"ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกของคนใฝ่รู้ สำหรับผู้ใส่ใจใฝ่รู้ค่ะ" มีหลายหัวข้อเรื่องให้คุณอ่าน .. ขอบคุณที่มาเยี่ยมบล็อกค่ะ .. ขอจงมีแต่ความสุขกายสบายใจตลอดไปนะคะ
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
16 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์)


จันทรวารสิริสวัสดิ์ มานมนัสรมณีย์ ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ค่ะ


พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) นักเศรษฐศาสตร์ที่กล้าคิดกล้าเขียน

"ความรู้เศรษฐศาสตร์เป็นของจำเป็นที่สุดและด่วนที่สุดในพวกเราชาวไทย" คือข้อความในคำนำหนังสือตำราวิชาเศรษฐศาสตร์ภาษาไทย ๒ เล่ม ของ พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) คือ เศรษฐกิจการค้า และเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งเรียบเรียงขึ้นขณะที่พำนักอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในกลางปี พ.ศ. ๒๔๗๘.

"ข้าพเจ้ายินดีที่มีเศรษฐศาสตร์สอนในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และยังจะยินดีอีกเป็นอันมากถ้ามีเศรษฐศาสตร์โดยสังเขปในหลักสูตรมัธยม ๘" คุณพระสารสาสน์ฯ ซึ่งรู้จักกันในนามปากกา "555" กล่าวต่อไป

"ประชาคมใดถ้าไร้ความรู้ในเศรษฐศาสตร์ (เช่นเราเวลานี้) ประชาคมนั้นจะหาประโยชน์จากเครดิตของตนไม่ได้ เครดิตเป็นปักตวล (pactole) ของประเทศ เป็นขุมทรัพย์ใหญ่หลวง และเครดิตเป็นของสำคัญ เป็นชีวิตจิตใจของเศรษฐกิจการค้า

การค้าจะเจริญไม่ได้ถ้าไม่อาศัยเครดิต และจะอาศัยเครดิตไม่ได้ถ้าไม่มีความรู้เศรษฐศาสตร์ พ่อค้าไทยล้มลุกคลุกคลานในการค้าเรื่อยมาจนบัดนี้ ก็มีสาเหตุมาจากเครดิต คือใช้เครดิตผิดๆ ถูกๆ เพราะไร้ความรู้ในเศรษฐศาสตร์".

ขณะที่ปิดท้ายคำนำดังกล่าวด้วยเปิดหัวใจว่า "โปรดกรุณาอย่าเข้าใจว่าข้าพเจ้าอวดรู้ แต่ขอให้เข้าใจเพียงว่าข้าพเจ้าพยายามสนองคุณชาติตามสติปัญญา เมืองไทย ไทยยิ่งไกล ไทยยิ่งรัก

ส่วนมากของชีวิตข้าพเจ้าต้องผ่านไปในประเทศต่างๆ ทำให้เปรียบเทียบชาติเรากับชาติอื่นๆ อยู่ทุกขณะ นี่แหละเป็นเหตุให้มานะทุกลู่ทาง ให้ตนของตนเป็นประโยชน์ที่สุดแก่เพื่อนร่วมชาติ ไม่ให้เสียทีเกิดมากับเขา"

คำนำของตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งเรียบเรียงไล่หลังตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๗๘ เป็นเวลาประมาณ ๑๐ เดือน ภายหลังที่คุณพระสารสาสน์ฯ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการในรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๗๗.

ท่าน "555" อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวเพียง ๖ เดือนเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๗๖ (นับอย่างปัจจุบันคือปี ๒๔๗๗).

การพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีก็เนื่องจากในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๗๗ สภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน ๗๓ ต่อ ๒๕ เสียงลงมติไม่อนุมัติการขอสัตยาบันของรัฐบาลที่ได้ไปลงนามในสัญญาจำกัดยางไว้กับนานาประเทศ เพราะเห็นว่าสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าวจะทำให้ชาวสวนยางไทยเสียเปรียบ.

รัฐบาลเจ้าคุณพหลฯ เคารพในกติกาประชาธิปไตย จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในวันที่ ๒๒ กันยายน ศกเดียวกัน

ซึ่งไม่มีพระสารสาสน์ฯ รวมอยู่ด้วย. สำหรับเหตุผลในการนั้นกล่าวกันว่ามีรัฐมนตรีบางส่วนขัดแย้งกับคุณพระสารสาสน์ฯ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นได้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการเสนอให้รัฐบาลลงนามในสัญญาจำกัดยางดังกล่าว.

ภายหลังที่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ท่าน "555" ก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ค้นคว้าเรียบเรียงตำราเศรษฐศาสตร์ และเขียนบทความทางเศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์ ซึ่งในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๘ โดยมากจะพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น.

ในสายตาของบุคคลหลายฝ่าย คุณพระสารสาสน์ฯ ถูกมองว่าเป็น "คนขวางโลก", เป็นนักสังคมนิยมและเป็น "นักปฏิวัติ" ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก "ตำราเศรษฐศาสตร์" ที่ท่านเขียน ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่มีน้ำหนักในการสนับสนุนคำกล่าวต่างๆ.

นักเศรษฐศาสตร์และบรรดาตำราทางเศรษฐศาสตร์ที่อ้างถึงก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์และตำราเศรษฐศาสตร์แห่ง "สำนักคลาสสิค" เป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ "สำนักนีโอคลาสสิค" ซึ่งกำลังแพร่หลายในขณะนั้น ทั้งในอังกฤษ, สหรัฐ และฝรั่งเศส.

คุณพระสารสาสน์ฯ เพียงมุ่งหมายที่จะ "ถ่ายทอด" หลักเศรษฐศาสตร์ที่มีการเรียนการสอนกันในยุโรปและอเมริกา มาสู่คนไทย ซึ่งเพิ่งจะมีการสอนเศรษฐศาสตร์เมื่อมีการก่อตั้ง "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ นั่นเอง.

ท่าน "555" มีประสบการณ์ส่วนตัวว่าตำราเศรษฐศาสตร์ ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ส่วนมากเป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจยาก ทำให้ไม่จูงใจให้น่าสนใจ.

สำหรับที่เป็นภาษาไทยในขณะนั้นก็มีเพียงไม่กี่เล่ม อาทิ ทรัพย์ศาสตร์ ของพระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค), เศรษฐศาสตร์ ของ ดร.เดือน บุนนาค. ดังนั้นเมื่อท่านได้มีโอกาสศึกษาได้ความรู้มาพอตัว จึงได้ร่วมในการ "ถ่ายทอด" วิชาดังกล่าวเพื่อ

"ความสะดวกแก่ผู้ศึกษาและผู้ที่แสวงหาความรู้ในเศรษฐกิจ อันเป็นของจำเป็นในชีวิตทั้งของเอกชนและชาติ".

เนื่องจากตำราเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ "รกไปด้วยศัพท์ประการหนึ่ง และสำนวนโวหารก็เป็นพงแขมไม่แจ่มแจ้ง ผู้อ่านจำต้องมีอีโต้ติดตัวไว้หักร้างถางพงเรื่อยไป" ซึ่ง "ตัวเองก็โดนเข้า", ดังนั้นคุณพระสารสาสน์ฯ ผู้ซึ่งมาเริ่มศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ขณะที่เป็นผู้ใหญ่มากแล้ว จึงพบกับอุปสรรคเป็นอันมาก.

ท่านเขียนเล่าว่า "จนเมื่ออยู่อังกฤษ [ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ น่าจะประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๕] ต้องจ้างครูและต้องเข้าโรงเรียน มาฝรั่งเศส มาเรียนต่อ ก็ต้องจ้างครูและต้องเข้าโรงเรียนอีกเหมือนกัน เรียนเองไม่ไหว เห็นว่าทั้งสองภาษาไม่แพ้กันในการเพาะความยุ่งยากให้แก่ผู้ศึกษา.

จนเมื่อเรียนจบแล้ว ข้าพเจ้าจึงจับได้ว่า ความยากทั้งหลายแหล่ในตำราเศรษฐศาสตร์นั้น ไม่จำเป็นสำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์เลย เป็นโรคของผู้แต่งตำราเสียโดยมาก".

เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าน "555" จึงปฏิรูปการแต่งตำราเศรษฐศาสตร์

"ด้วยความเห็นอกของผู้ศึกษา ข้าพเจ้าจึงหนีศัพท์ต่างๆ พยายามใช้ถ้อยคำที่มีผู้เข้าใจแล้วประการหนึ่ง พยายามใช้สำนวนของคนเดินดินประการหนึ่ง คือหนีจากโวหารที่ติดสังวาลหรือนุ่งเยียรบับสวมมงกุฎขึ้นปราสาท ดังนักวรรณคดี โดยหวังและตั้งใจจะให้พวกคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างข้าพเจ้าเข้าใจและติดใจอ่าน"

หากในขณะเดียวกัน คุณพระสารสาสน์ฯ ก็มิได้ซ่อนเร้นความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีทัศนะที่กว้างขวางและลึกซึ้ง

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง "การแบ่งงานกันทำ" อันเป็นสัจธรรมเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์ ท่านก็อธิบายว่า "การแบ่งคนออกเป็นชั้นวรรณะให้ผลร้ายแก่สังคม...คนเกิดมาเท่ากัน จะต่างกับคนอื่นก็เมื่อเติบโตขึ้น โดยมีอาชีพไปคนละอย่างสองอย่าง

ฝรั่ง แขก จีน ไทย ผิวพรรณต่างกันก็โดยดินฟ้าอากาศ ใช่ว่าผิวขาวแล้วจะต้องเป็นนาย ผิวดำต้องเป็นบ่าว ดังเข้าใจไม่. ไทยที่รู้ดีเท่าฝรั่ง ย่อมดีกว่าฝรั่งเป็นไหนๆ เพราะไหนต้องเรียนรู้ของฝรั่ง ไหนต้องเรียนรู้ของไทย แต่เหตุไฉนไทยไพล่เป็นรองฝรั่ง.

อะไรๆ ทั้งหลายแหล่ที่มาเป็นต้นเค้าของการแบ่งผิวพรรณในสมาคมของมนุษย์ก็คือการแบ่งงานกันทำ ทำงานต่างกัน จึงอยู่กินต่างกัน"

ในเรื่องของ "ทุน" ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการผลิต ท่าน "555" บอกว่า "ให้แยกเงินจากทุน อย่าไปปะปนกันว่าเงินคือทุน ทุนคือเงิน. เหรียญกษาปณ์เป็นทุนชนิดหนึ่งจริง แต่ทุนไม่ใช่เป็นแต่เหรียญกษาปณ์เท่านั้น. แม้เงินไม่มี ทุนก็มีได้และมีได้ถมไปด้วย แม้เงินจะมีมาก ทุนก็มีน้อยได้เหมือนกัน",

และได้อรรถาธิบายต่อไปว่าคนเราเอาแรงที่ตนมีไปทำงานต่างๆ แลกกับเงิน และเช่นนั้น "เงินก็ใช่อื่น คือแรงนั่นเอง. ไม่มีเงินเราไม่ตาย แรงจำเป็นมากกว่าเงิน เพราะถ้าไม่มีแรง เราก็เป็นศพ". แน่นอนที่สุด คำว่า "แรง" ของท่าน "555" หมายความรวมทั้งแรงกายและแรงสมอง, ซึ่งบอกว่า "เงินหาได้ด้วยแรงและความคิด ทั้งแรงและความคิดเป็นคุณสมบัติที่พรากจากเจ้าของไม่ได้ ใครๆ ก็มี ถ้าใครมีมาก ก็หาเงินได้มาก".

อย่างไรก็ตามคุณพระนักเศรษฐศาสตร์ก็ยอมรับว่าเงินนั้นมีคุณอนันต์ แต่ให้โทษมหันต์. "ศึกสงครามก็ดี ศึกกลางเมืองก็ดี การจลาจลไม่ว่าใหญ่หรือเล็กล้วนเกิดขึ้นเป็นขึ้นเพราะเงิน...ผู้ที่เป็นศัตรูของสันติสุข ไม่ใช่คนที่ไม่มีเงิน แต่เป็นคนที่มีเงินมากมายเหลือใช้เหลือสอยต่างหาก ผู้ที่ไม่มีเงินเป็นแต่เครื่องมือของพวกมีเงินเท่านั้น".

ประเด็นที่มีความสำคัญและสะท้อนทัศนะทางสังคมของพระสารสาสน์ฯ ได้รับการขยายต่อไปโดยกล่าวว่ามหาเศรษฐีเพียงไม่กี่ตระกูล สามารถบันดาลให้เกิดศึกสงครามได้ โดยวิธีซื้อนายทหารและนักการเมือง ให้ก่อเหตุขัดแย้งรุนแรง.

บุคคลที่มีเงินล้นเหลือเหล่านี้ครอบครองอุตสาหกรรม, ธุรกิจ, สถาบันการเงินเอาไว้หมด แม้กระทั่งสื่อสารมวลชน และสนับสนุนการปกครองแบบอัตตาธิปไตย. ดังนั้นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงเกิดขึ้นไม่ได้เพราะอำนาจเงินของบรรดามหาเศรษฐี.

ท่าน "555" วิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากความจริงที่ว่า "มนุษย์รักเงิน บูชาเงินเกินไป ทำให้เงินกลับเป็นนาย มนุษย์กลายเป็นบ่าว เงินมาขี่คนแทนที่คนจะขี่เงิน แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของเงิน เป็นความผิดของคนต่างหาก เงินเพียงแต่แสดงให้ประจักษ์ซึ่งความเลวของคนเท่านั้น".๔

เข้าสู่ประเด็นต่างๆ ที่เป็น "จุดอ่อน" ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในสมัยนั้น คุณพระสารสาสน์ฯ มองเห็นว่าการที่ประเทศไทยมีขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จำกัดทำให้ไม่อาจใช้ประโยชน์ "ทุน" ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติได้

โดยระบุว่า "ความรู้เต๊คนิค [เทคโนโลยี] ย่อมมีอิทธิพลแก่การค้า ตัวอย่างคือ บ่อถ่าน, บ่อแร่, บ่อน้ำมัน และอื่นๆ ของเรานอนนิ่งคอยคน นี่เป็นอุทาหรณ์อย่างดี ให้เห็นอิทธิพลของความรู้เต๊คนิค เพราะเราไม่มีความรู้เช่นนี้ จึงทำประโยชน์จากทรัพย์แผ่นดินของเราไม่ได้"

กระนั้นขีดความสามารถทางเทคโนโลยีเพียงประการเดียวก็ยังไม่เพียงพอ. การพัฒนาประเทศย่อมต้องการเงินทุนด้วย ซึ่งในการนี้ประเทศย่อมต้องการสถาบันการเงินของชาติเพื่อบริหารนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ แต่ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ประเทศไทยยังไม่มีธนาคารชาติหรือธนาคารกลาง.

ในประเด็นนี้ ท่าน "555" แสดงออกซึ่งความอัดอั้นตันใจ

"มีหลายครั้งหลายคราที่รัฐบาลคำนึงถึงแบงก์ชาติ คิดจะตั้งแบงก์กลางขึ้นเพื่อออกธนบัตร แต่เมืองไทยจะฉมังอย่างไรรู้ไม่ได้ ทุกคราวที่ปัญหาเรื่องแบงก์กลางเกิดงัดขึ้นมา ใคร่ครวญกันดูแล้ว เป็นต้องมีอุปสรรค ไม่รัฐบาลเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็รัฐบาลลาออกทั้งชุด เรื่องแบงก์กลางจึงกลายเป็นปัญหาโลกแตกในเมืองไทย.

ถึงแม้ใครๆ แทบทุกคนก็ว่าได้ อยากให้มีแบงก์ชาติเป็นแบงก์กลางก็ดี แบงก์ชาติก็ผุดขึ้นไม่ได้ ประดุจว่ามีโสมเฝ้าทรัพย์เสกคาถาเอารัฐบาลจังงังไปทุกครั้ง"

คุณพระสารสาสน์ฯ เห็นว่าการมีธนาคารชาติย่อมจะทำให้เครดิตของประเทศยกระดับขึ้น ซึ่งเครดิตหรือความเชื่อถือจะนำมาซึ่งเงินทุนสำหรับใช้พัฒนาประเทศ. ท่านได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเอาไว้ตอนหนึ่งในเรื่องนี้.

"มักมีกล่าวกันบ่อยๆ ว่าฐานะการเงินของสยามดีวิเศษ ต่างประเทศนิยมและไว้ใจจนทำให้ราคาพันธบัตร (ใบกู้) ของสยามขึ้นไปเหนือราคาในดวงเป็นอันมาก แต่ข้าพเจ้าเห็นตรงกันข้าม.

คนไทยที่ไม่รู้การเงินก็นิยมชมชื่นไปกับคำกล่าวว่าเรามั่นคงในการเงิน ต่างก็นอนบดเอื้อง หาได้กระตือรือร้นที่จะเอาประโยชน์จากการเชื่อ (เครดิต) ในเมื่อมีผู้นิยมฐานะการเงินของเราจริงเช่นนั้นไม่ ท่านเหล่านี้หาได้คิดสักอึดใจไม่ว่า ที่ต่างประเทศนิยมชมชื่นในฐานะการเงินของเรานั้น เป็นเครื่องแสดงอยู่ทนโท่ว่า เราเสียเปรียบเขาแล้วในการเงิน เราเสียประโยชน์ แต่เขาได้ประโยชน์"

นอกจากธนาคารชาติแล้ว ท่าน "555" ก็ยังเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของระบบการเงินการธนาคารสำหรับอำนวยการดำเนินธุรกิจให้เกิดเงินหมุนเวียนเปลี่ยนมือ. ในเวลานั้นระบบการเงินการธนาคารในประเทศไทยยังไม่ได้พัฒนา และธนาคารพาณิชย์ก็ยังทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในด้านการเงินของการนำเข้าและส่งออกเป็นหลัก.

อีกประมาณ ๔ ปีต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ข้อเสนอของพระสารสาสน์ฯ ในเรื่องการจัดตั้งธนาคารกลางหรือธนาคารชาติขึ้นก็บรรลุผล เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้เป็นมิตรคนหนึ่งของท่าน "555" ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ได้ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการผลักดันให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยขึ้น มีอำนาจหน้าที่ "ประกอบการอันเป็นกิจธุระของธนาคารกลาง และเตรียมการจัดตั้งธนาคารชาติไทย".

อีก ๓ ปีต่อมา ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา พระสารสาสน์ฯ ซึ่งพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับทราบด้วยความยินดีว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดทำการในฐานะธนาคารกลาง รับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงของระบบการเงินไทย.

...

พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) เป็นบุตรของนายใหญ่และนางจำรัส สุนทานนท์ และเป็นพี่ชายของท่านผู้หญิงเลื่อม ภรรยาของ พล.ท.พระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตประจิต) อดีตสมุหพระราชมณเฑียรและนายกราชบัณฑิตยสถาน.

นอกจากนั้นก็ยังเป็นบิดาของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร

เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๔๕๖ พระสารสาสน์ฯ ขณะที่เป็น พ.ต.หลวงศัลวิธานนิเทศ ได้รับพระราชทานนามสกุล "สุนทานนท์".

ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๘ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบกในขณะนั้น ได้ทรงมอบหมายให้คุณพระสารสาสน์ฯ เป็นผู้สอนหนังสือในฐานะเป็นครูคนแรกแก่พระโอรสวัย ๗ ขวบ ที่วังปารุสกวัน.

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในพระนิพนธ์เรื่องเกิดวังปารุสก์ เล่ม ๑ (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ๒๔๙๓) ได้ทรงเล่าย้อนไปข้างหลังถึงประสบการณ์ตอนนั้นค่อนข้างละเอียด

"ครูที่พ่อเลือกมาสอนลูกท่านนั้น คือ ครูลอง สุนทานนท์ เวลานั้นเป็นนายพันโท หลวงศัลวิธานนิเทศ ปลัดกรมยุทธศึกษาทหารบก และเป็นใหญ่เหนือครูที่โรงเรียนนายร้อยทั้งหมด ต่อมาภายหลังได้เลื่อนเป็นพระสารสาสน์พลขันธ์

และบัดนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และมีชื่อเสียงในหนังสือพิมพ์ว่า "555" ครูลองมีงานทำที่โรงเรียนนายร้อยตลอดวัน ต่อเมื่อเสร็จงานที่โรงเรียนแล้ว จึงจะมาที่วังปารุสก์ ครูลองมาถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา และมักจะสอนอยู่จน ๑๘.๐๐ นาฬิกา ห้องที่สอนคือห้องแดง ซึ่งเวลานั้นพ่อไม่ทรงใช้.

วันแรกที่ครูลองมาสอนหนังสือข้าพเจ้า ได้เอาไก่แจ้มาด้วยตัวหนึ่ง และไก่แจ้นั้นได้มีป้ายตัวอักษรติดผูกอยู่ทั่วตัว ที่ปีกก็มีตัว ป ที่เข่าก็มีตัว ข ที่ตีนก็มีตัว ต ที่คอก็มีตัว ค ดังนี้เป็นต้น ข้าพเจ้าเห็นบุรุษคนหนึ่งอุ้มไก่เข้ามาดังนั้น ก็เห็นว่าเป็นของสนุก ก็เลยถูกใจข้าพเจ้าทันที

ความจริงประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนตัวอักษรโดยไก่นั้นมีน้อยที่สุด และข้าพเจ้าเชื่อว่า เพราะดูไก่ มิได้ทำให้ข้าพเจ้าจำตัวอักษรได้สักตัวเดียว แต่นักจิตวิทยาคงจะเห็นด้วยว่าเป็นวิธีดีมากที่จะทำให้นักเรียนเด็กๆ เห็นว่าครูเป็นคนสนุก.

วิธีที่ครูลองพูดกับข้าพเจ้านั้นก็โดยเรียกตัวเองว่า "ครู" เมื่อมีการสอนไปได้ในไม่ช้า ครูก็คงจะสังเกตได้โดยง่ายว่าข้าพเจ้าเป็นเด็กขี้เกียจอย่างยิ่ง ครูจึงดุมากขึ้นทุกวัน "ตาเขียว" เกือบตลอดเวลา ข้าพเจ้าต้องทำการบ้านในตอนเช้า และครูลองให้การบ้านมากมายเหลือเกิน

ข้าพเจ้าชอบเล่น ก็ย่อมจะพยายามทำการบ้านให้เสร็จเร็วที่สุดที่จะทำได้ จึงมักจะสะเพร่าบ่อยๆ แต่ครูลองไม่ยอมปล่อยเลยแม้แต่เล็กน้อย ทำอะไรผิดนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ต้องมีการลงโทษ ซึ่งใช้วิธีถวายหยิกที่ขาของข้าพเจ้า และในไม่ช้าขาข้าพเจ้าก็เขียวช้ำไปหมด

พอเรียนไปได้สักชั่วโมงหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงประตูเปิด ข้าพเจ้าก็ดีใจทันที เพราะเป็นเวลาที่มหาดเล็กได้นำถาดของว่างและผลไม้มาให้ครู ครูก็หยุดสอนและกินอาหารว่างกับผลไม้อันโอชารส ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าได้หยุดพักราว ๑๐ นาที

การสอนนั้นได้ใช้แบบเรียนเร็วเป็นพื้นสำหรับภาษาไทย เมื่ออ่านได้แล้วจึงมีการสอนอ่านและเขียนมากขึ้นอีก ตั้งต้นโดย "พลเมืองดี" ต่อมาจึงมีเลขเข้ารวมด้วย บุญคุณของครูลองต่อข้าพเจ้านั้นมีมาก เพราะการสอนอย่างดุพอใช้ และการไม่ยอมให้มีความสะเพร่า หลงลืมหรือผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าเล็กน้อยเท่าใดก็ดี สักครั้งเดียวก็ไม่ได้

น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่ลืมภาษาไทย แม้ข้าพเจ้าจะได้จากเมืองไทยมาเสียตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑๓ ขวบ และอยู่เมืองนอกเสียเกือบตลอดเวลา ตลอดชีวิตของข้าพเจ้าจึงได้รับการสั่งสอนจนติดนิสัย ว่าการทำอะไรต้องให้ได้ดีจริงๆ จะมีพลาดพลั้งสักนิดเดียวก็ไม่ได้"

ต่อมาจากนั้นอีก ๒ ปี คือ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ซึ่ง "ในบรรดาครูวิชาสามัญ ครูที่เป็นใหญ่ที่สุด ก็คือครูลองของข้าพเจ้านั่นเอง มียศเป็นนายพันโท ถือตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก"

การที่ "ครูลอง" ได้ทำหน้าที่ถวายพระอักษรพระนัดดา จึงมีส่วนที่ทำให้ได้รับพระราชทานรถยนต์คันหนึ่งจากสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงเวลาดังกล่าว.

โดยเหตุที่คุณพระนักเศรษฐศาสตร์เป็น "ครู" มาก่อน และเป็น "ครู" ที่มีแนวการสอนหนังสือที่ผสมความเรียบง่ายกับความเอาจริงเอาจังถึงแก่นแท้ของวิชา ดังนั้น "ตำราเศรษฐศาสตร์" ของพระสารสาสน์ฯ จึงมีความละเอียดลออ ลึกซึ้ง โดยถ่ายทอดด้วยภาษาของ "คนตีนติดดิน" และเต็มไปด้วยอุปมาอุปไมย ตามที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น.

อย่างไรก็ตามเพราะเหตุใด "ครูลอง" แห่งโรงเรียนนายร้อยจึงได้หันมาให้ความสนใจต่อวิชาเศรษฐศาสตร์และปัญหาเศรษฐกิจจนกระทั่งนามปากกา "555" เป็นที่รู้จักกันทั่วเมืองไทย และแม้ญี่ปุ่นก็มีความศรัทธา ยังหาข้อสรุปไม่ได้.

คุณพระสารสาสน์ฯ ได้สมรสกับคุณสวัสดิ์ อัศวนนท์ ธิดาพระยาราชายสาธก (ง่วนสุน อัศวนนท์) อดีตนายด่านศุลกากรจังหวัดสมุทรปราการ มีบุตรชายคนหนึ่งและบุตรสาว ๔ คน รวมทั้งหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร. ร.อ.สมหวัง สารสาส บุตรชายได้สมรสกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา (บริพัตร).

ต่อมาเมื่อไปรับราชการ ณ สถานทูตในยุโรป คุณพระสารสาสน์ฯ ได้สมรสกับสุภาพสตรีชาวอังกฤษและสุภาพสตรีชาวฝรั่งเศสตามลำดับ โดยคุณนายสารสาสน์ฯ ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสนั้นได้ร่วมชีวิตกันจนกระทั่งท่าน "555" ถึงแก่กรรมในประเทศฝรั่งเศสเมื่อประมาณ ๔๐ ปีมาแล้ว.

ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ภายหลังที่สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสด็จทิวงคตแล้ว พ.ท.พระสารสาสน์ฯ ได้ย้ายไปรับราชการกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสถานอัครราชทูตสยามหลายแห่ง รวมทั้งที่กรุงลอนดอนและกรุงปารีส.

ที่กรุงปารีสนั้นเอง พระสารสาสน์ฯ ได้พบกับนายปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาวิชากฎหมายสังกัดกระทรวงยุติธรรม และโดยที่บุคคลทั้งสองมีความสนใจในเหตุการณ์บ้านเมือง อีกทั้งแสวงหาความรอบรู้ในสรรพวิชา จึงมีความชอบพอกัน แม้ว่าจะมีวัยวุฒิและฐานะแตกต่างกัน.

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐบุรุษอาวุโส ได้กล่าวถึงคุณพระสารสาสน์ฯ ในสมัยที่พบกัน ณ กรุงปารีส ว่า

"จำได้ว่าเมื่อก่อนที่ข้าพเจ้าจะออกมาจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อกลับประเทศไทยในปี ๒๔๖๙ เวลานั้นพระสารสาสน์ฯ เป็นเลขานุการสถานทูต ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนจะเดินทางกลับ พระสารสาสน์ฯ ได้เชิญไปรับประทานอาหารที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง

ในครั้งนั้นพระสารสาสน์ฯ ก็ได้พยายามพูดจา เพื่อจะล้วงถึงความรู้สึกของข้าพเจ้าเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยแล้วว่าจะทำอะไร คือเรื่องการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้เริ่มทำกันที่ประเทศฝรั่งเศส [เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้น นายปรีดีกับเพื่อนอีก ๖ คน ได้ร่วมกันก่อตั้งคณะราษฎรเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ]

พระสารสาสน์ฯ จึงอยากจะล้วงถามข้อความจากข้าพเจ้าในครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่กล้าบอกเพราะเห็นว่าพระสารสาสน์ฯ เป็นข้าราชการ ส่วนข้าพเจ้าเป็นนักเรียน แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นการแสดงว่าพระสารสาสน์ฯ สนใจมาก เมื่อข้าพเจ้ากลับมาประเทศไทยแล้วประมาณปีเศษหรือ ๒ ปี [ประมาณปี ๒๔๗๑-๒๔๗๒] ได้ทราบว่าพระสารสาสน์ฯ ลาออกจากสถานทูตและกำลังเขียนหนังสือ

ได้ชักชวนพวกนักเรียนให้ร่วมกันก่อการปฏิวัติ ในระหว่างที่ประเทศไทยเรายังไม่มีระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ทราบจากพวกนักเรียนที่กลับมาจากประเทศฝรั่งเศสเล่าให้ฟังว่า บางครั้ง [พระสารสาสน์ฯ] ได้เชิญพวกนักเรียนไปรับประทานอาหาร และบางคนที่ได้รับการชักชวนตรงๆ ก็มี"

พระสารสาสน์ฯ เมื่อลาออกจากราชการแล้ว ก็พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาค้นคว้าในเรื่องของเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ตลอดจนเขียนหนังสือไปด้วยจนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วเกือบ ๒ ปี จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย.

ก่อนหน้านั้นเมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์), "มันสมอง" ของคณะราษฎรต้องออกไปอยู่ฝรั่งเศสระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ๒๔๗๖ ก็คงจะได้พบกับพระสารสาสน์ฯ ซึ่งพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศสในระหว่างนั้น.

เมื่อ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาได้รับโปรดเกล้าฯ จัดตั้งรัฐบาลในเดือนมิถุนายน ๒๔๗๖ และได้ผ่านวิกฤตที่เรียกว่า "ขบถบวรเดช" ไปแล้ว ก็เริ่มต้นทำนุบำรุงบ้านเมืองตามหลัก ๖ ประการ โดยมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย.

โดยที่เรื่องของเศรษฐกิจมีความสำคัญ รัฐบาลเจ้าคุณพหลฯ จึงต้องเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ.

ขณะนั้นบุคคลที่อยู่ในข่ายการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการมีอยู่ด้วยกัน ๒ ท่าน. พล.ร.ท.พระยาราชวังสัน (ศรี กมลนาวิน) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาท่านหนึ่ง

ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) และ พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) อีกท่านหนึ่ง ซึ่งหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้สนับสนุน.

ในที่สุดพระสารสาสน์ฯ ได้รับการคัดเลือก ขณะที่เจ้าคุณราชวังสันได้รับแต่งตั้งไปเป็นอัครราชทูตที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสตามลำดับ. หลวงประดิษฐ์ฯ ได้ส่งโทรเลขไปยังพระสารสาสน์ฯ แจ้งให้เดินทางกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐการ.

เมื่อพระสารสาสน์ฯ พ้นจากรัฐบาลไปในเดือนกันยายน ๒๔๗๗ ก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทมิตซุยซึ่งมีสาขาในประเทศไทยให้ทำงานวิจัยเศรษฐกิจไทย เพื่อแสวงลู่ทางที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นในเชิงการค้าและธุรกิจในด้านต่างๆ ตามข้อดำริของนายอิเคดะ ผู้บริหารของมิตซุย

ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ว่าการธนาคารชาติของญี่ปุ่น และได้เข้าร่วมในรัฐบาลโคโนเอชุดแรกในตำแหน่งรัฐมนตรีคลังและเศรษฐการ. คุณพระสารสาสน์ฯ ได้ไปพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วงหนึ่ง โดยได้ค้นคว้าเรียบเรียงตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการค้าและการเงินที่นั่นในกลางปี ๒๔๗๘.

ในเดือนกันยายน ศกเดียวกัน ขณะที่กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ท่าน "555" ได้ติดตามไปส่งหลวงประดิษฐ์ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้ไปเจรจาลดดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลไทยในยุโรป โดยร่วมเดินทางจากกรุงเทพฯ ทางรถไฟไปจนถึงสิงคโปร์ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปโตเกียว.

เมื่อหลวงประดิษฐ์ฯ เสร็จราชการในยุโรป เดินทางกลับสยามผ่านสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ก็ได้พบกับพระสารสาสน์ฯ อีกครั้งหนึ่งที่กรุงโตเกียว.

นายปรีดี พนมยงค์ ได้เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

"ทีแรกนึกว่า [พระสารสาสน์ฯ] จะไปส่งเพียงแค่นครปฐม แต่ตามไปถึงสิงคโปร์ และเมื่อถึงสิงคโปร์แล้วจึงได้บอกว่าอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ เพราะกลัวจะถูกข่มเหง และ [พระสารสาสน์ฯ] เป็นภัยต่อลัทธิเผด็จการ เป็นที่น่าหวาดเสียวนัก จึงคิดว่าจะไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น แต่จะไปตัวคนเดียว ภรรยาเอาไว้ที่กรุงเทพฯ"

"[พระสารสาสน์ฯ] เคยไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่ ๒๔๗๘ เท่าที่ทราบรู้สึกว่าออกจะกว้างขวางใหญ่โต ได้รู้จักกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายต่อหลายคน ในขณะที่ [หลวงประดิษฐ์ฯ] กลับจากคอนเวิร์ด [เจรจาลดดอกเบี้ยพันธบัตรเงินกู้] และผ่านไปทางญี่ปุ่น เท่าที่ทราบว่ารู้จักกับรัฐมนตรีนอกตำแหน่ง รัฐมนตรีในตำแหน่งนั้น แกอ้างว่ารู้จัก แต่จะรู้จักจริงหรือไม่ ไม่ทราบ".

จากนั้นอีกประมาณ ๒ ปี ท่าน "555" ก็ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานก็กลับไปญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พ.อ.หลวงพิบูลสงครามได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีการจับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นกบฏประทุษร้ายต่อบุคคลสำคัญ อาทิ ร.ท.ณ เณร ตาละลักษมณ์ ผู้ซึ่งเรียกคุณพระสารสาสน์ฯ ว่า "ครู" ในฐานะศิษย์สมัยโรงเรียนนายร้อย.

นายปรีดี พนมยงค์ ยอมรับว่าเคยสนับสนุนให้พระสารสาสน์ฯ ออกไปจากเมืองไทยเพื่อความปลอดภัย

"[พระสารสาสน์] ได้มาปรารภขึ้นว่า จะอยู่ในประเทศไทยไม่ได้เสียแล้ว ร้อยโท ณ เณรฯ ก็ถูกจับ ใครๆ ก็ถูกจับ ถ้าขืนอยู่ในประเทศไทยอีก ก็ถูกจับอีก พระสารสาสน์ฯ บอกว่ามีหนทางเดียวคือจะต้องไปจากประเทศไทย ข้าพเจ้าก็บอกว่าดีแล้ว ควรไปเมื่อมันอยู่ไม่ได้ก็ควรไป"

โดยสรุป พระสารสาสน์ฯ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา ๑๐ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๘๘ แต่ในระหว่างนั้นก็ได้เดินทางกลับประเทศไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆ หลายครั้ง.

นอกจากหนังสือตำราเศรษฐศาสตร์ภาษาไทย ๒ เล่มที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว คุณพระสารสาสน์ฯ ก็ยังแต่งหนังสือเป็นภาษาอังกฤษอีก ๒ เล่ม คือ Money and Bangking in Japan ซึ่งเป็นการค้นคว้าเรื่องการเงินของญี่ปุ่น ทำให้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในกรุงโตเกียว.

อีกเล่มหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ไทย ให้ชื่อว่า My Country Thailand ซึ่งค่อนข้างจะวิจารณ์การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พอสมควร. ในพระนิพนธ์เรื่องเจ้าชีวิต (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๕) พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ทรงแปลข้อความตอนหนึ่งในหนังสือของพระสารสาสน์ฯ อันเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ไว้ดังนี้

"พระองค์ท่านก็ไม่ผิดอะไรกับเจ้าแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์อื่นๆ คือไม่สามารถจะปลีกตนออกจากเสน่ห์ของการมีอำนาจสมบูรณ์ ถึงแม้จะเห็นความสำคัญในการปรับปรุงประเทศในวิทยาการเทคนิคต่างๆ ของฝรั่งชาวตะวันตก

แต่ท่านก็เฝ้าฝักใฝ่อยู่ตลอดเวลาว่าจะสงวนอำนาจสมบูรณ์ไว้ได้อย่างไร เพราะ (ความกลัวว่าจะเป็น) ฝันร้ายอันนี้ทำให้ทรงนำความก้าวหน้าในอารยธรรมมาสู่ประเทศ ก็แต่เมื่อความก้าวหน้าเช่นนั้นเช่นนี้ จะช่วยส่งเสริมและไม่ขัดขวางระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระองค์"

ในขณะเดียวกัน ท่าน "555" ก็ได้เขียนบทความต่างๆ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ออกในกรุงเทพฯ อยู่เสมอๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ทำให้นามปากกา "555" เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง ทั้งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และนักวิจารณ์นโยบายสาธารณะ.

กล่าวกันว่าญี่ปุ่นใช้ประโยชน์พระสารสาสน์ฯ ใน ๒ สถาน. สำหรับสถานแรกเป็นเรื่องทางการเมือง โดยเตรียมท่านเอาไว้สวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยแทนท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อใดที่สภาหมดความไว้วางใจในตัวท่านจอมพล.

แม้กระทั่งนายปรีดี พนมยงค์ เอง ในช่วงเริ่มต้นสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นกำลังมีชัยชนะ และพระสารสาสน์ฯ เองก็เชื่อว่าญี่ปุ่นจะเป็นผู้ชนะสงคราม ก็ได้เคยถามพระสารสาสน์ฯ ว่าทำไมไม่คิดเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง.

ในอีกประการหนึ่ง พระสารสาสน์ฯ ถูกใช้ให้เป็นตัวแทนและ "กระบอกเสียง" ของญี่ปุ่นในกรณีต่างๆ ตั้งแต่การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างญี่ปุ่นกับไทยในหลายด้าน จนถึงการส่งกระจายเสียงภาคภาษาไทยในภาคคลื่นสั้นของสถานีวิทยุโตเกียว ซึ่งรับฟังได้ในประเทศไทยและที่อื่นๆ.

สำนักข่าวสารสงคราม (โอ.ดับเบิลยู.ไอ.) ของสหรัฐอเมริกาที่นครซานฟรานซิสโกก็ได้รับฟังการกระจายเสียงภาษาไทยจากโตเกียวของพระสารสาสน์ฯ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการทำสงครามของฝ่ายญี่ปุ่น อาทิการเน้นความกล้าหาญและความเก่งกล้าของทหารญี่ปุ่น เป็นต้น.

นอกจากนั้นก็ยังกล่าวกันว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ญี่ปุ่นได้อยู่เบื้องหลังการซื้อหุ้นบริษัทไทยพณิชยการ จำกัด ซึ่งเป็นผู้พิมพ์จำหน่ายหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษชื่อสยาม ครอนิเกิล (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นไทย ครอนิเกิล และบางกอก ครอนิเกิล เป็นลำดับ)

โดยพระสารสาสน์ฯ ทั้งนี้เพื่อให้บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเอนเอียงไปทางฝ่ายญี่ปุ่นบ้าง อันนี้เนื่องมาจากหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษซึ่งเป็นคู่แข่งกันในขณะนั้น คือหนังสือพิมพ์บางกอก ไทมส์ นั้นเป็นของอังกฤษ.

มีรายงานทางด้านสหรัฐว่าญี่ปุ่นให้เงินเดือนพระสารสาสน์ฯ เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท.

กล่าวกันด้วยว่าในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในเดือนมีนาคม ๒๔๘๘, ญี่ปุ่นได้ส่งพระสารสาสน์พลขันธ์เดินทางมาประเทศไทยพร้อมกับผู้ช่วยทูตทหารเรือและนักเรียนไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งลือกันว่าในกรณีที่ญี่ปุ่นยึดเมืองไทย ก็จะได้ตั้งท่าน "555" เป็นรัฐบาลต่อไป

...

ความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับทางญี่ปุ่นทั้งเมื่อก่อนและในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาตามที่กล่าวข้างต้น ทำให้พระสารสาสน์ฯ เป็นคนหนึ่งที่ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาชญากรสงครามภายหลังสงคราม.

แต่เมื่อศาลฎีกาในเดือนเมษายน ๒๔๘๙ ได้พิพากษาว่ากฎหมายอาชญากรสงคราม ซึ่งบัญญัติลงโทษผู้กระทำความผิดก่อนวันใช้กฎหมาย (ตุลาคม ๒๔๘๘) นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะ, ท่าน "555" ก็ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ.

ในระหว่างการดำเนินคดีดังกล่าว คุณพระสารสาสน์ฯ ได้อ้างนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เป็นพยานจำเลย ซึ่งคำให้การในฐานะพยานของนายปรีดีได้เปิดเผยข้อมูลอันเกี่ยวกับพระสารสาสน์ฯ ที่น่าสนใจหลายประเด็น ดังต่อไปนี้

ทนายจำเลย (นายทองม้วน สถิรบุตร) "เนื่องในการคิดที่จะต่อต้านญี่ปุ่นนี้ ท่านอาจารย์ได้เคยเรียกพระสารสาสน์ฯ จำเลยมาจากต่างประเทศ (ประเทศญี่ปุ่น) บ้างหรือไม่"

พยาน (นายปรีดี พนมยงค์) "เมื่อญี่ปุ่นขึ้นเมืองแล้วประมาณสัก ๑๕ วัน ข้าพเจ้าได้ให้พระสารสาสน์ฯ เข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อสอบถามลาดเลาดูว่าญี่ปุ่นได้คิดการอย่างไร และถ้าพอดีพอร้าย พระสารสาสน์ฯ ให้ความเห็นอันสมควร ก็จะได้ชวนให้เข้าร่วมงาน (เสรีไทย)

แต่เมื่อพระสารสาสน์ฯ ได้เข้ามาแล้ว ได้คุยกันถึงผลแห่งสงคราม พระสารสาสน์ฯ เวลานั้นบอกว่าญี่ปุ่นจะชนะ เมื่อพระสารสาสน์ฯ พูดขึ้นว่าญี่ปุ่นจะชนะเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวขึ้นว่า นี่แหละประเทศของเรานี้ ขณะนั้นประชาชนไม่ชอบรัฐบาล น่ากลัวว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรอาจจะลงมติไม่ไว้วางใจได้

ในกรณีเช่นนี้ก็ควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียใหม่ แต่ก็ได้เป็นที่ทราบกันแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นไม่ใช่เป็นของง่าย เพราะรัฐบาลไทยเราขณะนั้นญี่ปุ่นสนับสนุนอยู่มาก ถ้าไปเปลี่ยนเข้า พอดีพอร้าย ญี่ปุ่นอาจจะยึดประเทศไทยก็ได้.

นโยบายแห่งการต่อต้านมีอยู่ว่าไม่ให้ญี่ปุ่นมายึดประเทศไทย และจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้การได้เป็นไปตามความประสงค์นี้ จึงได้เกิดวิธีอันเดอร์กราวด์ หรือสันติบาลใต้ดินขึ้นในชั้นหลัง.

ข้าพเจ้าได้ถามพระสารสาสน์ฯ ว่า ถ้าหากว่าคุณพระว่าญี่ปุ่นจะชนะ คุณพระเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเองเป็นไง. การพูดนี้พูดกันฐานเพื่อน. คุณพระตอบว่าไม่สามารถรับได้ เพราะถ้ารับก็จะกลายเป็นควิสลิง (นายทหารนอร์เวย์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งให้ความช่วยเหลือเยอรมนีบุกเข้ายึดครองนอร์เวย์ และได้รับแต่งตั้งจากเยอรมนีให้เป็นประมุขของรัฐบาลนอร์เวย์. พ.ต.วิดคุน ควิสลิง ถูกประหารชีวิตหลังสงครามในข้อหาเป็นผู้ขายชาติ).

จึงไม่ได้ชวนพระสารสาสน์ฯ ให้เข้าร่วมการต่อต้าน (ญี่ปุ่น) ด้วย แต่ได้บอกไปอีกอย่างหนึ่ง คือไม่ได้พูดเรื่องต่อต้าน ได้พูดถึงเรื่องกิจการภายในว่า ราษฎรไม่พอใจรัฐบาล เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะหาทางปรับความเข้าใจกับญี่ปุ่นเสียว่า

รัฐบาลที่อยู่ในขณะนั้นน่ากลัวจะต้องถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจสักวันหนึ่ง และเมื่อพระสารสาสน์ฯ ไม่ยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่ากลัวจะเป็นควิสลิง ข้าพเจ้าก็ได้ถามว่า ใครเล่าเป็นบุคคลที่สมควรที่จะทำให้ญี่ปุ่นเข้าอกเข้าใจและดำเนินการพรางได้ตามนโยบาย.

เวลานั้นได้พิจารณาถึงเจ้าคุณพหลฯ บ้าง คุณหลวงสินธุ์ฯ บ้าง คุณหลวงศุภฯ บ้าง และคุณควงบ้าง แต่ผลสุดท้ายได้แก่คุณควง. ข้าพเจ้าได้มานึกว่า การที่จะพรางให้สำเร็จได้นั้น จะต้องใช้บุคคลซึ่งตีหน้ากับญี่ปุ่นได้ ก็ได้พิจารณาเห็นคนๆ หนึ่งที่จะทำหน้าที่อยู่หน้าฉากได้ดี จึงได้พูดกับพระสารสาสน์ฯ ว่า

ถ้าหากจอมพลต้องออก เพราะสภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจแล้ว และคุณควงขึ้นมาแทนที่แล้ว ญี่ปุ่นจะขัดข้องอย่างไร และถ้ามีโอกาสอย่างไรแล้ว ขอให้พระสารสาสน์ฯ ลองพูดกับคุณควงดูซิว่าจะเห็นอย่างไร ต่อจากนั้นคุณพระก็กลับ".

ทนายจำเลย "ที่คุณพระสารสาสน์ฯ พูดว่าญี่ปุ่นจะชนะสงครามนั้น ท่านอาจารย์สังเกตเห็นหรือไม่ว่า ได้พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ หรือมีอะไรเคลือบแฝงอยู่".

พยาน "ถ้าสังเกตละก็ พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะเวลานั้นเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังรบชนะ ตีได้หลายแห่ง และด้วยความเป็นธรรม แม้นอกจากคุณพระสารสาสน์ฯ ก็เคยมีคนใหญ่ๆ โตๆ หลายคนในเมืองไทยมีความเห็นว่าญี่ปุ่นจะชนะ นั่นเป็นความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ แต่การทำนายสงครามนั้น อาจจะทายผิดบ้างถูกบ้างก็ได้ นอกสนามคนวิจารณ์เรื่องเหล่านี้มีมากหลายคน".

ทนายจำเลย "การสนทนากันวันนั้น เป็นการภายในอย่างกันเองหรือ".

พยาน "สนทนากันอย่างเพื่อนพูดกัน".

ทนายจำเลย "ท่านอาจารย์ก็รู้จักพระสารสาสน์ฯ มานานแล้ว (หันมาทางจำเลย) ขอประทานโทษจำเลย จำเลยเป็นคนหัวรั้นชอบเถียง ใช่ไหม".

พยาน "ใช่".

ทนายจำเลย "กับท่านอาจารย์ก็เคยเถียงกันเสมอ ถ้าท่านอาจารย์ว่าอย่างนี้ จำเลยก็ว่าอย่างนั้น ถ้าท่านอาจารย์ว่าแพ้ จำเลยก็ว่าชนะ เป็นเนืองนิจใช่ไหม".

พยาน "มีหลายข้อหลายประเด็น แกมักจะชอบเช่นนั้น".

ทนายจำเลย "ท่านอาจารย์เคยปรึกษาหารือกับพระสารสาสน์ฯ จำเลยบ้างหรือไม่ว่า เราจะพยายามเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาให้แก่ชาติเราให้ได้".

พยาน "ข้อนี้จริง เพราะพระสารสาสน์ฯ นั้นเป็นผู้ที่บำเพ็ญตนว่าเป็นโซเชียลิสต์ และบำเพ็ญตนว่าเป็นนักประชาธิปไตย และที่ต้องจากประเทศไทยไปนั้น ก็ด้วยเกรงว่าจะถูกจับกุมหรือถูกข่มเหง ฉะนั้นแทบทุกครั้งที่พระสารสาสน์ฯ ต้องจากประเทศไทยไป จึงแปลว่าไปเพราะกลัวผู้ที่ไม่ชอบประชาธิปไตย.

เมื่อเราพบกันครั้งไร ก็มีแทบทุกครั้งที่ต่างมีความประสงค์อยากจะให้การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นไปในรูปของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และในการปกครองประเทศไทยก็ประสงค์จะให้ได้มีประชาธิปไตยอย่างพร้อมบริบูรณ์ และนอกจากได้พยายามคิดที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเปลี่ยนจิตใจของรัฐบาลให้กลับมานิยมประชาธิปไตยให้ได้. เรื่องอย่างนี้เราพูดกันแทบทุกครั้งที่พบกัน".

ทนายจำเลย "จำเลยได้แสดงความปริวิตกอย่างไรบ้างถึงเรื่องการกลัวเกรงในประเทศไทย".

พยาน "ทุกครั้งที่พบกัน จำเลยได้แสดงข้อวิตกถึงเรื่องเผด็จการ".

ทนายจำเลย "แล้วความวิตกของประเทศชาติมีบ้างหรือไม่".

พยาน "มีพูดเหมือนกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจของจำเลยซึ่งมีแนวมุ่งไปในทางสังคมนิยม".

ทนายจำเลย "ท่านอาจารย์พอจะจำได้หรือไม่เกี่ยวกับเรื่องการเป็นทูตรัสเซียในระหว่างที่สงครามยังไม่เลิก".

พยาน "ก่อนที่ญี่ปุ่นยอมแพ้ประมาณ ๔-๕ เดือน คือในครั้งหลังสุดที่พระสารสาสน์ฯ มากรุงเทพฯ เมื่อพบกันในตอนนี้ ข้าพเจ้าก็บอกว่า ไหนคุณพระว่าญี่ปุ่นจะชนะ บัดนี้กำลังจะหลุดลอยไปเสียแล้ว จะว่าอย่างไร.

พระสารสาสน์ฯ ไม่ว่ากระไร นอกจากว่า ผลสุดท้ายจะไม่แพ้ไม่ชนะ. แต่ก็มีแปลกอยู่เหมือนกันที่พระสารสาสน์ฯ อยากจะขอไปอยู่รัสเซีย เพื่อไปปรับความเข้าใจทางด้านรัสเซีย จะได้เป็นกำลังต้านทานไม่ให้ฝ่ายสัมพันธมิตรมาเรียกร้องอะไรจากประเทศไทยมากเกินควรได้

ทั้งนี้แสดงว่าความจริงนั้น พระสารสาสน์ฯ ไม่ทราบเรื่องที่เราได้ดำเนินการติดต่อกับสัมพันธมิตรว่ามีอย่างไรบ้าง. ข้าพเจ้าก็ได้แต่บอกไปว่าป่วยการไป เพราะหนทางลำบากมาก".

ทนายจำเลย "เหตุผลในการที่พระสารสาสน์ฯ ขอไปเป็นทูตรัสเซียเพื่อดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าพระสารสาสน์ฯ เองก็รู้อยู่แล้วว่าญี่ปุ่นจะแพ้ใช่ไหม".

พยาน "ใช่ แต่ปากยังแข็งอยู่สักหน่อย คือในตอนหลังได้บอกว่าไม่แพ้ไม่ชนะ".

ทนายจำเลย "ท่านอาจารย์จะรับรองได้หรือไม่ว่าผลแห่งการปฏิบัติงานของจำเลยคือรัฐบาลจอมพลและทำให้ญี่ปุ่นไม่ขัดขวางในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีนายควงเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นผลงานที่สำเร็จเพราะจำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมผู้หนึ่ง".

พยาน "ในการจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่ (เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗) ได้สำเร็จ ไม่มีการถูกขัดขวางประการใดนั้น จำเลยมีส่วนปรับความเข้าใจกับญี่ปุ่น ไม่ให้ญี่ปุ่นเข้ายึดประเทศไทยได้ นับว่าจำเลยได้มีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติด้วยผู้หนึ่ง แต่จำเลยไม่ได้เป็นสมาชิกอยู่ในคณะต่อต้าน (ขบวนการเสรีไทย)".

ทนายจำเลย "จำเลยเคยมาบอกหรือเปล่าว่าญี่ปุ่นจะจับตัวท่านอาจารย์กับหลวงอดุลฯ".

พยาน "จำเลยเคยมาบอก".

ทนายจำเลย "ท่านอาจารย์จะบอกได้หรือไม่ว่าจำเลยผู้นี้เป็นผู้ที่ถูกคนอิจฉาริษยามากเหมือนกัน".

พยาน "สำหรับจำเลยนั้น เท่าที่ฟังเสียงราษฎรดูตั้งแต่ต้นมา ราษฎรไทยส่วนมากก็ยอมรับว่าเป็นคนดี แต่ในหมู่คนที่ได้รับการศึกษาครึ่งๆ กลางๆ บางคนก็อาจจะไม่ชอบพระสารสาสน์ฯ.

เหตุที่ไม่ชอบนั้น อาจจะแยกออกได้เป็นหลายอย่าง คือบางทีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะคุณพระบำเพ็ญตนเป็นโซเชียลิสต์ เขาไม่ชอบโซเชียลิสต์ ก็ไม่ชอบพระสารสาสน์ฯ ไปด้วย.

บางคนเห็นคุณพระชอบเขียนหนังสืออะไรมากมาย คล้ายๆ กับแสดงการอวดดี เกิดไม่ชอบก็มี. บางคนเท่าที่เคยพบมา ได้เคยถามดูว่าไม่ชอบพระสารสาสน์ฯ เพราะอะไร ให้การไม่ได้ อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน คือเห็นเขาไม่ชอบ ก็เลยไม่ชอบไปด้วย".

ทนายจำเลย "จำเลยผู้นี้เท่าที่ท่านอาจารย์รู้จักมา เคยมีความอิจฉาริษยาใครเป็นส่วนตัวบ้างหรือไม่".

พยาน "เท่าที่เคยคบกันมากว่า ๒๐ ปี ไม่มีเลย และระหว่างที่เป็นข้าราชการอยู่สถานทูต ก็ได้เคยช่วยเหลือความเดือดร้อนของนักเรียนอยู่เนืองๆ ไม่เคยมีความอิจฉาริษยาใคร มีแต่ความโอบอ้อมอารี".

ทนายจำเลย "ตั้งแต่ได้รู้จักกันมา จำเลยได้เคยแสดงให้เห็นว่าต้องการจะทำประโยชน์แก่ประเทศชาติหรือไม่".

พยาน "ชอบเป็นนักปฏิวัติ ชอบเป็นนักโซเชียลิสต์ อย่างที่ว่ามาแล้ว และชอบทำประโยชน์ให้แก่ราษฎรอยู่เหมือนกัน. ขณะที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการก็ได้เคยปวารณาแก่เหล่ากสิกรและกรรมกรว่าจะให้ความช่วยเหลือเงินเดือนที่ได้รับ เมื่อหักภาษีเสร็จแล้ว ก็ได้ให้แก่กรรมกรกสิกร ถามดูก็ได้ แกให้จริงๆ".

จากคำให้การในฐานะพยานจำเลยของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ตามที่ได้ยกมาบางตอนข้างต้น จะเห็นได้ว่านายปรีดีรู้จักและมีความเข้าใจในอุดมการณ์และอุปนิสัยใจคอของพระสารสาสน์ฯ เป็นอย่างดี แต่ก็มิได้ปฏิเสธว่าท่าน "555" มีความใกล้ชิดกับญี่ปุ่น ตลอดจนอาจจะสนับสนุนการทำสงครามขจัดอิทธิพลของชาติตะวันตกจากทวีปเอเชีย.

นอกจากนั้นนายปรีดีกับพระสารสาสน์ฯ ก็ยังมีแนวความคิดทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไปในทางเดียวกัน แต่บุคคลทั้งสองก็ไม่เคยได้มีโอกาสร่วมกันในภารกิจทางการเมือง ยกเว้นในระหว่าง ๖ เดือน ที่ได้ร่วมอยู่ในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา ในปี ๒๔๗๗.

อย่างไรก็ตาม พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ได้แสดงออกซึ่งความเป็น "นักเศรษฐศาสตร์" มากกว่านายปรีดี พนมยงค์ โดยผ่านการเรียบเรียงตำราและบทความต่างๆ ที่ปรากฏแก่สาธารณชนระหว่างทศวรรษ ๒๔๗๘-๒๔๘๘

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายปรีดีกำลังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ราชการที่จำกัดการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว นอกเหนือไปจากภารกิจอันหนักหน่วงที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่องในขณะนั้น.

"เบื้องหลังการก่อตั้งขบวนการเสรีไทย,"

วิชัย ประสังสิต. แผ่นดินสมเด็จพระปกเหล้า. โรงพิมพ์ผดุงชาติ, ๒๕๐๕, หน้า ๒๘๔-๒๘๕.

กล่าวว่าเคยได้รับโคลงจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีระหว่างปี ๒๔๗๕-๗๖ มีความว่า "เห็นสีแดงโร่แล้ว ปรีดี ลองคิดเมื่อวันมี จิตชื้น ฯลฯ" หมายถึงหลวงประดิษฐ์มนูธรรม, พระสารสาสน์พลขันธ์, พระยานิติศาสตร์ไพศาล (วัน จามรมาน) และพระสารสาสน์ประพันธ์ (ชิ้น จารุวัสตร์) ตามลำดับ.

พระยานิติศาสตร์ฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาระหว่างปี ๒๔๗๖-๒๔๗๘, ขณะที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ, ว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และรัฐมนตรีลอยในรัฐบาลพระยาพหลฯ ระหว่างปี ๒๔๗๖-๒๔๘๑

ซึ่งหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


จาก บทความ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 08
ขอขอบคุณ


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


จันทรวารสิริสวัสดิ์ มานมนัสรมเยศ ที่มาอ่านค่ะ



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2552 17:42:25 น. 0 comments
Counter : 1899 Pageviews.

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]





/



2558

2556

2555

น้ำใจจากคุณ krittut 2554

2553


สิริสวัสดิ์วรวาร
เปรมปรีดิ์มานรื่นรมณีย์นะคะ ยินดีต้อนรับ
สู่บล็อกของคนใฝ่รู้ สำหรับผู้ใส่ใจใฝ่รู้ค่ะ

เชิญอ่านตามสบายนะคะ
มีดีๆให้คุณได้ทราบหลากหลายค่ะ

๑ - ๑/๑ ฉันรักในหลวง
๒.๓.๑๐.๑๕.๓๐.๒๔.๕๙.๖๓.๙๐.ธรรมะ
๔ - ๔/๑ รวมพลคนดัง
๕. ศาสนาพุทธสุดประเสริฐ
๖. ความรู้ทั่วไปในศาสนาพุทธ
๗. ๑๖. ประวัติศาสตร์
๘ - ๙/๑ ไม้ดอก ไม้ใบ
๑๑ - ๑๑/๑ เกม
๑๒.๓๗.๔๐-๔๓.๕๓.๗๕.๘๖.ศิลปะเทศ
๑๔ - ๑๔/๑. ๒๐๘. ข่าวคนดังเทศ
๑๘. ๑๙. ๒๒. ราชวงศ์ไทย
๒๐.๑๑๖-๑๑๖/๒ ๑๙๐-๑๙๐/๘ ละคร ทีวี
๒๑. ๓๑. ๒๐๘. ราชวงศ์เทศ
๒๔. นักเขียนไทย
๒๔/๑. กลอนชั้นบรมครู
๒๙/๑-๒๙/๔โปสการ์ดจากเพื่อนบล็อก
๓๓. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
๓๙.๑๘๑-๑๘๑/๗ สุธาโภชน์รสเลิศล้ำ
๔๑.๔๒.๕๐.๕๘.๖๐.๖๑.๘๖.มหาวิหาร
๕๗. ปราสาท พระราชวัง คฤหาสน์เทศ
๖๒. วัด
๖๕ - ๖๕/๑ การ์ตูน
๖๕/๒. นิทานเซน
๖๗. ความตายมาพรากให้จากไป
๖๙ - ๖๙/๒ สารพัดสัตว์
๗๔. สุนัข
๗๖. อุทยานสวรรค์
๗๗. ซูเปอร์แมน - แบทแมน
๗๘ - ๘๓. แสตมป์สะสม
๘๕-๘๕/๑ หนังสือสะสม
๘๗ - ๘๗/๒ ๒๑๕ ข่าวกีฬา
๘๙. ๘๙/๑ จีนแผ่นดินใหญ่
๙๐/๑ .ทิเบต
๙๑. จันทร์สูริย์ดารา
๙๒. สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า
๙๓ - ๙๓/๒ ภาพยนตร์
๙๔ - ๙๔/๓ ยานยนต์
๙๕ - ๙๕/๑ ดูดวง
๙๖ - ๙๖/๑ . ๒๑๑ วิทยาศาสตร์
๙๗ - ๙๗/๑.๒๐๙ แวดวงวรรณกรรม
๙๘. ภาพพุทธประวัติ
๙๙. ๑๒๗ - ๑๒๗/๑ ดนตรี
๑๐๑. ป้าย R สะสม
๑๐๒. บัตรภาพตราไปรฯสะสม
๑๐๓. DIY
๑๐๗/๑ เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น
๑๐๘ - ๑๐๘/๑ หนังสือ
๑๑๓ - ๑๑๓/๑ บ้านสวย
๑๑๕. พระเครื่อง
๑๒๐. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๑๒๓. เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ
๑๒๕. เหรียญที่ระลึก
๑๒๕/๑ เหรียญสะสมต่างประเทศ
๑๒๕/๒ เหรียญที่ระลึกจังหวัด
๑๒๕/๓ ธนบัตรที่ระลึก
๑๒๕/๔ บัตรโทรศัพท์
๑๒๕/๕ กล่องไม้ขีด และอื่นๆ
๑๓๑.เรื่องสั้นชั้นครู"เจียวต้าย"
๑๖๔.บล็อกพิเศษ วันเดียวอั๊พ 100
เอนทรี่ ให้คุณป้า"ร่มไม้เย็น"ชม
๑๙๐/๓ เรื่องย่อละคร
๑๙๓. คดีเขาพระวิหาร
๒๑๒. ศิลปะ
๒๑๗. วิถีแห่งอำนาจ บูเช็กเทียน
๒๑๗/๑.วิถีแห่งอำนาจ เจงกิสข่าน
๒๑๗/๒.วิถีแห่งอำนาจ จูหยวนจาง
๒๑๗/๓.วิถีแห่งอำนาจ ซูสีไทเฮา
๒๑๗/๔.วิถีแห่งอำนาจ หงซิ่วฉวน
๒๑๗/๕.วิถีแห่งอำนาจ แฮรี่ พอตเตอร์

ข่าวทั่วไปล่าสุด บล็อกล่างสุดค่ะ

เปิดบล็อก 1 มกราคม 2552



free counters
08.27 - 250811

207 flags collected 300316



Friends' blogs
[Add sirivinit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.