"ยินดีต้อนรับสู่ บล็อกของคนใฝ่รู้ สำหรับผู้ใส่ใจใฝ่รู้ค่ะ" มีหลายหัวข้อเรื่องให้คุณอ่าน .. ขอบคุณที่มาเยี่ยมบล็อกค่ะ .. ขอจงมีแต่ความสุขกายสบายใจตลอดไปนะคะ
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
27 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”

ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
       Tokyo University of Foreign Studies



สะดุดคำ คือ มุมพิเศษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก ที่ลงทุกวันจันทร์ มุมนี้จะเป็นการบอกเล่า ‘ความเคลื่อนไหว’ หรือ ‘สิ่งที่อยู่ในความสนใจ’ ของคนญี่ปุ่นตามโอกาสพิเศษผ่าน ‘คำสำคัญ’ หรือ ‘คำเด่น’ ในช่วงเวลาหรือฤดูกาลนั้น มีกำหนดนำเสนอเดือนละ 1 ครั้ง

เพื่อให้ผู้อ่านสามารถติดตามสิ่งที่เป็นปัจจุบันหรือร่วมสมัยได้ในเวลาใกล้เคียงกับคนญี่ปุ่น อีกทั้งยังต้องการให้ผู้ที่เรียนหรือสนใจภาษาญี่ปุ่นได้นำคำหลักและคำที่เกี่ยวข้องไปใช้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นหากมีโอกาสเพื่อให้บทสนทนาน่าสนใจและมีชีวิตชีวา

โดยได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อคนหรือคำญี่ปุ่นไว้ในระดับหนึ่งเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการค้นคว้าเพิ่มเติม อนึ่ง การถ่ายเสียงจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยในทุกบทความอิงหลักการเขียนคำทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นของราชบัณฑิตยสถานเป็นหลักแม้ไม่ทั้งหมดก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องการใช้เสียงสั้นและเสียงยาวตามหลักภาษาญี่ปุ่น

ผีคลายร้อน

สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”
“ภาพเขียนผี” โดยจิตรกรชื่อดังโอเคียว มะรุยะมะ (ōkyo Maruyama; 1733-1795) ซึ่งกล่าวกันว่า “เป็นจิตรกรผู้วาดภาพผีญี่ปุ่นไม่มีขาเป็นคนแรก” (จากพิพิธภัณฑ์เมืองฟุกุโอะกะ)

คำประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่นคำหนึ่งคือคำว่า “ไคดัง” (kaidan; 怪談) ซึ่งมีความหมายว่า “เรื่องผี” หรือ “เรื่องสยองขวัญ” [1] ตัวอักษรคันจิ 怪 อ่านว่า “ไค” (kai) แปลว่า น่าพิศวงหรือประหลาด ส่วน 談 อ่านว่า “ดัง” (dan [ดัง ไม่ใช่ ดัน]) แปลว่า การเจรจาหรือการสนทนา เมื่อรวมกันกลายเป็น怪談 จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่าการสนทนาเรื่องน่าพิศวง หรือในความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปคือ “เรื่องผี”

       คำว่า “ไคดัง” เกี่ยวข้องกับฤดูร้อนของญี่ปุ่นเพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่าการเล่าเรื่องผีคือวิธีหนึ่งเพื่อช่วยคลายร้อน นัยว่าเมื่อฟังเรื่องสยองขวัญแล้วจะทำให้รู้สึกเย็นวาบหรือเสียวสันหลังจนลืมความร้อน

ฤดูร้อนในญี่ปุ่นเริ่มประมาณเดือนมิถุนายนและจะเริ่มร้อนจริงจังในเดือนกรกฎาคม ร้อนแบบอบอ้าว อาจมีฝนตกสลับเป็นระยะในช่วงต้นฤดู ซึ่งช่วยให้คลายร้อนได้บ้าง แต่อุณหภูมิโดยทั่วไปไม่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส และส่วนใหญ่จะร้อนที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม อากาศจะร้อนต่อเนื่องจนถึงกลางหรือปลายเดือนกันยายน ซึ่งอันที่จริงถือว่าเป็นเดือนที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว

       การเล่าเรื่องผีของชาวญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดเฉพาะในฤดูร้อน เล่ากันทุกฤดู แต่ถือกันว่าฤดูร้อนเหมาะที่สุดเพราะได้ความบันเทิงและประโยชน์ทางกายภาพด้วย จึงกลายเป็นขนบญี่ปุ่นอย่างหนึ่ง

นอกจากเป็นขนบการเล่าแล้ว ยังได้นำไปสู่งานจิตรกรรมภาพผีซึ่งมีอยู่มากมายในญี่ปุ่นด้วย และหากคนต่างชาติคิดว่าเรื่องผีเป็นเรื่องเล่าสนุก ๆ สำหรับเด็กอย่างเดียวและเก่าเก็บละก็ อาจจะต้องคิดใหม่ 



สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”
ภาพผีนับจานที่โผล่ขึ้นมาจากบ่อน้ำ และพระมิกะซุกิข้างบ่อโดยคะสึชิกะ โฮะกุไซ (Katsushika Hokusai; 1760-1849)


สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”
ภาพผีคะซะเนะผู้ถูกสามีฆ่าถ่วงน้ำ และพระยูเต็งผู้ส่งผีไปผุดไปเกิด โดยคะสึชิกะ โฮะกุไซ (Katsushika Hokusai; 1760-1849)

        “มา ๆ ๆ มีเรื่องจะเล่า” ใครบางคนพูดขึ้นในคืนที่เราไปเข้าค่ายกัน

นั่นคือคืนกลางเดือนสิงหาคมในปีหนึ่ง ตอนนั้นผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยวาเซดะและอยู่ชมรมภาษาอังกฤษ ชมรมเราไปเข้าค่ายฤดูร้อนที่จังหวัดนะงะโนะ (Nagano; 長野) ซึ่งเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อมากในฐานะสถานที่ตากอากาศ

       ช่วงกลางฤดูร้อน ระหว่างที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน สถาบันการศึกษาและชมรมหลายแห่งจะพาสมาชิกไปเข้าค่ายจัดกิจกรรมนอกสถานที่ พอตกกลางคืน เมื่อกินอาหารและพูดคุยสนุกสนานในแบบทั่ว ๆ ไปแล้ว บางกลุ่มก็จะเกิดการตั้งวงแบบนี้ขึ้นด้วย

        “มีเรื่องจะเล่า? ฮั่นแน่ ไคดัง—เรื่องผี?” อีกคนถามทวน

       เท่านั้นแหละ ผู้ร่วมวงก็แจ้งเกิดทันทีและกลายเป็นวงที่มีเกือบสิบ แล้วคนเรียกแขกก็เริ่มเล่า...

        เพื่อนญี่ปุ่นที่ฟังอยู่ด้วยกันเงียบกริบ ตาแทบไม่กะพริบ คืนนั้นดึกแล้ว ผมกำลังง่วงและบังเอิญภาษาญี่ปุ่นของตัวเองก็ยังไม่แข็งแรงพอ จึงฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รับรู้ได้แค่บรรยากาศ แต่เนื้อหาไม่เข้าหัว จะเก็บกลับมาเล่าต่อก็จนปัญญา จำได้แค่ว่าเรื่องที่เล่า ๆ กันนั้นเป็นเรื่องผีสมัยนี้ ไม่ใช่ผีซามูไรหรือผีชุดกิโมโน

        เขาผลัดกันเล่าไปแล้วสองสามคน ผมก็ฝืนฟังไปเรื่อย พอเพื่อนเล่าจบผมก็สะดุ้งโหยง!

        “ว่างาย...” เสียงนั้น? เอ่อ...คำถามนั้น

       คนถูกถามตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเพราะคำถามต่อไป

       “แล้วที่เมืองไทยมีเรื่องผีที่พอจะเล่าให้เรา (คนญี่ปุ่น) ฟังบ้างไหม”

       ผมตื่นเต้นเพราะทำอะไรไม่ถูก จริง ๆ แล้วคนต่างชาติเพียงคนเดียวในชมรมซึ่งเป็นผู้ไปอาศัยชมรมนี้เพื่อหาเพื่อน ควรจะพยายามให้เต็มที่เมื่อเพื่อนให้เกียรติอยากฟัง แต่...

        “เรื่องผีน่ะมี แต่สงสารผีน่ะ อย่าเลย เพราะคนเล่าพูดภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เดี๋ยวผีจะเสียหาย”

       ไม่ใช่ไม่มีเรื่องเล่า แต่ไม่มีความสามารถในการเล่าเสียมากกว่า ผมจึงเกริ่นเรื่องแม่นากพระโขนงไปนิดเดียวแม้ในหัวจะนึกเรื่องขึ้นมาแล้วก็ตาม และบอกว่ารออีกสักปีสองปีค่อยมาฟังฉบับเต็มละกัน จำต้องตอบแบบนั้นไปเพราะภาษาญี่ปุ่นในระดับที่จะพูดคำว่า “วิญญาณ”, “ทำบุญ, “(ผี) หลอก” , “ตายทั้งกลม” ไม่มีอยู่ในหนังสือเรียน และเกินความสามารถของคนที่เพิ่งมาญี่ปุ่นได้ไม่นาน

       เข้าค่ายฤดูร้อนคราวนั้นได้รู้ว่าขนบการเล่าเรื่องผีของคนญี่ปุ่นในฤดูร้อนยังมีอยู่ในปัจจุบัน และไม่ใช่เรื่องของเด็กเท่านั้น ต่อมาก็ได้ทราบอีกว่า แม้แต่ผู้ใหญ่วัยลูกสอง หรือวัยเท่าคุณแม่คุณพ่อของผมก็ยังอยากฟัง

ที่ทราบเพราะนักศึกษาญี่ปุ่นวัยผู้ใหญ่ภาคพิเศษที่ผมสอนอยู่ด้วย ซึ่งบางคนอายุ 60 กว่าถึง 70 ปี ก็เรียกร้องเรื่องผีในช่วงปีสองปีนี้เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม “อยากเรียนเรื่องผีเป็นภาษาไทย”

       ในฐานะคนไทยที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ผมก็ควรจะสนองความอยากเรียนเรื่องเกี่ยวกับไทย หรือจริง ๆ แล้วก็คือความอยากรู้นั่นเอง จึงจัดเต็มให้นักศึกษาได้สมอยาก เพราะตอนนี้พร้อมกว่าเมื่อหลายปีก่อนแล้ว คือมีอุปสรรคน้อยลง

เมื่อต้องพูดคำว่า “วิญญาณ” (rei; 霊), “ทำบุญ (zen o okonau; 善を行うหรือ kudoku o tsumu; 功徳を積む ) , “ (ผี) หลอก” (odorokasu; 驚かす) , “ตายทั้งกลม” (คำนี้ไม่มีคำญี่ปุ่นที่ใช้ได้ตรงกับภาษาไทยพอดี

แต่อธิบายเป็นประโยคว่า Ninpu ga jidō to tomoni shinu; 妊婦が児童とともに死ぬ。ซึ่งมีความหมายว่า “หญิงตั้งครรภ์ตายด้วยกันกับลูก (ในท้อง)” หรือ คำที่ใกล้เคียงคือ ninsanpushibō (妊産婦死亡) ซึ่งมีความหมายว่า การเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่คลอดลูกแล้วไม่เกิน 42 วัน)

       “รู้เรื่องแล้ว ถ้าได้ไปเที่ยวเมืองไทย ลองแวะไปดู ศาลอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 77” อาจารย์ปิดท้ายพร้อมกับโฆษณาการท่องเที่ยวด้วยการส่งเสริมให้ไปเยือนศาลแม่นาก ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะตอนนี้อย่างน้อยก็มีประชากรญี่ปุ่นอีกไม่ต่ำกว่า 20 คนรู้จักแม่นากพระโขนงของไทย

        ส่วน “ไคดัง” ของญี่ปุ่นที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดในระดับที่คนญี่ปุ่นทุกคนต้องเคยผ่านหูมาบ้างอย่างแน่นอนนั้นมี 3 เรื่อง ซึ่งได้รับการบันทึกและเล่าต่อ ๆ กันมานานเป็นร้อยปี ได้แก่ เรื่องผีโยะสึยะ (โยะสึยะไคดัง; Yotsuya Kaidan; 四谷怪談) ; คฤหาสน์จานบันโช (บันโชซะระยะชิกิ; Banchō Sarayashiki; 番町皿屋敷)

คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจรู้จักในชื่อ “ผีนับจาน” ; และ โคมโบตั๋น (โบะตันโดโร; Botandōrō; 牡丹灯籠; ) ทั้ง 3 เรื่องนี้ไม่เพียงโด่งดังในระดับที่เล่ากันปากต่อปากเท่านั้น แต่ยังผ่านการดัดแปลงเป็นละครคะบุกิที่ต้องใช้ศิลปะการแสดงขั้นสูงถ่ายทอดด้วย

       ใน ‘สะดุดคำ’ ครั้งนี้ ผมเลือกสรุปความของเรื่อง โคมโบตั๋น มาเขียนใหม่ให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้นโดยคงประเด็นสำคัญไว้เผื่อจะช่วยคลายร้อนในเมืองไทยได้บ้าง สำหรับ เรื่องผีโยะสึยะ ในโอกาสหน้าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนเรื่องคฤหาสน์จานบันโชนั้น ผมเคยแนะนำไว้คร่าว ๆ ครั้งหนึ่งในหนังสือสารคดี ญี่ปุ่นหลากมุม

โคมโบตั๋น

คะรั...ง โคะร...ง คะรั...ง โคะร...ง

        ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีหนึ่งในฤดูร้อนเมื่อนานมาแล้ว เกิดเสียง คะรัง...โคะรง... เป็นจังหวะซ้ำ ๆ เสียงนั้นไม่ดังนัก สร้างความรู้สึกวังเวงไปทั่วบริเวณ

คะรั...ง โคะร...ง คะรั...ง โคะร...ง

        เสียงแหวกผ่านอากาศของยามดึก มืดออกอย่างนี้ ดึกออกอย่างนี้ ยากนักที่จะพบใครออกมาเดินตามถนน

คะรั...ง โคะร...ง คะรั...ง โคะร...ง

สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”
ภาพ “โคมโบตั๋น” โดยสึกิโอะกะ โยะชิโตะชิ (Tsukioka Yoshitoshi; 1839-1892)

อ้อ...นั่นเสียงเกี๊ยะกระทบพื้นยามเดิน แต่เอ๊ะ...ไม่ใช่คนเดียว

       หญิงสองนางกำลังเดินอยู่ ดูเหมือนไม่หวาดหวั่นต่ออะไรทั้งสิ้น พากันมุ่งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ

        “ใกล้ถึงแล้วสินะ” เสียงพูดของโอะสึยุดังขึ้น กระแสเสียงซอนผ่านอากาศอบอ้าว แทรกผสมกับเสียงเกี๊ยะ คะรัง...โคะรง...

        “เจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะรออยู่ที่ด้านนอกนะเจ้าคะ” หญิงนามว่าโอะโยะเนะผู้รับใช้เอ่ยรับ

        “ข้าขอบใจเจ้ามากที่มาเป็นเพื่อนข้า”

        “มิได้เจ้าค่ะ” โอะโยะเนะตอบยิ้ม ๆ

        แสงจาก โบะตันโดโร ที่อยู่ในมือของทั้งสองเปล่งประกาย โคมนี้ได้ชื่อเช่นนั้นเพราะที่ตัวโคมมีดอกโบตั๋นประดิษฐ์ติดเป็นเครื่องประดับ โดยทำอย่างประณีตแลดูสะดุดตา แสงจากโคมส่องให้เห็นใบหน้าสลัวของสองนาง

       หญิงผู้เป็นนายนั้นคือสาวรุ่นวัยสิบเจ็ด หน้านวล แววตาส่อความหวังต่อบางสิ่งบางอย่างฉายชัด ส่วนนางผู้เป็นบ่าวสูงวัยกว่า หน้าซีดกว่า แต่รอยยิ้มเย็น ๆ ที่เจืออยู่บนใบหน้ายังความสดชื่นให้แก่ผู้ใดก็ตามที่ได้พบเห็น โดยเฉพาะในคืนอับลมเช่นนี้

        ไม่นานนักสองนางก็ไปถึงประตูของเรือนแถวแห่งหนึ่ง โอะโยะเนะร้องเรียกคนในห้องด้วยเสียวแผ่วๆ เท่านั้น ครั้นประตูเปิดออก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏตัว โอะโยะเนะหลบฉากไป เปิดทางให้บุรุษผู้นั้นได้เห็นหน้านายของตนชัด ๆ

       ซามูไรไร้สังกัดนามว่าชินซะบุโร ฮะงิวะระวัยยี่สิบเอ็ดปีจ้องเขม็ง ตะลึงงันไปชั่วขณะ

        “ท่านไม่ต้องเอ่ยคำใดดอก” โอะสึยุเอ่ยปรามก่อน “ท่านอาจจะตกใจที่ได้พบหน้าอิฉัน แต่เมื่อเห็นอิฉันยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ท่านคงเข้าใจแล้วว่า ข่าวลือที่ครอบครัวของอิฉันใช้ให้หมอประจำตระกูลนำมาบอกท่านว่าข้าตายแล้วน่ะ เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ”

       “จริงหรือนี่ โอะสึยุ นี่เจ้าจริง ๆ ด้วย” ชายหนุ่มกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่ น้ำตาเอ่อขึ้นมาทันที และลืมความร้อนของอากาศไปแทบหมดสิ้น “ใช่ ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้วจริงๆ” ชายหนุ่มเริ่มรวบรวมสติได้ พลางยื่นมือออกไปจับไหล่ของโอะสึยุ

       “ครอบครัวของอิฉันยังใช้ให้หมอคนเดียวกันมาบอกอิฉันอีกว่าท่านก็ตายไปแล้ว ดีที่อิฉันให้โอะโยะเนะสืบจนรู้ว่าท่านยังไม่ตาย”

       “ครอบครัวของเจ้าช่างร้ายนัก ข้าอยู่นี่แล้วทั้งคน เจ้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”

       “ตอนนี้อิฉันไม่ได้อยู่กับครอบครัวแล้ว อิฉันกับโอะโยะเนะแยกออกมาอยู่กันเองเจ้าค่ะ”

       “โอ้ โอะสึยุ ดีจริง ๆ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ไล่มองตั้งแต่หน้าผากจดริมฝีปากของนาง “ข้ารักเจ้ายิ่งนัก”

       “อิฉันก็เช่นกัน นับแต่ครั้งที่อิฉันได้พบท่าน ก็มั่นใจว่าท่านคือคนเดียวที่อิฉันจะรัก” โอะสึยุเหลือบมองโอะโยะเนะแวบหนึ่ง บ่าวผู้จงรักพยักหน้าน้อย ๆ พร้อมรอยยิ้ม ส่งสัญญาณให้นายเข้าไปในห้องของฝ่ายชาย

       ในเรือนแถวคร่ำคร่าแห่งนั้น แสงสลัวของเทียนอาบผิวของโอะสึยุ และไล้ต้นแขนกำยำของซามูไรหนุ่ม เป็นความอ่อนโยนกับความเข้มแข็งที่ได้มาบรรจบกันในห้องนี้ สองมือของเขาเอื้อมไปแตะข้อมือของนางที่ตนเฝ้ารอมาตลอด

       “คำอธิษฐานของข้าเป็นจริงแล้ว โอะสึยุ ข้ารักเจ้า รักที่สุด”

       ความรักของทั้งสองถูกกีดกั้นโดยครอบครัวของฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายชายเป็นซามูไรไร้สังกัดอันถูกขนานนามว่าโรนิง “ครอบครัวเจ้า ทำถึงขนาดปล่อยข่าวว่าเจ้าตายแล้ว เพื่อให้ข้าตัดใจจากเจ้า” ชินซะบุโรพ้อโชคชะตา “เจ้าแยกมาอยู่แบบนี้ก็ดี ต่อไปเราก็มาอยู่ด้วยกันได้ ข้าคิดถึงเจ้า มาให้ข้าได้เชยชมเจ้าเถิด”

       พูดจบไม่ถึงอึดใจชินซะบุโรก็โน้มตัวเข้าใกล้โอะสึยุแล้วแนบหน้าลงไปที่ซอกคอของนาง พอจมูกสัมผัสข้างต้นคอได้หน่อย โอะสึยุก็ผลักเขาออกด้วยวิสัยหญิงและก้มหน้างุด สีหน้าระเรื่อขึ้น

       “อย่านะ อย่าเจ้าค่ะ”

        “ทำไมล่ะ ข้ารอพบเจ้ามานานแล้วนะ ข้าใจจะขาดแล้ว นึกดูสิข้าต้องทนทรมานขนาดไหน

       ความทรมานจากความรักทำให้คนถึงขั้นตรอมใจตายได้ แม้ชินซะบุโรยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับมาตลอดครึ่งปีหลังจากที่ได้พบโอะสึยุเพียงครั้งเดียวเมื่อช่วงปีใหม่ ภาพอดีตคราวนั้นผุดพรายขึ้นในห้วงความคิด นั่นคือความหลังครั้งที่ได้พบหน้าโอะสึยุครั้งแรกที่บ้านของนาง

รักเอย...รักแรกพบ แม้ได้ประสบแต่รักไม่บรรจบดั่งหวัง ทั้งสองได้พูดคุยกันแค่ไม่กี่คำ ทว่าเมื่อสายตาประสาน ความรักที่ซ่านอยู่ภายในก็แสดงออกมาทางหน้าต่างแห่งหัวใจ

หลังจากความเสน่หาเบ่งบานฉับพลัน ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร ถ้อยคำประโยคนั้นของนางก็ยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขาจวบจนกระทั่งวันนี้ ‘หากท่านไม่มาอีก อิฉันคงขาดใจตาย’

       มาบัดนี้ ไม่ใช่เขาที่ไปหานาง แต่นางนั่นเองที่เป็นฝ่ายมาหาเขา

       “มาเถิด มาให้ข้าได้สมใจในรัก”

       โอะสึยุยังอิดออด แต่ไม่ดีดดิ้น ต่อมาก็ค่อย ๆ ย่าง แต่ไม่ยืดยาด ตามเขาไป ฝ่ายชายเลิกมุ้งขึ้นและแตะตัวฝ่ายหญิง เป็นสัญญาณว่าเข้าไปเถิด...นี่คือเวลาของสองเรา นางค่อย ๆ ขยับกายลงนั่งอย่างนิ่มนวล ยิ้มละมุนสื่อความเอมใจเป็นที่ยิ่ง ชินซะบุโรแหวกชุดกิโมโนของนางออกอย่างเบามือ และดันตัวนางลงเอนเหลังนอนก่อนจะถอดเสื้อของตน เผยแผงอกเป็นแผ่นและโน้มตัวลงบ้าง

ราตรีนี้ร้อนนัก

       ก่อนรุ่งสาง โอะสึยุขอกลับที่พักด้วยเกรงว่าถ้าครอบครัวของนางรู้เข้าจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

       คืนต่อมา เสียงเดิมยังคงดังแผ่ว ๆ อยู่แถวนั้น คะรั...ง โคะร...ง คะรั...ง โคะร...ง โอะสึยุกับโอะโยะเนะมาเยือนบ้านของชินซะบุโรอีกโดยมีแสงไฟของโคมโบตั๋นเป็นเครื่องนำทาง เป็นเช่นนั้นติดๆ กันหลายคืน

       เสียงพูดคุยกันระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวดังลอดจากห้องในเรือนแถวไปกระทบหูของคนที่อยู่ห้องใกล้เคียง เพื่อนบ้านนามว่าโทะโมะโซสงสัยว่าเสียงหญิงที่ไหนกันนะ แว่วมาทุกคืนจากห้องนั้นทั้ง ๆ ที่ชินซะบุโรเป็นชายโสด เมื่ออดรนทนไม่ได้จึงแอบดู

       เงาตะคุ่ม ๆ ที่ทาบบนมุ้งในห้องนั้นขยับขึ้น ๆ ลง ๆ ทีแรกโทะโมะโซยังเห็นไม่ชัดนัก ครั้นสายตาปรับได้ที่ก็เห็นชายคนหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่า โยกตัวขึ้นลงอยู่ในมุ้ง อ้อ...เจ้าชินซะบุโรนั่นเอง เอ๊ะ...ดูเหมือนใต้ร่างกายของเจ้าหนุ่มร่างกำยำมีใครบางคนนอนอยู่

       “ใครกันนะ” ผู้แอบดูพึมพำ “อ้อ ๆ ๆ คงจะลากผู้หญิงมานอนด้วยล่ะสิท่า” โทะโมะโซคะเนโดยที่ยังเห็นไม่หมด

       ครั้นเพ่งสายตาลงไปยังผู้ที่ถูกนอนทาบทับอยู่ บัดนั้นลมวูบใหญ่ก็พัดเปลวไฟสว่างวาบขึ้นกว่าเดิม เขาเห็น...นั่น...นั่นมัน? เขาเห็น แต่ไม่ถนัดถนี่ จึงขยี้ตาแล้วเพ่งอีกครั้ง

       “หะ...หา? นะ...นั่นมัน” โทะโมะโซชะงัก ดูเหมือนเสียงที่ร้องลั่นออกมานั้นไม่มีใครได้ยิน ภาพที่ปรากฏสร้างความหวาดหวั่นแก่เขาจนแทบเสียสติ

ชินซะบุโรกำลังเสพสังวาสกับโครงกระดูก!

สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”
ภาพโอะสึยุไปพบชินซะบุโร โดยคุนิชิกะ โทะโยะฮะระ (Kunichika Toyohara; 1835-1900) (จากพิพิธภัณฑ์ละครอนุสรณ์สึโบะอุชิ มหาวิทยาลัยวาเซดะ)


สะดุดคำ “ไคดัง...เรื่องผี”
ภาพโอะโยะเนะ แถบมุมบนขวามียันต์กันผี โดยคุนิชิกะ โทะโยะฮะระ (Kunichika Toyohara; 1835-1900) (จากพิพิธภัณฑ์ละครอนุสรณ์สึโบะอุชิ มหาวิทยาลัยวาเซดะ)

วันรุ่งขึ้นโทะโมะโซไปหาหมอดู หมอดูระบุชัดว่าโอะสึยุกับโอะโยะเนะคือผีร้าย!

       “งั้น ที่ข้าเห็นนั่น ข้าก็ไม่ได้ตาฝาดไปน่ะสิ”
       “สิ่งที่เจ้าเห็นคือผี โอะสึยุผู้เป็นนายตรอมใจตายที่ถูกกีดกันเรื่องความรัก ส่วนโอะโยะเนะก็เศร้าโศกเสียใจจนตายตามนายของตนไป”
       “แล้วข้าจะทำยังไงดี ข้าขนหัวลุกไปหมด นั่นมันผี แล้วยัง...เอ่อ...สมสู่กับคนด้วย”
       “นี่ เจ้าจงไปบอกชินซะบุโรเสีย แล้วเอายันต์แปะไว้ให้ทั่ว กันไม่ให้นางผีร้ายเข้าไปสูบวิญญาณของเขา มิฉะนั้นเขาจะตายในที่สุด”

       โทะโมะโซทำตามนั้น ตีสองคืนต่อมา เสียง คะรั...ง โคะร...ง คะรั...ง โคะร...ง ก็ดังมาอีก ทว่าไร้เสียงพูดคุยระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวดังมาให้ได้ยิน ผีสองนางเข้าใกล้ห้องของชินซะบุโรไม่ได้ โอะสึยุเศร้าโศกเสียใจ ฟูมฟายที่จิตใจของชินซะบุโรเปลี่ยนไป

       แต่แล้วคืนหนึ่ง โอะสึยุกับโอะโยะเนะก็มาหาโทะโมะโซ
        “นี่พวกเจ้าอย่าทำอะไรข้านะ”
        “พวกข้าไม่ทำอะไรแกหรอก แต่แกจงไปเอายันต์ที่บ้านท่านชินซะบุโรออกให้หมด”
        “มะ...มะ...ไม่ ข้าทำไม่ได้หรอก”
        “ต้องได้!” โอะโยะเนะสั่งเด็ดขาด

        โทะโมะโซสะดุ้งเฮือก มือไม้สั่น ความกลัวบีบเค้นประสาทอย่างหนัก ตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า พลันก็เกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมา
        “ถะ...ถ้าข้าทำแล้ว เจ้าจะให้อะไรข้า”
        “ฮ่า ๆ ๆ” เสียงหัวเราะของนางบ่าวนั้นกรีดแหลมอย่างดูแคลน “ด๊าย...ถ้าเจ้าอยากได้ละก็”

        ครั้นตกลงกันแล้วว่าผีสองนางจะมอบทองให้ โทะโมะโซก็แอบไปเอายันต์ออก และคืนนั้นเสียง คะรัง โคะรง ก็กลับมา ตามด้วยเสียงพูดคุยของชายหนุ่มหญิงสาว

        โทะโมะโซนอนอกสั่นขวัญแขวนทั้งคืน พอถึงรุ่งเช้าก็ไปตะโกนเรียกชินซะบุโร แต่ไร้เสียงตอบ เมื่อเข้าไปดูข้างใน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ...

ศพของชินซะบุโรมีใบหน้าทุรนทุราย ซีดจัด ตาเหลือก ผมเผ้ายุ่งเหยิง และบนพื้นมีกระดูกเกลื่อนกล่น ทั้งกระดูกมือในท่ากำลังบีบคอ กะโหลก และเท้า มันคือกระดูกใครกันเล่า



เกร็ดปิดท้าย


       ชื่อเรื่อง “โบะตันโดโร” (Botandōrō; 牡丹灯籠) หรือ “โคมโบตั๋น” ประกอบด้วยคำ 2 คำคือ “โบะตัง” (botan; 牡丹) หมายถึง ดอกโบตั๋น กับคำว่า “โทโร” (tōrō; 灯籠) หมายถึง โคม ตะเกียง (ตะเกียงเสาที่อยู่ตามวัดญี่ปุ่น)

กระทง (เช่น ลอยกระทงของไทย เรียกว่า โทโรนะงะชิ [tōrōnagashi; 灯籠流し] ) เมื่อ 2 คำประกอบกันเป็นคำประสมแล้ว การออกเสียงเปลี่ยนเป็น “โบะตันโดโร”

       เรื่อง “โคมโบตั๋น” ได้เค้าเรื่องมาจากจีน และฉบับภาษาญี่ปุ่นมีมากกว่า 1 สำนวนซึ่งแตกต่างกันออกไปบ้างในรายละเอียด แต่ทุกสำนวนจะคงไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นลักษณะเด่นของเรื่องดังที่คนญี่ปุ่นจดจำได้ดีอย่างน้อย 2 จุดหลัก ได้แก่

1) เสียงเกี๊ยะ “คะรัง โคะรง” ของผีสาว ผีตามขนบญี่ปุ่นมักไม่มีขาและเคลื่อนที่โดยการลอยไปลอยมา แต่ผีในเรื่องนี้เคลื่อนที่โดยการเดินและสร้างเสียงที่ชวนขนลุกด้วยเกี๊ยะ และ

2) การเสพสังวาสระหว่างคนกับผี สำหรับเรื่องที่ผมนำมาเล่าในสำนวนใหม่นี้ อิงตามท้องเรื่องจากละครคะบุกิ

หมายเหตุ : 

 [1] คำญี่ปุ่นที่ออกเสียงว่า “ไคดัง” มีมากกว่า 1 คำ แต่ใช้ตัวอักษรคันจิต่างกัน คำที่ใช้บ่อย ได้แก่ 階段 หมายถึง บันได เช่น รีบขึ้นบันได [อดีต] —急いで階段を上りました。(Isoide kaidan o noborimashita) และ 会談

หมายถึง การเจรจา หรือ การประชุม เช่น การเจรจาไทย-ญี่ปุ่น (ได้รับการ) จัดขึ้นแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน— 日タイ会談は6月に行われました。(Nittai kaidan wa rokugatsu ni okonawaremashita)


 

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์

สิริสวัสดิ์จันทรวารค่ะ




Create Date : 27 กรกฎาคม 2558
Last Update : 27 กรกฎาคม 2558 8:51:52 น. 0 comments
Counter : 929 Pageviews.

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]





/



2558

2556

2555

น้ำใจจากคุณ krittut 2554

2553


สิริสวัสดิ์วรวาร
เปรมปรีดิ์มานรื่นรมณีย์นะคะ ยินดีต้อนรับ
สู่บล็อกของคนใฝ่รู้ สำหรับผู้ใส่ใจใฝ่รู้ค่ะ

เชิญอ่านตามสบายนะคะ
มีดีๆให้คุณได้ทราบหลากหลายค่ะ

๑ - ๑/๑ ฉันรักในหลวง
๒.๓.๑๐.๑๕.๓๐.๒๔.๕๙.๖๓.๙๐.ธรรมะ
๔ - ๔/๑ รวมพลคนดัง
๕. ศาสนาพุทธสุดประเสริฐ
๖. ความรู้ทั่วไปในศาสนาพุทธ
๗. ๑๖. ประวัติศาสตร์
๘ - ๙/๑ ไม้ดอก ไม้ใบ
๑๑ - ๑๑/๑ เกม
๑๒.๓๗.๔๐-๔๓.๕๓.๗๕.๘๖.ศิลปะเทศ
๑๔ - ๑๔/๑. ๒๐๘. ข่าวคนดังเทศ
๑๘. ๑๙. ๒๒. ราชวงศ์ไทย
๒๐.๑๑๖-๑๑๖/๒ ๑๙๐-๑๙๐/๘ ละคร ทีวี
๒๑. ๓๑. ๒๐๘. ราชวงศ์เทศ
๒๔. นักเขียนไทย
๒๔/๑. กลอนชั้นบรมครู
๒๙/๑-๒๙/๔โปสการ์ดจากเพื่อนบล็อก
๓๓. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
๓๙.๑๘๑-๑๘๑/๗ สุธาโภชน์รสเลิศล้ำ
๔๑.๔๒.๕๐.๕๘.๖๐.๖๑.๘๖.มหาวิหาร
๕๗. ปราสาท พระราชวัง คฤหาสน์เทศ
๖๒. วัด
๖๕ - ๖๕/๑ การ์ตูน
๖๕/๒. นิทานเซน
๖๗. ความตายมาพรากให้จากไป
๖๙ - ๖๙/๒ สารพัดสัตว์
๗๔. สุนัข
๗๖. อุทยานสวรรค์
๗๗. ซูเปอร์แมน - แบทแมน
๗๘ - ๘๓. แสตมป์สะสม
๘๕-๘๕/๑ หนังสือสะสม
๘๗ - ๘๗/๒ ๒๑๕ ข่าวกีฬา
๘๙. ๘๙/๑ จีนแผ่นดินใหญ่
๙๐/๑ .ทิเบต
๙๑. จันทร์สูริย์ดารา
๙๒. สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า
๙๓ - ๙๓/๒ ภาพยนตร์
๙๔ - ๙๔/๓ ยานยนต์
๙๕ - ๙๕/๑ ดูดวง
๙๖ - ๙๖/๑ . ๒๑๑ วิทยาศาสตร์
๙๗ - ๙๗/๑.๒๐๙ แวดวงวรรณกรรม
๙๘. ภาพพุทธประวัติ
๙๙. ๑๒๗ - ๑๒๗/๑ ดนตรี
๑๐๑. ป้าย R สะสม
๑๐๒. บัตรภาพตราไปรฯสะสม
๑๐๓. DIY
๑๐๗/๑ เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น
๑๐๘ - ๑๐๘/๑ หนังสือ
๑๑๓ - ๑๑๓/๑ บ้านสวย
๑๑๕. พระเครื่อง
๑๒๐. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๑๒๓. เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ
๑๒๕. เหรียญที่ระลึก
๑๒๕/๑ เหรียญสะสมต่างประเทศ
๑๒๕/๒ เหรียญที่ระลึกจังหวัด
๑๒๕/๓ ธนบัตรที่ระลึก
๑๒๕/๔ บัตรโทรศัพท์
๑๒๕/๕ กล่องไม้ขีด และอื่นๆ
๑๓๑.เรื่องสั้นชั้นครู"เจียวต้าย"
๑๖๔.บล็อกพิเศษ วันเดียวอั๊พ 100
เอนทรี่ ให้คุณป้า"ร่มไม้เย็น"ชม
๑๙๐/๓ เรื่องย่อละคร
๑๙๓. คดีเขาพระวิหาร
๒๑๒. ศิลปะ
๒๑๗. วิถีแห่งอำนาจ บูเช็กเทียน
๒๑๗/๑.วิถีแห่งอำนาจ เจงกิสข่าน
๒๑๗/๒.วิถีแห่งอำนาจ จูหยวนจาง
๒๑๗/๓.วิถีแห่งอำนาจ ซูสีไทเฮา
๒๑๗/๔.วิถีแห่งอำนาจ หงซิ่วฉวน
๒๑๗/๕.วิถีแห่งอำนาจ แฮรี่ พอตเตอร์

ข่าวทั่วไปล่าสุด บล็อกล่างสุดค่ะ

เปิดบล็อก 1 มกราคม 2552



free counters
08.27 - 250811

207 flags collected 300316



Friends' blogs
[Add sirivinit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.