ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 14)

ตอนที่ 14

ในขณะที่เพื่อนร่วมคณะจากอังกฤษคนอื่นๆ กำลังตื่นเต้นที่จะได้เที่ยวชมกรุงเทพมหานคร ศลก็ขับรถศลมารับร่มไม้ที่โรงแรมแต่เช้า มุ่งหน้าไปยังบ้านสวนสตูดิโอเพื่อไปรับเอมอร

“เมื่อวานนี้ครูแทบจะจำเราไม่ได้แน่ะ” เอมอรเอ่ยปากเมื่อเห็นหน้าร่มไม้ “อยู่ที่นู่นเป็นไงมั่งล่ะ”

“ก็แทบแย่ครับครู หนาว ซ้อมหนัก และอาหารจืดชืด เลยคิดถึงอะไรเผ็ดๆ” ร่มไม้หัวเราะ “ครูศลเลยบอกจะพาไปกินส้มตำ”

“แหม พูดแล้วชักหิว พวกนั้นนี่ช้าจังเลย เกรงใจเราสองคนเหมือนกันนะเนี่ย อุตส่าห์มารับแล้วยังต้องมานั่งรออีก”

“ไม่เป็นไรเลยครับพี่ เป็นทางผ่านอยู่แล้ว แล้วรถผมก็คันใหญ่ นั่งกัน 2 คนเหงาแย่” ศลรีบออกตัว

“แล้วภูมิกับใครน้า.. ที่มาด้วยกันน่ะ พี่ลืมชื่ออีกแล้ว อ้อ สันต์ใช่มั้ย”

“สันต์ต้องรีบกลับบ้านน่ะครับ อ้อ ลืมบอกไป เดี๋ยวปลาไปทานข้าวด้วยนะครับ จริงๆ เขาลงมาพร้อมภูมินั่นแหละ แต่เมื่อคืนเผอิญต้องไปจัดการธุระนิดหน่อย เลยไม่ได้ไปดูด้วยกัน นี่ภูมิขับรถไปรับอยู่”

“อุ้ย ดีจังเลย พี่ไม่เจอหน้าปลามาเป็นปีแล้วเนี่ย ตั้งแต่เขาเรียนจบก็ขึ้นไปอยู่ทางนู้นเลยนี่เนอะ”

“ได้ภูมิกับปลามาสอนที่วิทยาลัยนี่ ถือว่าโชคดีมากเลยครับ ฝีมือเยี่ยมยอดทั้งคู่ แต่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังทำเรื่องลาราชการอยู่ เพราะจะลงมาซ้อมงานแสดงของสตูดิโอคุณทีน่า คู่นั้นก็พระเอกนางเอกแหละครับ”

“อ๋อ ที่เขาจะไปแสดงงานอะไรสักอย่างที่สิงคโปร์ใช่ไหม”

“Singapore Art Festival ครับ”

“อืม..” เอมอรพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “สองคนนี้นี่เหมาะสมกันดีนะ แต่ยังไงเวลาอยู่ที่นู่นก็ฝากศลดูแลเจ้าปลาด้วยแล้วกัน เด็กผู้หญิงอยู่ไกลบ้าน บางทีคนเป็นครูก็อดเป็นห่วงไม่ได้”

“สบายใจเถอะครับพี่ อยู่ที่นั่น ภูมิเขาดูแลดีครับ” ศลตอบแกมหัวเราะ เอมอรเลิกคิ้วนิดหนึ่งและหัวเราะตาม

“นี่ตามสบายเลยนะ เดี๋ยวสาวๆ ก็คงตามมาสมทบกันแล้วล่ะ แต่น้ำอาจจะมาไม่ได้ เพราะต้องอยู่บ้านดูแลไอ้เจ้าคนเล็ก เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นแม่ลูกสองไปซะแล้ว” เอมอรพูดยิ้มๆ


นับแต่การแสดงคราวนั้นจบลง ร่มไม้ไม่ได้กลับมาที่บ้านสวนสตูดิโออีกเลย เขาใช้โอกาสนี้เดินสำรวจไปรอบๆ ในวันนี้ที่นี่ยังคงสงบสดชื่นเช่นเคย ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งเต็มสวนหย่อมเล็กๆ ห้องสตูดิโอสามที่เคยใช้เป็นห้องนอนในคราวนั้นบัดนี้ถูกปิดไว้เฉยๆ โต๊ะม้าหินที่เขาและเพื่อนๆ เคยมานั่งเอกเขนกหลังอาหารกลางวันยังสะอาดสะอ้านเหมือนในวันก่อน การได้กลับที่นี่อีกครั้งทำให้หัวใจของร่มไม้อิ่มเต็มอย่างประหลาด ขาดก็เพียงแต่จิ๊กซอว์ชิ้นโตของความทรงจำเท่านั้นเอง

ร่มไม้เดินมาหยุดอยู่กลางทางเดินโรยหินกรวด ซึ่งบัดนี้กระทบแดดยามสายเป็นประกายชวนแสบตา สุดทางเป็นประตูไม้บานใหญ่ที่เปิดทิ้งเอาไว้ ที่ตรงนั้นเองที่ทอแสงยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เขา ร่มไม้ยกมือขึ้นแตะกระเป๋าเสื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ ตั้งแต่วันที่เขาบาดเจ็บและได้เจอกระดาษแผ่นนั้นโดยบังเอิญ เขาก็ตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา คล้ายๆ กับเป็นเครื่องรางนำโชคอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะอย่างน้อย มันก็เตือนใจเขาถึงความสำเร็จครั้งแรกของชีวิตนักเต้น จนบัดนี้ ความชื้นทำให้ตัวหนังสือที่เขียนด้วยปากกาเคมีนั้นเลือนเลอะไปหมดแล้ว บางครั้งร่มไม้ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้จดเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ก่อนที่มันจะอ่านไม่ออกขนาดนี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างกับว่าถ้ามีเบอร์โทรศัพท์นั้นอยู่ เขาจะกล้าโทร.หาเจ้าของเบอร์นั้น


“ร่มไม้...” เสียงนั้นเรียกเบาๆ เขาหันไปตามเสียงเรียกนั้น “ร่มไม้..เราเอง”

อาจเป็นเพราะกรวดขาวสะท้อนแสงแสบตา คนถูกเรียกจึงรู้สึกเหมือนสายตาสั้นไปโดยฉับพลัน ภาพตรงหน้านั้น ดูเหมือนจะใช่ แต่ก็เหมือนว่าจะไม่ใช่ เขาไม่แน่ใจ

“ไม้ นี่ทอแสงเอง จำเราได้เปล่า”

อาการเหมือนคนสายตาสั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง ...ใช่จริงๆ ด้วย... ความยินดีไหลท่วมท้นความรู้สึกจนเขาต้องยิ้มร่า

“โฮ้ย ทอแสง” เขากระโดดพรวดเดียวมาถึงที่ที่ ‘สาวๆ’ ของเอมอรหยุดยืนอยู่ “จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้ จำได้ทั้งทอแสงทั้งนุ่นเลย เป็นไงกันบ้างเนี่ย”

“เราสิต้องถามเธอ ไปไงมาไงเนี่ยร่มไม้ เราได้ไปดูเธอแสดงเมื่อคืนนี้ด้วย เธอสุดยอดเลย” ทอแสงห้ามตัวเองไม่ให้เสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ เพียงแค่ได้เห็นว่าเขาก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันที่ได้เจอเธอ ทอแสงมองเพื่อนเก่าเต็มตา มันเหมือนภาพบนเวทีที่เธอเห็นเมื่อคืนนี้เป็นความฝัน และตอนนี้ ที่เธอได้มายืนคุยกับร่มไม้อยู่ตรงนี้ ก็คือความฝันที่กลายเป็นความจริงขึ้นมา

“นั่นน่ะสิ หายไปเลย แล้วอยู่ๆ ก็มาโผล่บนเวที ตกใจหมด ยังคิดว่าเธออาจจะมีฝาแฝดพลัดพรากไปเต้นบัลเล่ต์อยู่ที่อังกฤษ” นุ่นเอาบ้าง

“บ้าแล้วนุ่น” ร่มไม้หัวเราะ “โอกาสบางอย่างในชีวิต บางทีมันก็มาแบบไม่คาดคิด เชื่อไหม ก่อนไปเรายังเข่าพลิกอยู่เลย” แล้วร่มไม้ก็เล่าถึงการสอบและอาการบาดเจ็บของตัวเองในคราวนั้นให้ทอแสงและนุ่นฟัง ระหว่างที่ทั้งสามเดินไปตามทางที่ทอดเข้ามาสู่ตัวบ้านซึ่งเอมอรและศลนั่งคอยอยู่

“แล้วเข่าเธอเป็นยังไงบ้างตอนนี้ พักหายดียังเนี่ย” ทอแสงรีบถาม เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เล็ก หลายๆ ครั้ง มันทำให้ชีวิตของนักเต้นต้องเปลี่ยนไปเลย

“หายเดี้ยงแล้วล่ะ ตอนนั้นหมอให้พักสนิทไปเป็นเดือน แต่ถึงจะหายแล้ว ตอนนี้ทำอะไรก็ต้องระวังหน่อย เหมือนกระจกร้าวน่ะ อาจจะไม่แตก แต่ก็ไม่แข็งแรงเท่าเดิม” เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติในวงการนักเต้นที่แม้จะไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็แค่ยอมรับไปว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา

“ระวังนะ เราเป็นห่วง” ทอแสงถอนหายใจแล้วยิ้ม “แต่เธอเก่งจังเลยน่ะ คิดดูสิ ถึงขนาดโรงเรียนบัลเล่ต์ในอังกฤษยอมบินข้ามโลกมาฉกตัวเธอไปน่ะ”
“ครูศลต่างหากที่เก่ง ถ้าไม่ใช่ว่าครูศลรู้จักคนเยอะ โอกาสอย่างนี้ก็คงไม่มีหรอก” ร่มไม้เงยหน้าถาม “แล้วนี่นุ่นหายไปไหนแล้วล่ะ”

ถึงตอนนี้ ทอแสงเพิ่งสังเกตว่านุ่นเดินหายไปทางไหนแล้วไม่รู้
“นั่นสินะ” เธอหันมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นวี่แววของเพื่อนตัวแสบ สงสัยว่านุ่นจะต้องหลบแวบเข้าบ้านไปทางประตูข้างแล้วแน่ๆ ไม่มีบอกกล่าวกันเลย ทอแสงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่เงียบๆ “สงสัยวิ่งไปเข้าห้องน้ำ”

“เราไม่ได้มาที่นี่นานแล้วเนอะ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเลย” ร่มไม้พูดขณะถอดรองเท้าไว้หน้าประตู

“ถ้าเราบอกว่าเราก็ไม่ได้มาเต้นที่นี่นานแล้ว เธอจะเชื่อมั้ยล่ะ”

“อ้าว ทำไมล่ะ"

“ตอนนี้...” ทอแสงก้มลงมองนิ้วมือตัวเองที่กำลังเกี่ยวพันกันอยู่ไม่สุข “เราไม่ได้เต้นแล้วล่ะ”

“เฮ้ย ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น” ร่มไม้ไม่อยากจะเชื่อ เขายังจำทอแสงในห้องเรียนของบ้านสวนสตูดิโอได้เป็นอย่างดี ก็เพราะความสุขและความมุ่งมั่นในแววตาคู่นั้นไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้เขาอยากจะทำความรู้จักกับทอแสง จนกระทั่งได้มาซ้อม และกลายมาเป็นคู่เต้นคนแรกของกันและกันในที่สุด และก็ทอแสงคนเดียวกันอีกนี้แหละที่เคยบอกเขาไว้ว่า สำหรับเธอแล้ว การเต้นก็เหมือนลมหายใจ และไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็คงหยุดหายใจไม่ได้ แม้ว่ามันเหนื่อยที่จะต้องหายใจไปด้วย และทำอย่างอื่นไปด้วยก็ตาม

ทอแสงสีหน้าสลดลง บางอย่างที่พันผูกเธอกับร่มไม้ไว้ด้วยกันจะเลือนหายไปไหม หากเขารู้ว่าเธอได้ก้าวเข้ามาสู่แวดวงของนักวิชาการ และได้ทิ้งห่างจากโลกของการเต้นเสียแล้ว เธอเล่าให้ร่มไม้ฟังถึงความต้องการของทางบ้าน การเรียนที่หนักหนา และการทำงานที่เอาเวลาของเธอไปเสียหมด ก็แค่ได้เต้นบัลเล่ต์คลาสเด็กๆ หรือไม่ก็คลาสของแม่บ้านญี่ปุ่นแค่นานๆ ครั้งเท่านั้น

“แปลว่าเธอทิ้งไปเลยจริงๆ เหรอ” ร่มไม้ทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ “เธอทำลงจริงๆ เหรอ”

“มันเป็นทางที่เราต้องเลือก เวลาของคนเรามันไม่ได้มีมากมายพอที่จะทำได้ทุกอย่างที่เราอยากทำหรอก ในเมื่อเราเลือกที่จะก้าวมาทางนี้แล้ว ก็..”
ทอแสงนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะถอนใจยาว “ช่างมันเถอะไม้”

ร่มไม้เองก็จนคำพูดเหมือนกันในเวลานั้น


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 16 กันยายน 2552
Last Update : 24 ธันวาคม 2552 22:35:53 น. 5 comments
Counter : 124 Pageviews.

 
ชอบอ่านจังเลยค่ะ

อยากอ่านต่อเร็วๆ วัลชอบอ่านพวกนี้ ผ่อนคลาย สนุกดีค่ะ นี่ถ้ารวมเล่มขายจะได้วัลเป็นลูกค้าคนแรกเลยล่ะ

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แล้วจะเข้ามาอัพเดทบ่อยๆ จุ๊บๆ


โดย: วัล (onebeauty ) วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:9:29:40 น.  

 
สวัสดีครับ

ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันนะครับ





โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:42:48 น.  

 
เก่งจังเลย


โดย: silver dragee วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:14:02:29 น.  

 
อืม เห็นด้วยกะ comment แรก เมื่อไหร่จะรวมเล่มอ่ะ
อยากอุดหนุนอ่ะ ชอบ ๆๆ


โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:11:29:49 น.  

 
เห็นด้วยกะร่มไม้มาก เสียดายสี่งทีมี สี่งที่เปล่งประกาย
แต่ใครจะรู้ เมื่อถึงเวลาต้องเลือก ใครหละจะรู้อนาคตได้


โดย: รอวันดอกไม้บาน IP: 124.120.174.124 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:2:14:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
16 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.