าวงการดนตรีแจ๊สมานับครั้งไม่ถ้วน เริ่มจากความเบื่อต่อดนตรีที่รวดเร็วและซับซ้อนแบบ Bebop จึงพยายามสร้างดนตรีที่มีสุ้มเสียงผ่อนคลาย ซึ่งต่อมาเรียกว่า Cool Jazz (หาฟังได้จาก Birth of the Cool ของ Mile Davis) ซึ่งนักดนตรีในแนวดังกล่าวได้แก่ Stan Getz นักเทนเนอร์แซกโซโฟน , Chet Baker นักร้องและนักทรัมเปต และ Gerry Mulligan นักบาริโทนแซกโซโฟน ลักษณะเด่นของดนตรีแบบ Cool Jazz ประการหนึ่งคือ การสร้างแนวประสานจากการมีเครื่องเป่าหลายชิ้น ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นักเปียโน อย่างไรก็ตามในยุคนี้ ก็ยังมีนักเปียโนที่โดดเด่นหลายคน เช่น Dave Brubeck (ลองหาฟังในชุด Time Out) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ ก็ยังมีผู้นิยมความรุนแรงดุดันอยู่ดี ซึ่งหนึ่งในนั้น ได้แก่ Art Blakey มือกลองซึ่งมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัย Bebop ดนตรีของ Blakey เรียกกันว่า Hard Bop ซึ่งยังคงมีจังหวะที่หนักหน่วง แต่ท่วงทำนองได้รับอิทธิพลจากดนตรีในสายบูลส์และกอสเพล ลองฟังงานของ Art Blakey and the Jazz Messengers ชุด Caravan และ Night in Tunesia นักดนตรีเด่นๆในยุคนี้ได้แก่ นักเปียโน Horace Silver และ Cedar Walton เป็นต้น

แนวดนตรีอีกแนวหนึ่งที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาหลังจากสมัย Bebop ในช่วง 1950-1960 ได้แก่ ดนตรียุค Post Bop โดยมี Mile Davis นำขบวน วงดนตรีของ Mile Davis มักจะมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกอยู่เสมอ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของวงการ สมาชิกในวงของ Mile ที่ต่อมากลายเป็นตำนาน เช่น John Coltrane, George Coleman และ Wayne Shorter นักเทนเนอร์แซกโซโฟน, Paul Chambers และ Ron Carter เบส, Julian Cannonball Adderly อัลโตแซก, Red Garland, Bill Evans และ Wynton Kelly อีกทั้ง Herbie Hancock นักเปียโน, และ Philly Joe Jones, Jimmy Cobb และ Tony Williams กลอง

อัลบั้มหลักๆที่น่าฟังได้แก่ Cookin’ with the Mile Davis Quintet ซึ่งเป็นยุคแรกที่มี Red Garland เล่นเปียโน, อัลบั้ม Kind of Blue ซึ่งเป็นดนตรีต้นแบบของModal Jazz ที่มี Bill Evans, Paul Chambers, Jimmy Cobb เป็นต้น อัลบัม Someday My Prince Will Come ซึ่งเป็นอัลบัมโปรดของนักเปียโน และอัลบัมในยุคหลังที่มี Herbie Hancock, Ron Carter, Wayn Shorter และ Tony Williams ได้แก่ ESP และ Miles Smiles เป็นต้น

นอกจาก Mile Davis แล้ว นักเทนเนอร์แซกโซโฟน นามว่า John Coltrane หรือ“Trane” ซึ่งระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ในวง Mile Davis Quintet เขาก็ได้บันทึกเสียงอัลบั้มสุดยอดของวงการอย่าง Giant Steps ซึ่งแสดงให้โลกได้ประจักษ์ถึงทักษะการบรรเลง แนวความคิดในเชิงเสียงประสานชั้นสูง และหลังจากที่ออกจากวงของ Mile Davis แล้ว Trane ก็ได้ตั้งวงของตัวเองซึ่งประกอบด้วยนักเปียโน McCoy Tyner มือกลอง Elvin Jones และมือเบสที่เปลี่ยนไม่ซ้ำหน้าซ้ำตาอีกหลายคน ในช่วงนี้ดนตรีของ Trane กลายเป็นดนตรีที่เข้มข้น ดุดัน และพัฒนาจากดนตรีที่มีโครงสร้างเสียงประสานที่ซับซ้อนอย่าง Giant Steps กลายเป็นดนตรีที่มีทางคอร์ดเพียง 1-2 คอร์ดและบรรเลงสด (Improvise) บนทางคอร์ดนั้นอย่างถึงพริกถึงขิง นักดนตรีร่วมวงอย่าง McCoy Tyner และ Elvin Jones เองก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นนักเปียโนและมือกลองที่มีอิทธิพลต่อนักดนตรีรุ่นต่อมาแทบจะทุกคน อัลบั้มเด่นๆในยุคนี้ ได้แก่ A Love Supreme และ Dear Old Stockholm

ปัจจุบัน ดนตรีแจ๊สได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและนับวันก็ยิ่งมีสุ้มเสียงแบบใหม่ๆ พัฒนาการที่โดดเด่นในยุคหลัง คงจะกล่าวได้ว่าเริ่มขึ้นหลังจากนักทรัมเปตและนักเทนเนอร์แซกโซโฟน ชื่อ Wynston และ Branford Marsalis เข้าสู่วงการ จากนั้น วงการดนตรีแจ๊สก็ตื่นตัวและมีอะไรใหม่ๆมาประดับวงการ ไม่ขาด

ถึงตรงนี้ ก็คงมีนักดนตรี และเพลงอีกมากที่ตกหล่นไปนอกจากที่กล่าว แต่ทั้งหมดนี้ ก็คือสิ่ง

สำคัญที่อยากให้ผู้ที่ยังไม่ได้สัมผัสดนตรีแจ๊ส และอยากเล่น อยากศึกษา ได้ลองหางานเหล่านี้มาทำความรู้จักกันเป็นเบื้องต้นเสียก่อน ก่อนที่เราจะมาศึกษากันในเชิงเทคนิค ทฤษฎีและแนวความคิดต่างๆต่อไป

*** คัดลอกจากเอกสาร Copy (ถ่ายเอกสารมา) นัยว่ามาจากนิตยสาร “เพลงดนตรี” ผู้เขียนไม่ทราบว่าเป็นปีใดฉบับใด ต้นฉบับก็ถูกหนูกัดขาดวิ่นไปแล้ว เลยแอบคัดลอกไว้ใน Blog นี้ และขอขอบพระคุณท่านผู้เขียนเดิมไว้เป็นอย่างสูงด้วยครับ ^_^

 

 




Create Date : 02 มิถุนายน 2555
Last Update : 12 มิถุนายน 2555 8:59:49 น. 0 comments
Counter : 2901 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wwai9
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




สวัสดีครับ นี่คือ Blog ส่วนตัวของคุณ waiwai นะครับ
Friends' blogs
[Add wwai9's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.