ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 20)

ตอนที่ 20


และแล้ว ทอแสงก็ตัดสินใจไปเข้าคลาสที่โรงเรียนคุณทีน่าในเช้าวันต่อมา

“อ้าวเฮ้ย ทอแสง โผล่มาได้ไงเนี่ย มาเข้าคลาสเหรอ” เสียงปลาทักทายอย่างยินดี เมื่อเห็นทอแสงในตอนเช้าวันจันทร์

“พี่ปลา พี่ภูมิ สวัสดีค่ะ” ทอแสงยกมือไหว้แล้วเลยไหว้กราดไปทั่วห้อง เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้าง “ไม่ได้แจ้งไว้ก่อน วันนี้เข้าคลาสได้มั้ยคะ”

“ทำไมไม่ได้ล่ะ แน่ะ คุณทีน่าเดินมาพอดี เดี๋ยวพี่บอกให้”

ถึงจะเคยได้ยินชื่อมานาน แต่ทอแสงก็เพิ่งจะได้เห็นคุณทีน่าตัวเป็นๆ วันนี้นี่เอง คุณทีน่าเป็นผู้หญิงในวัยราวสี่สิบต้นๆ ไว้ผมบลอนด์หยิกสลวย รูปร่างค่อนข้างท้วมตามวัย แต่มีเค้าโครงว่าสมัยหนึ่งคงจะสวยน่าดู ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้าหรือรูปร่าง วันนี้คุณทีน่าอยู่ในชุดเลียวทาร์ดสีน้ำเงินเข้ม และถุงน่องสีชมพูที่สวมทับด้วยวอร์มเมอร์สีขาว และมีกระโปรงสีน้ำเงินเข้ากับเลียวทาร์ดอยู่ชั้นนอกสุด เธอกล่าวทักทายทุกคนที่อยู่ในห้องอย่างเป็นกันเองด้วยภาษาไทย ปลาลากแขนเธอเข้าไปหาคุณทีน่า

“อ๋อ มิสทอแสง ฉันจำคุณได้ ที่เคยเต้นกับร่มไม้ใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ หลายปีแล้ว” ทอแสงดีใจนิดหนึ่งที่จนป่านนี้แล้วยังมีคนจำเธอได้อยู่ “พอดีช่วงนี้ปิดเทอม แล้วเห็นว่ามีคลาสของคุณนูเทรอฟตอนเช้า ก็เลยอยากจะขอมาเข้าเรียนด้วยน่ะค่ะ”

“อ๋อ ใช่ เข้ามาจอยน์ได้เลย ฉันยินดี” คุณทีน่าตอบอย่างใจดี

“แล้ว เอ่อ .. เรื่องค่าใช้จ่าย”

“หมายถึงติวชั่นฟีย์น่ะเหรอคะ ไม่ต้องหรอกค่ะ” คุณทีน่าปฏิเสธรวดเร็ว “เพราะยังไงที่นี่ก็ต้องทำคลาสกันก่อนเริ่มซ้อมอยู่แล้ว”

เมื่อยังเห็นทอแสงทำหน้าไม่ค่อยแน่ใจอยู่ คุณทีน่าจึงพยักหน้าให้นิดหนึ่ง และกล่าวยืนยันคำเดิม

“ฉันยินดีค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ขอบคุณมากค่ะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


สตูดิโอที่นี่ใหญ่กว่าของบ้านสวน เพดานก็สูงกว่า พื้นปูด้วยลิโนเลียมอย่างดี เธอเคยเห็นพื้นที่ปูด้วยวัสดุคล้ายยางแบบนี้แต่ในวิดีโอของคณะบัลเล่ต์เมืองนอก วันนี้แหละที่เธอจะได้ลองเต้นในสตูดิโอแบบ ‘มืออาชีพ’ บ้างแล้ว เหนือประตูเข้าห้องสตูดิโอ มีภาพซิลลูเอทของนักบัลเล่ต์ในชุดทูทู่ยาว ข้างๆ ภาพ มีตัวหนังสือสีดำตวัดเป็นลายเส้นอย่างสวยงาม เขียนไว้ว่า

...The Dance’s in You…

ทอแสงจ้องมองภาพนั้นอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะก้าวล่วงเข้าไปในห้อง
คลาสนี้มีคนประมาณเกือบยี่สิบคน เธอมองไปรอบๆ ก็ได้เจอหน้าที่คุ้นเคยอยู่บ้าง แม้จะจำไม่ได้ว่าเคยเจอกันที่ไหน แต่อย่างน้อย รอยยิ้มที่พวกเขาส่งกลับมาให้ก็ทำให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไปนัก

“เฮ้! ทอแสง ไปไงมาไงเนี่ย มาเรียนเหรอวันนี้” ร่างสูงที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนั้นตื่นเต้น เธอยิ้มให้แบบเขินๆ คงเพราะแปลกที่แปลกถิ่นด้วยละมั้ง ร่มไม้ตบหลังทอแสงเบาๆ

“ดีๆๆ ยินดีต้อนรับ” แล้วเจ้าตัวก็เดินไปยืนที่บาร์ต่อจากทอแสง ยกขาพาดบาร์และยืดเหยียดอย่างขะมักเขม้น ไม่นานคุณนูเทรอฟก็เดินเข้ามา เขาเป็นผู้ชายรูปร่างค่อนข้างสูง จมูกโด่งงุ้ม ผมเป็นลอนสีทองตามแบบชาวคอเคซอยด์ เขาโบกมือทักทายนักเต้นทุกคนอย่างร่าเริง แล้วสายตาก็มาอยู่ที่ทอแสง

“มิสทอแสง?” คุณนูเทรอฟตวัดเสียงสูงเป็นเชิงถาม

“ค่ะ”

“มิสทีน่าบอกผมแล้ว” แล้วคุณนูเทรอฟก็พูดอะไรสักอย่างด้วยภาษาไทยสำเนียงรัสเซียนซึ่งเธอฟังไม่ออก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเขายินดีต้อนรับ ร่มไม้เห็นท่าทางงงงวยของเธอจึงหันมากระซิบขำๆ ว่า

“แรกๆ ก็อย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็ฟังออก”


ก็เหมือนกับคลาสบัลเล่ต์ที่เธอเคยเรียนมาตลอดชีวิต คุณนูเทรอฟเริ่มจากการให้นัหเต้นทุกคนไปยืนประจำที่บาร์เพื่ออบอุ่นร่างกาย ทอแสงไม่กล้าคาดหวังกับตัวเองมากนัก เพราะก็รู้อยู่ว่าจะให้แข็งแรงเท่าเมื่อก่อนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังแอบหวังไว้เล็กๆ น้อยๆ ว่า มันก็คงจะไม่แย่จนเกินไปนัก

แต่ช่วยไมได้จริงๆ ที่เธอต้องผิดหวัง เพราะเพียงล่วงเข้าสู่ท่าที่หก และเวลาเพิ่งจะผ่านไปได้แค่ครึ่งชั่วโมง ทอแสงก็กลับรู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังจะไปต่อไม่ไหวเสียแล้ว เธอกำบาร์แน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน

ปลายนิ้วเท้าที่เคยจิกงุ้มได้สวยงาม บัดนี้มันสิ้นไร้เรี่ยวแรงจนควบคุมไม่ได้ ขาที่เคยยกสูงได้เท่าที่ใจต้องการ บัดนี้สั่นระริกอยู่กลางอากาศ ลำตัวที่เคยตั้งมั่นสง่างามด้วยกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรง บัดนี้อ่อนปวกเปียกจนแทบใช้การไม่ได้ เธอหายใจหอบเหนื่อย ลมในท้องเริ่มตีขึ้น เหงื่อไหลเข้าตาจนแสบแทบลืมไม่ขึ้น

เพลงจบไปอีกหนึ่งเพลง ผ่านไปอีกหนึ่งท่า เธอหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาซับเหงื่อเย็นๆ ที่ไหลริน ได้ยินเสียงคุณนูเทรอฟ บอกท่าต่อไปอยู่แว่วๆ
“กรองด์บัทมองต์ อองเรเลฟเว่ เดอวองต์ พลิเย่ อาลาเซคอง พลิเย่ แดริแยร์ อองครัวส์” ชื่อท่าล้วนเป็นภาษาฝรั่งเศส คุณนูเทรอฟพูดไปด้วย เต้นไปด้วย “ริเทียเร่พาสเซ่ เรเลฟเว่ ซุซูส เดมิ เดอทัวเน่”

เพลงเริ่มขึ้น ทอแสงลากขาเข้ามาไขว้กันในท่าเริ่มต้นได้ยากเย็นยิ่ง ใจเธอยังสู้ แต่ร่างกายกลับปฏิเสธ ทอแสงกัดฟันและพยายามเอาชนะความรู้สึกพะอืดพะอมอย่างสุดความสามารถ สิ่งที่เอมอรเคยเตือนเอาไว้นั้น เธอเริ่มประจักษ์ชัด เสียงของคนเป็นครูแว่วเข้ามาในหัวอีกครั้ง

ร่างกายเด็กๆ มันสอนง่าย.. พวกเธอยังมีเวลาอยู่ก็รีบๆ ซ้อมซะ.. เป็นช่วงเวลาที่ต้องรีบๆ ตักตวง จำคำครูไว้เลยนะ เราจะฝืนอะไรก็ฝืนได้ แต่ฝืนเวลา ฝืนสังขารไม่ได้

แล้วช่วงเวลาของเธอล่ะ ช่วงเวลาอันจำกัดของนักเต้นทุกชีวิต สำหรับเธอ มันหมดไปแล้วหรือยัง ช่วงเวลาที่จะต้องฉกฉวยเอาไว้เพื่อก้าวขึ้นไปยืนในแถวหน้า เพื่อที่จะยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเวที และทุกสายตาจะจ้องมอง

ไม่ ต้องไม่ เสียงตะโกนก้องดังในใจอย่างหนักแน่น
...ไหวสิ ต้องไหว

ท่าสุดท้ายที่บาร์แล้ว ทำไมเพลงถึงได้ยาวอย่างนี้นะ เตะขากรองด์บัทมองต์ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง กลับมาด้านข้างอีกหนึ่งที ถึงท่อนเพลงสุดท้ายแล้ว เธอยกเข่าขวาขึ้นแตะเข่าซ้ายในท่าริเทียเร่ ทั้งห้องปล่อยบาร์แล้วยืนทรงตัวบทปลายเท้าตัวเองกันหมดแล้ว แต่เธอยังคงเกาะบาร์แน่นอยู่ไม่ยอมปล่อย หมดกัน..นักบัลเล่ต์ที่ไหนกันเล่า ทรงตัวบนปลายเท้าไม่ได้

หัวใจทอแสงสิ้นหวัง เพราะร่างกายร่ำร้อง
...มันไม่ไหว...

ถึงตอนนี้ เธอมองร่มไม้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว ภาพตรงหน้าดำมืด มีเพียงมือที่เกาะบาร์แน่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอไม่ทรุดลงไปกองกับพื้น ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดเพลงก็จบลงจนได้

คนอื่นๆ ผละจากบาร์ บ้างก็ออกไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ ไม่ก็ออกไปฉีกขาที่กลางห้องเพื่อรอเต้นท่าต่อไปที่ตรงกลางห้อง แต่เธอต้องทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นอย่างฝืนต่อไปไม่ไหว

“เป็นไงทอแสง” คนข้างๆ หันมาถาม “เฮ้ย เป็นอะไรรึเปล่า หน้าซีดเชียว”
เธอยังพูดอะไรไม่ออก ร่มไม้จึงยื่นขวดน้ำของเขามาให้

“จิบน้ำก่อนมั้ย ไหวรึเปล่า”

ทอแสงสั่นศีรษะ ซึ่งจะแปลว่าเธอไม่ต้องการน้ำตอนนี้ หรือแปลว่าเธอไม่ไหวแล้วก็ได้ทั้งนั้น ถึงตอนนี้ ทอแสงนึกอยากให้ร่มไม้ไม่มาเรียน อยากให้ปลาและภูมิไม่อยู่ และอยากให้คุณทีน่าจำเธอไม่ได้ เธออยากให้คนเหล่านั้นรักษาภาพดีๆ ของเธอในวันเก่าก่อน มากกว่าจะจดจำภาพที่เธอสิ้นไร้เรี่ยวแรงต้องกัดฟันเต้นจนหมดสภาพอย่างในเวลานี้

คุณนูเทรอฟเดินกลับเข้ามาในห้องเรียน เป็นสัญญาณให้ทุกคนออกมายืนกลางห้องเตรียมเต้นต่อได้แล้ว ทอแสงตัดสินใจ

“ไม้ เดี๋ยวเราไปก่อนนะ ไม่ไหวแล้วล่ะ”

“หืม.. ไม่เต้นต่อแล้วเหรอ” ร่มไม้งง ทอแสงส่ายหน้าเป็นทำนองว่าไม่ไหวแล้ว

“เดี๋ยวจะไปนั่งดูข้างนอก”

ร่มไม้พยักหน้าด้วยความเข้าใจ เขาช่วยฉุดทอแสงลุกขึ้นยืน

"ไม่เป็นไรนะ หยุดไปนานก็อย่างนี้แหละ"

แล้วทอแสงก็เดินไปบอกอะไรแก่คุณนูเทรอฟ 2-3 คำ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


เมื่อนักเต้นทั้งหมดผละจากบาร์มายืนกลางห้อง ห้องก็ดูเล็กไปในฉับพลัน คุณนูเทรอฟทำท่าให้ดูรอบเดียว แล้วนักเต้นก็แบ่งกลุ่มกันเต้นเอง สามคนบ้าง ห้าคนบ้าง แล้วแต่ว่าท่านั้นต้องใช้พื้นที่เยอะเท่าไหร่

“ชาสเซ่ พาเดอบูเร่ พิโรเว็ต....”

เสียงคุณนูเทรอฟบอกท่าดังแว่วมาจากในห้อง ท่านี้เป็นท่าโปรดของเธอมาตลอด เสียดายที่ไม่ได้อยู่เรียนต่อ คุณนูเทรอฟให้กลุ่มผู้หญิงเต้นก่อน บ้างก็หมุนสองรอบ บ้างก็สามรอบ บางคนไปได้ถึงสี่รอบก็มี

แล้วก็มาถึงคิวของผู้ชายบ้าง รอบนี้ ร่มไม้มากับภูมิและต๊ะ คุณนูเทรอฟเปลี่ยนไปเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าลง เพราะสรีระของผู้ชายมักจะหมุนได้มากรอบกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว เขาชูนิ้วชี้ขึ้นมาหมุนๆ อยู่กลางอากาศ เป็นสัญลักษณ์บอกพวกผู้ชายว่า

...จะหมุนกี่รอบก็เอาเลย เต็มที่...

และจากมุมห้อง ทอแสงจ้องมองดูคนทั้งสามเคลื่อนไปด้วยท่วงท่าที่สวยสง่า และนั่นถึงจังหวะที่ต้องหมุนพิโรเว็ตแล้ว จากหางตา เธอเห็นต๊ะหมุนไปสามหรือสี่รอบก็ไม่แน่ใจนัก เพราะสายตาจับจ้องอยู่ที่ร่มไม้และภูมิซึ่งยืนอยู่คู่กันในด้านหน้า

..หนึ่ง สอง สาม
สี่ ห้า หก
เจ็ด
แปด...

แปดรอบ!

ทั้งห้องพร้อมใจปรบมือกันเสียงสนั่นให้ร่มไม้และภูมิ ก็มันธรรมดาเสียที่ไหนเล่า ลูกศิษย์ของศลทั้งสองคนฝีมือสุดยอดชนิดกินกันไม่ลงจริงๆ หากศลได้มาเห็นภาพนี้แล้วล่ะก็ เขาคงภูมิใจมากมาย

โดยเฉพาะร่มไม้ ทอแสงยังจำภาพของเขาเมื่อตอนแรกเจอได้ นักเรียนบัลเล่ต์ปีหนึ่ง ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย จะว่าไป ไม่เพียงแต่จะตามหลังภูมิอยู่หลายขุมเท่านั้น กับเธอเอง เขาก็ยังตามหลังอยู่หลายก้าวทีเดียว แต่ความมุ่งมั่น และเอาจริงเอาจังในแววตานั่นต่างหากที่เอาชนะเธอได้ แล้วตอนนี้ เขาก็คงจะได้เต้นกับใครๆ มาแล้วอย่างมากมาย ความทรงจำระหว่างเขาและเธอก็คงจะค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย ในขณะที่เธอยังคงจดจำจังหวะจะโคน และท่วงท่าที่เธอและเขาร่ายรำไปร่วมกันได้อย่างไม่มีวันลืม

..ร่มไม้เดินทางไปไกลเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึงเสียแล้ว..

คงเพราะความสลดสังเวชใจเมื่อหันกลับมาพิจารณาถึงสภาพที่เธอเป็นอยู่ ทอแสงตัดสินใจลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากโรงเรียนไปเงียบๆ โดยลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้เธอตั้งใจจะมาที่นี่ทำไม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 03 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 23 ธันวาคม 2552 23:13:14 น. 0 comments
Counter : 157 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
3 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.