ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 16)

ตอนที่ 16

ท่ารถผู้คนบางตา คงเพราะไม่ใช่เทศกาลท่องเที่ยว ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว แต่ฝนที่ตกพรำตั้งแต่ช่วงเย็นก็ยังไม่ขาดเม็ด ทำให้อากาศเย็นชื้นและชวนหดหู่มากขึ้นไปอีก ร่มไม้ลุกไปห้องน้ำและฝากกระเป๋าไว้ให้สันต์ช่วยเฝ้า อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงร่มไม้ก็จะต้องจากเขาไปกรุงเทพฯ อีกแล้ว ทำไมนะ เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันจึงได้น้อยเหลือเกิน

..ร่มไม้ ก็เพียงแค่เขาได้มาดูการแสดงที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยประจำจังหวัด เพียงแค่เขาได้เห็นความแข็งแรงของท่วงท่าที่ดูจะผสานกับความอ่อนโยนในแววตาได้อย่างประหลาดของผู้ชายคนนั้น ที่ว่างในหัวใจของเด็กม.ปลายคนหนึ่งก็ได้รับการถมให้เต็มได้อย่างไม่น่าเชื่อ และยิ่งเมื่อคุณยายของเขา – คนที่รักเขาเพียงคนเดียวในโลกนี้ – ได้ลาจากไป ร่มไม้ก็ได้กลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับสันต์ เขาเป็นทั้งแบบอย่าง เป็นผู้นำ เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นทั้งจุดหมายและความใฝ่ฝันด้วย โดยที่ตัวสันต์เองก็ไม่รู้หรอกว่า ความอ่อนโยนที่ผสานไปด้วยความเข้มแข็งซึ่งร่มไม้มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมนั่นเอง คือสิ่งที่สันต์ตามหาตลอดมา

สันต์คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มารู้ตัวอีกที ร่มไม้ก็เดินกลับมายืนยิ้มอยู่ตรงหน้าแล้ว

“มานั่งกอดอกทำไมเล่า หยิบเสื้อขึ้นมาใส่สิ ไม่หนาวเหรอ” ร่มไม้ถาม ทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็ใส่เพียงเสื้อยืดตัวเดียวเท่านั้น

“แล้วพี่ไม้ไม่หนาวเหรอฮะ”

“ที่อังกฤษแย่กว่านี้หลายเท่าตัวเลย แค่นี้พี่สบายมาก” ร่มไม้ยิ้มสู้ลม

รถโดยสารที่จะมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ จอดเทียบท่านานแล้ว พนักงานประจำรถโผล่หน้ามาบอกว่ารถจะออกในอีกห้านาที สันต์ใจหาย แม้จะชินกับการอยู่ห่างไกลจากร่มไม้แล้วก็ตาม แต่ก็ห้ามก้อนอะไรบางอย่างที่แล่นขึ้นมาจุกอกไม่ได้

“เดินทางดีๆ นะพี่ไม้”

“จ้ะ ขอบใจเรามากนะที่อุตส่าห์มาส่ง ตั้งใจเรียนด้วย เทอมสุดท้ายแล้วใช่ไหม”

“ใช่ฮะ”

“การแสดงตอนสอบน่ะ ซ้อมดีๆ นะ เผื่อจะมีโอกาสได้ไปเมืองนอกบ้าง”

“ขอบคุณมากฮะพี่ไม้ พี่ไม้ก็ดูแลตัวเองดีๆ นะฮะ”

ร่มไม้โบกมือลาด้วยรอยยิ้ม สันต์พยายามยิ้มตอบ เพราะอยากจะเข้มแข็งให้ร่มไม้ภูมิใจบ้าง แต่มันยากเหลือเกิน เขาอยากจะดึงตัวร่มไม้เข้ามากอด แต่ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ ไม่มีใครเขาทำแบบนั้นกัน ถึงตัวเขาเองจะไม่มีความจำเป็นจะต้องแคร์สายตาใครๆ แต่กับรุ่นพี่ที่เขาแสนรักนั้น ไม่ได้เลย เขารู้.. ถ้าอีกาตัวไหนคาบข่าวไประคายหูครอบครัวของร่มไม้แล้วละก็..

“แล้วเจอกัน รักษาสุขภาพด้วยนะฮะ”

"เธอด้วยนะ แล้วเจอกัน" ร่มไม้หันกลับ และขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย เพียงไม่นาน รถก็เคลื่อนตัว สันต์รีบก้มหน้าก้มตาเดินกลับบ้านเพื่อซ่อนน้ำตาที่ซึมออกมา เขารักร่มไม้สุดหัวใจ รักตั้งแต่แรกเห็น และไม่เคยเชื่อที่ใครหลายคนพูดหรอก ว่าความรักของคนแบบเขานั้นไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้ เพราะเขารู้ว่าเขารักร่มไม้อย่างไร มันเป็นความรักอย่างเต็มเปี่ยมเท่าที่ใครคนหนึ่งพึงจะมีหัวใจให้แก่ใครอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้


ร่มไม้ครึ่งหลับครึ่งตื่นมาตลอด 7 ชั่วโมงบนรถโดยสาร สายตาของสันต์ที่จ้องมองเขาเมื่อตอนหัวค่ำยังวนเวียนอยู่ในความคิดไม่คลาย ร่มไม้รู้ว่าในใจของสันต์มีแต่เขา รู้มาโดยตลอดนับตั้งแต่สันต์เข้าปีหนึ่ง เพียงแต่เขาไม่เคยมองสันต์เกินไปกว่ารุ่นน้องคนหนึ่ง จนกระทั่งโรจน์ทิ้งเขาไปในวันนั้น สันต์ก็ก้าวเข้ามานั่งในหัวใจเขาอย่างเต็มตัว และแผลสดในวันนั้นก็ค่อยๆ ทุเลาลงกลายเป็นเพียงแผลเป็นจางๆ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้สันต์คอยดูแลในวันสอบ วันนั้นเขาก็คงจะหลับใหลไม่รู้เวลา และไม่มีแรงลุกขึ้นมาเต้นได้หรอก และแน่นอนว่าเขาก็ต้องพลาดโอกาสและคงไม่มีทางที่เขาจะก้าวถึงจุดนี้ได้เลย

แต่มันก็ได้เพียงเท่านั้น เรื่องของเขากับสันต์ไม่มีทางไปต่อได้อีก จะว่าไปสันต์อาจจะโชคดีกว่าเขา แม้ว่าจะดูเป็นความโชคดีบนความโชคร้ายก็ตาม สันต์มีอิสระที่จะเลือกมากกว่าเขา พ่อและแม่ของสันต์เป็นใครก็ไม่รู้ มีเพียงคุณยายที่เลี้ยงดู ตามใจ และรับรู้สิ่งที่หลานชายเป็นโดยไม่รังเกียจรังงอน แต่สำหรับเขาแล้ว มันยากเหลือเกินที่จะเปิดเผยให้ใครๆ รู้ ที่บ้านเขาดูจะปิดใจไม่รับเรื่องราวพวกนี้เลยแม้แต่น้อย เขายังจำวันที่เขาคุยกับแม่ เมื่อเข้าเรียนที่วิทยาลัยปีแรกได้...

“ร่มไม้..” เสียงคุณแม่ของเขาอ่อนหวานเป็นผู้ดีเสมอ “..ได้ข่าวเรื่องเจ้าหนึ่งบ้านฝั่งโน้นรึเปล่า”

“หนึ่งไหนครับแม่ พี่ชายเจ้าหนอน่ะเหรอครับ หรือว่าพี่หนึ่งที่ลงไปทำงานกรุงเทพฯ”

“เจ้าหนึ่งเจ้าหนอนั่นแหละ เดี๋ยวนี้ลูกยังคุยกับพวกนั้นอยู่รึเปล่า”
คำถามและสีหน้าวิตกกังวลของแม่ทำให้ร่มไม้แปลกใจ เพราะร่มไม้กับทั้งหนึ่งและหนอเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่อ้อนแต่ออก เด็กต่างจังหวัดไม่ค่อยมีที่ให้ไปเที่ยวหรอก ก็ชวนกันวิ่งเล่นแถวๆ นี้นั่นเอง

“ผมไม่ค่อยเจอพี่หนึ่งเท่าไหร่ครับแม่ แต่ไอ้หนอนี่เจอกันที่วิทยาลัยทุกวัน” ร่มไม้ตอบ “แล้วข่าวอะไรของพี่หนึ่งเหรอครับ”

“ที่ตลาดเขาลือกันใหญ่ ว่าเจ้าหนึ่งมันไปรักใคร่ผู้ชายด้วยกัน ผิดผีผิดเพศกันไปหมด นี่พ่อกับแม่มันคงจะเสียใจและอายมาก ว่ากันว่าแม่จันน่ะ ไม่มาจ่ายกับข้าวที่ตลาดเองสักระยะหนึ่งแล้ว ให้แม่บ้านออกมาตลอดเลย เจ้าหนึ่งนี่มันลูกทรพีจริงๆ ทำร้ายจิตใจพ่อแม่ได้ลงคอ แม่จันนี่โชคร้ายเหลือเกิน”

ร่มไม้ยังคงนิ่งเงียบ เพราะตัวเองก็เหมือนกับมีชนักติดหลังอยู่เหมือนกัน แม่เขายังคงพูดต่อไป

“ไม้ ชีวิตนี้แม่ไม่เคยขออะไรลูกเลย แต่คราวนี้แม่ขอร้องนะ ลูกต้องเลิกยุ่งกับสองพี่น้องนั่น แม่กลัวว่าเดี๋ยวใครเขาจะมองลูกแม่วิปริตไปด้วย ยิ่งลูกเรียนบัลล่งบัลเล่ต์อะไรนี่ด้วย” แม่ดึงเขาไปสวมกอด แล้วพูดต่อว่า “แม่ภูมิใจในตัวไม้มากนะลูก อย่าทำให้แม่ผิดหวังนะ”

ตาคู่นั้นของสันต์หายไปจากความคิด แต่กลายมาเป็นแววตาที่บ่งบอกความกังวลลึกซึ้งของแม่ในวันนั้นที่เข้ามาแทน จนกระทั่งเลือนหายไปเองเมื่อรถเข้าเทียบที่ท่ารถหมอชิต เช้าตรู่แบบนี้ยังคงมืดสนิทอยู่ ร้านรวงยังปิดเงียบ มีเพียงร้านสะดวกซื้อเท่านั้นที่มีผู้คนพลุกพล่าน

ร่มไม้แวะซื้อน้ำเปล่าไว้ดื่มพอให้สดชื่น แล้วเรียกรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังหอพักของต๊ะแถวลาดพร้าว เขาอยากจะนอนให้หลับ โดยที่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องราวใดๆ ทั้งนั้น เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นในตอนเก้าโมงเช้าอย่างสดชื่นและไปเข้าคลาสของคุณนูเทรอฟอย่างเปี่ยมด้วยพลังงาน แล้วเขาจะเต้นๆๆ และเต้น เพราะการเต้นเท่านั้น ที่เป็นยาระงับอาการฟุ้งซ่านได้อย่างชะงัดนัก


“ทอแสง วันเสาร์หน้าว่างมั้ย” นุ่นถามหลังจากที่ทอแสงสอนเสร็จ วันนี้ต้นไม่ได้มารับทอแสงและน้องเฟินที่นี่เหมือนกับทุกสัปดาห์ เพราะต้องลงพื้นที่ต่างจังหวัดกว่าจะกลับก็สิ้นเดือน ซึ่งถ้าทอแสงไม่ติดสอบก็คงต้องไปด้วยเหมือนกัน

“ว่างแบบไหนล่ะ จะให้ทำอะไรเหรอ”

“อ่า..คือว่า เราต้องไปงานวันเกิดพ่อเราน่ะ..”

“แล้ว.. จะให้เราสอนตอนบ่ายแทนให้งั้นเหรอ”

“ไม่ใช่ๆๆ คืองานวันเกิดพ่อเรามันตอนกลางคืน แล้วทีนี้เย็นวันนั้นเรารับงานแสดงมาจากครูเอมน่ะ แต่ว่าเราลืมไปสนิทเลยว่าเป็นวันเกิดพ่อ เราก็เลย.. ก็เลยอยากให้เธอช่วยเต้นแทนให้หน่อยน่ะ”

“หา” ทอแสงร้องลั่น “จะบ้าเหรอนุ่น เราจะไปมีปัญญาเต้นได้ไงล่ะ”

“ก็แล้วทำไมจะไม่มีปัญญาเล่า ท่าไม่ยากเลยทอแสงจ๋า แค่ท่าแจ๊สง่ายๆ เอง เธอซ้อมรอบสองรอบก็ได้แล้วแหละ แต่เราเกรงใจเพราะมันกะทันหันอยู่เหมือนกัน”

“ครูเขารับงานนอกมาเหรอ” ทอแสงทำหน้ายุ่งยากใจ

“ช่าย..” นุ่นลากเสียง แล้วบอกด้วยเสียงกระตือรือร้น “..ได้ค่าตัวด้วยนะ” แต่คิ้วทอแสงยังไม่คลายปม นุ่นจึงรีบพูดต่อ

“เต้นที่โรงแรม..” นุ่นบอกชื่อโรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่ง “เป็นงานหาทุนให้เด็กด้อยโอกาสน่ะ ไม่ใช่ไปเป็นพริตตี้ชัวร์ป้าบ เธอก็รู้ว่าครูเอมเขาไม่รับงานแบบนั้นอยู่แล้ว”

“อ้อ เข้าใจแล้ว” ทอแสงพยักหน้า ใครจะว่าเธอเลือกงานหรืออย่างไรก็ตามแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสัญญากับตัวเองมานมนานแล้วก็คือ เธอจะไม่มีทางนุ่งน้อยห่มน้อยไปเต้นตามงานต่างๆ เป็นอาหารตาของใครต่อใครแน่นอน “แล้วซ้อมเมื่อไหร่ ยังไงบ้าง”

“พี่น้ำเป็นคนคิดท่า นัดซ้อมวันพฤหัสแล้วก็ไม่แน่อาจจะนัดบ่ายๆ วันเสาร์อีกทีหนึ่ง แล้วแสดงตอนเย็น”

“ทำไมซ้อมน้อยจัง วันเดียวเองเหรอ”

“อื้ม ก็บอกแล้วว่าท่าไม่ยาก เดี๋ยววันนี้เราบอกท่าเธอเลยก็ได้ ส่วนที่ต้องนัดซ้อมวันพฤหัสเพิ่มเพราะจะมีส่วนที่ต้องเต้นคู่นิดหน่อยน่ะ อ้อ.. เราลืมบอกไปได้ไงนะเนี่ย พี่น้ำขอแรงร่มไม้มาช่วยเต้นน่ะ เขายังว่างๆ อยู่ช่วงนี้ เลยเรียกให้มาช่วยกันหน่อย”

ทอแสงหูชาตั้งแต่ได้ยินคำว่าเต้นคู่แล้ว แต่คราวนี้ยิ่งชาทั้งตัวเมื่อนุ่นบอกว่าคนที่จะมาเต้นคู่กับเธอนั้นคือร่มไม้นั่นเอง

“เฮ้ย! ถอนตัวทันเปล่า” น้ำเสียงตระหนกจริงจัง “ไม่เอาแล้ว”

“จะบ้าเหรอทอแสง ร่มไม้ก็เพื่อนเธอเองแท้ๆ จะว่าไปเขาก็คือคู่เต้นของเธอเองนั่นแหละ”

“นั่นมันผ่านมานานแล้วนะนุ่น ตอนนี้เราตัวหนักจะตาย ฟิตก็ไม่ฟิต เดี๋ยวร่มไม้เขาก็หลังหักพอดี”

“เว่อร์ไปแล้วๆ พี่น้ำเขาก็คงไม่ได้ให้ร่มไม้ยกอะไรมากมายหรอก คงมีท่าเต้นคู่นิดๆ หน่อยๆ พอให้มันดูหรูๆ แค่นั้นแหละ ก็งานมันหรูนี่ ดูสถานที่จัดงานสิ” นุ่นหัวเราะ “เธอนี่ประสาท อะไรก็ไม่รู้ มาๆๆ เดี๋ยวเราต่อท่าให้ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงรับรองจำได้หมด”

นุ่นไม่เปิดโอกาสให้ทอแสงโยกโย้อะไรต่อ รีบสอนท่าให้เพื่อนทันที ซึ่งก็แปลกที่ทอแสงยอมเรียนท่าแต่โดยดีแม้ว่าจะอยู่ในสถานะเหมือนถูกมัดมือชกก็ตาม ท่าไม่ยากจริงๆ ด้วย เพียงยี่สิบนาทีเธอก็เต้นได้หมดแล้ว ไม่ได้ต้องการเทคนิคหรูหราอะไรเลย

“เห็นไหม ง่ายจะตายไป ยังกับบัลเล่ต์เกรดสาม ท่าหากินทั้งนั้นเลย” นักเต้นเขาไม่มานั่งคิดท่าใหม่อยู่เรื่อยๆ หรอก เพราะจะมีท่าชุดที่ใช้บ่อยๆ เสียจนแทบจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เทน้ำร้อนเมื่อไหร่ก็กินได้เดี๋ยวนั้นได้เลย นี่ก็เช่นกัน จะใช้งานเมื่อไหร่ก็หยิบมาท่าชุดที่มีๆ อยู่มาจัดเรียงใหม่เท่านั้นเอง

“อืม” ทอแสงรับคำพลางคิดว่า เธอคงจะขี้กังวลเกินไปจนประสาทอย่างที่นุ่นบอกจริง

“ตรงท่อนแยกกลางเพลงนั่นพี่น้ำเขาเว้นไว้ให้อิมโพรไวส์” ถ้าจะพูดให้ง่ายกว่านี้ อิมโพรไวส์ก็คือการคิดท่าสดๆ กันตอนเต้นนั่นเอง แต่นักเต้นก็ต้องผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนแล้วเท่านั้น ถึงจะอิมโพรไวส์ให้ดูดีมีศิลปะได้ ไม่งั้นก็เหมือนเต้นมั่วๆ ไปเท่านั้น “นอกนั้นก็ไปซ้อมวันพฤหัสเช้านะ ตรงที่เต้นคู่นิดหน่อยตอนต้นเพลง กับท้ายเพลง”

ไม่ๆๆ เธอไม่ได้ประสาทไปเอง... ทอแสงเปลี่ยนความคิดอีกที เธอไม่ได้กลัวที่จะต้องเต้นสักหน่อย เธอกลัวที่จะต้องเต้นกับผู้ชายต่างหากเล่า โดยเฉพาะผู้ชายคนนั้นคือร่มไม้ และความกลัวนั้นมันคงพุ่งกระฉูดออกมาให้นุ่นเห็นทางสีหน้า จนเพื่อนเธออดถามไม่ได้

“นี่ ถามจริงเถอะ มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วยังไม่เลิกกลัวผู้ชายอีกเหรอ”

“ไม่ใช่สักหน่อย ไม่ได้กลัว แต่เกรงใจไม้เขา เราตัวหนัก”

“ก็บอกแล้วว่าพี่น้ำอาจจะไม่ได้ให้ไม้ยกเธอก็ได้”

“ก็ไม่แน่หรอก ก็อาจจะมีก็ได้”

“ก็ตามใจแล้วกัน ถ้ากังวลมากนักก็ไปลดความอ้วนสิไป มีเวลาหนึ่งอาทิตย์ให้งดข้าวเย็น”

“โธ่ นุ่น” ทอแสงทำเสียงอ่อนใจ “ถ้ามันทำได้ง่ายๆ เราทำไปนานแล้ว”

“จะยากอะไรที่รักจ๋า” นุ่นลากเสียง “ก็แค่หาเวลามาเต้นให้ได้ทุกวัน ไม่ผอมลงให้มันรู้ไป เต้นเหนื่อยๆ กลับบ้านก็กินไม่ลงเองแหละ” นุ่นหยิบกระดาษขึ้นมาจดตารางสอนให้ทอแสง

“เอ้านี่ เราสอนคลาสผู้ใหญ่วันพฤหัส คลาสที่เธอเคยมานั่นแหละ กับเด็กเกรดเจ็ดวันอังคาร ส่วนครูเอมสอนเด็กโตวันพุธกับศุกร์ ตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ส่วนวันจันทร์มี คอนเทมโพรารี่แดนซ์ของพี่น้ำ แล้วเดี๋ยววันนี้ตอนบ่ายๆ ก็มีแจ๊สแดนซ์ของพี่น้ำด้วย”

“อื้ม ขอบใจนะ” ทอแสงรับคำไปงั้นๆ แหละ เพราะรู้อยู่แล้วว่าในที่สุดตารางสอนที่นุ่นจดมาให้นั้น ก็จะต้องลงเอยด้วยการลงไปนอนอยู่ในกระเป๋าของเธอเงียบๆ ไปตลอดทั้งสัปดาห์ นุ่นคงไม่มีทางจะนึกภาพออกหรอกว่าการเรียนและการงานเรียกร้องจากเธออย่างหนักหน่วงแค่ไหน


(โปรดติดตามตอนต่อไป)



Create Date : 03 ตุลาคม 2552
Last Update : 24 ธันวาคม 2552 8:26:25 น. 1 comments
Counter : 129 Pageviews.

 


โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:1:17:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
3 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.