My baby...my hubby...my family...MY WORLD ^^
ตอน 1...เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง!

*** หมายเหตุ*** blog นี้จะเป็นการเล่าเหตุการ์ณที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2011 เจ้าของบล็อคจะทยอยเล่าย้อนหลังจนกว่าจะถึง ณ ปัจจุบัน เขียนไปเรื่อยๆเขียนสดๆ ในวันที่ว่างๆ จากความจำเท่าที่จำได้ เล่าเหตุการ์ณที่ผ่านมาให้กับเพื่อนพ้อง น้องพี่ ที่เราไม่ได้บอกเล่าข่าวการเจ็บป่วยให้รู้ก่อนหน้า ต้องขอโทษด้วย และก็หวังว่า ข้อมูลบางส่วนจะไปเป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง

หายหน้าไปจาก blog gang ไปซะนานหลายปี ใช้ชีวิตเรียบง่ายหลังจากแต่งงานปี 2004 ก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกที่อังกฤษ สบายๆ เรื่อยๆ มา 5 ปีกว่า (ต้องเลี้ยงเองเพราะค่าจ้างเลี้ยงเด็กที่อังกฤษแพงพอๆ กับค่าจ้างงาน...แล้วตรูจะทำทำไมฟร่ะ! ได้ค่าจ้างมาก็ต้องมาจ่ายค่าเลี้ยงลูก!! เลยเลี้ยงเองดีกว่า) พอเชลซี 4 ขวบ ชีวิตเริ่มเข้าที่ เชลซีเริ่มเข้าโรงเรียน แม่ก็เริ่มมีเวลาหางานทำเป็นเรื่องเป็นราว ในต้นปี 2011 พอกำลังเข้าที่เข้าทาง ได้งานที่ชอบ ชอบงานที่ทำ งานกำลังรุ่ง นายเอ็นดู เพื่อนร่วมงานก็ดี กำลังมีหวังมีอนาคต และมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง! ทำได้อยู่ 2 เดือนกว่า อีก/ม่กี่อาทิตย์จะพ้นโปรและบรรจุเป็นพนักงานประจำ หมอก็เรียกไปฟังผลสแกน MRI ที่แขนขวาที่ปวดมากว่า 2 ปี ก่อนเริ่มหางาน ที่หมอผู้เชี่ยวชาญคอยบอกเสมอหลังไปตรวจประจำทุก 3 เดือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ (แตเรารู้สึกว่ามันมีอะไรไม่ปกติ ก็เลยขอพบหมอให้เช็คก่อนกำหนดนัดอยู่บ่อบๆ) ไปหาถี่จนหมอรำคาญเลยให้ไปทำสแกน ปรากฎว่าผลสแกนออกมาไม่ค่อยดี แต่เพื่อความชัวร์ให้เราไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในลอนดอนที่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็งที่มีชื่อเสียงที่ Royal Marsden Hospital ในลอนดอน

พอรู้ว่าไป รพ. นี้ก็ทำใจเผื่อไว้หน่อยแล้ว พอไปถึงหมอบอกขอเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ ฉีดยาชาเสร็จก็จะ ใช้กล่องเล็กๆ แนบที่จุดที่ดูว่ามีก้อนเนื้ออยู่ หมอบอกเข็มจะเจาะเข้าไปแล้วดึงออกด้วยความเร็วมากๆ ไม่เคยทำ เลยไม่รู้ว่าจะเจออะไรรู้สึกอย่างไร ก็เลยไม่กลัว แต่ตอนหมอจะกดเครื่องเจาะหมอก็ปลอบใจใหญ่เลย บีบมือเรา ทำหน้าให้กำลังใจสุดฤทธิ์ แถมด้วยคำขอโทษอีกต่างหาก เราก็งง ขอโทษทำไมวะ!! (แต่หมอน่ารักมากชื่อจริงยาวอะไรไม่รู้แต่เห็นป้ายชื่อ Dr. Dirk เราก็เลยเรียก ดร. เดริคด้วย! ) ตอนหมอเริ่มนับ 123แบบเอาล่ะนะ หมอจับมือพร้อมด้วยสายตาแบบปลอบใจสุดๆ แล้วก็กดกล่องปั้งลงไป! (รู้แล้ว...ทำไมหมอทำท่าทางสงสารกันขนาดนั้น) แม่ม! เจ็บโคตรๆ T T แป๊บเดียวแต่เจ็บมากกกกกก กรี๊ดโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็ร้องไห้ปล่อยโฮ นำ้ตาเป็นเผาเต่าเลย ยาชงยาชาไม่เห็นจะเวิคเลย เจ็บมากกกก หมอก็ขอโทษอยู่นั่นล่ะ (หมอน่ารักมาก ดูแคร์และเอาใจใส่มากๆ ใครจะไปโกรธลง!) เราก็บอกชั้นไม่เป็นไร พูดไปด้วย ร้องไห้ไปด้วยสะอึกสะอื้น หมอบอกต้องทำอีก 2 ครั้งนะ บอกหมอไปว่า ชั้นหยุดร้องไห้ไม่ได้อ่ะ มันเจ็บอ่ะมันร้องของมันเอง ร้องไปด้วยหัวเราะไปด้วย! (เหมือนบ้าเลย!) แต่ก็บอกหมอ ไม่เป็นไรเจาะต่อได้เลย ทั้งๆที่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นั่นแหล่ะ

คุณสามีมายืนกุมมืออีกข้างอยู่ข้างๆ เราก็บอกถ้าชั้นเจ็บชั้นบีบมือเธอนะ เจ็บด้วยกันนะ! กว่าจะเสร็จ โห...เจ็บโคตรๆ เหมือนตะปูยิงเข้าไปในแขนอ่ะ ไม่ใช่เข็ม เจ็บมากกกก เหมือนมันกระแทกกระดูกด้วยเพราะก้อนติดกับกระดูก ตอนที่เหมือนโดนกระดูกเพราะมันเจ็บร้าวปรู๊ดทั้งแขนเลย ไม่ใช่แค่ตรงที่เจาะ แล้วแรงกระแทกแรงมาก ปั้งทีนึงตัวแทบกระเด็นไปด้วย! ทั้งเจ็บทั้งแรง เจ็บหลอนไปหลายวันเลย!

พอเจาะเสร็จก็้เอาชิ้นเนื้อไปเข้าแลปตรวจ เราก็นั่งรอลุ้นอยู่กับสามี รออยู่พักใหญ่ๆหมอก็เข้ามาบอกผลหน้าตาซีเรียสมาก (แบบว่า...เห็นหน้าหมอก็รู้ผลแล้ว! ) หมอบอกว่าเป็น มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนที่เส้นประสาท เป็น Sarcoma ประเภท rare เรียกว่า Malignant Peripheral Nerve Sheath Tumours (MPNST) หมอบอกมะเร็งตัวนี้ rare มากๆ ใน 10 ปีจะมีคนเป็นสักราย (เราเสือกซวยเป็นคนหนึ่งใน 10 ปีนั้น! เวร!) หมอบอกมะเร็งตัวนี้ไม่มีทางรักษา คีโมไม่มีผล และดูจากสแกนมันเป็นที่เส้นประสาทและเข้าไปในกระดูกแขนแล้วผ่าตัดเอามันออกไม่ได้ นอกจากตัดแขนทิ้ง! แต่หมอบอกว่าเรายังอายุน้อยอยู่ การตัดแขนจะเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายหากการรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผลจริงๆ

การรักษาที่หมอหมายถึงคือ การฉายแสงหรือ Radiotherapy แต่หมอบอกการฉายแสงไม่ได้ช่วยรักษาให้หาย แต่แค่หยุดไม่ให้มันลามไปไหนก็คืออยู่แค่ที่แขน มันจะไม่หายไปไหนเพราะ แสงไม่ได้ฆ่ามันตาย แค่หยุดไม่ให้มันเติบโต! การรักษาของหมอช่วยได้แค่นั้น ถ้ามันไม่หยุดขยาย อาจจะต้องตัดแขน (จากหมอที่ขี้เล่นน่ารัก ตอนนี้ทำหน้าจริงจังเครียดมากมาก =__= !)

หมอบอกว่า มะเร็งตัวนี้มันโตช้า และคิดว่าเราคงเป็นมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ผ่าตัดเนื้องอกออกเมื่อปี 1999 นั่นล่ะ กว่ามันจะกลับมาทำให้ปวดอีกก็ปี 2009 ใช้เวลา 10 ปี โดยที่เราก็ยังใช่ชีวิตมาได้ปกติดี ก็คาดหวังว่าเราคงอยู่ไปได้แบบที่ผ่านมาอีก 10 หรือเลย 20 ปี ถ้ามันไม่ไป Met ที่ปอดเข้าซะก่อน! หมอหมายความว่า ถ้ามันอยู่แค่ที่แขน เราก็คงอยู่ไปได้อีกนานเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้าเข้าปอดเมื่อไหร่ก็คงไม่ถึงปี! การฉายแสงจะช่วยยับยั้งไม่ให้มันขยาย และหวังว่ามันไม่ met ไปปอดด้วย! 

หลังจากอธิบายวิธีรักษาแล้ว หมอก็บอกให้เราคิดดูว่าจะเอาตามที่หมอบอกไหมแล้วหมอก็ออกไปจากห้อง นานมากประมาณ 15 นาทีได้ (คงให้เวลา 2 สามีภรรยานั่งทำใจ ร้องไห้ฟูมฟายกับข่าวร้ายมั้ง!) สักพักหมอก็เข้ามาในห้อง ตอนที่เรากะสามีกำลังนั่งคุยเล่นกันแหย่กันอยู่ เลยเข้ามาเห็นตอน สองคนผัวเมียหัวเราะกิ๊กกั๊กกันอยู่ในห้อง หมอเข้ามาทำหน้างง งง ถามเรา 2 คนว่า เราเข้าใจที่หมอพูดอธิบายไป่ไหมเรื่องมะเร็งของเราน่ะ (สามีอิชั้นเป็นอังกฤษนะยะ ทำไมจะฟังภาษาอังกฤษหมอไม่ออกวะ!) เรากับสามีก็ยิ้มตอบบอกเข้าใจจ้า (แต่หมอไม่เชื่ออ่ะ!) หมอมองหน้าอี2คนสลับไปสลับมาแล้วหมอก็บอกเดี๋ยวไปตามหมอจิต (จิตแพทย์) มาให้นะ!!! เรากะสามี..งงสิคะ! ไรวะ! สักพักหมอจิตฯ ก็เข้ามาคุยด้วย พยายามตรวจสอบสภาพจิตใจมั้ง สรุปว่าหมอๆ คงนึกว่าสองคนผัวเมียนี้มันสติแตกไปแล้ว แบบไม่รับความจริงว่าเป็นมะเร็ง ไม่มีทางรักษาอะไรประมาณนี้มั้ง!!! เราก็ต้องคอยยืนยันเป็นสิบรอบว่าเข้าใจทั้งหมดที่หมอพูดนั่นแหล่ะ รู้ว่าเป็นมะเร็ง เข้าใจว่ารักษาไม่หาย แต่ไม่ได้หมายความว่าชั้นต้องตายวันนี้ พรุ่งนี้นี่หน่า ทำไมชั้นต้องเศร้าด้วยล่ะ เป็นมะเร็งก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตชั้นจบสิ้นณวันนี้นี่หว่า! หมอก็มองหน้าแบบไม่เข้าใจ (ว่าทำไมมันไม่เดือดร้อนเลยวะ!!)

ตอนเดินออกมาจากห้องหมอ (ยังระรื่นอยู่) ถึงเข้าใจหมอ... ออกมาเห็นแต่คนนั่งร้องไห้ พวกคนไข้ที่้เข้ามาถึง รพ. มะเร็งแห่งนี้ โซนนี้คือพวกมาตรวจเช็คเพื่อความแน่ใจและฟังผล จึงไม่แปลกใจเลยเดินออกมาเจอแต่ คนหน้าตาเศร้าศร้อย บ้างก็ร้องไห้ เป็นกลุ่มๆ กระจัดกระจายกันอยู่ (เลย...อ๋อ! หมอคงไม่เคยเจอคนไข้ไม่ช็อคไม่ฟูมฟาย ตอนบอกว่าเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษา มาก่อนในชีวิตหมอมั้ง!) อาจจะเพราะเราทำใจไว้มาก่อนแล้วด้วยมั้งตั้งแต่ผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกเมื่อปี 1999 ถึงตอนนั้น หมอที่ผ่าตัดออกจะบอกว่าเป็นแค่เนื้องอกธรรมดาไม่ใช่เนื้อร้ายก็ตาม (แต่พึ่งมารู้ความจริงเอาเมื่อตอนเริ่มการรักษากับ รพ. ทางอังกฤษเมื่อปี 2011 โดยกลับไปเอาประวัตการรักษามาจากทาง รพ. ไทยมาให้ที่อังกฤษ ถึงได้อ่านเจอเอกสารตรวจชิ้นเนื้อที่ผ่าตัดจากแลปเป็นภาษาอังกฤษว่าผลเป็นมะเร็ง ตัวนี้ MPNST มาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว!!! ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหมอถึงไม่บอกว่าเราเป็นมะเร็ง แต่กลับบอกว่าเป็น เนื้องอกธรรมดา??? อยากถามหมอก็ถามไม่ได้แล้ว เพราะหมอที่ทำการผ่าตัดให้ท่านเสียไปแล้ว ไม่รู้จะไปถามใคร???)

ส่วนหนึ่งในใจคงเผื่อใจรับไว้แล้วว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูงตั้งแต่การผ่าตัดเนื้องอกครั้งนั้นแล้วก็คุยกับสามีอยู่บ่อยๆ เรื่องอาหารที่เรากินประจำวันเพื่อกันไม่ให้เป็นมะเร็ง (แต่ไม่ได้เคร่งมากก็ยังตามใจปากอยู่ แถมเหล้าเยอะอีกต่างหาก! ) ช่วงก่อนหน้าที่แขนเริ่มมีอาการไม่ปกติก็เริ่มมีอาการเป็นหวัดเรื้อรั้งเป็นเดือน เป็น ๆ หายๆ ก็คิดอยู่ว่าช่วงนี้ อิมมูนแย่มากๆ เป็นหวัดนานๆ บ่อยๆ นี่จะเป็นมะเร็งมั้ยวะนี่ ก็คิดแล้วก็คุยกับสามีอยู่บ่อยๆมั้ง พอถึงเวลารับรู้ความจริงมันก็เลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ แบบว่า...คิดมาล่วงหน้าแล้วไง ตอนหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง เหมือนได้ยินเสียงในหัวตะโกนดังๆ อยู่ว่า...กูว่าแล้วเชียว!!!!


Create Date : 23 สิงหาคม 2555
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 4:29:43 น. 9 comments
Counter : 4330 Pageviews.

 
ปกติอ่าน blog แต่ไม่ค่อยจะคอมเมนต์ อันนี้อ่านแล้วต้องขอเขียนให้กำลังใจ จขบ ก่อน เรื่องมะเร็งนี่เดี๋ยวนี้พบเห็นกันมากมาย ไม่เหมือนสมัยก่อนคงเป็นเพราะสารเคมี ฮอร์โมนที่เราใช้กันเกร่อ

เรื่องกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญ อีกอย่างเรารู้ว่าเป็นโรคร้ายบางทียังดีกว่าคนที่ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่แต่ใช้ชีวิตอย่างประมาท คุณเป็นคนที่เข้าใจโลกได้ดีคิดว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ในวันที่เหลือ และเผื่อแผ่คนรอบข้างด้วยค่ะ


โดย: pixp วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:5:20:44 น.  

 
เขียนไม่ออกค่ะ
แต่อยากบอกว่ามานั่งฟัง มาอยู่เป็นเพื่อน
เห็นด้วกับคห.1ค่ะ
คุณเป็นคนเก่งมาก


โดย: little mouse in big apple วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:6:21:01 น.  

 
รออ่านต่อ มันเกิดได้กะทุกคนนะ มีลูก เพื่อน ป่วยเป็นภูมิแพ้ หวัดบ่อยๆ จนหมอสงสัย สุดท้ายลูคิเมีย ให้กำลังใจ แล้วก็ต้องปรบมือให้ใจที่เข้มแข็ง อันนั้นที่สำคัญที่สุด เคยอ่านหมอที่รักษามะเร็ง และมาเป็นมะเร็งเองสุดท้ายพระพุทธศาสนา ช่วยให้ ใจคลายเจ็บปวด จากความ เข้าใจในเรื่องขันธ์ ปรบมือให้ค่ะ


โดย: supersupy วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:6:46:10 น.  

 
มาให้กำลังใจค่ะ คุณสุขภาพจิตดีอายุยืนจนได้เห็นหลานแน่ๆ


โดย: ตกตะกอน วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:6:46:17 น.  

 
สู้ๆนะคะ เชื่อว่า กำลังใจมากมายกำลังส่งไปที่คุณค่ะ อย่ายอมแพ้นะคะ


โดย: ความรักสีจาง วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:7:08:34 น.  

 
มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ
เอากำลังใจมาฝากด้วย
กำลังใจมากมายอยู่รอบๆ ตัวให้สู้ไปกับมันค่ะ


โดย: PrettyNovember วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:15:26:18 น.  

 
สู้ๆ นะคะเป็นกำลังใจให้อีกคนหนึ่งจ้า


โดย: boonrod_jeab (boonrod_jeab ) วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:16:01:25 น.  

 
ขอบคุณทุกคน สำหรับกำลังใจค่า


โดย: virgo girl วันที่: 24 สิงหาคม 2555 เวลา:1:02:40 น.  

 
สู้ๆนะคะ กำลังใจดี จิตใจเข้มแข็ง ต้องฝ่าฟันไปได้ค่ะ


โดย: settembre วันที่: 24 สิงหาคม 2555 เวลา:20:01:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

virgo girl
Location :
กรุงเทพ United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]








Group Blog
 
 
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add virgo girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.