All life is an experiments the more experiments you make, the better....
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
9th trip - Gokran - 1st half

หลังจากโดนปล่อยให้นั่งรอที่สามแยกชั่วโมงกว่า ๆ เราก็ได้รถบัสไป Gokran แต่เอ่อ ไม่มี direct bus ค่ะ ต้องนั่งไปลงที่ Honnavar ก่อน แต่ก็เอาเถอะถึงไหนถึงกัน จาก Jog falls ไป Honnavar ก็ใช้เวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมง ( 37 รูปี) เส้นทางนี้เรียกอาการมึนได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเส้นที่วิ่งวนไปตามไหล่เขา ซึ่งน่าจะเป็นแนวเทือกเขา Nilgiris ลักษณะก็เหมือนตะนาวศรีบ้านเราที่ทอดยาวตลอดแนวด้านทิศตะวันตกของประเทศ แต่มีความสลับซับซ้อนกว่าของไทยเรามากแค่นั้นเอง

จาก Honnavar เราก็ได้ข่าวร้ายว่า ถ้าจะไป Gokran เราต้องนั่งรถต่ออีกสองต่อ เอ่อ อีกแล้วฮะ วันนี้นั่งรถกันไม่รู้กี่ต่อแล้วเนี่ย เลยมองหน้ากันว่าจะเอาไง จะไปต่อหรือจะหยุด เพราะตอนนี้ก็ค่ำพอดิบพอดี แล้วก็ไม่รู้ว่าอีกสองต่อนะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ด้วย แถมเมือง Honnavar ก็น่าจะมีทะเล เพราะดาได้กลิ่นไอทะเลและปลาหมึก (จมูกดีฮะ)

แต่ลูกทัวร์ก็ใจเด็ดฮะ ยังไงก็จะเอาทะเลศักดิ์สิทธิ์ ไม่เอาทะเลเฉยๆ เสี่ยงยอมตกรถไฟก็เอา คนจัดทริปก็ว่าไงว่ากันฮะ ไม่ขัดศรัทธากันอยู่แล้ว เราเลยวิ่งไปจับบัสต่อไปที่เมือง Kumta ทันที (15 รูปี) ตลอดทางก็น่าจะเป็นถนนเส้นขนานกับทะเล เพราะไอทะเลที่คุ้นเคยลอยมาไกลๆ มองไม่เห็นฮะ มันมืด ถนนจาก Honnavar มาถึง Kumta มีแต่ฝุ่นและหลุม ไม่แน่ใจว่าอยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือว่าอะไร เพราะสองข้างทางมันมืดไปหมด มองไม่เห็นอะไร

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เราก็ถูกปล่อยลงที่ท่ารถบัสอีกแห่ง แล้วเราก็ได้รถไป Gokran จากการชี้ทางของพวกกระเป๋า (แหล่งข้อมูลรถชั้นเยี่ยมค่ะ) ที่นี่เราเสียกันอีกคนละ 18 รูปี เที่ยวก่อน 15 หนึ่งชั่วโมง นี่ 18 ชั่วโมงกว่าแหงมเลยเนี่ย

แล้วเราก็หมดไปอีกชั่วโมงกว่าจริงๆ กับการเดินทางเที่ยวสุดท้ายนี้ เอ่อ มีใครนับบ้างมั้ยค่ะว่าดานั่งรถกี่ต่อ แล้วก็หมดไปกี่ชั่วโมง

จุดสุดท้ายที่เราลงเป็นสถานีรถบัสที่เงียบมาก มีรถจอดอยู่ไม่กี่คัน เดินแบกเป้ไปตามท้องถนนในเมืองก็เงียบ ทั้งๆ ที่แค่เกือบๆ สี่ทุ่มเท่านั้นเอง ร้านอาหารทะเลที่ดาหวังไว้ก็ยังหาไม่เจอ คือว่า ลูกทัวร์สองคนอยากเห็นทะเล แต่คนพาทัวร์สนใจแต่อาหารนะค่ะ แหะแหะ

เราได้ที่พักใกล้ๆ ที่ห่างจากท่ารถไม่ถึงสิบนาที ราคาห้องละ 200 มีสามเตียงติดพัดลม ห้องกว้างมาก นอนจุได้เกือบสามสิบคน เอาเถอะ อย่างพวกดาไม่เคยสนใจที่พักกันอยู่แล้ว ตอนนั้นสี่ทุ่มกว่าแล้วค่ะ หิวไส้จะขาด อาบน้ำเสร็จก็ออกหาอาหารทันที

แต่แง้ นี่มันเมืองอะไรฟะ เงียบยังกะป่าช้า ร้านปิดสนิท แล้วไอ้ร้านที่เห็นปิดๆ นั่นก็มีแต่อาหารมังสวิรัติทั้งน้านนนนนนน ฮือ ฮือ หนู จะเอาอาหารทะเลง่ะ เราเดินวนกันเกือบครึ่งชั่วโมง ถนนก็โล่งๆ มืดๆ มีป่ากล้วยประปราย ฮือ วังเวงง่ะ

ร้านนี้อร่อยสมกับที่โฆษณามากๆ อร่อยทุกเมนู คือ พวกเราสั่งหลายอย่างมาก เป็นสิบอย่างค่ะ แบบว่าหิวจัด แต่ก็ฟาดเรียบนะค่ะ เสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพเพราะตอนเดินออกจากห้องพัก ก็กะแค่ว่าจะออกไปหาอะไรกินแค่นั้นเอง

นอกจากเราจะได้เอร็ดอร่อยกับเมนูอาหารฝรั่งแล้ว เรายังต้องนั่งขำกับอาการโอดครวญของชายหนุ่มหนึ่งเดียวของเราด้วย เฮียแกปวดขาสุดๆ ทั้งๆ ที่สองสาวที่เหลือไม่มีอาการอะไรสักอย่าง อืม หรือว่าสาวอย่างเราจะถึกไปเนี่ย

9/12/07

ตามธรรมเนียมของการไปทะเล คือ ต้องตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ กะไว้ว่าตีห้าครึ่งค่ะจะลุก แต่พอเอาเข้าจริง หนูดาก็หนูยาก็งอแงไม่ยอมลุกจากเตียงสะอย่างนั้น แล้วเหตุผลของแต่ละคนก็น่าตืบจริงๆ หนูยาบอกว่า “มันก็ขึ้นของมันทุกวันจะไปดูทำไม” แต่ของดายิ่งแล้วใหญ่ “บ้านตูติดทะเลง่ะ ไม่อยากเห็น ก็เห็นจนชิน แถมดวงเดียวกันอีกต่างหาก”

แต่เกือบๆ แปดโมง เฮียต้อก็แซะพวกเราออกจากเตียงได้สำเร็จ พอเริ่มเที่ยวกันจริงๆ จัง ๆ ไอ้พวกที่ไม่ยอมลุกจากเตียงก็สดใส กระปี้กระเป่า พร้อมลุยทุกสถานการณ์ แต่เฮียที่อุตส่าห์ลุกมาปลุก กับปวดขาจนเดินไม่ค่อยจะไหว โด่เฮีย ไม่แมนเลยนิ๊ เอ๊ะ หรือตูแมนไป

เดินไปเดินมาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แล้วเราก็ค้นพบคำตอบว่าทำไมมันช่างวังเวงนักในตอนดึก ก็แหม แต่ละบ้าน แต่ละคนที่เดินสวนไปสวนมา มีแต่สภาพนักบวชทั้งนั้น จนเราสงสัยกันว่าคนเมืองนี้เค้าทำมาหากินอะไรกันบ้างรึเปล่า

จุดมุ่งหมายแรกที่เราจะไปคือทะเลเป็นแน่แท้ เอ่อ แต่ว่าเลี้ยวผิดค่ะ เลยไปเจอบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แทน ง่า มีป้ายบอกไว้ด้วยว่าลึก คนลงไปตายทุกปี แหะแหะ ไม่บอกหนูก็ไม่ลงไปหรอกเฮีย


















ในหมู่บ้านนอกจากบ้านคนแล้ว หันไปทางไหนก็มีแต่วัดและวัด ซึ่งเค้าไม่ให้ถ่ายรูปค่ะ เสียดาย นอกจากวัดก็มีแต่วัวและควาย ที่เอ่อ น่าจะเป็นพันธุ์แคระนะค่ะ เจ้าพวกนี้ เพราะกี่ตัวกี่ตัวก็เตี้ยสุดๆ













Create Date : 16 พฤษภาคม 2551
Last Update : 16 พฤษภาคม 2551 17:57:30 น. 4 comments
Counter : 524 Pageviews.

 
เอาหน้าข้าตามาให้ดูในตอนนี้ เพราะ ภาพชุดสองล้นค่ะ แถมโชว์รูปตัวเองบ่อยๆ เริ่มเขินแหะ เลยเอาซุกๆ ไว้ตอนแรกดีกว่า อย่างน้อยก็มีไม่กี่คนที่เข้ามาเห็นแหละ (พี่ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแหงม)


โดย: veeda วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:18:03:28 น.  

 
อ้าวย้อนกลับมาเที่ยว ช่วงแรกด้วย
ข้ามไปได้ไงไม่รู้


โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:42:43 น.  

 
คุณดาผมสรุป 2 วันแรกให้แล้วกันครับ อิอิ
วันที่ 7/12/07 จากตัวเมือง Bangalore ห่างจากเมือง Shimoga 372 ก.ม.ค่าโดยสาร คนละ 150 รูปีใช้เวลาเดินทาง 7 ชม.

วันที่ 8/12/07 ต่อรถบัสไปเมือง Sagar ค่าโดยสารคนละ35 รูปี ใช้เวลา1.30 ชม. จากเมือง Sagar ต่อรถไป Jog Fallsใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชม.ค่าโดยสาร13 รูปี ค่าเข้าน้ำตกต่อคน คนละ 2 รูปี ต่อจากนั้นจ้างรถราคา 200 รูปี ไปดูเขื่อน Linganamakki แหล่งผลิตกระแสไฟของรัฐ Karnataka แล้วมาถูกปล่อยที่สามแยกนั่นแหละ หลังจากนั้นก็นับกันเอาเองนะครับ 555

ไม่เสียแรงที่เป็นลูกน้ำเค็มนะครับ ขนาดมองไม่เห็นแค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าเมืองติดทะเล แต่ทำไมว่ายน้ำไม่เป็นอะ 555

ฝากบอกคุณหนูยาด้วยครับว่าผมชอบคำนี้ “มันก็ขึ้นของมันทุกวันจะไปดูทำไม” ก็จริงอะเนอะ

ตอนกลับมาเมืองไทย คุณดาต่อแพ แล้วพายจากทะเลศักดิ์สิทธิ์ผ่านมหาสมุทรอินเดีย มาขึ้นที่ภูเก็ตสิครับ แล้วค่อยต่อไปประจวบ อิอิ ไปป่วนภาค 2 ต่อดีกว่า


โดย: nongmalakor วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:22:25:31 น.  

 
ลุงแอ๊ด - ไม่เป็นไรค่ะลุง

พี่ต้อง - ดาก็ว่าดาต่อรถต่อราจนเบลอไปเหมือนกันค่ะ โชคดีที่ตอนกลับจากเที่ยวใหม่ๆ ดาก็เขียนไว้เลยว่าไปไหนยังไง ไม่งั้นถ้าให้มาเขียนตอนนี้คงเบลอนะค่ะ ถ้าเป็นเมืองชายทะเลที่ทำประมงนะค่ะพี่ต้อง เราจะได้กลิ่นปลาหมึกตากแห้งค่ะ ง่ายๆ มาก กลิ่นไอทะเลก็จะเหนียวๆ ด้วย อย่าพูดเรื่องว่ายน้ำเลยพี่ อย่างอาย ไม่รู้ทำไมว่ายไม่เป็นเหมือนกัน แต่เท่าที่จำได้ก็เล่นน้ำทะเลมาตลอดนะค่ะ ไม่ได้กลัวน้ำหรือไม่เคยลงน้ำแต่อย่างใด ตอนเด็กๆ อยู่กระบี่ก็วิ่งลงทะเลทั้งวัน ไม่รุ้เหมือนกันว่าทำไมไม่หัดว่าย

เรื่องพระอาทิตย์นี่ ตั้งแต่มาอยู่อินเดีย จริงๆ ก็ไม่ได้เห็นมาชาติเศษแล้วหล่ะค่ะ ตื่นไม่ทันกันสักที ได้เห็นบ่อยหน่อยก็พระจันทร์ ช่วงมาอยู่ใหม่ๆ ตอนกลางคืนนอนมองพระจันทร์ข้างหน้าต่าง แล้วก็คิดถึงบ้านกัน

เอ่อพี่ต้องง่ะ ให้ดาต่อแพข้ามมหาสมุทรเลยเหรอ จะเหลือรอดกลับไปถึงบ้านมั้ยเนี่ย เอาเป็นว่าตอนหน้าดาจะพาไปดูแพที่มหาสมุทรอินเดียจริงๆ นะค่ะ แล้วมาดูกันว่าพี่ต้องจะยังใจร้าย ยุเราให้นั่งแพอีกรึเปล่า



โดย: veeda วันที่: 17 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:09:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

veeda
Location :
ประจวบคีรีขันธ์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add veeda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.