! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2563
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
23 ธันวาคม 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 17 : ตัดสินใจ

ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ






            ตอนรับสายเรียกเข้าของไพฑูรย์ สุชาญกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของกฤษดา หรือก็คือ ประธานบริษัทที่ตัวเองสังกัดทำงานอยู่ โดยมีผู้จัดการฝ่ายบุคคลนั่งประกบอยู่บนเก้าอี้อีกตัวใกล้กัน ใบหน้าของคนทั้งสองยิ้มแย้ม แสดงอาการอารีอารอบต่อตนเป็นพิเศษ จนชายหนุ่มพอจะนึกคาดเดาสาเหตุของการถูกเรียกให้เข้าพบครั้งนี้ขึ้นมาได้ราง ๆ

            เกินความคาดหมาย สุชาญได้รับการเสนอให้ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ ท่านประธานหนุ่มวัยใกล้เคียงกัน เอ่ยโอภาปราศรัยกับตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และมีท่าทีเป็นกันเองอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แม้แต่ชื่อหรือสังกัดฝ่ายของเขา ไม่อยู่ในการจดจำของท่านประธานบริษัทผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลาเกือบสองเดือนที่ทำงานที่นี่ ต่างคนต่างมีโอกาสเห็นหน้าค่าตากัน เพียงแค่จังหวะตอนเดินสวนกันตามทางเดิน ในบางครั้งหรือบางเวลาเท่านั้นเอง

            หากเป็นแค่นายสุชาญ พนักงานทดลองงานจากฝ่ายการตลาดคนหนึ่ง คงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเข้ามานั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของท่านประธาน ทว่าในเวลานี้ สำหรับอีกฝ่ายคงมองเห็นเขาเป็นคุณสุชาญ เขยใหญ่จากตระกูลคู่ค้า ที่มีพ่อตาเป็นถึงหนึ่งในสามผู้ก่อตั้งเครือบริษัท จึงได้หยิบยื่นมิตรไมตรีและข้อเสนอดี ๆ ที่ซึ่งหากว่ากันตามหลักความเป็นจริงแล้ว เขาไม่สมควรได้รับมันเสียด้วยซ้ำ

            และเพราะเรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตการตัดสินใจของตน สุชาญจึงยังไม่ตอบรับในทันที แต่ขอเวลาคิดทบทวนเพื่อเตรียมนำเรื่องนี้กลับไปรายงาน และปรึกษาคนที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นก็คือ คุณอุดมชัย ผู้มีศักดิ์และสิทธิ์เป็นพ่อตาของตนเสียก่อน

            เขาเอ่ยขออนุญาตต่อคุณกฤษดา ผู้ผายมือเป็นเชิงอนุญาตให้ตนรับสายบุคคลสำคัญ ผู้ซึ่งโทรเข้ามาในขณะนั้น

            “ครับ คุณฑูรย์”
            “-- พี่ชาญ กลับมาด่วนเลยครับ งานเข้าพวกผมแล้ว --”
            “เกิดอะไรขึ้นครับ”

            น้ำเสียงปลายสายแสดงออกชัดเจนถึงความหวั่นวิตก สุชาญจึงรีบถามกลับด้วยความตกใจ ทั้งได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของพิศมณี แทรกเข้ามาในสายอย่างชัดเจน

            “-- พี่พิศครับ ร้องหาพี่ไม่หยุด แล้วไม่เอาใครเลย รีบมาครับ พี่เขาอาการหนัก อาเจียนด้วย --”
            “ครับ ๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ”

            วางสายแล้วผุดลุกขึ้นยืนทันที เอ่ยปากขออนุญาตลางานกะทันหัน ด้วยสีหน้าแสดงอาการร้อนรนกระวนกระวายอย่างไม่ปิดบัง กฤษดาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตในทันที โดยไม่สอบถามสาเหตุการลาสักคำ เมื่อได้ยินชื่อคู่สนทนาที่อีกฝ่ายหลุดเรียกขาน ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ ผู้ซึ่งเคยมาเยือนที่นี่ เมื่อไม่นานมานี้เอง

            เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สุชาญขับรถด้วยความไวยิ่ง เขาเหยียบคันเร่งพาตัวเองและรถทะยานไปบนท้องถนน ชนิดเข็มวัดความเร็วบนหน้าปัด วิ่งผ่านเลขหลักร้อยเกินเลยไปอีกหลายขีด นึกวิตกกังวลกับคำว่า ‘อาการหนัก’ ตามที่ได้รับสารมาจากไพฑูรย์ รู้สึกเป็นห่วงทั้งกลัวว่า พิศมณีจะเป็นอะไรร้ายแรงไปจริง ๆ

 
            เพียงเปิดประตูก้าวลงจากรถ สุชาญก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นล่องลอยมาแต่ไกล ท่ามกลางวงล้อมของคนนับสิบที่ต่างยืนหน้าซีด และแสดงออกถึงสีหน้าหนักอกหนักใจอยู่กลางบ้าน ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหยุดยืน ก่อนย่อตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าภรรยา ผู้ซึ่งเวลานี้ทิ้งตัวนอนคว่ำหน้าไปกับพื้นที่มีกองอาเจียนกระจายอยู่โดยรอบ

            “คุณพิศ คุณพิศครับ”

            สุชาญยังคงส่งเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายไปเรื่อย ๆ แม้มือของพิศมณีจะยื่นออกมาทุบตีผลักไสเขา ด้วยอาการของคนสติหลุดลอยจนถึงขั้นจดจำกันไม่ได้

            “คุณพิศ ผมมาแล้วครับ ชาญมาแล้ว อยู่นี่ไง”

            ชายหนุ่มยกตัวอีกฝ่ายขึ้นมาสวมกอดไว้แนบกาย ไม่นึกรังเกียจน้ำลายและคราบสกปรกทั้งหลาย ที่ซึมซับรับเอามาเปรอะเปื้อนตัวเองไปด้วย ร่างของพิศมณีดิ้นรนขัดขืน ดั่งพยายามหาทางทำให้ตัวเองเป็นอิสระอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ สงบลง สองมือทิ้งลงแนบลำตัว นั่งทำตาเหม่อลอย เอนศีรษะพิงซบไปกับแผงอกของสุชาญในที่สุด

            เสียงเล็ก ๆ แหบโหยดังขึ้นแผ่วเบา เป็นเสียงของคนที่กลับมารู้สึกตัว มีสติอีกครั้ง

            “ชาญ.. ชาญ..”
            “ครับ ชาญอยู่นี่แล้วครับ คนดี”
            “ชาญทิ้งพิศทำไม อย่าทิ้งพิศ พิศกลัว..”

            ถ้อยคำเลื่อนลอยเหล่านั้น ทำให้ความรู้สึกข้างในสั่นไหวอย่างหนัก สุชาญกอดกระชับร่างในอ้อมแขน ก่อนเอ่ยเสียงสั่นพร่าให้สัญญาหนักแน่น

            “ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ปล่อยให้คุณพิศอยู่คนเดียวอีกแล้ว พวกเรากลับบ้านกันนะ”

            นางพิชญ์สินีถึงกับร้องไห้ออกมา ด้วยความสงสารลูกจับใจ สมาชิกทุกคนของครอบครัวต่างรู้สึกสลดและสังเวชใจไปกับสภาพของคนสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ตระหนักรับรู้ว่า ชีวิตจิตใจของพิศมณีในเวลานี้ ไม่อาจขาดหรือออกห่างจากสุชาญได้เลย

            ปฏิกิริยาเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร แม้แต่นางเย็นจิตผู้เคยสนิทชิดใกล้ที่สุด ลูกสาวของบ้านก็ไม่เคยร่ำร้องเรียกหา ชนิดจะเป็นจะตายขนาดนี้มาก่อน

            “พ่อครับ..”

            ไพฑูรย์หันไปทางบิดา เอ่ยเรียกขานอีกฝ่าย ดั่งต้องการที่จะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าอุดมชัยกลับเป็นฝ่ายชิงพูดตัดบทขึ้นมาเสียก่อน เสมือนรู้อยู่แล้วว่า ลูกชายกำลังจะเอ่ยเอื้อนในสิ่งใด

            “พ่อรู้แล้ว”

            ถ้อยคำตอบรับค่อยทำให้สีหน้าของไพฑูรย์ดีขึ้น ลูกชายคนโตของบ้านขยับเข้าไปใกล้สองร่างที่ยังคงนั่งตระกองกอดกันอยู่บนพื้น เอื้อมมือออกไปสะกิดหัวไหล่พี่เขยเบา ๆ พลางบอกกล่าวให้อีกฝ่ายพาตัวพี่สาว ขึ้นไปอาบน้ำทำความสะอาด และผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ยังห้องส่วนตัวชั้นบน

            สุชาญรับคำ ก่อนพยุงร่างของพิศมณีให้ลุกขึ้นยืน โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพชรกล้า น้องชายคนเล็กของภรรยา เป็นคนช่วยประคองหามกันขึ้นบันไดไป บรรดาคนรับใช้ที่เหลือต่างรีบช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด เศษซากอาหารและกองอาเจียนบนโต๊ะและตามพื้น โดยมีเจ้านายที่เหลือทั้งสามกลับไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ด้วยสีหน้าท่าทางโล่งอกโล่งใจกับเหตุวุ่นวายที่เพิ่งยุติลงได้ด้วยดี
 
 

           
++++++++++++++++++++++++++++++
           
           

 
            ประตูห้องของพิศมณีเปิดออกกว้าง ด้วยความช่วยเหลือจากชายหนุ่มเจ้าของผมทรงเดรดล็อค สุชาญประคองตัวภรรยา ให้ลงไปนั่งพักบนเก้าอี้สตูลตัวยาวปลายเตียงก่อน แล้วจึงค่อยหันมากล่าวขอบคุณเพชรกล้า ผู้ซึ่งตนเคยมีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตามาบ้างแล้วก่อนหน้า แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยหรือสนทนากันอย่างจริง ๆ จัง ๆ สักที

            “ขอบคุณที่ช่วยนะครับ คุณเพชร”
            “ไม่เป็นไรพี่ แค่นี้เอง พี่จัดการต่อเองนะ ผมไปละ”

            เพชรกล้ากล่าวตอบกลับ เดินไปที่ประตูก่อนทำท่าชะงัก เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันกลับไปพูดกับคนแปลกหน้า ผู้ซึ่งมีสถานะเป็นพี่เขยของตนอีกครั้ง

            “เอ้อ พี่ ผมต้องขอโทษด้วยนะ ที่ผมไม่ได้กลับมาร่วมงานแต่งของพวกพี่ วันนั้นวงผมติดคิวเล่นคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ แล้วพอกลับมา พวกพี่ก็แยกบ้านออกไปแล้ว ผมก็ยุ่ง ๆ เลยไม่ได้แวะไปเยี่ยมหา กะเอาไว้รอเจอ เวลาพวกพี่มาที่บ้าน”

            “ไม่เป็นไรเลยครับ ผมเข้าใจคนทำงานครับ”

            สุชาญตอบรับคำขออภัยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แม้ลักษณะภายนอกของอีกฝ่ายแลดูเป็นคนแปลกแยกและแตกต่าง ทว่าความจริงใจที่สื่อสารผ่านคำพูด ทำให้สามารถสัมผัสถึงความซื่อตรงชัดเจนในเจตนา ปราศจากชั้นเชิงที่อ่านออกได้ยากเหมือนอย่างไพฑูรย์พี่ชาย

            “อย่างไรก็.. ฝากพี่สาวผมด้วยนะ พี่พิศอ่ะ จริง ๆ แกร้ายนะ แต่ตอนนี้น่าสงสาร แกคงติดพี่มากเลยนะ เพราะผมฟังแกร้องไห้แบบนอนสต็อปได้เป็นชั่วโมง นี่ถ้าพี่มาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย คงเห็นพี่พิศขาดใจตาย เอาล่ะ ผมไปจริง ๆ ละ”

            “ครับผม”

            ประตูห้องปิดลง คงเหลือเพียงสุชาญกับพิศมณีอยู่กันตามลำพังสองคน แววตาเหม่อลอยในตอนแรกของหญิงสาวค่อยกลับคืนสู่ภาวะปกติ กลับมามีชีวิตชีวา มีสติสัมปชัญญะตามอย่างที่เคยเป็นอีกครั้ง พิศมณีค่อย ๆ ถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองออกอย่างรู้งาน เมื่อได้กลิ่นน้ำลายเหม็นบูดโชยเข้าจมูก กลิ่นไม่พึงประสงค์ซึ่งติดอยู่ตามเสื้อผ้าและผมเผ้าของตัวเอง

            “เหม็น ทำไมตัวเหม็น”

            สุชาญหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำพูดและท่าทาง ซึ่งทำเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวดังกล่าวของอีกฝ่าย เขาหักเหสายตาตัวเอง เสมองไปทางอื่นชั่วคราว เพราะอีกฝ่ายกำลังอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ล่อแหลม

            “เหม็นสิครับ ก็คุณพิศเล่นอ้วกรดตัวเองเสียขนาดนี้ จะไม่เหม็นได้ยังไง ป่ะครับ เข้าไปอาบน้ำ แล้วก็สระผมด้วยนะ”
            “พิศไม่ได้อ้วกสักหน่อย ชาญก็ต้องอาบ ตัวเหม็นเหมือนกัน”

            หญิงสาวทำหน้าตาย เอ่ยแย้งกลับด้วยเสียงแหบแห้ง รู้สึกเจ็บแสบในลำคอเพราะเค้นเสียงร้องไห้ไปอย่างหนักหน่วง สุชาญได้แต่ยิ้มอ่อนรับคำยอกย้อนเหล่านั้น โดยไม่ได้หันหน้ากลับมามองกันแต่อย่างใด เขาค่อย ๆ ยื่นมือออกไปแตะถูกช่วงแขนขาวเนียนของอีกฝ่าย ก่อนไต่ปลายนิ้วลูบไล่ลงไปจนสุดปลายแขน เจตนาเพื่อต้องการจูงมืออีกฝ่ายให้ลุกขึ้น พาเดินตรงไปยังห้องน้ำ

            อากัปกิริยาทั้งหมดของชายหนุ่มเป็นไปด้วยความนุ่มนวล เคลื่อนไหวท่ามกลางความเงียบสงบอย่างช้า ๆ กำหนดจิตตั้งมั่นไม่ให้คิดวอกแวกออกนอกลู่นอกทาง พยายามไม่เหลือบแลหรือชำเลืองมองเนื้อหนังอันแสนผุดผ่อง เย้ายวนกิเลสและยั่วสายตาของคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

            พยายามปฏิบัติให้ดีที่สุด แม้หัวใจจะไม่เคยหยุดเต้นระทึกทุกครั้ง ยามที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวนี้ก็ตาม

 
            สรุปว่าวันนั้นทั้งวัน คู่พ่อลูกผู้บริหารแห่งบ้านอัญวณิชย์ ไม่มีใครได้ออกไปทำงานกันเลยสักคน อุดมชัยและไพฑูรย์ ย้ายตัวเองไปนั่งรอสุชาญและพิศมณีตรงห้องนั่งเล่น รออยู่นานพักใหญ่ กระทั่งเห็นคนทั้งสองเดินจูงมือกันลงบันไดมา อุดมชัยเห็นสีหน้าของลูกสาวคนโตกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง แม้ใบหน้าแดงเรื่อเหมือนมีอาการของพิษไข้ให้ได้เห็น

            สามีนั่งลงตรงไหน พิศมณีก็ติดตามลงไปนั่งเบียดชิดข้าง ๆ พลางใช้สายตาหวาดระแวงจับจ้องมองดูพ่อและน้องชายไม่วางตา เสมือนกลัวว่าสองคนนี้จะมาพรากเอาคนสำคัญของเธอไป

            อุดมชัยกำลังเรียบเรียงคำพูดที่ต้องการสื่อสารกับลูกเขยอยู่ในใจ ทว่าไม่ทันที่ผู้อาวุโสจะขยับปากพูดอะไร สุชาญก็เป็นฝ่ายชิงเคลื่อนไหวขึ้นมาเสียก่อน

            “คุณพ่อครับ ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะปรึกษาครับ”

            “ว่ามาสิ”

            ผู้นำครอบครัวเอ่ยปากอนุญาต เก็บความประสงค์ของตนเอาไว้พูดทีหลัง ในเมื่ออีกฝ่ายมีเรื่องที่ต้องการคำแนะนำ หรือต้องการรับทราบความคิดเห็นจากตน ในเวลานี้

            “คือ.. ก่อนที่ผมจะกลับมาที่นี่ คุณกฤษดาเจ้าของบริษัท ท่านเรียกผมเข้าไปพบ และเสนอตำแหน่งใหม่ให้ผมครับ”

            ประโยคบอกเล่าของสุชาญ ทำให้รอยยิ้มน้อยแห่งความพึงพอใจ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอุดมชัยทันที -- เป็นไปตามความคาดหวังที่ว่า เมื่อทางวัฒนานุกูลรับรู้ว่า ลูกเขยของตนทำงานอยู่ที่นั่น คุณอธิวัฒน์จะอ่านเจตนาของเขาออกได้ไม่ยาก และจะช่วยดำเนินการจัดการตามความประสงค์ ให้สำเร็จเสร็จสมดังใจหมาย --

            กับคนบางคน เพียงแค่มองตาก็สามารถเข้าใจได้ โดยไม่ต้องมีคำพูดอื่นใด ต้องชื่นชมและนับถือฝ่ายนั้นที่ยังคงมีหัวสมองฉับไว เฉียบคมในไหวพริบปฏิภาณระดับสูง สามารถอ่านเกมออก และเดินหมากตอบโต้กลับได้อย่างทันท่วงที

            “แต่ผมยังไม่ได้ตอบรับ เพราะคิดว่าจะนำเรื่องนี้มารายงาน ให้คุณพ่อรับทราบก่อนครับ”

            ช่างประจวบเหมาะพอดี กับเรื่องที่อุดมชัยเตรียมจะพูดกับลูกเขย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงแสดงความคิดเห็นออกไปตามมุมมองของตน เพื่อรอคอยจังหวะที่จะวกเข้าสู่จุดประสงค์ ในช่วงตอนท้ายของการสนทนา

            “มันอาจจะเร็วไปสักหน่อย แต่ฉันก็เห็นควรว่า ไม่เสียหายที่เธอจะรับโอกาสนี้ไว้”
            “ถ้าคุณพ่อเห็นดีด้วย ผมก็อยากจะรับไว้ครับ แต่ว่า..”
            “แต่ว่าอะไร ติดขัดอะไร อย่างนั้นหรือ”

            สายตาอ่อนโยนของสุชาญที่ทอดลงมองยังใครอีกคน ซึ่งกำลังอิงแอบแนบชิดอยู่ไม่ห่าง เป็นเหมือนคำตอบแทนถ้อยวาจาซึ่งกำลังจะเอื้อนเอ่ยตอบกลับ อุดมชัยมองเห็นลูกเขยสูดลมหายใจเข้าดั่งกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าและแววตาขึงขังจริงจัง

            “คือผมไม่อยาก.. ผลักภาระดูแลคุณพิศให้ใครอีกแล้วครับ นี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผมอย่างแท้จริง ผมกราบขออภัยและขออนุญาตจากคุณพ่อ ผมต้องการออกจากงาน มาใช้เวลาดูแลคุณพิศให้เต็มที่เสียก่อนครับ เอาไว้เมื่อถึงตอนที่ผมรู้สึกแน่ใจจริง ๆ แล้วว่า เธอมีอาการดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ และสามารถที่จะอยู่ได้ โดยไม่สร้างความเดือดร้อน หรือเป็นภาระหนักให้แก่ใคร ถึงตอนนั้นแล้ว ผมจะกลับมาขอรบกวนคุณพ่ออีกครั้งครับ”

            ถ้อยความเหล่านั้นทำให้ไพฑูรย์ถึงกับอ้าปากค้าง เขาถึงขนาดขยับริมฝีปาก อุทานด้วยถ้อยคำไร้เสียงออกมา แสดงสีหน้าชื่นชมปนทึ่งในความกล้าหาญ และความคิดอุทิศตัวเสียสละของผู้มีศักดิ์เป็นพี่เขย เช่นเดียวกับอุดมชัยผู้ตกตะลึงอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง ในถ้อยวาจาแสดงความประสงค์อันมุ่งมั่นแรงกล้าของลูกเขยด้วยเช่นกัน

            ประมุขของบ้านอัญวณิชย์เอ่ยถามย้ำ ในเจตนาดังกล่าวอีกครั้ง

            “แน่ใจหรือ สุชาญ เธอต้องการอย่างนั้นจริง ๆ หรือ”
            “ครับ”

            “แต่เธอต้องติดอยู่กับลูกสาวฉันตลอดเวลาเลยนะ มันจะเหนื่อยเกินไปไหม หรือในช่วงระหว่างนี้ ที่ยังไม่มีใครช่วยดูแลพิศมณี ฉันอนุญาตให้เธอพักการทำงานเอาไว้ก่อน เมื่อแจ่มกลับมาแล้ว เธอก็ค่อยกลับไปทำงานตามเดิมได้ แบบนี้น่ะ มันจะดีกว่าไหม”

            ความประสงค์แต่แรก ที่ต้องการบอกกล่าวกับอีกฝ่ายถูกพูดบอกออกไป มันเป็นความคิดพิจารณาเพื่อหาทางออก ซึ่งน่าจะเหมาะสมลงตัวที่สุดแล้วให้แก่ทุกฝ่าย เพราะในทีแรก อุดมชัยเองเตรียมจะเสนอให้ลูกเขยพักงานชั่วคราว เพื่ออยู่กับบ้าน ทำหน้าที่ดูแลลูกสาวผู้ไม่เหลือใครในระยะนี้ไปก่อน แต่ไม่คาดคิดเลยว่า อีกฝ่ายจะกลับชิงเป็นฝ่ายเสนอตัวก่อนเสียเอง

            ทว่าสุชาญสูดลมหายใจเข้า ดั่งต้องการรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ก่อนเดินหน้าต่อไปในเจตจำนงแห่งตน

            “ต่อให้พี่แจ่มกลับมาแล้ว ทุกอย่างอาจจะดีขึ้น แต่ถึงยังไง ภาระมันก็จะกลับไปตกหนักอยู่กับพี่แจ่มอีกอยู่ดี จริง ๆ แล้ว ผมคิดเรื่องนี้มาโดยตลอด และช่วงระยะหลังมานี้ ผมสังเกตเห็นว่า คุณพิศเธอมีการตอบสนองที่ดี เธอสามารถพูดคุยโต้ตอบกับผมเป็นประโยคยาว ๆ ได้ มีอยู่คืนหนึ่ง เธอถึงขนาดเปรียบเทียบผมกับตัวละครในนิทาน เพราะฉะนั้น ขอให้ผมได้ลองทำ ตามความต้องการของผมก่อนเถอะครับ”

            คำบอกเล่าดังกล่าว ทำให้ลูกชายและบิดาหันมองหน้ากัน ราวกับเพิ่งได้ยินได้ฟังเรื่องอัศจรรย์อันสวนทางกับความเป็นจริง ที่พวกตนต้องประสบพบเจอมาโดยตลอด

            “ขนาดนั้นเลยหรือครับ พี่พิศเขาทำแบบนั้น ได้จริงหรือครับ”

            ไพฑูรย์เอ่ยถามออกมา สีหน้ายังคงแสดงอาการกังขา เหมือนไม่เชื่อในคำบอกกล่าวสักเท่าใดนัก

            “คุณพิศเธอพูดออกมาด้วยตัวเองจริง ๆ ครับ คุณฑูรย์ แต่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ คุณพิศเธอคงลืมไปหมดแล้ว”

            “ลืมอะไร”

            อาจเป็นเพราะสุชาญกำลังเอ่ยชื่อของตนกับคนอื่น พิศมณีจึงส่งเสียงร้องถามทะลุกลางปล้องขึ้นมา พร้อมกับทำหน้าสงสัย

            “นิทานครับ คุณพิศจำที่ตัวเองเคยพูดว่า ผมเหมือนซินเดอเรลล่าได้ไหม”

            ชายหนุ่มถามด้วยเสียงอ่อนโยน โดยไม่ได้มีความคาดหวังว่า อีกฝ่ายจะรำลึกหรือนึกขึ้นมาได้

            ทว่าพิศมณีกลับทำในสิ่งเหนือคาด นอกจากสามารถเอ่ยเอื้อนจำนรรจาได้ยืดยาวกว่าปกติแล้ว หญิงสาวยังบอกเล่าถึงสิ่งอื่นที่ฟังแล้ว ชวนทึ่งปนขนลุกเล็ก ๆ อีกต่างหาก

            “จำได้ ชาญอยู่ในห้องเล็ก ๆ ทำหน้าเศร้าเหมือนกับซินเดอเรลล่า ชาญไม่มีนางฟ้ามาหา แต่พิศมี พี่นางฟ้าใส่ชุดสีส้ม ออ..พิศจำได้แล้ว พี่นางฟ้าชื่อพี่วันดี พี่เขาอยู่ที่นี่ พี่เขาเคยบอกว่า ถ้าพิศยังไม่ตื่น อย่าเพิ่งกลับมา”

            แม้คำพูดคำจาของพิศมณี ฟังดูแล้วยังติดมีอาการเลื่อนลอยอยู่เช่นเดิม ทว่าภาพโดยรวมทั้งหมดกลับเป็นผลลัพธ์เกินคาดที่น่าพึงพอใจมาก แม้แต่ไพฑูรย์ผู้คอยดูแลพี่สาวอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ภายในช่วงระยะเวลาสองปียังต้องยอมรับว่า นี่เป็นพัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญมากเลยทีเดียว

            และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เป็นบิดาต้องรู้สึกสะดุด นั่นคือ สรรพนามของบุคคลหนึ่งซึ่งฟังพ้องต้องกัน เพราะในที่แห่งนี้มีเพียง ‘วันดี’ เดียวเท่านั้น และเป็นบุคคลสำคัญ ผู้สามารถดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป ตามความประสงค์แห่งดวงวิญญาณ

            “วันดี.. ย่าชวดวันดีหรือลูก”

            พิศมณีไม่ตอบคำถามของบิดา ทว่าเอาแต่ฉีกยิ้มหวาน เธอหันกลับไปแนบศีรษะซุกซบลงบนต้นแขนของสุชาญและนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ใช้ดวงตาคู่กลมมองดูพ่อและน้องชาย สองบุคคลสำคัญทว่าตนจดจำไม่ได้อย่างมีความสุข

            “ผมคิดว่า เราควรเคารพการตัดสินใจของพี่เขย เพื่อประโยชน์ของพี่พิศเป็นสำคัญ สองปีที่ผ่านมา เรายังทำให้พี่พิศตอบสนองได้ไม่มาก เท่ากับที่พี่เขยทำในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เลย จริงอย่างที่พี่ชาญพูด งานการเอาไว้ค่อยทำเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงไม่ทำวันนี้ อย่างไรเสียวันหน้าก็ต้องได้ทำ แต่โอกาสของพี่พิศมีแค่ตอนนี้เท่านั้น ผมชักเชื่อแล้วว่า การแต่งงานของพวกพี่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะแค่เรื่องแก้คำสาป หรืออาถรรพ์แต่เพียงอย่างเดียว”

            ฝ่ายสนับสนุนอย่างไพฑูรย์ กล่าวเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ช่วยพูดรับรองกับผู้เป็นบิดาด้วยความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของตน เขามองไปยังพี่สาวผู้นั่งอิงแอบแนบชิดกับผู้ชาย คนที่เธอไม่อาจตระหนักรับรู้ได้ด้วยซ้ำว่า เขาเป็นสามีของตน พี่สาวของเขาเป็นผู้หญิงสติฟั่นเฟือน และไม่แน่ว่า อาจเป็นคนบ้าที่เกิดมีความรักต่อคนธรรมดาเข้าให้แล้ว

            อุดมชัยนิ่งฟังเงียบ ๆ ทบทวนและไตร่ตรอง ก่อนเอ่ยประโยคตัดสินชะตากรรมของลูกเขย ผู้วิงวอนร้องขอเส้นทางของตัวเอง

            “เอาล่ะ ถ้าเธอต้องการแบบนี้ ฉันก็จะยอมรับและไม่คัดค้าน ส่วนเรื่องที่ทำงาน เดี๋ยวฉันจะให้เลขาเป็นคนจัดการเรื่องลาออกแทนให้เอง จากนี้ไป..ก็ขอให้ใช้เวลาทุ่มเทดูแลลูกสาวฉันให้เต็มที่ ทำตามอย่างที่เธอต้องการก็แล้วกัน สุชาญ”

            “ขอบคุณมากครับ คุณพ่อ”

            สุชาญกล่าวขอบคุณพร้อมกับยกไหว้ ทำให้พิศมณีพลอยทำตามไปด้วยแบบไม่ได้คิดอะไร เธอประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าหากัน พร้อมทั้งลอกเลียนคำพูดของสามี ด้วยน้ำเสียงยานคางตามแบบฉบับของตัวเอง

            “ขอบคุณมากค่ะ คุณพ่อ”

            หนนี้ ไม่ต้องมีสร้อยเพชรมาล่อ หรือมีของแลกเปลี่ยนใด ๆ คำวิเศษอันแสนไพเราะอ่อนหวานทว่าลึกซึ้งกินใจ สาดซัดไปมาอยู่ในดวงฤทัยอันท่วมท้นไปด้วยความรักที่มีต่อเลือดเนื้อเชื้อไขของตน อุดมชัยรู้สึกตื้นตันขึ้นมาเสียจนต้องยกมือโบกไล่ เป็นทำนองให้สองคนตรงหน้าอำลาจากไปเสีย ด้วยไม่อยากให้อยู่เห็นสีหน้าหรือแววตาแสดงความอ่อนไหวของตนในขณะนั้น

            นางพิชญ์สินีผู้หายเข้าครัวไปพักใหญ่ วนกลับมาหาคนทั้งหมดอีกครั้ง พร้อมปิ่นโตเถาใหญ่ในมือหญิงรับใช้คนหนึ่ง ผู้เดินค้อมตัวติดตามมาทางด้านหลัง

            “ชาญ.. เอากับข้าวกับปลา กลับไปไว้ทานกันนะจ๊ะ แม่ให้ในครัวจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว พิศ.. หน้าแดงเชียวลูก ดูท่าจะมีไข้ กลับไปก็ให้แกทานยา แล้วก็นอนพักเยอะ ๆ หน่อยก็แล้วกันนะ”

            “ขอบคุณครับ คุณแม่”
            “ขอบคุณค่ะ คุณแม่”

            กิริยาท่าทางและคำพูดขอบคุณของลูกสาว ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับชะงักจนพูดอะไรไม่ออก สุชาญยกมือไหว้ขอบคุณแม่ยายในความเอื้ออารีและดูแลเอาใจใส่ โดยมีพิศมณีทำตามร่วมด้วยอีกคน ก่อนชายหนุ่มจะรับเอาปิ่นโตมาถือไว้และพากันจากไปอย่างเงียบ ๆ ในตอนใกล้เที่ยงของวันนั้น

            โดยไม่รู้เลยว่า มารดาของบ้านค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งแทนที่พวกตน และหลั่งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งตื้นตันใจอยู่ด้านหลัง โดยมีสามีคู่ชีวิตยื่นมือออกมาสัมผัส ลูบหลังลูบไหล่อย่างให้กำลังใจกันตามประสาคู่ทุกข์คู่ยาก

            “ลูกจะต้องดีขึ้น คุณ เราต้องเชื่อแบบนั้น”
            “ค่ะ พิศจะต้องดีขึ้น เห็นลูกกลับมารู้สึกตัว ดูมีความสุขแบบนี้ ฉันค่อยสบายใจหน่อยค่ะ”

            อุดมชัยยังคงนั่งพักผ่อนอยู่ตรงนั้นกับครอบครัวของตน ใช้เวลาปรับอารมณ์และความรู้สึกให้กลับเป็นปกติ ก่อนจะต้องโทรศัพท์ไปหาใครบางคนด้วยตัวเอง หลังจากนี้
 
 

 
+++++++++++++++++++++++++
           
 

 
            การจราจรในยามเย็นย่ำ ยังคงคับคั่งเหมือนดั่งที่เคยเป็นมา รถราบนท้องถนนเคลื่อนขยับไปได้ทีละน้อย คนขับส่วนใหญ่เองก็อาจหัวเสีย หรืออ่อนเพลียกับการเดินทางของตน ยกเว้นบางคนที่มีคนขับรถส่วนตัวคอยอำนวยความสะดวก ทำให้สามารถใช้ช่วงเวลาในระหว่างนั้นไปกับการทำอย่างอื่นแทน

            กฤษดาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือ หลังวางสายจากการวิดีโอคอลคุยกับลูกสาวและภรรยา ทั้งคู่เพิ่งกลับจากโรงเรียนและพากันแวะซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน เพื่อหาซื้อขนมและของหวานสำหรับนำไปร่วมงานเลี้ยงประจำชั้นเรียน ลูกสาวช่างจ้อวัยอนุบาลจึงอยากโทรมาชวนคุย พร้อมกับชูเครื่องโทรศัพท์มือถือของแม่ ถ่ายไปตามชั้นวางขนมประกอบคำบรรยาย เพื่อให้คุณตากับคุณพ่อรับชมรับฟังไปด้วยพร้อม ๆ กัน

            รอยยิ้มของอธิวัฒน์ ผู้มีศักดิ์เป็นตาทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน ถึงขนาดทำท่าโบกมือใส่กล้องให้หลานรัก ทั้งที่อีกไม่นานนักก็จะได้กลับไปเจอกันที่บ้านอยู่ดี ทว่าเมื่อภาพและเสียงสิ้นสุดหยุดลง รอยยิ้มดังกล่าวก็พลันเลือนหายไปด้วยเช่นกัน อธิวัฒน์ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึมเป็นปกติดังเดิม ก่อนเอ่ยกับลูกเขยเสียงราบเรียบ

            “เรื่องเลื่อนตำแหน่งให้ลูกเขยคุณอุดมชัย คงต้องพับไว้ก่อนล่ะนะ”

            คิ้วของกฤษดาเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ ด้วยรู้สึกงงงันกับคำบอกกล่าวของพ่อตา เพราะเมื่อตอนช่วงสายนี้เอง ที่ตนเพิ่งเรียกฝ่ายนั้นมาเจรจาค้าความกันด้วยเรื่องนี้

            “ทำไมล่ะครับ ผมเพิ่งเรียกเขามาคุยวันนี้เอง”

            “เมื่อตอนบ่าย คุณอุดมชัยโทรมาหาฉันด้วยตัวเอง ขอโทษขอโพยยกใหญ่ ที่ต้องขอให้ลูกเขยเขาพักงานไปก่อน พรุ่งนี้เลขาเขาจะเป็นคนมาเดินเรื่องลาออกให้เรียบร้อย”

            คำขยายความยิ่งทำให้กฤษดาเกิดอาการงุนงงสงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไต่ถามต่อไปเผื่อได้รับความกระจ่างชัดจากคนตรงหน้า

            “แล้วคุณสุชาญมีเหตุผลอะไรถึงกับต้องออก ผมไม่เข้าใจเลย”

            “เขาต้องการหยุด ไปดูแลภรรยาของเขาให้เต็มที่เต็มเวลา นั่นแหละเหตุผล”

            “อะไรกัน เรื่องแค่นี้เองหรือ ไม่ใช่ว่ารักสบาย เลยไม่อยากทำงานแล้วหรอกหรือครับ ถ้าว่ามาอีหรอบนี้น่ะ”

            คำวิจารณ์ของกฤษดา ทำให้ดวงตาของอธิวัฒน์หรี่ลงนิดหนึ่ง ผู้อาวุโสซึ่งก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของชีวิตแล้ว กล่าวอธิบายนัยยะที่แฝงเร้นอยู่ในเรื่องนี้ ด้วยเสียงเรียบเย็นกับคนตรงหน้า

            “ก็จริงอยู่..ที่เขาดูเหมือนคนไม่ฉลาด ไม่คว้าจับโอกาส หรือความก้าวหน้าของชีวิตเอาไว้ แต่ลองมองดูให้ดีสิ กฤษดา ถ้าเทียบกันแล้ว ฐานะของเขากับเธอก็ไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่ แล้วถ้าลูกสาวของฉันเป็นเหมือนอย่างลูกสาวคุณอุดมชัย เธอก็จะเลือกงานมาก่อนภรรยาหรือ ถ้าเธออยู่ในความคาดหวังของพ่อตา ว่าจะสามารถดูแลลูกสาวของเขาอย่างดีที่สุดได้”

            กฤษดานิ่งเงียบเพื่อรับฟังถ้อยความพินิจพิจารณา พ่อตาของเขากำลังอรรถาธิบายขยายความ ในอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากตนโดยสิ้นเชิง

            “สุชาญคนนี้อาจไม่ฉลาดในเรื่องอื่น แต่เขาลำดับความสำคัญได้เป็นอย่างดี ว่าสิ่งไหนควรมาก่อนมาทีหลัง ภรรยาของเขาไม่ปกติ บกพร่องทางสติปัญญา และตอนนี้ ปัญหาสำคัญคือขาดพวกผู้ช่วยดูแล การที่เขาออกตัวรับอาสาเป็นคนดูแลเองนั้น แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นสามี อย่าลืมว่า พวกอัญวณิชย์มั่งมี ขนาดเหลือกินเหลือใช้ไปทั้งชีวิต พวกเขาไม่ได้ขาดตกบกพร่องหรือเดือดร้อนอะไร ดังนั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขามากกว่า คือเรื่องทางใจไม่ใช่ปากท้อง พิศมณีเป็นลูกสาวที่คุณอุดมชัยเขารักมาก เป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด และเก่งกาจเหมือนกับน้องชาย ฉันยังจำตอนที่ตัวแทนบริษัทของเรา โดนลูกสาวของคุณอุดมชัยคนนี้ไล่ต้อนเสียจนมุม กลางที่ประชุมตอนปีก่อนโน้นได้อยู่เลย”

            พูดพลางจุดยิ้มขำตรงมุมปาก ยามรำลึกนึกถึงความหลังครั้งเก่าก่อน ทั้งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายที่ได้รับสายตรงจากคุณอุดมชัย ผู้โทรมาขออภัยพร้อมกับอธิบายเหตุผลด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการรักษาสัมพันธภาพและน้ำใจไมตรีที่มีต่อกัน

            “แล้วในเมื่อ..เป็นแบบนี้ เราต้องทำอะไรไหมครับ คุณพ่อ”

            กฤษดาถามหาความคิดเห็นจากคนตรงหน้า เพื่อให้รู้ถึงสิ่งที่ตนควรกระทำ แม้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานบริษัท ทว่าตัวเขาเองก็ยังต้องเรียนรู้อีกมาก จากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์มากกว่า อย่างเช่น พ่อตาของตัวเองคนนี้

            “ไม่ต้องทำอะไร นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวเขา เราแค่คอยติดตามข่าวคราว เมื่อมีโอกาสก็ถามไถ่ถึงบ้างตามมารยาท ทำแค่นั้นพอ”

            “เข้าใจแล้วครับ”

            ความห่วงใยในสุขทุกข์เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากมีมากจนเกินพอดี ก็อาจกลายเป็นการละลาบละล้วง หรือสอดรู้สอดเห็นจนเกินงามไปได้ แม้หูตาของอธิวัฒน์จะมีมากล้นจนเหมือนสับปะรดก็ตาม ทว่าเขาก็สามารถวางตัวได้ดีในทุกที่และทุกสถานการณ์ เพราะเรียนรู้สิ่งใดควรหรือไม่ควร เรื่องไหนพูดได้หรือพูดไม่ได้

            ผู้ปกครองอาณาจักรวัฒนานุกูล เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาเหมือนอย่างเช่นในทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะใช้ทางลัดขึ้นมา หากแต่ใช้สติปัญญาควบคู่ไปกับการทำงานหนัก ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานี้

            ตราบเท่าที่ยังแข็งแรงดีอยู่ และหากสติยังไม่เลอะเลือนไปตามวัย ท่านประธานใหญ่และบิดาแห่งบ้านวัฒนานุกูลมองว่า ตนยังคงต้องถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ สอนสั่งบ่มเพาะลูกหลานต่อไป เพราะนี่เปรียบประหนึ่งมรดกทางความคิดอันล้ำค่า ซึ่งสามารถสืบทอดหรือส่งต่อกันภายในครอบครัวได้ ช่วยผลักดันและทำให้มันกลายเป็นความภาคภูมิใจ ควบคู่ไปกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของพวกตน
 
            รวยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องฉลาดด้วย หากต้องการรักษาชื่อเสียงและความร่ำรวย ให้คงอยู่ต่อไปอีกตราบนานเท่านาน
 
 


 
+++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 23 ธันวาคม 2563
Last Update : 23 ธันวาคม 2563 13:42:56 น. 0 comments
Counter : 139 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.