ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 10)

ตอนที่ 10


ใครๆ ก็ให้ความเห็นว่าสไตล์การสอนของทอแสงนั้นถอดแบบเอมอรมาเปรี๊ยะๆ นั่นคือ การเป็นนางฟ้าผู้ใจดีที่แสนจะเข้มงวด สามปีมาแล้วที่ทอแสงสอนนักเรียนตอนเช้าวันเสาร์ และตอนนี้เด็กๆ ก็โตพอที่จะสอบเกรดหนึ่งได้แล้ว นางฟ้าทอแสงจึงต้องเข้มงวดขึ้น จะเล่นเกมใจดีเหมือนตอนยังเล็กๆ ไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมใหญ่อย่างนี้ เป็นช่วงเวลาติวเข้มเพื่อการสอบที่จะมาถึงพอดี

วันนี้ชั้นเรียนที่ทอแสงสอนมีนักเรียนมาสมัครใหม่หนึ่งคน เจ้าหนูน้อยค่อนข้างงอแงพอสมควรทีเดียว เพราะเพื่อนๆ ก็แปลกหน้า และคุณแม่เกิดติดธุระเร่งด่วน บอกไว้เพียงว่าเดี๋ยวคุณพ่อจะมารับ กว่าทอแสงจะหลอกล่อให้นักเรียนใหม่ยอมเรียน และเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ ได้ก็แทบหมดแรง แต่เมื่อเริ่มเต้นเท่านั้น ทอแสงก็พบว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์อย่างร้ายกาจ เธอตั้งใจมั่นว่า เดี๋ยวจะต้องบอกคุณพ่อเด็กให้ได้ว่าลูกสาวของเขานั้นจะเติบโตเป็นนักเต้นที่เก่งกาจอย่างแน่นอน

“ครูทอแสง ผู้ปกครองน้องเฟิร์นอยากพบค่ะ” นุ่นเรียกทอแสง เอมอรมักจะให้พวกเธอใช้คำว่าครูนำหน้าเสมอเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ปกครอง

“ขอบคุณค่ะครูนุ่น” น้องเฟิร์นก็คือคนที่ทอแสงรอจะพบพ่ออยู่นี่แหละ เธอจึงรีบออกจากห้องแต่งตัวทันทีไปพบทันที

“สวัสดีครับคุณครู ผมเป็นผู้ปกครองน้องเฟิร์นครับ” น้องเฟิร์นกระโดดลงจากตัก ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนเพื่อแนะนำตัว ดวงตาหลังแว่นกลมนั้นดำลึกเช่นเคย “น้องเฟิร์นเต้นเป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะเข็นไหวไหม คือตอนแรกสุดที่แม่เขาพามาดู ครูเอมแนะนำว่าเด็กค่อนข้างโตแล้วเลยให้มาลองเรียนคลาสนี้ดู หรือคุณครูมีความเห็นว่าไงครับ ควรจะลงไปเริ่มเรียนที่ชั้นเล็กกว่านี้รึเปล่า คือผมเกรงว่าเด็กเขาจะตามไม่ทัน”

ทอแสงรู้สึกเหมือนถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงวิ้งๆ ในหูกลบคำพูดยาวเหยียดนั้นจนเธอไม่ได้ยิน เธออ้าปากจะพูด แต่แล้วก็ปิดปากลงเพราะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาตามใจนึก ตั้งสติอีกครู่หนึ่งจึงเปิดปากถามอีกครั้ง

“พี่.. พี่ต้น” ในที่สุดทอแสงก็พูดออกมาได้ และนุ่นผู้สังเกตเห็นอาการของทอแสงผ่านประตูกระจก ก็เดินออกมาทันได้ยินประโยคนี้พอดี

“เอ๊ะ ครูทอแสงรู้จักกับคุณพ่อน้องเฟิร์นด้วยเหรอ” นุ่นแปลกใจเล็กน้อย แต่พอเห็นหน้าทอแสงนุ่นก็เริ่มจะมั่นใจแล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ

“เฮ้ย ทอแสงเป็นอะไร” คราวนี้นุ่นลืมเรียกทอแสงว่าครู

จะให้เธอเป็นอะไรได้ล่ะ นอกจากรู้สึกตัวเองโง่เง่าเสียเต็มประดา ทำไมเขาถึงไม่เคยบอกมาก่อนเลยว่าตัวเองมีลูกโตตั้งเจ็ดแปดขวบแล้ว แล้วคืนนั้นในรถเขามาพูดกับเธอแบบนั้นทำไม เธออยากจะร้องไห้ออกมาแต่ที่นี่คือบ้านสวนสตูดิโอ และเธอก็เป็นคุณครูของเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า เธอจะทำตามใจตัวเองไม่ได้ ทอแสงจึงพยายามสลัดตัวเองให้หลุดจากอาการช็อค และพยายามบังคับอาการตัวเองให้เป็นปกติ

“อื้ม คุณแม่เขาไม่ว่างก็เลยให้พี่ช่วยมาให้น่ะ” ต้นพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยเป็นอย่างยิ่ง

แม่เขาบอกว่าจะให้พ่อมารับ ถ้าอย่างนั้น... ทอแสงพูดไม่ออกอีกครั้ง นุ่นซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ยังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต้นกำลังจะพูดต่อแต่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงออดอ้อนของน้องเฟิร์น

“อาต้น... ขอกระเป๋าน้องเฟิร์นหน่อยค่ะ น้องเฟิร์นจะหยิบถุงเท้า”

ต้นยิ้มยิงฟันเหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าทำความผิด ส่งกระเป๋าให้หลานสาว แต่ทอแสงรู้สึกเหมือนเพิ่งเดินผ่านอุโมงค์อันมืดมิดแล้วออกมาเจอแสงสว่างจ้าจนนัยน์ตารับไม่ทัน แต่ก่อนที่ทอแสงจะได้พูดอะไรออกมา ต้นก็ชิงบอกเสียงอ่อยๆ ว่า

“ก็พ่อเขาไม่ว่างกะทันหันนี่นา พี่เลยมารับแทน” ต้นยิ้มเผล่ ไอ้ที่เก๊กอยู่เมื่อกี้ละลายหายไปไหนไม่รู้ “ก็คืนนั้นน้องทอแสงบอกพี่เองว่าให้พี่สมมติตัวเองเป็นพ่อเด็กมานั่งดูได้”

นุ่นเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน เธอเหลือบมองทอแสงยิ้มๆ แล้วเดินเลี่ยงออกไปนั่งสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ

เจอมุขนี้เข้า ทอแสงทำหน้าไม่ถูก จะโกรธก็โกรธไม่ได้ จะขำก็ขำไม่ออก ในขณะเดียวกันก็แสนจะดีใจที่ต้นไม่ใช่คุณพ่อน้องเฟิร์นและยังไม่ได้ลืมเรื่องราวในคืนนั้นไปแล้วอย่างที่เธอกลัว ได้แต่ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งอยู่อย่างนั้น แต่ด้วยบทบาทที่เธอสวมอยู่ทำให้ต้องปิดสวิตช์ความรู้สึกตรงนั้นไปก่อน ทอแสงมองน้องเฟิร์นแล้วบอกสิ่งที่ตั้งใจจะบอกคุณพ่อตั้งแต่อยู่ในชั้นเรียนแก่ต้น

“ก็ เอ่อ.. น้องเฟิร์นตามทันแน่นอนค่ะพี่ต้น ไม่ต้องห่วงเลย เผลอๆ ถ้าตั้งใจเรียนก็คงจะแซงหน้าเพื่อนๆ ได้เลยเสียด้วยซ้ำ”

“เดี๋ยวพี่จะบอกพ่อแม่ยายเฟิร์นให้” ต้นพูดแบบไม่สู้จะสนใจนัก “ว่าแต่ว่าคุณครูของน้องเฟิร์นล่ะครับ เป็นอย่างไรบ้าง”

ทอแสงทำหน้าไม่ถูกอีกครั้ง พลางมองน้องเฟิร์นที่กำลังรื้อของในกระเป๋า คงหาถุงเท้าไม่เจอ ต้นหันไปมองตาม แล้วบอกน้องเฟิร์นว่า

“น้องเฟิร์น หนูอยากเข้าห้องน้ำไหมคะ เดี๋ยวอาหาถุงเท้าให้ ดูสิกระเป๋ารกหมดแล้ว”

น้องเฟิร์นพยักหน้า แล้ววิ่งตื๋อไปเข้าห้องน้ำ ทอแสงลอบระบายลมหายใจ

“แล้วนี่ไปไงมาไงหลานสาวพี่ต้นถึงโผล่มาที่นี่ได้ล่ะคะ”

“พี่สะใภ้พี่อยากให้ลูกเรียนบัลเล่ต์น่ะ พี่ก็เลยแนะนำให้มาสมัครที่นี่ แต่ก็ไม่คิดว่ายายเฟิร์นจะบังเอิญได้มาเข้าเรียนชั้นที่ทอแสงสอนพอดี”

เรื่องบังเอิญมีในโลกได้แน่ ถ้าคนอยากให้มันมี ทอแสงนึกในใจอย่างหมั่นไส้.. แค่นิดเดียว

“แล้วก็นับว่าโชคดีมากด้วย ที่วันนี้พี่ชายพี่ไม่ว่างพอดี พี่ก็เลยได้มีโอกาสมาที่นี่ มาทวงคำตอบจากทอแสง”

ต้นวกมาเข้าเรื่องรวดเร็วจนทอแสงไม่ทันเตรียมใจ และทั้งๆ ที่อยากจะบอกสิ่งที่หัวใจต้องการออกไปใจจะขาด แต่มารยาทหญิงที่แม่ชีสอนมายังคงฝังแน่นอยู่ ต้นเห็นทอแสงอึกๆ อักๆ จึงยื่นมือออกมาแล้วบอกทอแสงเรียบๆ

“มือข้างนี้อยากจะจูงมือทอแสงเดินไปด้วยกัน ตอนนี้ก็อยู่ที่ทอแสงแล้วละครับ ว่าจะปล่อยมือข้างนี้ให้จูงน้องเฟิร์นกลับบ้านไปเฉยๆ หรือจะจับมันเอาไว้แล้วเดินไปด้วยกัน”

ต้นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ทอแสงค่อยๆ ยื่นมือออกไปช้าๆ และเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกัน ต้นก็จับมือทอแสงกระชับแน่นทันที

แล้วก็กลายเป็นว่า ทุกๆ วันเสาร์ต้นจะเป็นคนมารับน้องเฟิร์นจากบ้านสวนสตูดิโอและแน่นอนว่ารับทอแสงไปด้วย ซึ่งบางครั้งต้นก็จะพาไปหาข้าวกลางวันกินด้วยกันทั้งสามคน

“ทอแสงว่ามั้ย เราเหมือนมากันเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกเลยเนอะ”

“พี่ต้นพูดอะไร บ้าน่า” ทอแสงพูดพลางแอบชำเลืองดูน้องเฟิร์นซึ่งทำหูผึ่งตั้งใจฟังเชียวนักเรื่องแบบนี้เนี่ย เธอจึงขึงตาใส่ต้น

“จริงมั้ย น้องเฟิร์น” นอกจากทำเป็นไม่เห็นแล้ว ต้นยังดึงหลานสาวไปเป็นตัวช่วยอีกแน่ะ แล้วน้องเฟิร์นยังพยักหน้ารับตาแป๋วทั้งที่ปากยังดูดมิลค์เชคอยู่เลย

เฮ้อ อาหลานคู่นี้มันน่านัก


ทอแสงได้ทุนเรียนต่อในระดับปริญญาเอกสมใจอยาก แต่ในขณะเดียวกันเฟย์ก็มอบหมายงานให้เธอต้องรับผิดชอบมากขึ้นด้วย เธอต้องอ่านเอกสารเพิ่มมากขึ้น และต้องเข้าประชุมบ่อยครั้งขึ้น ส่วนการเรียนก็เรียกร้องให้เธอต้องค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกต่างๆ อย่างเอาเป็นเอาตายไม่แพ้กัน หลายครั้งเธอนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทั้งวันทั้งคืนจนเห็นฟ้าสว่างคาตา แต่กระนั้นดูเหมือนว่าเวลาก็ยังไม่เคยพอ ได้แต่บอกตัวเองว่า คนอื่นทำได้ เธอเองก็ต้องทำได้

โชคยังดีที่เธอมีต้นเป็นที่ปรึกษาและปรับทุกข์ แม้ว่าบางครั้งต้นจะทำได้เพียงแค่พูดว่า สู้ๆ นะ หรือไม่ก็ พี่เป็นกำลังใจให้นะ หรือไม่ก็ มีอะไรก็บอกพี่ได้นะ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรอก แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีอยู่บ้างที่รู้ว่ามีคนใส่ใจ และถ้าวันไหนต้นไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนทอแสงในห้องสมุด หรือวันไหนต้องอยู่ดึก ก็เป็นต้นอีกแหละที่เทียวรับเทียวส่งราวทอแสงเป็นเจ้าหญิง ถึงตอนนี้ทอแสงปลงตกเสียแล้ว ว่าชีวิตของเธอได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ความหวังที่จะได้กลับไปเต้นอย่างเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ ก็ค่อยๆ เลือนหายไปดูท่าว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

หลังๆ มานี้ เธอถามตัวเองว่าเธอได้เลือกในสิ่งที่ถูกแล้วหรือ อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า หากวันนั้นเธอเลือกที่จะกลับไปเต้นและให้โลกของนักวิชาการหยุดอยู่แค่เพียงใบปริญญาตรี ชีวิตวันนี้เธอจะเป็นอย่างไร ฟุ้งซ่านหนักเข้าเธอก็หนีงานตรงหน้า แล้วตรงไปยังบ้านสวนสตูดิโอ ซื้อขนมปังเผือกพี่อิ๊กกินสักชิ้น แล้วขึ้นไปนั่งเอกเขนกอยู่ตรงระเบียงชั้น 2 ที่เธอเคยนั่งมาแต่ครั้งยังเป็นเด็ก

“ไง ทอแสง วันนี้มาทำไรล่ะ” นุ่นเดินมาทัก เดี๋ยวนี้นุ่นมีสอนที่บ้านสวนสตูดิโอทุกวัน โผล่หน้าไปเมื่อไหร่ก็ได้เจอทุกที

“มานอนเฉยๆ”

“หนีรายงานมาล่ะสิ เธอดูเหนื่อยมากเลยนะเนี่ย”

“ฮื่อ โทรม แล้วก็อ้วนด้วย” ทอแสงพูดต่อในสิ่งที่นุ่นไม่กล้าพูดออกมาเพราะกลัวเพื่อนจะเสียใจ แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง “ต้นไม้ต้นนี้ ตอนนี้สูงมากเลยเนอะ ฉันยังจำวันที่ครูเอมเอาเมล็ดมาให้เราไปปลูกได้อยู่เลย”

นุ่นมองไปตามนิ้วของทอแสง แต่ก่อนบริเวณนี้ยังเป็นสนามหญ้าโล่งๆ อยู่เลย แล้ววันหนึ่งเมื่อราวสิบห้าปีที่แล้ว นุ่นยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ชัดเจน
“เอ้า วันนี้เราจะไม่เรียนบัลเล่ต์กันในห้องเรียนนะคะ เดี๋ยวให้ทุกคนใส่รองเท้าให้เรียบร้อยแล้วลงไปที่หน้าสตูดิโอ 3 เลยค่ะ”

เสียงกรี๊ดกร๊าดอย่างตื่นเต้นดังลั่นห้อง แล้วนักเรียนหญิงราว 10 คนในห้องก็เฮโลกันลงไปชั้นล่าง ต่างอยากรู้ว่าครูจะให้ทำอะไร การแสดงในปีนั้น เอมอรให้ชั้นเรียนของทอแสงและนุ่นแสดงเป็นต้นไม้ และวิธีการของเอมอรก็คือให้นักเรียนทั้งชั้นลงไปปลูกต้นไม้เสียเลย

“จะได้รู้ว่าต้นไม้มาจากไหน และจะได้เข้าใจความรู้สึกของการเป็นต้นไม้ไงจ๊ะ” นับว่าเป็นการเรียนบัลเล่ต์ที่แปลกประหลาดมากทีเดียว แต่นั่นก็ทำให้ทั้งทอแสงและนุ่นจำได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้

นุ่นถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ทอแสง แล้วเอื้อมมือแตะแขนเพื่อนสนิทแผ่วเบา

“ช่วงนี้เธอดูไม่มีความสุขเลยนะ เรียนหนักมากเหรอ” ทอแสงพยักหน้า

“งานเยอะ เหนื่อย อยากกลับมาเต้นน่ะ”

“ก็เต้นสิ เดี๋ยวฉันมีสอนบัลเล่ต์สำหรับผู้ใหญ่พอดีเลย มีแต่แม่บ้านญี่ปุ่นมาเรียนทั้งนั้น เธออยากเข้าไหมล่ะ ถือว่ามาออกกำลังกายก็ยังดี”

งานยังกองอยู่ที่บ้าน แต่ทอแสงไม่มีอารมณ์จะไปสนใจมัน เธอขอยืมรองเท้าบัลเล่ต์ ชุดและถุงน่องจากนุ่น มันค่อนข้างคับเพราะตอนนี้เธอตัวใหญ่กว่านุ่นไปเสียแล้ว แต่ในที่สุดทอแสงก็ได้เข้าไปเต้นจนได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงท่าง่ายๆ แต่เธอก็รู้สึกว่ามันเป็นวันที่เธอมีความสุขที่สุด และคืนวันนั้นเธอก็หลับเป็นตาย

เช้าวันต่อมาทอแสงปวดเมื่อยไปทั้งตัว แค่จะลุกจากเตียงยังปวดเกร็งหน้าท้องไปหมด เดินขึ้นลงบันไดก็ปวดไปทั้งขา แต่ความปวดแบบนี้ทอแสงคุ้นเคยเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะตอนที่เธอไม่สบายจนต้องหยุดเรียนบัลเล่ต์ไปถึงสองสามสัปดาห์ พอกลับไปวันแรกๆ ก็จะรู้สึกแบบนี้แหละ แปลกที่มันเป็นความปวดเมื่อยที่เป็นสุขดีจริงๆ คงเป็นเพราะเอมอรมักจะเอ่ยปากชมคนที่เกิดอาการปวดเมื่อยในลักษณะนี้อยู่บ่อยๆ

“ใครปวดหน้าท้องถือว่าเก่งมากเลยค่ะ เพราะแปลว่าหนูใช้กล้ามเนื้อได้ถูกต้องแล้ว”

แน่นอนว่าต้นสังเกตเห็นอาการยักแย่ยักยันของทอแสงในวันนั้นได้ จนต้องเอ่ยปากถาม

“ทอแสงไปทำอะไรมาเหรอครับ ถึงได้ปวดไปทั้งตัวอย่างนี้”

“เอ่อ.. เมื่อวานไปเรียนบัลเล่ต์มาน่ะค่ะ” เธอตอบพร้อมหัวเราะกิ๊ก

“เป็นครูแล้วยังต้องเรียนอยู่อีกเหรอ” ต้นไม่เข้าใจ

“ก็เหมือนกีฬาน่ะค่ะพี่ต้น ไม่ฝึกซ้อมก็ทำไม่ได้ เมื่อวานอ่านหนังสือเหนื่อยๆ ได้ไปเต้นเนี่ยมันดีมากเลย แต่มันก็ต้องทนปวดไปทั้งตัวอย่างนี้แหละ” ทอแสงหัวเราะสดใส

“แต่ถ้ามันหนักมากทอแสงก็อย่าไปทำมันเลยนะครับ ทรมานตัวเองเปล่าๆ พี่ว่าสอนอย่างเดียวก็พอ” ต้นพูดอย่างห่วงใย

แต่ประโยคนี้ของต้นทำเอาทอแสงน้อยใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ต้นไม่รู้สึกเลยเหรอว่าเธอมีความสุขขนาดไหนที่ได้กลับไปเต้น เธอฝืนยิ้มให้ต้นเพราะคร้านจะอธิบาย แล้วก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ ต้นอาจจะสัมผัสได้จึงเอาใจทอแสงด้วยการถามว่า

“ปวดตรงไหนเดี๋ยวพี่นวดให้ไหมครับ” ต้นพูดพลางเอามือบีบช่วงคอและไหล่ของทอแสง เหมือนอย่างที่เคยทำตอนที่ทอแสงอ่านหนังสือหนักๆ จนหัวไหล่ตึงร้าวไปหมด แต่คราวนี้แทนที่การทำแบบนั้นจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น มันกลับยิ่งทำให้ความน้อยใจเมื่อสักครู่ กลายเป็นความไม่พอใจอย่างรวดเร็ว เธอเบี่ยงตัวหลบ

“ไม่ได้ปวดตรงนั้นสักหน่อย” เธอบังคับตัวเองอย่างสุดความสามารถไม่ให้อารมณ์เสียใส่ต้น แต่กระนั้นต้นก็ยังไม่รู้สึก และยังคงแสดงความหวังดีต่อไป

“แล้วปวดตรงไหนครับ ที่ขาเหรอครับ” ทอแสงชักขาหลบตามสัญชาตญาณ พร้อมๆ กับเสียงเอมอรที่ดังขึ้นในความทรงจำ

"ใครปวดเมื่อยมากๆ ก็แช่น้ำอุ่นๆ หรือไม่ก็เอาผ้าอุ่นๆ มาประคบนะคะ ไม่จำเป็นต้องไปนวดหรอกค่ะ มันปวดมันเมื่อยก็เพราะร่างกายเรากำลังสร้างกล้ามเนื้ออยู่น่ะค่ะ"

เมื่อรู้สึกตัวว่าเสียมารยาทเธอจึงฝืนยิ้มแล้วบอกต้นว่า

“ไม่ปวดแล้วล่ะ ทำงานเถอะค่ะ” ทอแสงบังคับน้ำเสียงตัวเองไม่ให้ฟังดูกระด้าง

"พี่เป็นห่วงนะ" ต้นพูดต่อด้วยเสียงอ่อนโยนพร้อมมองตาทอแสง ไม่ได้นำพาต่อความหงุดหงิดอันเจืออยู่ในน้ำเสียงของเธอเลย

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอบคุณนะ" ทอแสงรีบตัดบทก่อนที่จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 05 กันยายน 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 11:44:11 น. 2 comments
Counter : 135 Pageviews.

 
ชอบตอนนี้จังแม้จะไม่คิดว่า ทอแสงจะเลือกเส้นทางนี้
แต่ก็สนุกและชวนติดตาม เป็นกำลังใจให้ทอแสงนะ


โดย: อิอิ IP: 124.120.162.185 วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:2:51:50 น.  

 
อัพให้ไวๆ รออยู่นะ


โดย: มาย IP: 124.120.91.59 วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:1:36:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
5 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.