ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 11)

ตอนที่ 11


ทอแสงกลับไปเต้นที่บ้านสวนสตูดิโอบ่อยขึ้น บางครั้งแม้เธอจะรู้สึกกังวลใจกับงานที่ทำไม่เสร็จสักที แต่พอนุ่นชวนมากๆ เข้า ก็อดใจไม่ได้ทุกที

“จะได้สมองปลอดโปร่งไงทอแสง เต้นแล้วกลับไปจะทำงานเร็วขึ้น คิดอะไรออกมากขึ้น” นุ่นพยายามหาเหตุผล และทอแสงก็ยอมเชื่อเสียด้วยสิ และคราวนี้เธอจะไปเรียนกับเอมอร ซึ่งเธอต้องลางานที่ออฟฟิศเพื่อไปเรียนเลยด้วยซ้ำ ร้อนถึงต้นต้องโทรศัพท์ตามหา

“น้องทอแสงอยู่ที่ไหนครับเนี่ย ไม่เข้าออฟฟิศเหรอ”

“วันนี้บอกเฟย์ไว้น่ะค่ะว่าขอไม่ไป จะเข้าพรุ่งนี้แทน”

“มีธุระเหรอครับ ไม่เห็นบอกพี่เลย” ต้นตัดพ้อ “แล้วเสร็จกี่โมงเอ่ย กินข้าวเย็นด้วยกันไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ต้นกินข้าวไปเลยก็ได้ ไม่ต้องรอหรอกค่ะ” จะไปกินข้าวด้วยกันได้อย่างไรเล่า เพราะกว่าจะเสร็จก็สามทุ่มเข้าไปแล้ว

“แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ ให้พี่ไปรับไหม” ต้นยังคงถามต่อ แต่ทอแสงอยากรีบวางสาย เพราะใกล้จะถึงเวลาเริ่มเรียนแล้ว

“อยู่เอ่อ... ซื้อของกับเพื่อนอยู่น่ะค่ะ ไม่ต้องมารับหรอกค่ะ เดี๋ยวติดรถเพื่อนกลับบ้านได้” ทอแสงโกหกจนได้ “ต้องวางแล้วละค่ะพี่ต้น เดี๋ยวขึ้นลิฟต์แล้วมันไม่ค่อยมีสัญญาณ โทษทีนะ แล้วคุยกันค่ะ”

ทอแสงเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วหยิบรองเท้าบัลเล่ต์ขึ้นมาใส่ นุ่นซึ่งได้ยินทอแสงคุยโทรศัพท์อยู่ตั้งแต่ต้นถามขึ้นมาว่า

“คุยกับพี่ต้นใช่มั้ยเนี่ย โกหกเขาทำไมล่ะ ทะเลาะกันเหรอ”

“เปล่า แต่แค่... ไม่รู้สิ ไม่อยากให้มาน่ะ”

“แต่เขาก็เคยมารับเธอนี่ หรือว่า.. อย่าบอกนะว่าเธออายที่ต้องใส่ชุดบัลเล่ต์ให้เขาเห็นน่ะ”

“ชุดนี้ฉันใส่มาตั้งแต่ยังบวกเลขไม่เป็น จะอายอะไรล่ะ เพียงแต่ว่าเวลาที่เขามาที่นี่ ฉันรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันผิดที่ผิดเวลาน่ะ เหมือนเราคุยกันคนละภาษา”

นุ่นพยักหน้า แต่ยังไม่พูดอะไร ทอแสงระบายลมหายใจยาวแล้วจึงพูดต่อ

“พี่ต้นเขาก็ดีอยู่หรอก ดีมากด้วยซ้ำ แต่เขารักและเข้าใจเพียงทอแสงคนนั้น คนที่สนใจและมุ่งศึกษาประเด็นปัญหาความมั่นคงในประเทศโลกที่สาม คนที่กำลังเรียนปริญญาโท และทำงานที่เดียวกับเขา” ประโยคต่อมาทอแสงเน้นเสียง “แต่เราไม่อยากเป็นทอแสงคนนั้นในบ้านสวนสตูดิโอ” แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวการสนทนาระหว่างเธอกับต้นเมื่อวันก่อน ครั้งที่กลับมาเต้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีให้นุ่นฟัง

คราวนี้นุ่นระบายลมหายใจยาว แล้วบอกเพื่อนว่า

“เธอต้องเปิดใจรู้ไหม เปิดรับเขาเข้ามาในโลกของเธอบ้าง ถ้าเธออยากให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เธอเป็นน่ะ”

“สิ่งที่ฉันเป็นน่ะเหรอ” ทอแสงทวนคำนุ่นโดยไม่รู้ตัว ประโยคนี้ของนุ่นทำให้ทอแสงต้องนิ่งคิด อะไรล่ะคือสิ่งที่เธอเป็น

“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าเธอไม่ทำให้ต้นเข้าใจให้ได้ว่าเธอคือนักเต้น เธอก็คบกับเขาไม่ยืดหรอก” คราวนี้ทอแสงส่ายหน้า

“ฉันคงเรียกตัวเองว่านักเต้นไม่ได้แล้วแหละนุ่น มันเปลี่ยนไปแล้ว และมันก็คงยากที่จะย้อนกลับมาอีกครั้ง”

“แต่นี่เธอก็กลับมาแล้วจนได้ไงทอแสง อย่างี่เง่าไปหน่อยเลย ปกติคนทั่วๆ ไปเขาเหนื่อย เขาเครียด เขาก็ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปชอปปิ้ง ไปกินเหล้าเมาแฮงค์นอน แต่เธอมาเต้นๆๆ ให้ตัวเองเหนื่อยมากขึ้นไปอีก มีใครที่ไหนเขาบ้าทำกัน” นุ่นกระแทกเสียงมาเป็นชุดอย่างขัดใจ เธอไม่ได้โกรธอะไรทอแสงหรอก แต่เธอเสียดายความสามารถของเพื่อน ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย นุ่นทะเลาะกับทอแสงกันรุนแรงทีเดียวเรื่องที่เธอไปเลือกเรียนอย่างอื่น นุ่นรู้ว่าทอแสงจะไปได้ไกลกว่านี้หลายเท่าตัวหากยอมขัดใจความต้องการของทางบ้านในวันนั้น

นุ่นหยิบซองสีขาวขึ้นมาจากในกระเป๋า ข้างในมีบัตรอยู่จำนวนหนึ่ง

“พุธหน้าจะมีงานของสถานทูต เป็นคณะจากอังกฤษมาแสดง บังเอิญว่าเขาเล่นเรื่องเดียวกับที่เราเคยเล่น ตอนที่แสดงร่วมกับทางครูศลน่ะ ครูเอมเลยทำเรื่องขอบัตรมา 20 ใบให้พวกเราไปดูกัน เผื่อจะเปรียบเทียบตัวเองกับพวกมืออาชีพได้บ้าง” เธอหัวเราะพลางเธอยื่นบัตรให้ทอแสง 2 ใบ

“เธอเอาไป 2 ใบแล้วกัน ชวนพี่ต้นเขาไปดูด้วย ดึงเขาเข้ามาในโลกของเธอให้ได้ ถ้าเธออยากให้ความรักเป็นไปได้ด้วยดี”

“ขอบใจนุ่นมากนะ” เธอกอดนุ่นอย่างที่เคยทำตอนเด็กๆ “รักนุ่นจัง”


ต้นไม่ปฏิเสธคำเชิญชวนของทอแสง แม้ว่าใจจริงจะไม่เคยรู้สึกอยากดูการแสดงเหล่านี้เลยก็ตาม แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้อยู่ในความสนใจของทอแสง ต้นก็พร้อมที่จะโอนอ่อนตามไปด้วย วันนี้จึงได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งเอมอร อิ๊ก น้ำใส นุ่น และทอแสงซึ่งพ่วงเอาต้นไปด้วยอีกหนึ่งคน การแสดงวันนี้แบ่งเป็น 2 ช่วงคือการแสดงบัลเล่ต์โดยคณะจากอังกฤษในช่วงแรก และการแสดงคอนเทมโพรารี่แดนซ์โดยคณะจากอิตาลีในช่วงหลังพักครึ่ง

ผู้คนค่อนข้างหนาตา โดยส่วนใหญ่ก็เป็นคนในวงการเกือบทั้งนั้น คงเพราะไม่บ่อยนักที่สถานทูตของอังกฤษ อิตาลี และไทยจะจับมือกันเนรมิตงานอย่างนี้ขึ้น เอมอรทักคนนั้นคนนี้มากมายเต็มไปหมด นุ่น ทอแสงและต้นไม่รู้จักใคร จึงไปนั่งรอเวลากันอยู่ในห้องโถง

“สูจิบัตรขายเล่มละตั้ง 200 บาทแน่ะ” นุ่นบ่น

“โห..ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องเอาก็ได้มั้ง ไม่จำเป็นหรอก เนื้อเรื่องย่อของเรื่องนี้ก็รู้หมดแล้วนี่” ทอแสงตอบ ก็สูจิบัตรการแสดงโดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีเพียงรายชื่อนักแสดงแล้ว เนื้อเรื่องย่อของบัลเล่ต์เรื่องนั้นๆ แล้วก็ประวัติความเป็นมาของคณะ และหน้าของผู้สนับสนุนทั้งหลายแหล่ ซึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียสตางค์ซื้อตั้ง 200 บาท นุ่นเห็นด้วยจึงไม่ได้สนใจอะไรอีก

“นั่นครูศลใช่มั้ยน่ะทอแสง” นุ่นสะกิดถามทอแสง เมื่อมองไปก็เห็นศลยืนดื่มกาแฟอยู่ห่างไปราว 50 เมตร

“เออ จริงด้วย มาคนเดียวเหรอเนี่ย”

“ไม่ๆๆ นั่นไงพี่ภูมิ คงมาด้วยกัน แล้วนั่นก็คงเด็กที่วิทยาลัยเขาอีกคน” ทอแสงเกือบจะลืมหน้าภูมิไปแล้ว แต่ความจำของนุ่นยังดีเลิศเสมอ “เดินไปทางนู้นแล้ว สงสัยจะนั่งคนละฝั่งกับเรา”

“พวกครูเอมมากันแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะ” ทอแสงชวนต้นและนุ่น

เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กเงียบไปเมื่อไฟค่อยๆ หรี่ลงและเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น เสียงเพลงโหมโรงดังขึ้นท่ามกลางความมืด ทอแสงรู้สึกขนลุก จึงหันไปกระซิบบอกกับนุ่นซึ่งนั่งอยู่ติดกันว่า

“นุ่น ทำไมเราตื่นเต้นน่ะ” นุ่นหัวเราะโดยไม่มีเสียง แล้วกระซิบตอบ

“บ้าแล้วทอแสง เธอไม่ได้เต้นเองนะ คราวนี้” ทอแสงก็กำลังหัวเราะขำตัวเองเหมือนกัน คณะบัลเล่ต์คณะนี้เลือกใช้เพลงเวอร์ชั่นเดียวกับที่ตอนนั้นที่ศลเลือกใช้ ทุกจังหวะและตัวโน้ตจึงเหมือนกันเปี๊ยบ มันก็ช่วยไม่ได้ที่ทอแสงจะหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว ที่เธอได้มาเต้นที่นี่ บัลเล่ต์เรื่องนี้ ณ เวทีแห่งนี้

ฉากแรกเป็นการแสดงของเหล่าคอร์ปเดอบัลเล่ต์ที่จะสวยงามได้ก็ต่อเมื่อทุกอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็นองศาของใบหน้า ความสูงของขา ความโค้งและพลิ้วไหวของวงแขน ตอนนั้น ฉากนี้เป็นหน้าที่ของพวกน้องๆ เกรดหกและเจ็ด รวมถึงชั้นของทอแสง ที่จะต้องเต้นร่วมกันทั้งหมด ทอแสงจำได้ว่าซ้อมหนักขนาดไหน แต่กระนั้นก็ยังสวยสู้นักบัลเล่ต์ราว 20 ชีวิตบนเวทีขณะนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“สวยจังเลยทอแสง เข้าใจเลยว่าทำไมตอนนั้นครูศลถึงได้ดุนักดุหนา” นุ่นกระซิบที่หูทอแสงอย่างอดไม่อยู่

“ฮื่อ สวยเนอะ” ทอแสงรับคำสั้นๆ แล้วหันกลับไปจดจ่อกับการแสดงบนเวทีต่อ ซึ่งตอนนี้เป็นการเต้นของกลุ่มตัวเอก 8 คู่ ถึงตอนนี้นุ่นและทอแสงเพิ่งจะได้รู้ว่า ศลตัดท่ายากๆ ออกไปเยอะขนาดไหน

“โห.. ดีนะครูศลไม่ได้ให้พวกเราทำท่านั้นน่ะ” คราวนี้ทอแสงเป็นฝ่ายอดไม่อยู่บ้าง

“จะไปทำได้ยังไงเล่า เพิ่งเริ่มเต้นพาส์เดอเดอส์กันทั้งนั้น ก็คงจะมีแต่พี่ภูมิน่ะแหละที่ทำได้ แล้วก็เธอกับร่มไม้ก็อาจจะพอมีหวังหน่อย” ตอนนี้ทั้งนุ่นและทอแสงจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่วางตา โดยไม่ทันเห็นว่าต้นที่นั่งอยู่อีกข้างของทอแสงเผลอหลับไปเสียแล้ว เสียงปรบมือดังสนั่นทำให้ต้นตื่นขึ้น

“เดี๋ยวพี่มานะ ไปห้องน้ำแป๊บนึง”

“เดี๋ยวค่อยไปได้ไหมคะ อยากให้พี่ต้นได้ดูฉากต่อไปน่ะค่ะ” ทอแสงรั้งแขนต้นไว้ เพราะฉากต่อไปจะเป็นฉากที่นางเอกจะเต้นคู่กับพระเอก ซึ่งเธอเคยเต้นคู่กับร่มไม้ในคราวนั้น เธออยากให้ต้นได้เห็นว่าครั้งหนึ่งเธอก็เคยมีฝีไม้ลายมือถึงขั้นที่จะเต้นบทนั้นได้เหมือนกัน แต่ต้นยิ้มแล้วตอบว่า

“แป๊บเดียว เดี๋ยวพี่มา” แล้วก็ผละออกไป ทอแสงมองตามหลังต้นอย่างผิดหวัง แต่แล้วนุ่นก็สะกิดแขนเธออย่างแรง เธอหันกลับมาอย่างแปลกใจ นุ่นบุ้ยปากไปทางเวที ซึ่งพระเอกกำลังยืนรอนางเอกอยู่ที่ริมด้านหนึ่ง ที่นั่งของทอแสงอยู่ใกล้พอที่จะเห็นใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจน แล้วมีหรือที่ทอแสงจะจำใบหน้านั้นไม่ได้ ในเมื่อเธอเห็นมันอยู่ทุกวันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทอแสงหัวใจกระตุกวูบ เธอบีบมือนุ่นโดยไม่ได้ตั้งใจ มือข้างนั้นบีบตอบรุนแรงเช่นกัน

เขายืนอยู่อย่างสง่าสมกับเป็นนักแสดงนำของคณะบัลเล่ต์อาชีพอันมีชื่อเสียงนี้ มันเป็นไปได้อย่างไร ทอแสงถามตัวเองด้วยความงุนงง แต่จะให้มองอย่างไร ร่มไม้ก็ยังคงเป็นร่มไม้ แต่ความสง่างาม และมัดกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรงทำให้เขาดูผิดตาไป โอ...ในเวลาที่ผ่านมา ร่มไม้ได้ไปทำอะไรมาบ้างหนอ

บทเพลงที่เธอยังคงจำได้อย่างแม่นยำเริ่มต้นขึ้น แล้วนางเอกในชุดทูทู่สีขาวอมชมพูก็ก้าวออกมาจากมุมหลังของเวที เธอเดินตัดผ่านเวทีอย่างนุ่มนวลราวเดินอยู่บนสายไหมไปหาร่มไม้ที่กำลังยืนคอยอยู่อีกฝั่ง แล้วยื่นมือออกไปขณะที่ก้าวขึ้นไปยืนบนปลายเท้าข้างเดียว ขาอีกข้างยกสูงอยู่ด้านหลัง พร้อมๆ กับที่ฝ่ายชายหันกลับมารับมือข้างนั้น เขาก้าวไปรอบๆ ตัวฝ่ายหญิง พาเธอหมุนไปเรื่อยๆ บนขาเดียวในท่าพร็อมเมอนาดส์ เหมือนตุ๊กตาบัลเล่ต์ในหีบเพลงสมัยเก่า

“เราว่าตอนทำพร็อมเมอนาดส์ เธอลองก้าวห่างเราหน่อยดีกว่า” เสียงร่มไม้ก้องอยู่ในหู “จะได้มีระยะปรับสมดุลกันได้ จะได้ไม่ล้ม”

“โอเคได้ จะลองดู อ้อ! ไม้ช่วยทำแขนแข็งๆ อีกหน่อยได้เปล่า เผื่อเราล้มจะได้ไม่ล้มทั้งคู่”

“จะให้เราเป็นบาร์ให้เกาะว่างั้นเถอะ” ร่มไม้อดไม่ได้

“ก็นั่นมันหน้าที่ผู้ชายไม่ใช่เหรอ” ทอแสงแยกเขี้ยวใส่

“จ้าๆๆ รู้แล้ว เจ้าหญิงน้อย” ร่มไม้แซวเข้าให้ การสนทนาหยุดลงเมื่อศลซึ่งนั่งดูอยู่ลุกขึ้นมาบอกว่า

“ไม้ต้องรักษาระยะห่างไว้เหมือนเป็นวงเวียนด้วยนะ อย่าเข้าๆ ออกๆ ผู้หญิงจะล้ม”

ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ทอแสงก็ได้เป็นตุ๊กตาบัลเล่ต์ตัวนั้นสมความตั้งใจ เคล็ดลับที่ศลไม่ได้บอก แต่ร่มไม้กับทอแสงค้นพบกันเองก็คือสายตานั่นเอง แค่มองตากันไว้ เป็นอันว่ารอด แต่กระนั้นตอนแสดงเธอก็ยังจำได้ว่าตื่นเต้นแค่ไหนตอนทำท่านี้ แถมเป็นท่าแรกเสียด้วยสิ ทอแสงได้แต่มองตาร่มไม้ที่สะท้อนแสงไฟเวทีเป็นประกายอยู่ในนั้น

และโอ..นั่นไงดวงตาคู่นั้น ยังเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนนั้นไม่มีผิด

ตอนนี้นางเอกบนเวทีกำลังหมุนพิโรเว็ตบนขาเดียวในวงแขนของร่มไม้

“เราเข้ามาจับเอวเธอหมุนเร็วเกินไปเปล่า” ร่มไม้เคยถามเธอแบบนี้

“เร็วไปนะ เราว่าปล่อยให้เราหมุนเองประมาณสองรอบก่อนดีกว่า แค่เอามือประคองเอวเราไว้เฉยๆ ก็พอ แล้วค่อยปั่นเอวเราตอนท้ายๆ”

อา...มาถึงท่านี้แล้ว ที่เธอเคยเตะภูมิเข้าอย่างจังในวันซ้อมวันแรก นางเอกบนเวทีกระโดดตัวลอยแผ่วเบาราวขนนก ทอแสงนึกไปถึงภาพการซ้อมครั้งแรกของเธอกับร่มไม้ และประโยคนั้นที่เธอจำได้ไม่เคยลืม ประโยคที่เริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด

“ลองกระโดดมาหาเราดูมั้ย เราสัญญาว่าเราจะดูแลความปลอดภัยของทอแสงให้ดีที่สุดเลย.. ในการเต้น นี่คือหน้าที่ของผู้ชาย”

เพียงเสี้ยววินาที เธอรู้สึกราวกับว่า เป็นตัวเธอเองที่อยู่บนเวที อยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงของร่มไม้

และท่วงท่าที่ปรากฏบนเวที ก็ดึงทอแสงย้อนกลับไปในวันเก่าๆ ลึกขึ้นทุกทีๆ จนทอแสงไม่รู้สึกว่านุ่นสะกิดเรียกเธอ และต้นเดินกลับมานั่งที่แล้ว เพราะความทรงจำของเธอกำลังไหลทะลักราวเขื่อนแตกจนน่าแปลกใจว่าคนเราสามารถจำเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างละเอียดขนาดนั้นได้อย่างไร หรือเป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างได้ทำให้เรื่องราวทั้งหมดขุดหลุมไปนอนลึกในความทรงจำมานานแสนนานแล้ว

ทอแสงมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อการแสดงอันน่าประทับใจนั้นจบลง นักแสดงออกมาโค้งคำนับ น้ำตาไหลออกมาเมื่อไหร่ไม่รู้ เธอแอบป้ายออกอย่างเร็ว

“ทอแสงเห็นท่าที่ร่มไม้กระโดดเมื่อตอนจบเมื่อกี้นี้เปล่า สุดยอดเลย ทำไมเก่งขึ้นขนาดนี้นะ” นุ่นหันหน้ามาพูดกับทอแสงอย่างตื่นเต้น “อ้าว แล้วเป็นอะไรไปละนั่น ร้องไห้ทำไม”

ประโยคสุดท้ายของนุ่นหายไปในลำคอ เพราะทอแสงขึงตาใส่ทำนองว่าอย่าพูดไป นุ่นยังงงๆ อยู่ แต่ก็สงบปากสงบคำลง เธอก้มหน้าก้มตาหันไปบอกต้นว่า

“เดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ กลัวพักแล้วคนจะเยอะมาก” ทอแสงยอมเสียมารยาททั้งที่อยากจะปรบมือให้ร่มไม้ใจจะขาด แต่เธอไม่อยากให้ใครเห็นว่าเธอร้องไห้ เพราะขี้เกียจตอบคำถามมากมาย ก็ตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร้องไห้ทำไม คิดถึงวันเก่าๆ หรือคิดถึงร่มไม้ บางทีมันอาจจะปนๆ กันอยู่ เธอยังไม่มีอารมณ์จะถามตัวเองตอนนี้



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 07 กันยายน 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 11:46:37 น. 2 comments
Counter : 135 Pageviews.

 
:)


โดย: มาย IP: 124.120.80.138 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:2:47:42 น.  

 
ตามอ่านทุกตอนเลยค่ะ อยากอ่านต่อ ช่วยup ด่วนค่ะ ชอบๆ


โดย: เหมียวน้อย IP: 124.120.153.214 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:17:40:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
7 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.