ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่5)

ตอนที่ 5


เสียงปรบมือที่ดังขึ้นเมื่อม่านใหญ่ถูกรูดเปิดออกบอกให้รู้ว่ามีผู้เข้าชมจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ร่มไม้กอดทอแสงแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลายอ้อมแขนออกเมื่อเพลงโหมโรงเริ่มบรรเลง

“แล้วเจอกันตรงนู้น” ร่มไม้ชี้ไปยังบนเวทีที่บัดนี้เป็นสีฟ้าสลัว แล้วผละไปทางหลังเวทีเพื่อเดินตัดไปอีกฝั่ง

“แล้วเจอกันจ้ะ”

ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว ทอแสงบอกตัวเองไฟเวทีเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีฟ้า เห็นร่มไม้ยืนรออยู่ที่สุดอีกด้านของเวที เธอจรดปลายเท้าพาตนเองออกสู่แสงไฟ ตื่นเต้นจนแก้มสั่นเมื่อพยายามบังคับตัวเองให้ยิ้ม

...ยิ้มเยี่ยงเจ้าหญิงในชุดทูทู่สีไข่มุก อันเลื่อมพรายไปด้วยประกายสีชมพูอ่อน...

น่าแปลกที่ในเวลานี้เธอมองไม่เห็นผู้ชมเบื้องล่างเลย ไม่มีเอมอร ไม่มีศล ไม่มีพ่อแม่ที่นั่งชมอยู่เบื้องล่าง ไม่มีเพื่อนร่วมชั้น น้องๆ หรือใครๆ ทั้งนั้น แสงไฟสว่างบนเวทีเผยให้เธอเห็นเพียงคนที่ยืนรออยู่เบื้องหน้า ทอแสงเดินตัดผ่านเวทีจนถึงตัวร่มไม้ เธอก้าวขึ้นยืนบนปลายเท้า พร้อมวางมือเย็นเฉียบลงบนฝ่ามือที่ยื่นออกมารับ ในวินาทีที่ความตื่นเต้นและความหวาดกลัวที่ขึ้นจนถึงขีดสุดนี้ มีเพียงสายตาคู่นั้นที่มองตรงมาและมืออบอุ่นที่บีบกระชับแน่นเท่านั้น

“นี่อิ๊ก เธอเห็นเหมือนฉันใช่มั้ย” น้ำใสกระซิบถามเพื่อนสนิทท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังสนั่น

“น้องทอแสงเหรอ อื้ม...สวยมากเลย เห็นที่สตูดิโอยังโนเนะๆ อยู่เลยนะว่ามั้ย ขึ้นเวทีคราวนี้ ฉันอึ้งไปเลย”

“ใช่ๆๆ แต่ว่าฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น ฉันพูดถึงตอนเต้นพาส์เดอเดอส์น่ะ เธอไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

“รู้สึกว่า?” อิ๊กลดเสียงลงทันควันเมื่อเสียงปรบมือเงียบลง และบนเวทีก็กำลังเป็นพิธีมอบดอกไม้ให้แก่ผู้ออกแบบท่าเต้นและนักแสดงนำ

“ไว้ค่อยคุยกัน” น้ำใสทำปากพะงาบๆ บอกเพื่อนรัก

การสนทนาหยุดลง แต่ความคิดของน้ำใสไม่ได้หยุดตามไปด้วย ภาพในหัวย้อนกลับไปเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน คราวที่ศลลงมาแสดงที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก

“เป็นผู้ชายทำไมเรียนบัลเล่ต์ล่ะจ๊ะ” คุณแม่ของน้ำใสเคยถามก่อนถึงวันแสดงไม่กี่วัน

“ผมก็ไม่แน่ใจครับว่ามาสนใจด้านนี้ได้ยังไง ผมรู้แต่ว่าผมทำแล้วมีความสุขมาก” เป็นคำตอบของหนุ่มน้อยศลในวันนั้น ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นศลเต้นก็จะรู้ได้ทันทีว่า ถ้อยคำเหล่านี้คือความจริงอย่างที่สุด

“แล้วไม่กลัวใครเขาจะหาว่าตัวเองเป็นเกย์งั้นหรือ” คุณแม่ถามต่อ

“ไม่หรอกครับ เพราะคนที่เข้าใจศิลปะด้านนี้ เขาจะรู้ว่าในการเต้นบัลเล่ต์ ผู้ชายจะมีบทบาทที่เข้มแข็งและเป็นผู้นำมาก ซึ่งมันคนละเรื่องกับการเป็นเกย์เลย”

“งั้นก็แล้วไป” คุณแม่พยักหน้าช้าๆ ที่ต้องถามก็เพราะรู้ว่าลูกสาวตัวเองกับพ่อหนุ่มคนนี้ทำท่าจะคบหาดูใจกัน จะว่าไปรูปร่างหน้าตาความสามารถของศลก็ไม่ขี้เหร่ เรียกว่าเข้าขั้นดีเลยทีเดียว ฐานะทางบ้านก็ไม่ธรรมดา ติดอยู่แค่เรื่องเดียว ก็คือการเป็นพวกซ่อนแอบเนี่ยแหละ ที่คุณแม่ต้องการจะตรวจสอบให้สบายใจ

แต่มันเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่บางครั้งกว่าเราจะรู้จักตัวเองก็เกือบจะสายไป และส่วนใหญ่ การจะรู้จักตัวเองได้นั้น มันต้องเรียนรู้ผ่านความสัมพันธ์กับคนอื่นเสียก่อน ศลเติบโตมาในสังคมที่จำกัดคนให้อยู่ในกรอบของวัฒนธรรมประเพณีมาโดยตลอด เมื่อเข้ามาแสวงหาประสบการณ์ในกรุงเทพฯ ทั้งสอนเต้นและรับงานเต้นที่มีล้นเหลือสำหรับนักบัลเล่ต์ผู้ชาย ทางเลือกอันหลากหลายของชีวิตก็เผยออกให้เห็น และแล้วเขาก็ยอมรับกับน้ำใสว่า เขาสับสนเหลือเกิน

“น้ำ ถ้าเราบอกอะไรน้ำอย่างหนึ่ง น้ำจะโกรธเราไหม”

“อาจจะโกรธ หรืออาจจะไม่โกรธ ขึ้นอยู่กับว่าศลจะบอกเราว่าอะไร” น้ำใสตอบ

“คือว่า เรา เอ่อ.. เรารักน้ำนะ แต่เราไม่แน่ใจว่า เรารักน้ำแบบ.. แบบที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงจะรักผู้หญิงรึเปล่า” ศลกลืนน้ำลายแล้วพูดต่ออย่างรวดเร็ว “เราไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเราจะอยากเป็นพ่อคนรึเปล่าในวันข้างหน้า”

“ศลหมายความว่าไง” น้ำใสงุนงง หมายถึงจะบอกเลิกเธอรึเปล่า

“มันอาจจะเป็นบางสิ่งในตัวเราบางอย่างที่มันถูกกดไว้โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาตลอด และเราก็อยากเรียนรู้จักตัวเองอีกสักพัก”

“แปลว่า” คราวนี้น้ำใสงงหนัก

ศลจึงตอบรัวเร็วว่า “เรากลัวว่า จริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่ได้ชอบผู้หญิงน่ะสิ”

คำตอบนั้น ทำให้น้ำใสรู้สึกเหมือนถูกมือแข็งแรงของศลปล่อยให้ตกลงมาจากท่าที่เธอถูกยกลอยขึ้นจากพื้น แล้ววิ่งหายไปจากเวที ปล่อยให้ไฟดับมืดลงและเธอก็ตกอยู่ท่ามกลางความมืดนั้น ..เพียงผู้เดียว..

ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมการสนทนาอยู่พักใหญ่ ก่อนที่น้ำใสจะพูดขึ้นด้วยเสียงอันแหบแห้ง

“แล้ว.. แล้วเรา.. แล้วศล ศลคิดจะทำยังไงต่อไป”

“ถ้าน้ำหมายถึงเรื่องของเรา” ศลก้มหน้าไม่กล้าสู้สายตา “เราเป็นเพื่อนกันก่อนได้ไหม ให้เราได้เป็นเพื่อนที่รักน้ำที่สุด.. ได้ไหม”

น้ำตามาจากไหนไม่รู้ มันไหลลงมาอาบแก้มของน้ำใส ไหลเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด มันเลวร้ายกว่าการได้ยินว่าศลไปมีใครอื่น ไปทำใครท้อง หรืออะไรก็ตามแต่ น้ำใสรู้สึกว่าศลกำลังหลุดลอยไป ไปสู่ธรรมชาติบางอย่างของตัวเขา เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ กว่าน้ำใสจะรู้สึกว่าใครสักคนกำลังพูดผ่านปากเธอไป

“มันไม่มีทางอื่นแล้วใช่มั้ย”

“ขอเวลาเรานะน้ำ เมื่อไหร่ที่เราพร้อม เราจะเลือกเธอเป็นคนแรก”

น้ำใสหลบหน้าศลไป 2 สัปดาห์เต็มๆ แม้ว่าจะมีคิวที่ต้องซ้อมด้วยกัน เธอก็ลาป่วยไปเสียดื้อๆ คนที่รู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้กลับไม่ใช่คุณแม่ของน้ำใสที่รู้เพียงว่าหนุ่มสาวทั้งคู่เลิกรากันไป หากเป็นเอมอรต่างหากเล่าที่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร และน้ำใสเจ็บมากเพียงใด แม้ว่าหลังจากนั้นแล้ว น้ำใสก็เก่งพอที่จะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ศลเสียอีกที่หยุดรับงาน แล้วหลบลี้หนีหน้ากลับบ้านไป ทุ่มเททุกอย่างให้ศิลปะที่ตนเองรักจนกระทั่งผลักดันให้สร้างวิทยาลัยขึ้นมาได้ และทำทีท่าว่าจะแต่งกับงานมาจนถึงทุกวันนี้

น้ำใสเอง แม้จะเข้มแข็งได้ในเร็ววัน แต่กว่าจะหายสนิทได้ดีจริงๆ ก็นานโขอยู่ทีเดียว ขอบคุณกาลเวลาที่ช่วยรักษาแผลสดให้เหลือเพียงรอยแผลเป็นที่ค่อยๆ จางลง จนกระทั่งเลือนหายไปเมื่อเธอพบรักใหม่ และลูกของเธอก็ลืมตาดูโลกเมื่อไม่นานมานี้เอง


“นี่คุณน้ำใส หล่อนจะกลับบ้านไหมเนี่ย” เสียงของอิ๊กดึงน้ำใสกลับมาอยู่ในโลกปัจจุบันอีกครั้ง “นั่งเหม่อลอยไปถึงไหนแล้วเนี่ย เพื่อนฉัน”

“ไปถึงเรื่องของฉันกับศลเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วน่ะสิ” อิ๊กก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รู้เรื่องราวของน้ำใสกับศลดี และก็เป็นมือของอิ๊กเองนั่นแหละ ที่คอยลูบหัวลูบไหล่เพื่อนสาวยามร้องไห้

“ต๊าย นี่อย่าบอกนะ ว่าหล่อนยังอาวรณ์พ่อศลรูปหล่อนั่นอยู่” อิ๊กกล้าสะกิดแผลเก่า เพราะรู้ว่าแผลปิดสนิทไปนานมากแล้ว

“ไม่ใช่ก็เกือบใช่ล่ะ ฉันห่วงน้องฉัน” ประโยคต่อไปเอางานเอาการขึ้น “ตอนเต้นคู่พาส์เดอเดอส์ที่ฉันถามเธอเมื่อกี้ว่าเธอเห็นรึเปล่าน่ะ ฉันหมายถึงสายตาของทอแสง”

“ทำไม มันซึ้งไปเหรอ”

“ฉันเคยเป็นอย่างนั้นมาก่อนน่ะสิ” น้ำใสพูดเรียบๆ และเพียงแค่นี้ อิ๊กก็เข้าใจทันทีว่าน้ำใสกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่

“อย่าคิดมากน่า ร่มไม้อาจจะไม่ได้เป็นแบบศลก็ได้นี่”

“ฉันเหมือนเป็นโรคประสาทไปเลยน่ะตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น แล้วฉันก็อดที่จะห่วงยายทอแสงไม่ได้”

“เอาน่า ฉันเข้าใจ” อิ๊กพูดพลางตบไหล่น้ำใส “ตอนนี้เราไปหลังเวทีกันก่อนเถอะ งานคงเริ่มแล้วแหละ”


ห้องโถงด้านหลังเวที แน่นขนัดไปด้วยนักแสดงและผู้ปกครองที่มาร่วมงานเลี้ยงประจำปีของบ้านสวนสตูดิโอซึ่งจัดขึ้นภายหลังจากการแสดงเสร็จสิ้นลง

“เป็นอีกครั้งที่พวกเราทุกคนทำได้ดีมาก ครูขอแสดงความยินดีด้วยจากใจจริงนะคะ” เสียงเอมอรกล่าวเปิดงาน “และสำหรับพระเอกนางเอกหน้าใหม่ของเราคู่นี้ ขอเสียงปรบมือดังๆ เลยค่ะ”

ทุกสายตาหันไปจับจ้องอยู่ที่ร่มไม้และทอแสงซึ่งยืนอยู่เคียงข้างกัน บริเวณใกล้ประตูทางเข้า

“แล้วตอนนี้ ก็ขอให้ทุกคนสนุกกันให้เต็มที่และอิ่มอร่อยกับอาหารตรงหน้านะคะ ใครที่ต้องงดเค้กช็อกโกแลตมาเดือนกว่าๆ งานนี้อยากทานเท่าไหร่ก็ทานไปเลย” เอมอรทำเสียงร่าเริงพร้อมกับโปรยยิ้มมายังกลุ่มเด็กโตที่พากันคุมอาหารมาเป็นเดือน

งานเลี้ยงสนุกสนาน แต่ไม่ใช่สำหรับทอแสง พรุ่งนี้เช้าพวกผู้ชายก็จะกลับกันแล้ว เธอยอมรับกับตัวเองว่ารู้สึกใจหายบอกไม่ถูก

“ทอแสง นั่งเหม่ออะไรอยู่ เอ้านี่ทาร์ตผลไม้อร่อยมาก กินซะ”

“อ้าว นุ่น ขอบใจจ้า” ทอแสงตอบแล้วรับทาร์ตผลไม้มาอันหนึ่ง

“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นตอนเต้นพาส์เดอเดอส์”

“เกิดอะไรเหรอ” คนถูกถามงง

“ไม่ต้องมาทำไก๋ เราเห็นนะ เธอกับร่มไม้นั่นแหละ”

ทอแสงหลบตาแล้วส่งทาร์ตผลไม้เข้าปากพลางคิดว่านุ่นเห็นอะไร ถ้านุ่นเห็นก็แปลว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดไปเองสินะ ไอ้ความรู้สึกบางอย่างนั้นน่ะ มีบางสิ่งที่แสดงออกมาผ่านสายตาคู่นั้น และในอ้อมแขนแข็งแรงที่เธอคุ้นเคยดี ก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน แล้วเธอก็ลื่นไหลไปด้วยกันกับร่มไม้ ลมหายใจของเขาและเธอรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ทุกอย่างชวนให้เธออดคิดไม่ได้ว่า นี่มันไม่ใช่การแสดงเลย

เมื่อเห็นทอแสงไม่ตอบ นุ่นจึงถามต่อ

“นี่ ถามจริงเถอะ เธอคิดยังไงกับร่มไม้น่ะ”

“ก็..เป็นคู่เต้นที่เจ๋งมาก เป็นเพื่อนที่ดี เป็นคนเรียบร้อย แล้วก็ตลกหน้าตายที่สุด”

“ไม่ได้หมายถึงแบบนั้น” นุ่นสลัดแขนอย่างขัดใจ “ฉันหมายถึง คิดยังไงน่ะ คิดยังไง”

ทอแสงนึกถึงมือคู่นั้น ที่ทั้งทะนุถนอม และแข็งแรงมั่นคง แล้วยังแววตาที่เธอได้เห็นบนเวทีเมื่อสักครู่อีกล่ะ มันคือแววตาของคนที่เธอจะฝากชีวิตไว้ในมือเขาได้ และมั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่าผู้ชายคนนี้จะดูแลเธออย่างดีที่สุด

เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ เธอไม่รู้ว่าเธอคิดอยู่ข้างเดียวหรือเปล่า ร่มไม้คิดอย่างไรกับเธอ เธอไม่รู้เลย ทอแสงไม่ตอบคำเพื่อน แต่เสเดินไปหยิบทาร์ตผลไม้อีกอันมานั่งกินเงียบๆ


คืนสุดท้ายในบ้านสวนสตูดิโอเงียบเหงา ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากห้องอาบน้ำ ไม่มีเสียงหยอกล้อเล่นกันเหมือนทุกคืน ศลกำชับให้นักเรียนของเขาเก็บของให้เสร็จภายในคืนนี้ เพราะรถจะมารับแต่เช้า ในขณะที่พวกผู้หญิงก็เริ่มแยกย้ายกันกลับบ้านกันแล้ว

“ตั้งแต่แสดงเสร็จ เรายังไม่ได้คุยกันเลยเนอะ” ร่มไม้บอกในขณะที่ช่วยทอแสงหิ้วกระเป๋าเดินไปส่งที่รถ

“นั่นสิ ขอบคุณไม้อีกครั้งนะ วันนี้ เธอสุดยอด”

“วันนี้เธอก็ทำได้ดีมากเหมือนกัน ตั้งใจฝึกซ้อมต่อไปนะ หวังว่าอีกไม่นานเราคงได้เต้นคู่กันอีกครั้ง” ร่มไม้พูด

ทั้งคู่เดินมาถึงรถที่คุณแม่ทอแสงจอดรออยู่ มีบางคำพูดที่ทอแสงอยากจะเอ่ย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าเอ่ยมันออกมา ความรู้สึกใจหายกดทับคำพูดทั้งมวลให้หายไป เธอยื่นกระดาษใบเล็กๆ ให้เขาแผ่นหนึ่ง ร่มไม้รับมาเปิดดู ก้มหน้าอยู่อึดใจแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาทอแสง

“แล้วเราจะโทร.หาทอแสงนะ”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 24 สิงหาคม 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 11:27:27 น. 1 comments
Counter : 175 Pageviews.

 
ตามมาอ่านต่อค่ะ ....


โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:11:39:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2552
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
24 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.