! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2563
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
29 ธันวาคม 2563
 
All Blogs
 

บทที่ 18 : ต้องการ

 

 
 


 
 
            ผ่านมาสามสัปดาห์ ชีวิตประจำวันของสุชาญเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่ออกจากงานประจำมาทำหน้าที่สามีคอยดูแลภรรยาสติไม่ดีเต็มตัว ในทุกคืนพวกเขาเข้านอนพร้อมกันก็จริง ทว่าชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายตื่นก่อนเสมอ เพื่อปล่อยสุนัขออกมาขับถ่ายบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน ก่อนขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปหาซื้ออาหารเช้าง่าย ๆ อย่างเช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้ง โจ๊กหรือข้าวมันไก่ในตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ซื้อหามาไว้รับประทาน บางครั้งก็ถือโอกาสเลือกซื้อกับข้าว เผื่อสำหรับมื้อเที่ยงไปด้วยเลยในตัว

            เขาทำอาหารง่าย ๆ เป็นแค่บางอย่างก็จริง ทว่ามันก็ไม่ได้รสชาติดี ถึงขนาดเผื่อแผ่ให้คนอื่นรับทานด้วยได้ โชคดีที่พิศมณีไม่เคยวิจารณ์หรือบ่นอะไร หญิงสาวอ้าปากรับอาหารจากมือของสุชาญอย่างว่าง่าย มีความสุขกับอะไรก็ตามที่สามีป้อนให้ ไม่อิดเอื้อนอิดออดหรือต่อรอง มีอะไรให้ทานก็ทานอย่างไม่เกี่ยงงอน

            ทุกเช้า สุชาญจะไม่เป็นฝ่ายปลุกภรรยา เขาปล่อยให้อีกฝ่ายนอนนานเท่าไหร่ก็ได้ เพราะสังเกตเห็นว่าพิศมณีมักง่วงเหงาหาวนอนในระหว่างวันบ่อย อาจเป็นด้วยฤทธิ์ยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอ ทำให้หญิงสาวสามารถหลับได้ทั้งวัน อีกทั้งบางคืนยังตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเกิดฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง ชายหนุ่มเคยลองเลียบเคียงถามอีกฝ่ายดูแล้ว ทว่าได้ความไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็พอจะปะติดปะต่อได้ว่า คงเป็นความฝันที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งก่อนโน้น เหตุร้ายซึ่งคงฝังรากลึกลงในจิตใต้สำนึกของเจ้าตัว จนยากที่จะลบเลือน

            หลังกลับจากตลาด สุชาญก็จะเริ่มต้นทำความสะอาดบ้าน จัดการปัดกวาดเช็ดถูชั้นล่าง เพราะมีสุนัขคอยย่ำเท้าเข้านอกออกในบ้านตลอดทั้งวัน อีกทั้งภรรยาเองก็ชอบมาทิ้งตัวลงนอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้นห้องนั่งเล่นอยู่บ่อย ๆ เขาบอกยกเลิกคนงานจากทางบ้านอัญวณิชย์ ที่เคยมาช่วยทำความสะอาดไป เพราะมองว่างานบ้านทั้งหมด ตนก็ควรรับผิดชอบจัดการทำด้วยตัวเอง

           พอต้องอยู่กับบ้านอย่างจริงจัง สุชาญจึงเริ่มเปิดโทรทัศน์ดูบ้าง เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ แต่ส่วนใหญ่ก็มักเลือกดูช่องที่นำเสนอข่าวสาร สารคดี หรือไม่ก็การ์ตูนเด็กที่พิศมณีโปรดปราน หลีกเลี่ยงรายการที่นำเสนอด้วยภาพและเสียงโฉ่งฉ่างเสียงดัง เพราะกลัวจะส่งผลกระทบในทางลบ ตามอย่างที่ไพฑูรย์เคยบอกกล่าวเอาไว้

           
            หลังลงมือถูบ้านเสร็จ เหลือบมองดูนาฬิกาเห็นเป็นเวลาแปดโมงกว่า เขาจึงขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อเตรียมปลุกภรรยา ด้วยไม่อยากให้อีกฝ่ายรับอาหารเช้าล่าช้า เกินกว่าเวลาที่ควรจะเป็น

            เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของอีกฝ่าย เห็นหญิงสาวยังคงนอนนิ่งหลับตาพริ้ม มีความสุขกับห้วงนิทราในยามสาย เห็นแบบนั้นแล้ว สุชาญจึงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนเอ่ยปากเรียกขานพร้อมกับเขย่าแขนเบา ๆ ปลุกไปด้วย

            “คุณพิศ เช้าแล้วครับ ตื่นได้แล้วนะ”

            มองเห็นเปลือกตาคนหลับยุกยิกคล้ายรู้สึกตัวแล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับพลิกตัวตะแคงหันหลังให้กันเสียอย่างนั้น สุชาญถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนยื่นแขนทั้งสองข้างออกไป ช้อนเอาร่างดังกล่าวจากทางด้านหลัง บังคับให้อีกฝ่ายต้องลุกขึ้นมานั่งโดยปริยาย

            เคยลองมาสารพัดวิธีปลุกแล้ว สุดท้ายก็ค้นพบว่า วิธีการนี้ใช้ได้ผลดีที่สุด ต่อให้งัวเงียงอแงแค่ไหนพอโดนบังคับจับนั่ง สุดท้ายเจ้าตัวก็จำต้องตื่นลืมตา เพื่อถูกส่งเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเป็นลำดับต่อไป

            ไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับอาการผิดปกติทางสมองหรือสติปัญญา นอกเหนือไปจากนี้ สุชาญยังต้องรับมือกับลูกอ้อนสารพัดรูปแบบจากแม่ตัวดี จนบางที เขาก็ชักไม่แน่ใจว่า อีกฝ่ายแสดงออกเพราะไร้เดียงสา หรือว่าอันที่จริง เจ้าตัวรู้ความอยู่แล้วกันแน่

            เหมือนอย่างตอนนี้ที่พิศมณีพลิกตัว หันเอาหน้ามาซุกซบกับท่อนอกและหน้าท้องของเขาอย่างเต็มที่ ทำให้สุชาญทั้งรู้สึกจั๊กจี้ และมีอารมณ์ตื่นตัวพลุ่งพล่านขึ้นมาพร้อมกัน

            “ลุกขึ้น แล้วแปรงฟันล้างหน้าครับ วันนี้มีปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานด้วยนะ”

            เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ สุชาญจึงต้องขยับตัวเป็นฝ่ายนำทางไปยังห้องน้ำเสียเอง โดยมีคนขี้เซาที่ทำตัวเหมือนลูกลิงเกาะตัวแม่กอดติดตามไปด้วย

 
            สิ่งแรกที่พิศมณีมักทำเมื่อลงมาจากชั้นบน คือเล่นกับเจ้าสไปค์ ลูกสุนัขที่ตนเก็บมาเลี้ยงกับมือ ทว่าเป็นหน้าที่ของคนอื่นคอยดูแลให้ข้าวน้ำ จากสุนัขจรจัดข้างถนนกลายเป็นสุนัขเฝ้าบ้านขนสวยสุขภาพดี แถมได้กินนอนอยู่ในบ้านสวยหลังโตราคาหลายสิบล้านอีกต่างหาก

            นายผู้หญิงของบ้านทั้งลูบหัวลูบตัว บางจังหวะหญิงสาวก็ก้มตัว เอาหน้าผากตัวเองเข้าถูไถกับส่วนหัวของเจ้าหมา แสดงออกอย่างมันเขี้ยวปนรักใคร่ ทำแบบนี้กับเจ้าสไปค์เสร็จก็จะมุ่งไปหาสุชาญเป็นรายต่อไป แต่เพราะอีกฝ่ายตัวสูงกว่า เธอเลยไม่สามารถเขย่งตัวขึ้นไถหน้าผากชายหนุ่มได้ หญิงสาวจึงทำได้แค่ซุกหน้าลงกับท่อนอก แล้วส่ายหน้าถูไถไปมากับเสื้อ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์มันเขี้ยวของตนแทน

            “อีกแล้วหรือครับ”

            สุชาญบ่นอย่างอ่อนอกอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้ผลักไสหรือห้ามปราม ตราบเท่าที่อีกฝ่ายทำแบบนี้อยู่แค่ภายในบ้าน หรือแสดงออกกับตนเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

            หลังจัดการให้ภรรยารับอาหารเช้าและยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็นำตะกร้าใส่ผ้าที่ใช้แล้วของตัวเองและอีกฝ่ายลงมาจากชั้นบน เพื่อเตรียมซักทำความสะอาด ไม่มีอะไรยากลำบากกับการแค่แยกประเภทเสื้อผ้าแล้วใส่ในเครื่องซักผ้าฝาหน้า เติมผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มลงในช่อง แล้วหลังจากนั้นก็เพียงแค่ปล่อยให้เครื่องซักผ้าทำงานของมันไปตามอัตโนมัติ

            ด้วยความเคยชินแต่เก่าก่อน ชายหนุ่มรวมเอาชั้นในของทั้งสองคนมาซักเองด้วยมือ โดยไม่ได้นึกรังเกียจ หรือมองเป็นของต่ำตามความเชื่อของคนทั่วไป สุชาญมองว่าการที่สามีซักผ้าให้ภรรยานั้น ไม่ได้เป็นการลดทอนเกียรติ ศักดิ์ศรี หรือคุณค่าในตัวแต่อย่างใด ไม่ต่างอะไรกับพ่อแม่ที่ซักผ้าอ้อมให้ลูกน้อยวัยแบเบาะ ซึ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรกมากกว่านี้หลายเท่านัก

            โดยปกติแล้ว พิศมณีไม่มีปัญหาอะไรกับเวลาขับถ่าย แต่เมื่อใดก็ตามที่ประจำเดือนของเธอมา จะต้องมีคนที่คอยทำหน้าที่เปลี่ยนแผ่นผ้าอนามัย โดยการลอกแผ่นกาวและแปะลงบนกางเกงในตัวใหม่ แล้วส่งให้อีกฝ่ายนำเข้าไปผลัดเปลี่ยนในห้องน้ำทุกสามหรือสี่ชั่วโมง ผ้าอนามัยของเดิมที่มีคงเหลืออยู่นั้น เป็นแบบที่มีขนาดความยาวมากกว่าปกติ จึงไม่ยากสำหรับการกะระยะตำแหน่งทาบวาง ในทีแรก สุชาญเองต้องทำใจอยู่นานครู่ใหญ่ กว่าจะลงมือห่อผ้าอนามัยใช้แล้วด้วยกระดาษ เพื่อทิ้งให้ถูกต้องตามสุขอนามัย ซึ่งหลังจากต้องทำเช่นนี้อยู่หลายเที่ยว เขาก็มองเห็นเป็นเรื่องธรรมชาติของเพศหญิง เมื่อปรับจิตใจได้แล้วจึงเกิดความเคยชินไปเอง ในที่สุด

            เรื่องซักชุดชั้นในนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเขาไม่ทำ..แล้วใครจะทำ

 
            ลูกโป่งฟองสบู่น้อยใหญ่หลายสิบใบล่องลอยอยู่ในอากาศ พิศมณีกำลังสนุกสนานกับการกดไกปืนของเล่นให้ทำงาน สร้างฟองสบู่จากน้ำผสมแชมพูสระผม เธอมองดูประกายสีรุ้งที่เคลือบอยู่บนผิวหน้าของฟองสบู่เหล่านั้น ด้วยแววตาเลื่อนลอยแสดงความหลงใหล ปล่อยให้สายลมพัดพาฟองสบู่ลอยตัวปลิวละล่องไป แล้วเอื้อมมือออกไปแตะสัมผัส ให้เหล่าฟองแตกตัวกลายเป็นละอองน้ำในอากาศ เล่นสนุกพลางหัวเราะคิกคักคนเดียวอย่างชอบใจ โดยมีเจ้าสไปค์ทำท่าตะกุยตะกายเกาะตรงหน้าขา ดังต้องการมีส่วนร่วมด้วย

            เวลานั้น ทั้งสามอยู่ด้วยกันตรงลานซักล้างหลังบ้าน สุชาญกำลังซักชุดชั้นในอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ เขาเงยหน้าขึ้น เมื่อได้ยินเสียงสุนัขส่งเสียงร้องงี้ดง้าดขึ้นมา ก่อนที่ทั้งภรรยาและลูกหมาจะพากันออกวิ่งตรงไปยังบริเวณหน้าบ้าน ทำให้สุชาญจำต้องล้างมือ เพื่อติดตามไปดูสาเหตุด้วยอีกคน

            ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำ ก้าวลงมาจากรถสปอร์ตสีแดงคันงาม แม้สวมใส่แว่นกันแดดบดบังใบหน้า ทว่าผมทรงเดรดล็อคโดดเด่นสะดุดตานั้น สุชาญจดจำได้ดีว่าเป็นผู้ใด

            “พี่พิศ พี่ชาญ สวัสดี วันนี้ผมว่าง เลยแวะมาหาสักหน่อย แล้วนี่เลี้ยงหมากันด้วยหรือ”

            เพชรกล้ากล่าวทักทายเจ้าบ้านด้วยน้ำเสียงรื่นเริง มือข้างหนึ่งหิ้วถุงใส่กล่องขนมเค้กใบใหญ่ ส่วนอีกข้างอุ้มตุ๊กตาไม้ตัวใหญ่ไว้แนบตัว เดินผ่านประตูรั้วเพื่อเข้าสู่ตัวบ้าน โดยมีลูกสุนัขกระดิกหางวิ่งตามพัวพัน และมีพี่สาวตัวเองจด ๆ จ้อง ๆ มองดูของฝากในมือของตนอยู่อย่างไม่วางตา

            “คุณพิศเก็บมาน่ะครับ เลยต้องเลี้ยงเอาไว้”

            “แหม ไอ้ตัวนี้โชคดีนะนี่ ถ้าเป็นปกติ หมาแมวนี่พี่พิศไม่แตะเลยนะ แกไม่ชอบสัตว์ ใครอุ้มหมาอุ้มแมวเข้ามาอยู่ในระยะสายตา แกจะมองเป็นสัตว์ไปด้วยเลย พอมาอยู่ที่นี่ ดันเก็บหมามาเลี้ยงหน้าตาเฉย ภาระพี่ชาญหนักเข้าไปอีก”

            น้องชายพูดแฉพี่สาว พลางใช้ปลายเท้าเล่นยกตัวลูกสุนัขขึ้นไปมาอย่างนึกสนุก ก่อนโน้มตัวลงลูบหัวมันสองสามทีเป็นการผูกมิตร

            “พอดีจำได้ว่า อีกสองวันก็เป็นวันเกิดพี่พิศ แต่ผมมีคิวงานเลยจะไม่อยู่นี่สิ ก็เลยซื้อเค้กมาฉลองให้ก่อนล่วงหน้า ส่วนตุ๊กตาแม่ลูกดกนี่ตั้งใจเอามาให้ ฝากคนไปรัสเซียหิ้วกลับมาเชียวนะ”

            “ขอบคุณมากครับ”

            สุชาญรับกล่องขนมเค้กจากมืออีกฝ่าย ตอนที่คนทั้งหมดพากันเข้ามานั่งตรงห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว พิศมณียังคงให้ความสนใจกับตุ๊กตาไม้เขียนลวดลาย พร้อมเคลือบเงาอย่างดีที่อยู่บนตักของเพชรกล้า ตุ๊กตาตัวดังกล่าวมีความสูงประมาณหนึ่งไม้บรรทัด เป็นงานฝีมือที่มีความพิเศษอยู่ภายในตัวของมัน เพราะภายในรูปทรงกระบอกคล้ายผู้หญิงหุ่นอวบอ้วนป่องกลาง มีตุ๊กตาแบบเดียวกันทว่าลดหลั่นตามขนาด เรียงซ้อนกันอยู่ข้างในจำนวนหลายตัว

            อาจเป็นด้วยเหตุนี้ จึงถูกเรียกเป็นตุ๊กตาแม่ลูกดก เป็นงานฝีมือที่ประณีตต้องอาศัยทักษะในการแกะสลักเนื้อไม้ ร่วมไปกับการเขียนลวดลาย และลงสีสันให้เป็นเอกลักษณ์อย่างสวยงาม ตุ๊กตาประเภทนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และมีชีวิตยืนยาว ด้วยความหมายอันดีนี้จึงทำให้เป็นที่นิยมกันมาช้านาน

            “ขอหน่อยค่ะ”

            พิศมณีไม่รอช้า กล่าวขอของเล่นใหม่ที่จับความสนใจจากอีกฝ่ายในทันที

            “หืม หูฝาดรึเปล่าเนี่ย พี่พิศพูดขอได้ด้วย”

            เพชรกล้าผู้ซึ่งถอดแว่นกันแดดออกแล้ว ถึงกับเลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นจนสุด สีหน้าแสดงความประหลาดใจปนทึ่งอย่างไม่ปิดบัง ขณะฟังพี่สาวเอ่ยขอซ้ำอีกครั้ง

            “ขอหน่อยค่ะ”
            “ไหนลองบอกชื่อตุ๊กตามาซิ ถ้าบอกได้ ยกให้เลย เอาเปล่า”

            เจตนาของผู้ให้เพียงแค่ต้องการหยอกเย้าเล่น เป็นลีลากวนประสาทกันเท่านั้น ทว่าผู้รับกลับทำในสิ่งไม่คาดฝัน พิศมณีหรี่ตาลงมองจ้องตุ๊กตาดังกล่าว ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมาเสียงเบา 

            “มา.. โตรช.. มาโตรชก้า”
            “อะไรนะ พี่พิศ ขออีกที”
            “มาโตรชก้า”
            “เอาว่ะ”

            เพชรกล้าอุทานอย่างตื่นเต้นกับตัวเอง ก่อนควักเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโหมดถ่ายวิดีโอ แล้วหันกล้องไปทางพี่สาว อีกมือหนึ่งจับตุ๊กตาแม่ลูกดกในมือวางลงบนพื้นที่ว่างใกล้ตัว

            “อ่ะ พี่พิศ ถ้าอยากได้ตุ๊กตานี้ บอกอีกทีนะ ว่าตุ๊กตานี่ชื่ออะไร พูดดัง ๆ เลย”

            คนถูกถ่ายวิดีโอเอียงคอมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ พิศมณีเบนสายตาหันกลับไปมองตุ๊กตาเคลือบเงาตัวสวย ก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดังตามที่ถูกบอกกล่าว

            “มาโตรชก้า”

            เพชรกล้าเหยียดมือขึ้นสุดแขน หันกล้องมาจับหน้าตัวเอง พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้นเป็นอันมาก

            “ที่กำลังเห็นอยู่นี่ ไม่มีใครบอกนะ พี่พิศพูดออกมาเอง แกนึกด้วยตัวเองแล้วก็พูดออกมา แปลกดีไหมล่ะ อะไรที่ไม่น่าจะรู้หรือควรจำ พี่พิศกลับจำได้อ่ะ อ่อ แต่พี่พิศยังจำผมไม่ได้หรอกนะ เสียใจจัง”

            น้องชายคนเล็กแห่งบ้านอัญวณิชย์กดหยุดบันทึกภาพ ยิ้มกริ่มขณะกดส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวไปให้ใครบางคนปลายทาง ก่อนหันมาสนใจพี่สาว ด้วยการหยิบยื่นรางวัลที่เจ้าตัวรอคอยไปตรงหน้า พิศมณีกล่าวคำขอบคุณก่อนรับเอามา แล้วเริ่มต้นลงมือแยกชิ้นส่วนตุ๊กตาในทันที โดยมีเจ้าสไปค์วนเวียนดมฝาตุ๊กตาไม้ชิ้นแล้วชิ้นเล่า ราวกับทำหน้าที่ค้นหาและตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม

            “เดี๋ยวพี่รอดูคนขี้อิจฉา รีบแจ้นตามผมมาที่นี่นะ”
            “คนขี้อิจฉา คุณเพชรหมายถึงใครหรือครับ”

            สุชาญถามอย่างไม่เข้าใจในคำบอกเล่า ทว่าเพชรกล้าไม่ตอบคำถามดังกล่าว ชายหนุ่มถอดแจ็คเก็ตตัวนอกออกวางพาดพนักโซฟา ก่อนกระเถิบไปเอนตัวลงนอนเต็มเหยียดทางหนึ่งอย่างถือวิสาสะ ทำตัวตามสบายราวกับอยู่ในบ้านของตัวเอง โดยไม่ขออนุญาตหรือคำนึงถึงมารยาทแต่อย่างใด

            “โทษนะพี่ แต่ผมง่วง ๆ อ่ะ ยังไม่ได้นอนเลยตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้ไม่ไหวล่ะ ของีบตรงนี้สักหน่อยก็แล้วกัน ฝากดูพี่พิศ อย่าให้แกมาเล่นหัวผมด้วยนะพี่ ผมทรงนี้มันแก้ยาก ต้องเสียเวลาไปนั่งให้ช่างเขาแก้ให้ด้วย ไม่ใช่อะไรหรอก”

            เพชรกล้าบอกกล่าว ก่อนจะหลับตาลงและเงียบเสียงไป สุชาญมองดูมือกีตาร์ของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงในวงกว้างระดับหนึ่ง น้องชายคนเล็กของภรรยา ผู้มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างสุดขั้ว ทว่านำพาบรรยากาศและสัมพันธภาพของการเป็นครอบครัวติดตัวมาเยี่ยมเยือน

            เขาเลื่อนปิดกระจกที่กั้นห้องรับแขกและเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้นอนพักอย่างสบาย กลับไปจัดการซักตากผ้าที่ค้างคาไว้หลังบ้านต่อ โดยไม่มีใครตามมาอยู่เป็นเพื่อน เพราะพิศมณีกำลังง่วนอยู่กับของเล่นใหม่ ส่วนสุนัขก็เต็มใจที่จะอยู่เฝ้ายามข้างเจ้านายสาวมากกว่าเจ้านายหนุ่ม

            แม้อะไรต่อมิอะไรจะแลดูแปลกพิลึกพิกล ทว่าบ้านก็คือบ้าน สุชาญนึกชอบบรรยากาศแบบนี้ พวกพี่น้องอัญวณิชย์ต่างแสดงออกและปฏิบัติดีต่อเขา ให้การยอมรับเสมือนหนึ่งเป็นสมาชิกอีกคนในครอบครัว ไม่มีใครดูถูกดูแคลนคนที่ต่ำชั้นกว่าอย่างตน แต่ละคนเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา อีกทั้งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีความรักและห่วงใยในตัวพี่น้องของตนอย่างแท้จริง

            สุชาญเกี่ยวสายเสื้อชั้นในสตรีแบบไร้โครงตัวหนึ่งลงในร่องไม้แขวนเสื้อ แม้รับรู้ถึงขนาดรอบอกและโนมเนื้อของผู้สวมใส่ แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสอวัยวะส่วนนุ่มนิ่มดังกล่าวนั้นโดยตรงเลยสักที

            สำหรับเขา มันเป็นทั้งความหวามไหวและความทรมานใจเล็ก ๆ ควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน
 

 
+++++++++++++++++++++++++++
 
 

            คนขี้อิจฉาโผล่มาจริงตามคำบอกของเพชรกล้า ตอนเที่ยงกว่า ไพฑูรย์ขับรถมาจอดต่อท้ายรถของน้องชายเพิ่มอีกคัน ก่อนเปิดประตูรั้วเข้ามาเองทั้งอยู่ในชุดสูททำงานเต็มยศ เหมือนเพิ่งออกมาจากบริษัทหรือที่ประชุมมาหมาด ๆ

            พี่ชายคนรองไม่สนใจน้องชายคนเล็กผู้นอนหลับอยู่บนโซฟา หากรีบปรี่เข้าไปหาพี่สาวคนโตผู้ทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองดูคนแปลกหน้าแวบหนึ่ง ก่อนก้มลงไปสนใจกับการถอดประกอบชิ้นส่วนตุ๊กตาแม่ลูกดกนับสิบตัวที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นต่อ คงมีเพียงแต่ลูกสุนัขลุกขึ้นมากระดิกหางต้อนรับผู้มาเยือนคนใหม่

            “ทำไมมีแต่เจ้าสไปค์หมาหนาม ดีใจอยู่ตัวเดียวล่ะเนี่ย พี่พิศ โธ่.. ไม่สนใจน้องเลย อุตส่าห์ทิ้งงานมาหาเลยนะนี่ เฮลโล่ ๆ มายซิสเตอร์ ฮาว อาร์ ยู ทูเดย์”

            ไพฑูรย์ไม่ได้ตั้งใจสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เพียงแค่อยากทำเสียงดึงความสนใจจากพี่สาวเท่านั้น ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะอีกฝ่ายหยุดมือจากของเล่น แล้วเงยหน้าขึ้นมองกันอีกครั้ง

            “อัม ฟายน์ ฮาว อะเบาท์ ยู”

            พูดจบ พิศมณีก็ก้มหน้าสนใจของเล่นต่อ ทิ้งให้ไพฑูรย์นิ่งอึ้งไปกับคำพูดโต้ตอบดังกล่าว เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่ตนเพิ่งเคยได้ยินพี่สาวตอบสนอง โดยที่ถูกถามและตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษได้เหมือนเมื่อครั้งอดีต

            สุชาญออกมาจากในครัวพร้อมกับถือแก้วน้ำเย็นมารับรอง เมื่อเห็นเป็นไพฑูรย์ผ่านประตูบ้านเข้ามา

            “พี่ชาญ เมื่อกี้ พี่พิศพูดภาษาอังกฤษกับผมด้วยครับ”

            “ไม่ใช่ว่า คุณพิศเธอรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วหรือครับ เวลาดูทีวีด้วยกัน ผมเห็นเธอชอบดูการ์ตูนที่มันพูดภาษาอังกฤษกัน ยังเคยถามเลยว่า คุณพิศฟังรู้เรื่อง เข้าใจด้วยเหรอ เธอบอกว่ารู้ ผมเลยไม่ได้แปลกใจอะไร”

            ไพฑูรย์รับแก้วน้ำดื่มจากสุชาญ ขณะรับฟังคำบอกเล่าจากพี่เขยไปด้วย ส่วนสุชาญหมายถึงช่องฉายการ์ตูนต่างประเทศทางเคเบิ้ลทีวี ที่พวกตนมักเปิดรับชมในช่วงระหว่างวัน

            “ไอ้ที่ว่ารู้น่ะ เคยรู้มาก่อนที่จะเป็นแบบนี้ไงครับ แต่พอมาได้ยินตอนนี้ มันเลยทำให้ผมรู้สึกเหมือนความจำแกเริ่มฟื้นฟูกลับมาทีละน้อย ก่อนหน้านี้ ผมก็เคยพูดด้วยนะ แต่แกไม่ตอบสนองอะไร”

            ไม่พูดเปล่า แต่หันกลับไปทางพี่สาวอีกหน คราวนี้ ไพฑูรย์ลองทดสอบอะไรบางอย่าง ด้วยการพูดเป็นประโยคที่ทั้งยาวและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

            “Which is relationship about you and him ? siblings or husband and wife?” (ความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับเขาคือแบบไหน พี่น้องหรือสามีภรรยา)

            มือของพิศมณีหยุดลงอีกครั้ง คราวนี้เธอเงยหน้าขึ้น มองสลับไปมาระหว่างผู้ชายสองคนตรงหน้า มีความสับสนลังเลใจฉายอยู่ในดวงตาคู่กลม ก่อนเอ่ยเอื้อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งยานคาง ขณะที่ไพฑูรย์เกร็งตัว ทำท่าลุ้นเต็มที่

            “I don't know. He is just Chan of me. He is mine.” (ฉันไม่รู้ เขาแค่เป็นชาญของฉัน เขาเป็นของฉัน)
            “Well, Do you love him?” (พี่รักเขาไหม)
            “Yes, I do.” (ใช่ ฉันรักเขา)
            “Am I your the first brother or the second one?” (แล้วผมเป็นน้องชายคนแรกหรือคนที่สองของพี่)
            “I don't have any brothers. you are stranger.” (ฉันไม่มีพี่น้องผู้ชายหรอกนะ นายเป็นคนแปลกหน้า)

            บทสนทนาสิ้นสุดหยุดลง พร้อมกับอาการยกมือขึ้นกุมขมับของไพฑูรย์ ผิดกับสุชาญที่หน้าแดงเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นมา เมื่อได้ยินได้ฟังอีกฝ่ายตอบคำถามเรื่องความรู้สึกของตัวเอง อันที่จริงแล้ว ตัวพิศมณีเองคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ความรักคืออะไร เธอคงเพียงแค่ตอบไป เพราะเขาเป็นคนเดียวที่อยู่กับเธอในตอนนี้

            และเพราะสุชาญนั่งอยู่บนโซฟา ทั้งมองสบสายตากับพิศมณี หญิงสาวจึงโหย่งตัวขึ้นนั่งคุกเข่าและสวมกอดเขา ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้แม้แต่เพชรกล้า ผู้ซึ่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในขณะนั้นต้องประหลาดใจ

            “ชาญเอาเด็กมา อยากได้เด็ก”
            “ผมไม่มีหรอกครับ พูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้นะครับ เขาจะเข้าใจผิดกันหมด”

            สุชาญพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ดูเหมือนคำพูดพิลึกพิกลและพฤติกรรมชอบโผเข้ามากอดอยู่บ่อยหน เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณวันสองวันที่ผ่านมานี้เอง เขาไม่รู้ว่า ความคิดเหล่านี้มาจากไหน คงมีเพียงเจ้าตัวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้

            บางที อาจเห็นจากในโทรทัศน์ แล้วจำเอามาขอกับเขาแบบผิด ๆ หรือไม่ก็เป็นเพราะตอนออกไปเดินเล่นที่สวนหย่อมกลางหมู่บ้านตอนเย็น แล้วเห็นพวกเด็ก ๆ วิ่งเล่นกัน เลยเกิดความคิดอยากจะมีเด็กขึ้นมาบ้าง

            คงอยากได้อยากมี.. แบบเดียวกับที่มีลูกหมา ซึ่งคงไม่ได้อยากมี.. แบบที่ต้องอุ้มท้องเหมือนผู้หญิงปกติธรรมดาทั่วไป

            ส่วนพิศมณียังคงกอดรัดสุชาญต่อไป ด้วยคิดว่า การทำเช่นนี้แล้วจะทำให้มีเด็กทารกโผล่ออกมา เด็กตัวเล็ก ๆ นอนดิ้นกระดุกกระดิกในรถเข็นเด็กแบบที่เธออยากได้ และผู้หญิงเจ้าของเด็กคนนั้นก็บอกวิธีแก่ตนว่า “ถ้าอยากได้เด็ก ก็ต้องกอด

            เสียงหัวเราะด้วยความขบขันของเพชรกล้าดังขึ้นในเวลานั้น ผิดกับไพฑูรย์ผู้หลับตา ทำสีหน้าประหนึ่งเจ็บปวดกับคำพูดของพี่สาวเสียเหลือเกิน
 

 
++++++++++++++++++++++++++++
           

 
            สวนหย่อมขนาดย่อมกลางหมู่บ้านเป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือไปจากห้องรวมเครื่องออกกำลังกายหรือฟิตเนส ซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกับนิติบุคคลหมู่บ้าน ในตอนเย็นจะมีคนมาวิ่งหรือเดินออกกำลังกายที่สวนสวยอยู่เป็นประจำ บางบ้านก็พาเด็กหรือสุนัขออกมาพักผ่อนหย่อนใจ เหมือนกับครอบครัวของสุชาญที่พาภรรยาและสุนัขออกมาเดินเล่นด้วยเช่นกัน

            เจ้าสไปค์ในสภาพมีสายรัดอกและสายจูงพร้อมสรรพ เดินสี่ขาอย่างร่าเริงนำหน้าเจ้านายทั้งสองตรงไปตามถนนอย่างรู้ทาง มันชอบช่วงเวลาในตอนเย็นที่จะได้ถูกพาออกมาเดิน และได้เล่นกับพวกเด็ก ๆ มากหน้าหลายตา แม้ไม่ใช่สุนัขเกรดดีมีสายพันธุ์ แต่หลายคนก็ไม่ได้นึกรังเกียจมัน เพราะคนรักสัตว์ย่อมมีจิตเมตตาเผื่อแผ่แก่สัตว์โลกอื่น ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์เลี้ยงของตัวเอง

            เมื่อไปถึงสวนหย่อม เด็กหลายคนเข้ามาเล่นวิ่งไล่จับกับเจ้าสไปค์อย่างสนุกสนาน ทว่าไม่มีใครเล่นกับพิศมณี เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเธอนั้นโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เป็นเหมือนอย่างเด็กด้วยกัน โชคดีที่ทัศนียภาพของสวนสวยประกอบกับลมพัดเย็นเรื่อยเฉื่อย ทำให้หญิงสาวหันไปสนใจกับต้นไม้ใบหญ้ามากกว่าการละเล่นสนุกสนาน สุชาญปล่อยให้ภรรยาพิจารณาพุ่มดอกเข็มไปตามสบาย เพราะต้องคอยเหลียวหันไปดูสุนัขที่ตอนนี้ ปล่อยออกจากสายจูงให้ไปวิ่งเล่นกับพวกเด็กทางหนึ่ง

            สายตาของหญิงสาวมองเลยผ่านพุ่มดอกเข็ม ไปยังรถเข็นเด็กคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ใกล้ศาลาไม้สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ แม่ลูกอ่อนผู้อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันกับพิศมณี กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยสนทนากับคนอื่นตามมารยาทและอัธยาศัยอันดี ทุกคนในวงสนทนาต่างแสดงสีหน้าแปลกใจ เมื่อเห็นหญิงสาวผู้ซึ่งคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านรู้จักกันในฐานะ ‘คนสติไม่ดี’ เดินตรงเข้ามาหาพวกตน

           พิศมณีไม่ได้สนใจใคร เธอเพียงแค่อยากชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ในรถเข็นเด็กด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่า โดยที่มีสุชาญคอยเฝ้าประกบติดตามมาไม่ห่างอยู่แล้ว จึงไม่ได้สร้างความรู้สึกคุกคามหรือเป็นอันตรายกับใคร

            เพื่อนร่วมหมู่บ้านคนอื่น ๆ ส่งยิ้มเป็นการผูกมิตร พลางพูดคุยทักทายกับชายหนุ่มหน้าใหม่ ผู้ซึ่งมักพาภรรยาและสุนัขออกมาเดินเล่นในตอนเย็น ให้ได้เห็นอยู่เป็นประจำช่วงนี้ ขณะพิศมณีเอาแต่จ้องมองไปยังทารกเพศชาย ตัวอวบขาวจ้ำม่ำผู้กำลังนอนลืมตาแป๋วอยู่ในรถเข็น อย่างให้ความสนอกสนใจเต็มที่

            จังหวะหนึ่ง มีเสียงบีบแตรรถดังลั่นขึ้นตรงทางถนน เพราะมีเด็กวิ่งทะเล่อทะล่าตามไปเก็บลูกบอลโดยไม่ทันระมัดระวังอะไร ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองหลายคนในวงสนทนาจึงแยกย้ายสลายตัว เพื่อไปดูแลลูกหลานของตนโดยพลัน รวมถึงสุชาญผู้เห็นควรต้องตามไปจับสุนัขใส่สายจูง สมควรแก่เวลาพากลับบ้านเสียที

            เมื่ออยู่กันตามลำพังระหว่างตัวเองและหญิงเจ้าของรถเข็นเด็ก พิศมณีจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “เอาเด็กมาจากไหน”

            แม่ลูกอ่อนส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ให้กับคำถามอันแสนตรงและซื่อใสของคนตรงหน้า หญิงสาวผู้ซึ่งพินิจพิจารณาแล้วน่าจะมีอายุอานามไม่ห่างจากตนมากเท่าไหร่ น่าเสียดายที่ต้องกลายเป็นคนที่มีอาการผิดปกติทางสมองเช่นนี้ ด้วยความที่เป็นคนขี้เล่นอารมณ์ดีเป็นพื้นนิสัย แม่ลูกอ่อนคนดังกล่าวจึงพูดเป็นเชิงแนะนำไปอย่างนึกสนุกเสียมากกว่า

            “อยากได้เด็กหรือคะ”
            “อยากได้”
            “ถ้าอยากได้ ต้องให้คุณผู้ชายช่วยนะคะ ต้องช่วยกันทำ”
            “ทำยังไง”

            “อุ๊ย..” พูดไปแล้วก็อดหัวเราะขวยอายกับคำพูดตัวเองไม่ได้ ”ก็.. ก็กอดกันบ่อย ๆ เดี๋ยวเด็กก็มาเองค่ะ”

            “กอดเหรอ”
            “ใช่ค่ะ กอดกัน กอดแน่น ๆ ด้วยนะคะ”

            พูดจบก็หัวเราะสำทับอีก ก่อนทำทีเป็นเข็นรถผละไปจากตรงนั้น เมื่อมองเห็นสามีของอีกฝ่ายกำลังเดินจูงสุนัขกลับมาทางนี้ ริ้วสีชมพูจาง ๆ ระบายอยู่บนพวงแก้มของผู้ให้คำแนะนำ ทิ้งให้พิศมณียืนอยู่คนเดียวตามลำพัง เธอได้แต่มองตามหลังแม่ลูกอ่อนคนนั้น เอียงคอเล็กน้อย ทำท่าประหนึ่งกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

            “ไปครับ คุณพิศ จะมืดแล้ว กลับเข้าบ้านกันดีกว่า”

            สุชาญส่งเสียงเรียกหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เข้ามาจูงมือพาเดินกลับบ้าน หากอีกฝ่ายโถมตัวเข้ามากอดตนไว้แน่นต่อหน้าธารกำนัล

            “ทำอะไรครับ ไม่เอา ไม่ทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นนะครับ มันดูไม่ดี ไปครับ กลับบ้านเร็ว”

            ขามา พากันเดินมาอย่างช้า ๆ เรื่อย ๆ ไม่เร่งร้อน ทว่าขากลับ ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวด้วยความไว ชนิดภรรยาและสุนัขเดินตามแทบไม่ทัน หนึ่งคนหนึ่งหมากลับมาเล่นกันต่อที่บ้าน ส่วนสุชาญเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้แก่ทุกคน

            และทั้งหมดนี้ คือ เหตุการณ์ที่ผ่านมาได้สองวันในความทรงจำของพิศมณี เหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมชอบเข้ามากอด เพราะต้องการรบเร้าจะเอาเด็กทารกจากสุชาญนั่นเอง
 

            “พี่พิศ ทำไมพูดแบบนี้ พี่ยังมีลูกตอนนี้ไม่ได้นะ หรือว่า.. พี่ชาญมีอะไรกับพี่พิศแล้วหรือครับ”

            คำถามอันแสนตรงจากไพฑูรย์สาดมาทางสุชาญ ทำเอาคนถูกถามสะดุ้งนิด ก่อนอ้อมแอ้มตอบคำถามดังกล่าว

            “เอ่อ เรานอนด้วยกันก็จริง แต่เราไม่ได้มี เอ่อ อะไรกันนะครับ”
            “หรือครับ ดีแล้วครับ เอาไว้พร้อมกว่านี้อีกสักหน่อยก่อน แล้วค่อย...”
            “ดีเดออะไร ! เรื่องอะไรของพี่ฑูรย์ ถึงมาคิดแทนพวกพี่เขา เขาจะมีอะไรกัน แล้วมันผิดตรงไหน”

            เสียงของเพชรกล้าพูดแทรกขึ้นมาเป็นทำนองขัดแย้งกับพี่ชาย ขณะเจ้าของเสียงชันตัวลุกขึ้นนั่งในลักษณะเอาหลังพิงพนักโซฟา หันหน้ามามองสู้สบประสานสายตากับพี่ชายอย่างไม่นึกกลัวเกรง

            “ไอ้เพชร ฉันก็แค่พูดเพราะเป็นห่วง พี่พิศยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะมีลูกไง”

            พี่น้องสองชายโต้ตอบด้วยขั้วอารมณ์ที่แตกต่างกัน บรรยากาศเริ่มระอุด้วยมีการโต้เถียงเกิดขึ้น จนสุชาญรู้สึกใจคอไม่ดีที่เห็นพี่น้องต้องมาวิวาทะกัน เพียงเพราะเรื่องของตนเป็นสาเหตุ

            “ไม่พร้อมมีลูกก็เรื่องหนึ่ง แต่มีอะไรกันแบบป้องกันก็ได้นี่ ห้ามไม่ให้ทำเลย มันไม่ทรมานพี่ชาญไปหน่อยหรือ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง มันก็มีความต้องการเหมือนกันทั้งนั้นแหละ”

            “ฉันไม่ได้ห้าม ฉันก็แค่แสดงความคิดเห็นเฉย ๆ”

            “มี ๆ ไปเหอะ ไม่เห็นเป็นไร พี่ชาญก็คน มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึกเหมือนกัน ถ้าบอกไม่มีอารมณ์สิ อันนั้นล่ะมีปัญหาแน่นอน ถ้ามีกับภรรยาไม่ได้ แล้วจะให้ไปมีกับใคร พี่ฑูรย์เองก็เหอะ ไม่อยากได้หลานรึไง พี่พิศก็อายุตั้งขนาดนี้แล้ว ไม่รีบมีลูกตอนนี้ แล้วจะให้มีตอนไหน ผมเชื่อว่าพ่อกับแม่ เขาก็คงอยากได้หลานเหมือนกันแหละ แต่เขาไม่พูดออกมาตรง ๆ แค่นั้นเอง ไม่อย่างนั้น พ่อจะส่งพี่พิศออกมาอยู่ข้างนอกทำไม”

            เพชรกล้าเหยียดยิ้มมาดกวน ลงสนามปะทะคารมกับพี่ชาย ไม่บ่อยนักที่คนอย่างเขาจะเถียงสู้กับใคร เพราะขี้คร้านจะยุ่งเรื่องของคนอื่นนั่นเอง

            คำพูดของน้องชายทำให้ไพฑูรย์นิ่งคิด บางที ความห่วงหวงพี่สาวที่มีมากจนเกินพอดี ก็ทำให้ตนละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนทั้งสองไปอย่างไม่ทันคิด อีกทั้งในสัญญาฉบับที่บิดาได้ทำไว้กับพี่เขย ซึ่งอนุญาตให้เขาได้อ่านนั้น ไม่มีข้อใดเลยที่ระบุห้ามเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์หรือมีบุตร

            ถ้านับตั้งแต่แต่งงานกัน จนล่วงเลยผ่านมาเกือบสามเดือน กระทั่งป่านนี้ พี่เขยยังไม่ได้ ‘แตะต้อง’ พี่สาวเลยสักครั้ง นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาข้อกำหนดบางอย่าง หรือบางที อาจเป็นความยับยั้งชั่งใจเพราะไม่ต้องการผูกมัดสัมพันธภาพไว้ในระยะยาว

            สำหรับพี่เขย ฝ่ายนั้นอาจคิดเพียงแค่ทำหน้าที่ในช่วงเวลาสองปี แต่สำหรับพี่สาว ทุกวันมีแต่พี่เขยคนเดียวเท่านั้น ไม่มีพันธะทางเวลา พี่สาวเขาคงคิดแค่ว่า ต้องได้อยู่กับคนนี้ตลอดเวลาและตลอดไป

            “เด็กเล็ก ๆ นะ น่ารักออก แล้วบ้านเราก็ไม่มีเด็กเลย ถ้าเกิดพี่พิศมีลูก แล้วเลี้ยงเองไม่ได้ เราก็แค่ช่วยเลี้ยงให้ มันยุ่งยากตรงไหน ไม่ต้องห่วงเลย ขนาดพ่อเด็กเขายังดูแลคนแม่ได้ เพิ่มลูกมาอีกคน คงไม่ลำบากเท่าไหร่หรอกมั้ง”

            เสียงของเพชรกล้ายังคงพูดต่อไป ส่วนสุชาญนั่งหน้าแดงเพราะรู้สึกเขินอาย ในเรื่องที่พวกน้องชายภรรยากำลังสนทนากัน เขาพยายามดันตัวพิศมณีผู้ยังคงนัวเนียอยู่ใกล้ให้ออกห่าง

            “อืม มันก็คงจริงอย่างที่แกว่า ถ้างั้น เรื่องนี้ก็แล้วแต่พี่ชาญละกันครับ อย่างที่เพชรมันพูด ถ้าอดไม่ไหว พี่ก็ไม่จำเป็นต้องอด มันเป็นสิทธิ์ของพี่เต็มที่อยู่แล้ว อีกอย่างมันก็ไม่ได้ผิดอะไร”

            รอยยิ้มของไพฑูรย์แผ่ขึ้นบนใบหน้า ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ยากจะจำแนกได้ว่า เจ้าตัวกำลังสื่อความรู้สึกออกมาแบบไหน คงมีเพียงน้องชายคนเล็กผู้มองไปเห็นแล้ว กลับยิ่งส่งเสียงหัวร่อด้วยความขบขันหนักกว่าเดิม

            “พี่ชาญดูไว้ นี่แหละ คนขี้อิจฉาหน้าตามันจะเป็นแบบนี้ ปล่อยมือจากพี่ชาญซะ แล้วหันไปไล่บี้พี่ก้อง แฟนพี่พลอยโน่น สองคนนี้เขาอยู่ดีแล้ว เขาจะทำอะไรก็ปล่อยเขา”

            “ทำมาสอน ไอ้หัวหลอด คอยดูไปละกัน ถ้าพี่พิศกลับมาจำอะไรได้ แกคือคนที่จะตายคนแรก”

            “อูย กลัวมากเลย รีบ ๆ หายแล้วมาจัดการผมเลยนะ คุณพิศมณี”

            ประโยคท้าย เพชรกล้าหันไปพูดกับพี่สาวคนโต เขาลงจากโซฟา ก้มลงหยิบชิ้นส่วนตุ๊กตาแม่ลูกดกบนพื้นขึ้นมาประกอบเป็นตัวสมบูรณ์หนึ่งตัว วางมันลงบนฝ่ามือของตน แล้วยื่นไปตรงหน้าทุกคน

            “เห็นนี่ไหม แม่ลูกดกน่ะน่ารักจะตาย พี่พิศอยากได้เด็กใช่ไหม งั้นกอดพี่ชาญบ่อย ๆ น่ะถูกแล้ว พูดด้วยนะว่า พิศรักชาญ ๆ ๆ ๆ พูดบ่อย ๆ รับรองเดี๋ยวเด็กมาแน่นอน แล้วมีให้หลาย ๆ คนเลยนะ คุณไพฑูรย์จะได้เลิกเป็นโรคติดพี่สาวซะที”

            “ทะลึ่งแล้ว ไอ้เพชร สอนพี่พิศแบบนี้ได้ไง”

            ไพฑูรย์ถลึงตาใส่ ทว่าอีกฝ่ายไม่ยี่หระ ซ้ำยังอ้าปากหาวหวอดโต้กลับอีกต่างหาก

            “ฮ้าว.. ตื่นแล้วก็หิว มีอะไรกินไหมพี่ เออ พี่ฑูรย์สั่งอะไรมากินหน่อยดิ๊”

            “แกถ่อมานอนบ้านเขา แล้วยังให้ฉันหาข้าวให้แกกินอีกเหรอเนี่ย สุดยอดไปเลย” ปากว่าแต่มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมกด “เอ้า บอกมาจะกินอะไร ฉันก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน”

            “สั่งมาเหอะ อะไรก็ได้ เร็ว ๆ ด้วยนะ หิว”
            “เอ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ”
 
            สุชาญหันกลับมาสนใจคนตรงหน้า เมื่อเห็นบรรยากาศกลับคืนสู่สภาวะปกติ ถึงตอนนี้ พิศมณีก็ถอยออกห่างจากตัวเขาแล้ว แต่ยังคงวางมือไว้บนหัวเข่าทั้งสองข้าง ดวงตากลมโตจ้องมองอยู่ไม่วาง เสมือนรอคอยจังหวะเพื่อจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา

            “ชาญ”
            “ครับ คุณพิศ”
            “พิศรักชาญ”
            “อ่า..”

            คำบอกรักอันแสนไพเราะคงสำแดงอานุภาพมากกว่านี้ ถ้าไม่ติดว่ามีสายตาอีกสองคู่จับจ้องมองดูอยู่ด้วยในที่แห่งนั้น ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง รู้สึกขัดเขินจนวางสีหน้าไม่ถูก เพราะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้าน อีกทั้งไม่สามารถตอบรับกับความรู้สึกของอีกฝ่าย เพราะสุชาญยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า นอกเหนือไปจากหน้าที่และความสงสารแล้ว ยังมีความรู้สึกอื่นใดแอบแฝงอยู่ในหัวใจของตัวเองด้วยหรือเปล่า

            อาการนิ่งเงียบของสามีไม่ได้ทำให้พิศมณีย่อท้อแต่อย่างใด เธอยังคงพูดต่อไป เผื่อความปรารถนาของตนจะได้รับการตอบสนองในอีกไม่ช้าไม่นาน เผื่อจะได้มีเด็กตัวเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง เหมือนกับผู้หญิงคนนั้นบ้างสักที

            “พิศรักชาญ เอาเด็กมาสิ ชาญ เอาออกมาซะที”
 
            คราวนี้ ทั้งไพฑูรย์และเพชรกล้าต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน ดั่งได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในรอบปี
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2563
2 comments
Last Update : 29 ธันวาคม 2563 13:29:52 น.
Counter : 207 Pageviews.

 

เจิมๆๆ
สวัสดีปีใหม่
สุขภาพแข็งแรงๆ เฮงได้


เหมือนจะเป็นนิยายตลกร้ายเชียวค่ะ

 

โดย: เริงฤดีนะ 1 มกราคม 2564 18:51:23 น.  

 

ขอบคุณ คุณเริงฤดีนะ ด้วยนะคะ

และสวัสดีปีใหม่กับท่านด้วย
ขอให้สุขภาพแข็งแรง และมีความสุขสดชื่นตลอดทั้งปีเช่นกันค่ะ

ในนี้ มีแต่นิยายหลุดโลกค่ะ ทำบล็อกไว้เป็นที่เก็บงานเขียน

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ

 

โดย: zionzany 2 มกราคม 2564 13:41:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.