! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
8 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 6 : คืนแรก


ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




 


            ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี  สุชาญที่ผ่านการอาบน้ำชำระกาย ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว  นอนห่มผ้าอยู่บนฟูกนอนหนานุ่มอย่างดี  ภายในห้องมีแสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟเหนือหัวเตียงเปิดไว้พอให้ความสว่าง  บนเตียงหลังใหญ่มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนหลับใหล ด้วยหน้าตาท่าทางอันเป็นสุข แลดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

            อาจเป็นเพราะแปลกที่แปลกทาง เลยทำให้ชายหนุ่มนอนไม่หลับ  บรรยากาศรอบตัวปกคลุมด้วยความเงียบอย่างแท้จริง  เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงกระดิกเดินของเข็มนาฬิกา  เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาต้องนอนในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง

            นึกถึงบิดาผู้นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตอนนี้  ทั้งยังหวนนึกถึงเหตุการณ์กลางดึกสงัดในคืนหนึ่ง เมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมาก่อนหน้า  คืนนั้น สุชาญที่กำลังหลับสนิทมีอันต้องตื่นขึ้นมา ด้วยได้ยินเสียงร้องโอดโอยของบิดา ผู้ซึ่งจู่ ๆ ก็ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความทรมาน พลางใช้แขนข้างที่ยังขยับได้ขยุ้มตรงหน้าอก แถวบริเวณเหนือหัวใจเอาไว้แน่น

            “พ่อ ! พ่อครับ เป็นอะไร เจ็บตรงไหนครับ”

            เขาเด้งตัวขึ้นจากที่นอน รีบลุกขึ้นไปเปิดไฟให้สว่าง เพื่อสำรวจดูอาการผิดปกติของผู้เป็นบิดา

            “โอย.. ชาญ พ่อหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก โอย..”
            “ไปหาหมอนะครับ เดี๋ยวผมเรียกรถพยาบาลมารับ”

            นายสุธนพยักหน้ารับด้วยใบหน้าซีดจนเผือดขาว  ผู้เป็นลูกชายขยับจัดท่าทางการนอนให้ใหม่ ด้วยการเอาหมอนใบใหญ่สอดซ้อนข้างใต้แผ่นหลัง ปรับให้ร่างครึ่งบนของบิดาชันตัวสูงขึ้น เผื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิม  ก่อนรีบโทรติดต่อกับทางโรงพยาบาลใกล้บ้าน ให้ส่งรถมารับตัวผู้ป่วย  จากนั้นขึ้นไปปลุกพี่สาวยังห้องชั้นบน บอกกล่าวถึงเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกลางดึก
 

            สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างหวั่นวิตก ตอนที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงที่มีร่างผอมของบิดานอนอยู่บนนั้น หายลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน  ประตูบานใหญ่ปิดสนิทเหมือนกับความคิดที่ตื้อตัน มืดมนไปหมดของชายหนุ่มในเวลานั้น 

            เขาเพิ่งพ้นสภาพพนักงาน กลายเป็นคนตกงานหมาดใหม่มาได้ไม่กี่วัน ทั้งยังอยู่ในช่วงระหว่างวิ่งวุ่นหาสมัครงานใหม่  เงินชดเชยก้อนหนึ่งที่ได้รับจากบริษัท อาจพอสำหรับพยุงค่าใช้จ่ายในบ้านไปได้หลายเดือนก็จริง  แต่มันไม่เพียงพอสำหรับเหตุไม่คาดฝัน อย่างเช่น อาการเจ็บป่วยร้ายแรงขึ้นมาอย่างกะทันหันของคนในบ้านเช่นนี้

            มือทั้งสองข้างของสุชาญเย็นไปหมด ตอนที่แพทย์ผู้ทำการรักษาแจ้งว่า พ่อของเขามีภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน  จำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยการผ่าตัดเบี่ยงทางเดินหลอดเลือดหัวใจ หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า ‘บายพาส’  นอกเหนือจากนี้ ยังตรวจพบหลอดเลือดที่มีอาการตีบอีกสองเส้น ซึ่งแพทย์ประเมินเป็นความเสี่ยงสูงในภายหลัง  หากได้ทำบอลลูนหัวใจ หรือขยายหลอดเลือดหัวใจให้กว้างขึ้น พร้อมทั้งใส่ขดลวดค้ำยันไปในทีเดียวพร้อมกัน  คนไข้ก็จะพ้นจากอาการทรมาน และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

            ถ้าเป็นไปได้  สุชาญก็นึกอยากตอบรับ อนุมัติให้แพทย์ทำการรักษาตามคำวินิจฉัยในทันที  แต่ปัญหาใหญ่หลวงกว่าคือ เขาไม่มีเงินมากพอที่จะทำเช่นนั้น  ตัวเลขหกหลักบนใบประเมินค่ารักษาพยาบาลทำให้เขามือสั่น  มันเป็นจำนวนมากมายเกินกว่าจะหาได้ ในเวลาอันสั้นและกะทันหันแบบนี้

            รู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในที่มืดสนิท  ทั้งหนาวเย็นและมืดมิด ไร้ซึ่งทางออกใด ๆ

 
            เมื่อหวนนึกระลึกความหลังมาถึงตรงนี้ หน่วยตาของชายหนุ่มก็รื้นชื้นขึ้นมาด้วยหยาดน้ำใส  ในช่วงเวลานั้น พ่อของเขาอาจต้องทนทรมานเจียนตาย เพราะลูกหลานไร้กำลังทรัพย์ที่จะสามารถช่วยบรรเทาหรือแก้ไข  โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันนับเป็นอันตราย แต่ที่ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าคือ ขาดเงินที่จะนำมาจ่ายค่ารักษาอาการของโรคนี้

            สุชาญมองไม่เห็นใครเลย ที่จะสามารถช่วยเขาให้พ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้  มันไม่ใช่จำนวนเงินเพียงแค่หลักหมื่นหรือพัน  แต่เป็นหลักแสนที่เกินเลยไปจนเหนือคาด  ลำพังแค่ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นในเวลานี้ ยอดรวมก็แตะหมื่นกว่าบาทเข้าไปแล้ว

            ตอนที่กำลังนั่งใช้ความคิดอยู่อย่างเงียบ ๆ จมจ่อมอยู่กับความทุกข์ใจเพียงลำพัง บริเวณที่นั่งพักคอยแถวหน้าแผนกการเงินของโรงพยาบาล  หัวสมองที่กำลังตื้อตันพลันแล่นคิดไปถึงใครคนหนึ่ง เพื่อนผู้ซึ่งออกปากเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเมื่อเร็ว ๆ นี้

            มันจะเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจมากไหม ถ้าหากเขาจะติดต่อไป เพื่อรบกวนขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย  ในขณะที่ตัวเขาเองกลับแล้งน้ำใจ เป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ ตอนที่อีกฝ่ายร้องขอ

            แต่ถ้าไม่ดิ้นรนทำอะไร นับต่อไปจากนี้ พ่อของเขาก็ต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วย แม้จนกระทั่งถึงแก่ความตาย  ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นสิ่งใด  อย่างน้อยก็ยังพอมีแสงแห่งความหวังอันเลือนรางสาดส่องเข้ามา ให้ได้ลองพยายามหาทางออกกับวิกฤตชีวิตในครั้งนี้
 
 
            “คุณหมอดำเนินการได้เลยครับ เอาทั้งหมดที่เสนอมานั่นเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย ทางผมพร้อมทุกอย่าง ไม่ติดขัดอะไรทั้งสิ้น ขอแค่คุณพ่อของเพื่อนผมหาย และกลับมาเป็นปกติได้ก็พอ”
 
            อรุณสวัสดิ์เดินทางมาพบเพื่อนที่โรงพยาบาลทันที เมื่อได้รับโทรศัพท์ติดต่อไปหาจากสุชาญ  ไม่มีคำพูดอื่นใดนอกจากถามไถ่ และแสดงความห่วงใยต่ออาการของพ่อเพื่อน  ในทีแรก สุชาญเพียงต้องการหยิบยืมเงินจำนวนหนึ่งจากเพื่อนผู้มีฐานะคนนี้ เพื่อนำมาใช้ในเรื่องค่ารักษาพยาบาลพ่อเท่านั้น  ทว่าอรุณสวัสดิ์กลับทำในสิ่งที่เหนือคาด  หลังเข้าพบกับแพทย์ผู้ทำการวินิจฉัยอาการคนไข้ด้วยกัน  เพื่อนเก่าก็เป็นฝ่ายชิงตัดสินใจแทนญาติ ตอบรับคำชี้แจงและข้อเสนอทุกอย่าง อนุมัติให้ทางโรงพยาบาลดำเนินการรักษาแทบจะในทันที

            “รุณ ! นี่มันมากเกินไป เงินตั้งหลายแสน ฉันจะหาที่ไหนมาใช้คืนนาย”

            สุชาญพูดกับเพื่อนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงตื่นตระหนก ในสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งทำลงไป  ด้วยค่าใช้จ่ายที่ทางโรงพยาบาลประเมินมาให้พิจารณาก่อนนั้น  ยอดค่ารักษาพุ่งไปมากเกินกว่าครึ่งล้าน ชนิดที่ทำให้ญาติผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ เกิดอาการลมใส่เอาได้ง่าย ๆ

            “ไม่เป็นไรหรอก นายเป็นเพื่อนฉัน  ตอนนี้ ชีวิตพ่อนายสำคัญเกินกว่าจะมาคิดอะไรอย่างอื่นนะ เอาไว้มีเมื่อไหร่ นายค่อยทยอยเอามาใช้คืนก็ได้”

            คำพูดและสีหน้าของอรุณสวัสดิ์ ซึ่งแสดงออกด้วยความกระตือรือร้น ห่วงใยอย่างจริงใจ ทำเอาสุชาญพูดอะไรไม่ออก นอกจากซาบซึ้งและตื้นตันใจ ในความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ที่ได้รับจากเพื่อนคนนี้

            เปรียบประหนึ่งแผ่นไม้ลอยมาตามน้ำ  ยามแหวกว่ายในกระแสธาราจนหมดแรง จวนเจียนจะจมน้ำตาย

            นาทีนั้น สุชาญไม่สามารถเอ่ยเอื้อนคำใดได้ นอกจากคำขอบคุณเท่านั้น

            “ขอบคุณมากนะ รุณ ขอบคุณมากจริง ๆ”

            “เอาน่า ทำใจให้สบาย ไม่ต้องเครียดมากล่ะ เดี๋ยวเป็นอะไรไปอีกคน ทีนี้ล่ะ ลำบากของแท้”

            อรุณสวัสดิ์เอื้อมมือออกไปตบบ่าอีกฝ่าย ยิ้มพลางพูดกับเพื่อนด้วยสีหน้าและแววตาจริงใจ  โดยที่ไม่ได้หยิบยกนำเอาข้อเสนอจากครั้งคราวก่อน มาพูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว
 

            การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของคนทั้งบ้าน  บ่ายวันรุ่งขึ้น อรุณสวัสดิ์เดินทางมาเยี่ยมนายสุธนอีกครั้ง พร้อมกับรุ่งทิวาแฟนสาวผู้ติดตามมาด้วยกัน  ในมือของหญิงสาวมีดอกไม้ช่อสวยสำหรับเยี่ยมไข้  เช่นเดียวกับในมือของแฟนหนุ่ม ที่มีกระเช้าจัดชุดของเยี่ยมใบใหญ่หิ้วมาด้วยพร้อมกัน

            ภายในห้องพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่  รุ่งทิวายกมือขึ้นไหว้ทักทายสุรีย์และสุชาญ ด้วยกิริยาท่าทางของคนอ่อนหวานเรียบร้อย ไต่ถามอาการของคนไข้ ด้วยสีหน้าท่าทางแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ  ทั้งยังบีบมือให้กำลังใจนายสุธน ผู้นอนมองดูคนมาเยี่ยมอยู่ด้วยสายตาชื่นชมและขอบคุณ

            ถึงตอนนี้ จิตใจของสุชาญเริ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อคนทั้งคู่  ชายหญิงทั้งสองหยิบยื่นน้ำใจให้แก่ตน โดยไม่ได้เรียกร้องหรือแสดงออกว่ามีข้อแม้ เพื่อทวงบุญคุณแต่อย่างใด  พวกเขาต่างแสดงออกราวกับเป็นมิตรแท้ในยามยากของสุชาญอย่างแท้จริง

            จังหวะหนึ่ง อรุณสวัสดิ์ขอตัวออกไปรับสายเรียกเข้าหนึ่งซึ่งโทรเข้ามา  ทิ้งให้แฟนสาวนั่งพูดคุยสนทนาอยู่กับเพื่อนของตน ตรงชุดโซฟารับรองภายในห้องคนไข้  รุ่งทิวาที่มองไปทางนายสุธนที่หลับใหลไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ยา พูดเปรยทำลายความเงียบในขณะนั้นขึ้นมา ด้วยสุ้มเสียงหวานอันแสนเบา

            “ตอนที่รุณเขาโทรมาเล่า เรื่องคุณพ่อของคุณกับฉัน  ตอนที่เขาบอกว่า ขอเอาเงินที่ตั้งไว้เป็นสินสอดส่วนหนึ่งออกมาใช้ก่อน  ฉันยังตกใจและไม่เห็นด้วยในทีแรก  แต่พอมาถึงตอนนี้ ฉันภูมิใจในตัวรุณเขามากค่ะ เห็นด้วยว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  ช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญและเป็นกุศลมากกว่า  ต่อให้อนาคตไม่ได้เป็นไป..ตามอย่างที่พวกเราคาดหวัง  ฉันก็ยังภูมิใจในตัวรุณเขาอยู่ดี”

            ถ้อยความที่ได้ยินได้ฟัง ทำให้สุชาญรู้สึกตกใจกับความจริงที่ได้รับฟังเป็นอันมาก  เขาไม่คิดเลยว่า เพื่อนจะกล้าทำเพื่อตน ถึงขนาดยอมเสียสละความสุขส่วนตัว นำทรัพย์ส่วนที่ควรเป็นทุนชีวิตในอนาคตมาใช้ในการนี้  กล้าหยิบยื่นให้กับคนที่ไม่รู้ว่า จะสามารถหามาใช้คืนได้เมื่อไหร่อีกต่างหาก

            “ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะครับ  พูดเหมือนพวกคุณจะเลิกกันอย่างนั้น  ผมฟังแล้วไม่สบายใจเลย”

            ชายหนุ่มพูดไปตามความรู้สึกของตน  รอยยิ้มหวานปนเศร้าของรุ่งทิวา ยิ่งเป็นตัวเสริมให้บรรยากาศชวนสลดหดหู่ลงกว่าเดิม

            “รุณอาจจะเคยเล่าให้คุณฟังแล้วว่า งานแต่งของพวกเราต้องล้มเลิกมาถึงสองหน  ถึงตอนนี้ ฉันเริ่มทำใจแล้วล่ะค่ะ ถึงฉันจะห้ามความรู้สึกสิ้นหวังไม่ได้  แต่ในเมื่อโชคชะตากำหนดมาแบบนี้  มันก็มีแต่ต้องยอมรับและปลงให้ได้ก็เท่านั้น  อา.. ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ควรพูดอะไรแบบนี้ให้คุณฟังเลย  คุณเองก็กำลังไม่สบายใจเรื่องคุณพ่ออยู่ด้วย”

            “ไม่เป็นไรเลยครับ  ถ้ามันพอจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง พูดออกมาเถอะครับ ผมยินดีรับฟัง”

            หญิงสาวก้มหน้าลง ทำท่าถอนหายใจนิดหนึ่ง ก่อนเงยขึ้นมามองสบตากับคู่สนทนาอีกครั้ง

            “คุณชาญ อย่าบอกรุณเขานะคะ เรื่องที่ฉันพูดกับคุณนี่ ฉันไม่อยากให้รุณเขารู้สึกไม่สบายใจน่ะค่ะ เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เขาก็เครียดมากพออยู่แล้ว  ฉันไม่อยากให้คำพูดของตัวเอง ซ้ำเติมอะไรให้มันหนักหนาสาหัสมากขึ้นไปอีก”

            “เข้าใจครับ”
            “ขอบคุณค่ะ  ถ้าไม่มีเรื่องนั้น ก็คงจะดี..”

            ประโยคท้ายคล้ายหญิงสาวรำพึงรำพันกับตัวเองเสียงแผ่ว  แววตาและสีหน้าแลดูเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  สุชาญขยับตัวอย่างรู้สึกอึดอัด  ดุจนัยยะอื่นที่แฝงเร้นอยู่ท้ายประโยคนั้น เกี่ยวพันมาถึงตนด้วยไม่มากก็น้อย

            อรุณสวัสดิ์กับแฟนสาวของเขากลับไปแล้ว  สุรีย์พี่สาวเองก็กลับบ้าน เพราะต้องไปดูแลหาข้าวน้ำให้สุธิตาหรือกุ๊กไก่ หลานสาววัยแปดปีที่กลับมาจากโรงเรียนต่ออีก  เหลือสุชาญอยู่เฝ้าไข้บิดาตามลำพัง  นั่งอยู่กับความเงียบสงบของบรรยากาศในยามเย็นย่ำ  โดยมีน้ำหนักของความไม่สบายใจกดทับอยู่ภายใน ให้หนักอึ้งไปกับเรื่องราวของเพื่อนที่เพิ่งได้รับฟังมา

            มันไม่ควรเป็นแบบนี้..  ทั้งอรุณสวัสดิ์และรุ่งทิวาต่างเป็นคนดีด้วยกันทั้งคู่  พวกเขาทั้งสองต่างใส่ใจในสุขทุกข์ของกันและกัน ผ่านคำพูดและการกระทำ ซึ่งแสดงให้เขาได้เห็นประจักษ์ชัดเจนต่อหน้า  แล้วบุคคลที่สามารถช่วยพวกเขาได้ กลับนั่งเฉยเมยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ทำตัวเป็นคนไม่รู้จักบุญคุณคนอยู่เช่นนี้หรือ..

            เพียงแค่วันเดียว..  ถ้าจำไม่ผิด อรุณสวัสดิ์แสดงความจำนง ต้องการจ้างตนไปรับบทเจ้าบ่าวกำมะลอแค่วันเดียวเท่านั้น

            ทีเพื่อนยังให้เขามากมายถึงเพียงนี้  แล้วตนจะทำเพื่อเพื่อน ทำเพื่อตอบแทนกันไม่ได้เชียวหรือ สุชาญ..

            ชายหนุ่มมองไปยังร่างผอมของบิดา ผู้นอนหลับสนิทในชุดคนไข้ โดยมีที่ครอบจมูกและปากซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ช่วยหายใจ ต่อสายระโยงระยางออกจากตัวเครื่อง ที่ตั้งวางอยู่ข้างเตียงไฟฟ้าปรับระดับได้  อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกอย่างมีสภาพใหม่เอี่ยมทันสมัย สมกับอัตราค่าบริการของสถานที่แห่งนี้

            สองมือของเขากำเข้าหากัน สีหน้าเคร่งเครียดเผยออกมาให้เห็น ยามที่ต้องไตร่ตรองและตัดสินใจ
 
            ถ้ามันจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน..
 

 
 
+++++++++++++++++++++++++++
 
 
 

                เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ตีสาม ทุกชีวิตภายในคฤหาสน์อัญวณิชย์ต่างอยู่ในภาวะหลับใหล  ไม่มีใครได้ยินเสียงฝีเท้าอันเบาที่ก้าวย่างไปตามระเบียงทางเดิน  แสงจากหลอดไฟที่เปิดให้ความสว่างไสวภายในตัวอาคาร ทะลุผ่านเงาร่างอันเลือนรางของสตรี ในชุดผ้าซิ่นสวมเสื้อแขนกระบอกสีส้มอมแดง  ร่างนั้นแลดูขมุกขมัวไม่แจ่มชัด ไม่อาจจับจุดให้ดวงตาสามารถมองเห็นได้ชัด คล้ายภาพในจอโทรทัศน์ที่แตกพร่า  สตรีลึกลับเยื้องย่างด้วยเท้าอันเปลือยเปล่าไปบนพื้นหินขัดเงา ที่ไม่อาจสะท้อนแสงเงาของวัตถุใด ๆ  ก่อนหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูห้องที่อยู่สุดปลายทางเดินชั้นสองของตัวตึกฝั่งตะวันออก แล้วก้าวทะลุผ่านบานประตูเข้าไปภายในห้องดังกล่าว

            ร่างลึกลับที่อาจเรียกได้เป็นวิญญาณ ก้าวตรงเข้าไปย่อตัวลงนั่งพับเพียบอยู่ข้างฟูกนอนบนพื้นห้อง ที่ซึ่งมีร่างของสุชาญผู้กำลังหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกดังแผ่วเบา แลเห็นทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอกัน  มือเล็กเรียวทว่าโปร่งแสงยื่นออกไป หมายจับต้องสัมผัสใบหน้าของคนหลับ แต่แล้วก็เหมือนเกิดเปลี่ยนใจกลางคัน เพราะร่างดังกล่าวนั้นชักมือกลับคืนสู่ตัว  เสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งเอื้อนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ฟังราวเสียงกระซิบกระซาบของสายลมยามราตรี
 
            “..  คุณโชค.. คุณโชคเจ้าคะ  นานเหลือเกินเจ้าค่ะ  วันดีรอคุณนานเหลือเกิน  ..”
 
            แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟเหนือหัวเตียงพิศมณีดับวูบลง  ทั่วทั้งห้องตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิด  คงมีแต่เพียงแสงเรื่อเรืองที่เปล่งออกมาจากร่างลึกลับดังกล่าว ดุจตะเกียงไฟให้แสงวอมแวมกลางอนธการ
 
            “..  จำเป็นต้องชดใช้ ให้แก่แม่เพ็ญก่อน อดทนหนาเจ้าคะ เพื่อแก้ไขบ่วงกรรมแต่เก่าก่อน ให้สิ้นสุดต่อกันไป ในชาตินี้  ..”
 
            ท่ามกลางแสงสลัว ภาพเงาของสตรีคนดังกล่าวมีปฏิกิริยา คล้ายเกิดปรากฏการณ์ม่านหมอกรวมตัวกันจนกลายเป็นภาพที่คมชัด  สุชาญผู้กำลังหลับสนิทในเวลานั้น หมดโอกาสที่จะตื่นขึ้นมา เพื่อจะได้เห็นดวงหน้าสวยซึ้ง ดวงเนตรกลมโตผนวกพราวหวาน  ริมฝีปากอ่อนบางละมุนละไมเรื่อแดงราวกลีบกุหลาบ  โดยรวมแล้วนั้น แลดูมีความละม้ายคล้ายคลึงกับอีกร่างที่นอนอยู่บนเตียงเป็นอันมาก  ทั้งไม่มีส่วนใดคล้ายกับรูปวาดแทนตัวที่แขวนอยู่ในห้องพระเลยแม้สักนิดเดียว

            วิญญาณหญิงสาว หรือที่ผู้คนภายในคฤหาสน์แห่งนี้เรียกขานกันว่า ‘ย่าชวดวันดี’ ค่อย ๆ ผุดลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ หลังนั่งนิ่งเงียบ จ้องมองดูชายหนุ่มผู้กำลังหลับใหล ด้วยแววตาทอประกายอ่อนโยนอยู่เป็นนานสองนาน  ร่างดังกล่าวเคลื่อนขยับเข้าไปใกล้ใครอีกคนผู้นอนหลับอยู่บนเตียง เอ่ยเอื้อนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเย็น มีรอยยิ้มบนดวงหน้าปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อย
 
            “..  แม่เพ็ญ พี่คงอยู่ยั้ง ช่วยรั้งให้เจ้าได้แต่เพียงเท่านี้ พันธะของพี่ใกล้สิ้นสุดแล้ว เหลือก็แต่ของของแม่พิศ ที่พี่รับฝากเอาไว้  หากวันใดแม่พิศตื่นขึ้นมา ก็ขอให้มารับเอาของนั้น กลับคืนไปเถิด ..”
 
            โคมไฟเหนือหัวเตียงกลับมาติดสว่างขึ้นอีกครั้ง  ร่างบนเตียงขยับเปลือกตายุกยิกคล้ายดั่งระคาย พ่นลมหายใจออกทางจมูกแรง ๆ ทีหนึ่ง ก่อนนอนนิ่งเงียบต่อไป ไม่มีทีท่าว่าจะพลิกตื่นขึ้นมา เพื่อสัมผัสกับเหตุการณ์ประหลาดแต่อย่างใด

            แสงสว่างจากร่างที่ไม่มีเนื้อหนัง ค่อย ๆ หรี่ลงคล้ายถ่านมอดไฟ ก่อนเลือนหายไปในความมืดสลัวเสมือนหนึ่งกลมกลืนไปเป็นเนื้อเดียวกับอากาศธาตุ  บรรยากาศภายในห้องยังคงเงียบสงบ เสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอของคนสองคนดังแผ่วอยู่คนละมุมห้อง  เหมือนไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมใด ๆ ล่วงล้ำเข้ามารบกวนห้วงนิทราอันแสนสุขของคู่บ่าวสาว

 
            สุชาญรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน  ตอนที่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา ด้วยถูกปลุกจากเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดของพิศมณี  เสียงที่ทำให้เขาต้องตาลีตาลาน ลุกขึ้นคลำหาสวิตช์ไฟโดยเร็วพลัน  เมื่อหลอดไฟติดสว่างโร่ จึงได้เห็นภาพคนบนเตียงนอนคู้ตัว กำมือน้อยรัวทุบน่องขาข้างขวาของตัวเอง พลางส่งเสียงร้องไห้ไปด้วยอย่างน่าเวทนา

            “โอ๊ย เจ็บขา เจ็บ  ฮือ.. นม นมเย็น พิศเจ็บขา ฮือ.. นมอยู่ไหน”

            อาการผิดปกติดังกล่าว ทำให้สุชาญจำต้องพาตัวเองเข้าไปใกล้ เพื่อค้นหาสาเหตุของการตื่นขึ้นมากลางดึกของอีกฝ่ายในเวลานี้

            “คุณพิศ เป็นอะไรครับ เจ็บขาหรือ ตะคริวกินขารึเปล่า มา..ขอผมดูหน่อยนะ”
            “ฮือ.. เจ็บ เจ็บขา”

            เขาถือวิสาสะนั่งลงบนเตียง  ยื่นมือออกไปสัมผัสกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง จนมีลักษณะคล้ายเป็นก้อนแข็งเกิดขึ้นใต้ผิวหนัง ตรงบริเวณเนื้อน่องด้านหลังหน้าแข้งขวา  ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีอาการของตะคริวที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน  หนทางแก้ไขเบื้องต้นนั้นไม่ยาก หากแต่ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายว่า จะยอมให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน

            ร้องเจ็บขาไม่หยุดปากก็จริง  แต่พอเขาลงมานั่งใกล้ แตะตรวจดูอาการ  มือน้อยที่ทุบขาตัวเองอยู่แต่แรกนั้นก็พลันเปลี่ยนมาทุบหลังเขาแทน  ทำราวกับพยายามส่งต่อความเจ็บปวดที่ตนมีไปสู่ผู้อื่น อย่างไรอย่างนั้น

            “คุณพิศนวดขานะครับ  บีบ ๆ ตรงก้อนแข็ง ๆ นี่  ยกขาขึ้นสูงหน่อย เอามือถูวนไปมาก็ได้  เดี๋ยวก็จะหายเจ็บเองครับ”

            เขาบอกกล่าวกับหญิงสาว ด้วยคำพูดสื่อสารที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายที่สุด  พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสต้องถูกร่างกายของอีกฝ่าย ถึงแม้ตอนนี้ พวกเขาจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ตาม

            ทว่า.. พิศมณีกลับทำในสิ่งที่ง่ายดายและรวดเร็วกว่านั้น

            “ชาญ นวด”

            ถ้อยคำห้วนสั้นไม่ใช่คำขอ หากแต่เป็นคำสั่ง  และผู้หญิงสติไม่ดีตรงหน้าก็เป็นคนที่สามารถสั่ง หรือเรียกร้องเอาทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามแต่ใจต้องการ  โดยที่คนรอบข้างมีหน้าที่ต้องตอบสนอง หรือปฏิบัติตามคำเรียกร้องเท่านั้น

            ไม่เว้นแม้แต่สุชาญ ผู้จำต้อง ‘ให้’ หรือ ‘ทำ’ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่อีกฝ่ายร้องขอ

            “นวดก็ได้ครับ แต่คุณพิศต้องไม่ตีผมนะครับ”

            พอได้ยินแบบนั้น  มือที่วนเวียนอยู่แถวแผ่นหลังของชายหนุ่มจึงหดกลับไป  คนเจ็บขาเบ้หน้า เม้มปากแน่น นอนทำตาใส  ยินยอมให้สุชาญเริ่มต้นลงมือบรรเทาอาการตามวิธีของตน  อาศัยประสบการณ์ที่เคยต้องลุกขึ้นมากลางดึก เพื่อบีบนวดคลายอาการตะคริวให้ผู้เป็นบิดาอยู่หลายหน  มือผ่าวร้อนที่จับลงบนท่อนขาเรียวขาวจึงเป็นไปอย่างไม่มีสะดุด  ไม่มีหลุดเก้อกระดากเขินอาย เพราะมิได้มีเจตนาอื่นใดนอกจากต้องการช่วยแก้ไขอาการผิดปกติ

            เขาค่อย ๆ ดันร่างอีกฝ่าย ให้พลิกนอนหงายราบไปกับเตียง  ย้ายตัวเองไปนั่งอยู่ตรงปลายเท้าของหญิงสาว  ชายกระโปรงยาวของชุดนอนผ้าเรียบลื่นเลิกขึ้น ขณะชายหนุ่มใช้สองมือจับปลายเท้าขวาของคนนอน ให้ค่อย ๆ ยืดเหยียดมาตรงหน้า  จากนั้นจึงยกเท้าขึ้นสูงจากพื้นเตียงประมาณหนึ่งช่วงศอก ยกค้างไว้ครู่หนึ่ง รอให้กล้ามเนื้อน่องคลายตัว พอจะหายจากอาการแข็งเกร็งแล้ว จึงค่อยเริ่มต้นใช้สันมือถูวนไปตามน่องขาของอีกฝ่าย ลงน้ำหนักมือหนักเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอกัน

            ได้ยินเสียงครางสะอื้น สลับเสียงร้องอืออาดังมาเป็นระยะ  หากแต่สุชาญพยายามเพ่งความสนใจ ให้อยู่แต่กับสิ่งที่ตัวเองทำ มากกว่าปันสมาธิไปกับสิ่งเร้าอื่น  เขาดัดข้อเท้าของพิศมณีให้ขยับขึ้นลงไปมา รูดดึงนิ้วเท้าร่วมไปด้วย หวังช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น

            “คุณพิศ หายเจ็บหรือยังครับ”

            เขาเอ่ยถาม หลังลงมือนวดคลึงท่อนขาอยู่นาน  ทั้งเจ้าตัวเองก็เงียบเสียงไปได้สักพักแล้ว

            “อือ”
            “งั้นนอนต่อนะครับ”

            ตอนที่ตนบอกกล่าว อีกฝ่ายไม่ได้ตอบรับอะไร  แต่พอตอนลุกถอยห่างออกจากเตียง เพื่อจะปิดไฟลงตามเดิมนั้น  พิศมณีกลับเป็นฝ่ายลุกขึ้นมานั่ง พลางส่งเสียงประท้วง

            “ไม่เอา เล่นกัน”
            “เล่นหรือครับ”

            สุชาญเหลือบมองดูนาฬิกาแขวนผนัง  ขณะนั้นยังเป็นเวลาตีสี่ ฟ้ายังมืดสนิท คนทั้งบ้านยังนอนหลับพักผ่อนกันอยู่เลย  แต่คนบนเตียงกลับเรียกร้องที่จะเล่นเป็นเด็ก  สงสัยเพราะตื่นเต็มตา หายจากอาการตะคริวแล้วไม่ยอมนอนต่อเป็นแน่แท้

            “แต่ผมง่วงอยู่เลย ขอผมนอน แล้วตอนเช้า เราค่อยเล่นกันนะครับ”
            “ไม่เอา”

            ฝ่ายนั้นตอบกลับเสียงแข็ง  พลางไถลตัวลงมาจากเตียง ตรงเข้าไปหอบเอาตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์สองสามตัวจากบนชั้นวางแถวนั้น แล้วปรี่เข้ามาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าสุชาญ ด้วยสีหน้าท่าทางแสดงอาการกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง

            “เล่น”
            “อ่า.. เล่นก็เล่น”

            ด้วยเหตุนี้  ชายหนุ่มจึงจำต้องทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางห้องด้วยภาวะจำยอม  พากันเล่นเงียบ ๆ อยู่ภายในห้อง ดีกว่าปล่อยให้อีกฝ่ายอาละวาดโวยวายเพราะถูกขัดใจ  มันเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายให้ได้  และไม่ว่าจะเป็นบทบาทด้านใด สุชาญก็มีแต่ต้องปฏิบัติให้ได้ ทั้งทำให้สมกับราคาค่าตอบแทนที่ตกลงยอมรับมา

            แต่งงาน.. ทำหน้าที่เป็นสามี.. ระยะเวลาสองปี.. กับค่าตอบแทนสูงถึงสี่ล้านบาท

            ส่วนหนึ่งเขาใช้ไปแล้ว กับการชำระหนี้ค่าผ่าตัดหัวใจคืนให้แก่อรุณสวัสดิ์  ส่วนที่เหลือเก็บสำรองเอาไว้ สำหรับใช้รองรับอาการเจ็บป่วยระลอกใหม่ ที่เป็นดั่งมรสุมรุมเร้าชีวิตบั้นปลายของบิดาตน
 
            ความจริงแล้วไม่ต้องมีใครอยู่เป็นเพื่อนเลยก็ได้  เพราะพิศมณีสามารถเล่นคนเดียวได้ไปตามประสา  จากเดิมที่มีแค่ตุ๊กตาเพียงไม่กี่ตัว กลายเป็นรื้อค้นข้าวของต่าง ๆ เอามากองเล่นกับพื้น เกลื่อนกลาดกระจัดกระจายเต็มไปหมด  สุชาญที่เริ่มทนต่อความง่วงงุนไม่ไหว คลานลงไปนอนกับฟูกนอนของตัวเอง กะจะพักสายตาสักครู่ ทว่ากลับผล็อยหลับไปอีกหน

            สัมผัสสุดท้ายก่อนสติมืดดับ คือมีตุ๊กตาสองตัวมาวางแปะอยู่บนลำตัว  สุชาญปรือตาขึ้นมองคนตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ฝืนยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเอาใจ ก่อนหลับไปอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

            “ชาญ  ชาญ”

            หญิงสาวนั่งเล่นอยู่คนเดียวเป็นนานสองนาน  พอหันไปเขย่าปลุกอีกคนก็ไม่เป็นผล อีกฝ่ายเพียงทำท่าขยับตัวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด  พิศมณีหันมองไปทางห้องน้ำภายในห้องนอนของตน  เอียงคอ ทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง  ก่อนลุกขึ้นเดินไปหยิบเอาแป้งฝุ่นโรยตัวกระป๋องใหญ่ ออกมาจากข้างในนั้น 

            กลับมานั่งแหมะลงข้างคนหลับ  เปิดฝาออกแล้วจับตัวกระป๋องคว่ำลง เขย่าโรยให้ฝุ่นผงสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งใบหน้าและลำตัวของสุชาญ  หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะตอนเหยาะแป้งลงบนศีรษะของอีกฝ่าย

            “ผมขาว  ผมขาวแล้ว  ชาญสวย”

            เล่นแป้งหมดกระป๋องจนพอแก่ใจ  ความเบื่อหน่ายผสมอาการง่วงงุนที่วนกลับมาใหม่  ทำให้หญิงสาวคลานกลับขึ้นไปนอนแผ่บนเตียงของตนเองอีกครั้ง  พิศมณีนอนตีขาขึ้นลงไปมาอยู่สองสามที  ลืมเลือนเสียสิ้นว่าก่อนหน้านี้ ตนเพิ่งตื่นขึ้นมาร้องไห้เพราะมีอาการเจ็บขา  ไม่นานนัก ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบแห่งอรุณรุ่ง  ทั้งคู่มุ่งสู่ปลายทางเดียวกัน นั่นคือ ห้วงนิทราอันแสนสุข
 
            ทิ้งห้องสภาพรกเละเทะไว้เป็นหลักฐานดูต่างหน้า

            ว่า..คู่บ่าวสาวได้ใช้เวลาร่วมกัน ในคืนแรกของการแต่งงานแล้วจริง ๆ
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 08 ตุลาคม 2563
Last Update : 8 ตุลาคม 2563 12:08:24 น. 0 comments
Counter : 289 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.