Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
18 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
:: แม่..ผู้หญิงที่ขี้บ่น ฯลฯ


บทความนี้เขียนโดย ครูเจน เจ้าของ login : JanE & IK
เจ้าของ Blog ได้ขออนุญาตเจ้าของบทความแล้วค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++


~ แม่..ผู้หญิงที่ขี้บ่นกลุ้มมันได้ทุกเรื่องและไม่เคยพอใจอะไรสักอย่าง ~


เจนเขียนเรื่องนี้ขึ้นหลังจากเด็กที่ดูแลมาบ่นให้ฟัง "แม่หนูเป็นอะไรไม่รู้นะครู ขี้บ่น หาเรื่องกลุ้มมันได้ทุกเรื่อง แถมไม่เคยพอใจอะไรสักอย่าง เมื่อไหร่จะปล่อยวางได้สักที"

เจนเลยอธิบายให้เธอฟังประมาณว่าคนเป็นแม่รู้สึกยังไง รักและห่วงลูก(และสับสนในตัวเอง)มากขนาดไหน แบบเดียวกันกับที่เจนเขียน
.
.
.

จุดเริ่มต้นของความเป็นแม่นั้นเริ่มเมื่อรู้ว่าเราตั้งครรภ์

พอสองขีดขึ้นมาเราก็ดีใจมีความสุขที่จะได้มีเจ้าตัวน้อยมาคอยเคียงข้าง แต่พอสักพักไม่นานเราก็เริ่มกลุ้มใจเพราะคิดได้ว่าก่อนหน้านั้นเราเผลอกินทั้งกาแฟ ทั้งวิสกี้ อีกทั้งยาสารพัดเข้าไป คิดแต่ลูกในท้องฉันจะแข็งแรงจะปลอดภัยจะครบสามสิบสองหรือเป็นอะไรบ้างไหมนะ

หลังจากนั้นเราก็ไปฝากท้อง พอหมอบอกเท่าที่ดูลูกคุณปลอดภัย เราก็ดีใจ พอกลับมาเราก็มาลุ้นใหม่ว่าฉันจะได้ลูกชายหรือลูกสาว

วันต่อมาเราไปคุยกับเพื่อนข้างบ้านแล้วกลับมานอนกลุ้มใจ ลูกชายโตมามันจะติดยาไหม ลูกสาวจะท้องก่อนวัย แบบที่พี่เขาบอกไว้หรือเปล่า

ผ่านคืนนั้นเราคิดได้แล้วก็สบายใจ ลูกสาวหรือลูกชายมันจะไปสำคัญตรงไหนเพราะต่อให้เลือกได้ พอโตไปลูกก็คงจะเลือกเพศใหม่อยู่ดีละ

คราวนี้เราสบายใจแล้วเราก็กินๆๆบำรุงเข้าไป พอน้ำหนักไม่ขึ้นเราก็กลุ้มใจ ลูกฉันจะได้สารอาหารครบไหม แต่พอลูกคลอดออกมาแล้วน้ำหนักยังไม่จากไปเราก็กลุ้มใหม่ ยิ่งเวลาที่เจอใครๆแล้วเขาถามว่าอุ้มท้องมาเป็นปีแล้วทำไมยังไม่คลอด

ตอนลูกยังเล็กลูกติดมือวางเมื่อไหร่เป็นร้องไห้ เราไม่พอใจบอกจะไม่ให้แม่ทำอย่างอื่นเลยใช่ไหม พอสักพักลูกไปติดพี่เลี้ยงแทนเราก็กลุ้มอีก บอกทำไมๆลูกไม่รักแม่แล้วหรือ

โตขึ้นอีกหน่อยลูกเริ่มตั้งไข่ พอนานเข้ายังทำไม่ได้ เราก็กลัวเข้าไป กลัวลูกจะเดินไม่ได้ พอเดินได้ ลูกก็วิ่งมันทั้งวัน เราก็บอกแม่ไม่ไหวแล้วจะซนไปถึงไหนอยู่เฉยๆบ้างได้ไหมแม่เวียนหัว

เมื่อลูกถึงวัยที่ต้องพูดแล้วยังพูดไม่ได้เราก็กลุ้ม(รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้)กลัวลูกพูดไม่ได้ พอลูกเริ่มพูดได้หลังจากนั้นเธอก็พูดไม่ยอมหยุดเราก็รำคาญใจบอกเมื่อไหร่ลูกจะเงียบได้สักทีนะ

ตอนเล็กๆลูกไม่กินข้าวเราเครียด กลุ้มมากมาย ลูกฉันจะโตไหม พอโตเป็นสาวลูกกินมากจนเสื้อผ้าไม่มีไซส์เราก็กลุ้มใหม่หุ่นแบบนี้แล้วใครจะมามองลูกแม่ละเนี่ย

ลูกดื้อมากเราบอกแม่ทนไม่ไหว ขืนปล่อยไว้เดี๋ยวเป็นเด็กเอาแต่ใจ ว่าแล้วก็ฟาดเข้าให้ พอตีลูกเสร็จเราก็มานั่งร้องไห้ ถามตัวเองแต่ฉันทำอย่างนั้นไปได้ยังไง โตจนเป็นผู้ใหญ่ทำไมแค่นี้ไม่รู้จักห้ามใจตัวเอง

พอส่งลูกเข้าอนุบาล ลูกยืนเกาะประตูลูกกรงร้องไห้ เราโมโหว่ามันจะร้องไปทำไม เดี๋ยวตอนบ่ายแม่ก็มารับแล้ว พอเราแก่ไปวันหยุดเราก็เกาะประตูรอให้ลูกมาหา พอลูกโทรมาบอกมาไม่ได้ เดือนหน้าค่อยมาใหม่เราก็ร้องไห้แบบเดียวกันกับที่ลูกร้องในตอนนั้น

ลูกเข้าประถมย้ายโรงเรียนใหม่เราก็กลัวว่าลูกจะไม่มีเพื่อน เข้ากับคนอื่นไม่ได้ กลุ้มมันเข้าไป พอลูกขึ้นมอปลายเราก็กลุ้มใหม่เพราะลูกเข้ากับเพื่อนได้ดีเกินไปจนกลายเป็นเด็กติดเพื่อน

เราบอกไม่อยากให้ลูกเอาแต่เรียนเดี๋ยวจะเครียดไป แต่พอลูกแข่งขันสู้เด็กที่เรียนอย่างเดียวไม่ได้สุดท้ายเราเองที่กลับกลายเป็นฝ่ายเครียด

เราอยากให้ลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าคิดกล้าตัดสินใจ แต่พอลูกเริ่มทำได้ เราก็บอกแม่ทนไม่ไหว ปีกกล้าขาแข็งนักแล้วหรือยังไง

เราอยากให้ลูกดูแลตัวเองได้ แต่เมื่อลูกทำได้ทุกอย่างเราก็กลัวอีกกลัวว่าเราจะหมดความสำคัญอีกต่อไป

เราบอกให้ลูกตั้งใจเรียนจะเรียนเก่งหรือไม่ๆเป็นไร แต่พอสิ้นปีลูกสอบติดอันดับไม่ได้เราก็ไม่พอใจบอกตั้งใจแทบตายทำไมได้แค่นี้ละลูก

วันหยุดเราอยากให้ลูกพักผ่อน สบายๆ แต่พอลูกไม่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีเหมือนลูกใครๆเราก็รับไม่ได้อีก

ตอนเด็กเราไล่ให้ลูกไปนอนคนเดียวลูกไม่ยอมไป เราก็ไม่พอใจบอกจะเป็นลูกแหง่จะติดแม่ไปถึงไหน พอลูกโตเป็นวัยรุ่นลูกบอก "หนูจะไม่นอนกับแม่อีกต่อไป" เราก็น้ำตาตกในคิดในใจว่าแล้วแม่จะนอนกอดใครละทีนี้

เมื่อลูกขึ้นมอปลายพอลูกเริ่มมีเพื่อนต่างเพศเราทนไม่ได้บอกอายุแค่นี้จะรีบหาแฟนไปถึงไหน พออีกสิบห้าปีผ่านไปลูกไม่มีใครเราก็ทนไม่ได้อีกบอกขืนเป็นแบบนี้ต่อไปแล้วเมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลาน

เมื่อลูกถามว่าจะเรียนต่ออันนี้ดีไหม เราบอกลูกว่า แล้วแต่ใจ แต่พอลูกเลือกแล้วไม่ถูกใจเราก็รับไม่ได้บอกคณะนี้แกเรียนจบไปรับรองเงินเดือนไม่พอยาไส้แน่ๆ

ตอนลูกเด็กๆพอเรากินเหล้า แล้วลูกมาถามว่าแม่ไม่ดื่มจะได้ไหม เราบอกไม่ได้แม่ต้องเมา แม่ต้องเข้าสังคม ลูกยังเด็กลูกจะไปรู้อะไร พอลูกเข้ามหาลัยลูกไปเมากับเพื่อน เราก็ไม่พอใจบอกกินเหล้าเมาให้มันได้อะไร ถ้าอยากเมามากนักหนูปั่นจิ้งหรีดอยู่บ้านก็ได้นี่ลูก

พอลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเราก็เครียดกลัวลูกสอบเข้าไม่ได้ พอสอบเข้าได้เราก็ภูมิใจ แต่ไม่นานเราก็มากลุ้มใหม่ว่าลูกฉันจะเรียนไหวไหมจะโดนรีไทร์หรือเปล่า

ลูกใกล้จะเรียนจบเราก็ดีใจ ลูกฉันจะต้องมีอนาคตสดใส แต่พอคิดว่าจบมาเศรษฐกิจแบบนี้จะหางานได้ยังไงหรือว่าฉันจะต้องพาไปฝากกับใคร สุดท้ายเราก็ได้เรื่องเริ่มกลุ้มใหม่อีกหนึ่งเรื่อง

พอลูกได้งานเราก็ดีใจบอกลูกแม่เอาตัวรอดได้ แต่พอลูกเอาแต่ทำงานเลิกดึกๆดื่นเราก็กลุ้มใหม่บอกเอาแต่ทำงานๆๆแล้วจะมีเวลาไปเจอใครแล้วเมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลาน

แต่พอสักพักลูกพาแฟนมาที่บ้านเราก็กลุ้มใหม่ พ่อแม่เจ้าหมอนี่เป็นใคร หัวนอนปลายเท้านะมีไหม จะมาดีมาร้ายหรือจะมาหลอกลวงลูกฉันไปทำอะไรรึเปล่า

พอลูกแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเราก็ดีใจ บอกหมดห่วงอีกต่อไป แต่อีกใจเราก็กลัวว่าลูกมีครอบครัวใหม่แล้วลูกจะลืมเราไปหรือเปล่า

สักพักลูกท้องเราก็ดีใจ เสร็จแล้วเราก็ตั้งต้นกลุ้มใหม่ ยาบำรุง ของแสลง อยู่ฟืน อยู่ไฟ แม่บอกแทบตายลูกมันไม่สนใจบอกแต่แม่ไม่ทันสมัย ถ้าแม่เป็นเฟซบุ๊ค(facebook)นะ หนูไม่กดไลท์(like)ให้แน่ๆ

พอไม่นานหลานคลอดออกมาเราก็ดีใจ ไม่ทันจะกี่เดือนก็กลุ้มใหม่ เถียงกับลูกมันเข้าไป เรื่องกินนม กินกล้วย นมผงนมชงสูตรไหนๆ เถียงแล้วก็คิดในใจแม่เลี้ยงแกมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอยแกจะมารู้อะไรไปมากกว่าแม่

พอหลานโตอีกหน่อยเราก็เริ่มสบายใจ จะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องควรให้หลานกินอะไร แต่พอไม่นานก็เริ่มกลุ้มใหม่เมื่อลูกถามว่า "แม่จะตามใจหลานไปถึงไหน ถ้าเลี้ยงอย่างนี้แล้วโตไปแล้วใครละจะเอาอยู่"

เราก็มานั่งนึกใจก็ตอนแกยังเด็ก แม่ทำงาน แม่เหนื่อย เงินทองก็ไม่มีสักเท่าไหร่ บางครั้งก็เผลอใส่อารมณ์บางทีก็โหดกับแกเกินไป พอตอนนี้แม่คิดได้ อยากจะแก้ตัวใหม่ แกจะมาห้ามอะไรแม่นักหนา

พอหลานโตจนเข้าโรงเรียนได้ เราก็มานั่งกลุ้มใหม่กลุ้มเป็นวัฏจักรรอบต่อไปแบบที่เคยกลุ้มกับลูกในใส้เรามาก่อน

หลานโตขึ้นมาเรียนจบได้ใบปริญญา ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกลุ้มอีกต่อไป แต่พอตอนนี้ก็ถึงวัย วัยที่สารพัดโรคเริ่มถามหา

ในใจก็อยากอยู่ต่อ แต่สังขารมันบอกลา อีกทั้งพอรู้ลูกต้องจ่ายค่ารักษาเดือนละเท่าไหร่ก็เริ่มถอดใจ คิดแต่ว่าถ้าต้องจ่ายค่ารักษาแบบนี้กันตลอดไปแล้วลูกฉันจะเหลือเงินทองสักเท่าไหร่ไม่ต้องขายรถขายไร่หรือไงหนา

จนท้ายสุดสิ่งที่ไม่ว่าใครหลีกหนีไม่ได้คลานเข้ามา แม่ก็ยังไม่ยอมจะจากไป ยังแข็งใจรอจนลูกมาปิดตา ถึงครานั้นก็เป็นอันได้เวลา เป็นอันว่าได้สิ้นสุดความกลุ้มใจ


(สิ่งที่เจนเขียนมาจากประสบการณ์โดยตรง ประสบการณ์ของคนรู้จัก และจากสิ่งที่ได้รับฟังจากคนอื่นๆต่อๆกันมา ไม่ใช่ประสบการณ์ของตัวเองคนเดียวค่ะ)

เจน

จากคุณ : JanE & IK
เขียนเมื่อ : 15 ส.ค. 54 06:48:42


Create Date : 18 สิงหาคม 2554
Last Update : 18 สิงหาคม 2554 22:12:53 น. 3 comments
Counter : 454 Pageviews.

 
ขอบคุณคะ

เห็นเขียนไว้ข้างๆว่า

สิ่งไหนยากกว่ากันระหว่าง
การหาคำตอบ
กับ
การพิสูจน์ว่าคำตอบ
ที่คนอื่นหามาได้นั้นถูกต้องหรือไม่
.
.
การหาคำตอบง่ายกว่าเป็นร้อยเท่าคะ

อย่างถามว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้คนร่ำรวย

ตอบได้เป็นร้อย

ขยัน โชคดี โอกาส ความฉลาด มรดก ถ้าถามว่าถูกไหมก็ถูกหมด

แต่การพิสูจน์คำตอบนั้นหลายกรณียากมากๆ

ขึ้นกับว่าใช้ทฤษฎีอะไร มองมุมไหน และมักจะมีข้อโต้แย้งมากมาย

เช่น ถ้าเราจะพิสูจน์ว่าขยันแล้วร่ำรวย ก็ต้องมีคนแย้งว่าถ้าขยันแต่โง่ อย่างไปกู้เงินร้อยละยี่สิบมาค้าขาย ขยันแทบตายก็ไม่รวย อะไรทำนองนี้คะ


โดย: JanE & IK วันที่: 18 สิงหาคม 2554 เวลา:22:55:14 น.  

 
ที่บอกว่า
"สิ่งไหนยากกว่ากันระหว่าง การหาคำตอบ กับ การพิสูจน์ว่าคำตอบที่คนอื่นหามาได้นั้นถูกต้องหรือไม่"
วลีนี้เอามาจาก วรรณกรรมสืบสวนของญี่ปุ่นค่ะ
"รัก ลวง ตาย"
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vbenj&month=01-2009&date=04&group=8&gblog=21

ลองหาอ่านดูค่ะ สนุกดี


โดย: เจ้าการเวกเสียงหวาน วันที่: 19 สิงหาคม 2554 เวลา:8:34:52 น.  

 
นี่แหละ..คือ แม่..^__^


โดย: ซีทะเล (kae+aoe ) วันที่: 19 สิงหาคม 2554 เวลา:15:58:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจ้าการเวกเสียงหวาน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สิ่งไหนยากกว่ากันระหว่าง
การหาคำตอบ
กับ
การพิสูจน์ว่าคำตอบ
ที่คนอื่นหามาได้นั้นถูกต้องหรือไม่
Friends' blogs
[Add เจ้าการเวกเสียงหวาน's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.