สิ่งเดียวที่คอยเยียวยาข้าพเจ้าคือลมหายใจ
Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
13 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
The Last Samurai: บาดแผลของชายอเมริกัน



ความภาคภูมิใจในชนชาตินั้นส่วนหนึ่งเกิดจากหน้าบันทึกในประวัติศาสตร์ของตนแทบทั้งสิ้น และประวัติศาสตร์ที่ว่านั้นต่างถูกบันทึกไว้เพื่อคนรุ่นหลัง เรื่องของชนชาติ ถิ่นกำเนิด วัฒนธรรม และสงครามล้วนเป็นหัวใจของความเป็นประวัติศาสตร์ ในงานภาพยนตร์เองเรื่องของประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้เล่าเรื่องอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็เลือกที่จะเล่าเพียงมุมใดมุมหนึ่ง บุคคลสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ หรือแม้แต่กลิ่นอายอันน้อยนิดของเรื่องราวในอดีตก็สามารถแต่งเติมเข้าไปใหม่ตามความพออกพอใจของผู้สร้างเช่นกัน คนส่วนใหญ่จึงถือว่าภาพยนตร์ที่สร้างจากประวัติศาสตร์นั้นเป็นการเล่าเรื่องจากเรื่องเล่าของใครคนใดคนหนึ่งมากกว่า


The Last Samurai เป็นเรื่องของบุคคลในประวิติศาสตร์ 2 คน ที่บังเอิญมาอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน คนหนึ่งคือ ไซโก ตากาโมริ (1827-1877) ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง เอโดะตอนปลายและตอนต้นของสมัยเมจิ เคยเป็นหัวหน้าพวกซามูไรถึงห้าหมื่นคน เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลเป็นนายพลของกองทัพของพระจักรพรรดิ์ แต่ด้วยเขาคัดค้านการเปิดประเทศไปสู่ความสมัยใหม่ (Modernization) ของญี่ปุ่น อันหมายถึงคัดค้านไม่ให้ญี่ปุ่นรบกับเกาหลี จึงลาออกกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเอง และได้ก่อขบถซามูไรขึ้นในปี 1877 แต่ก็ถูกกองทัพของรัฐบาลซึ่งมีอาวุธทันสมัยกว่าบดขยี้จนสุดท้ายเขาต้องขอลง โทษตัวเองโดยการตัดหัว อีกคนหนึ่งคือJules Brunet ซึ่งเป็นนายทหารฝรั่งเศสที่ถูกส่งไปช่วยฝึกกองทัพของโชกุนรบกับกองทัพของ จักรพรรดิ แต่ถึงแม้กองทัพของโชกุนจะพ่ายแพ้ในปี 1868 ในสงคราม โบชิน แต่เขาก็ยังนำกองทัพที่เหลือหนีไปทางเหนือเพื่อต่อสู้กลับ จนกระทั่งพ่ายแพ้อีกครั้งเขาก็ถูกส่งไปพิจาณาคดีที่ฝรั่งเศส แต่ต่อมากลับมายิ่งใหญ่ได้ตำแหน่งสูงๆ ในกองทัพ บุคคลทั้งสองคือแรงบันดาลใจในประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิด 2  บุคคลในเรื่อง คือ คัทสึโมโต้ ผู้นำกลุ่มซามูไรกลุ่มสุดท้ายของญี่ปุ่น และร้อยเอกเนธาน อัลเกร็น นายทหารอเมริกันที่รับหน้าที่ฝึกทหารให้กองทัพญี่ปุ่น



ทุกครั้งที่เราพยายามบันทึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น มักจะเกิดบาดแผลกับเหตุการณ์นั้นอยู่เสมอๆ บาดแผลใดก็ตามต้องมีที่มาและแรงจูงใจเป็นตัวกระทำ เช่นเดียวกับตัวของเนธาน ที่บันทึกถึงตัวเองในหน้ากระดาษ แม้เหตุการณ์นั้นจะไม่น่าจดจำสำหรับเขาเองก็ตาม ในภาพยนตร์เราจะได้เห็นความทรงจำครั้งเก่าของเขาเพื่อเล่าที่มาของบาดแผลรอยนั้น นอกจากจะไม่ดูแลรักษาบาดแผลคราวก่อนแล้ว เขายังทำร้ายตัวเองด้วยสิ่งที่เรียกว่า ความสำนึกผิดอยู่ จิตใจของเขาเหมือนจะล่องลอยออกจากร่างไปเสียแล้ว บาดแผลครั้งนั้นยังทิ้งรอยลึกให้ฝังจำอยู่ในจิตใจเรื่อยมา เมื่ออุบัติเหตุครั้งใหม่เกิดขึ้นเป็นบาดแผลที่ไม่ได้ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เป็นบาดแผลที่ช่วยเติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจให้ตัวเขามากขึ้น เมื่อเขาก้าวผ่านมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และลงเดินสู่ดินแดนที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป


สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างออกไปจากเรื่องจริง คือ ตัวละครที่ชื่อ เนธาน อัลเกร็น ว่าด้วยเรื่องของมุมมองชนชาติอเมริกัน ว่ากันตามยุคสมัยแล้ว ญี่ปุ่นเพิ่งทำการเปิดประเทศได้ไม่นานัก มีการติดต่อกับต่างประเทศทางฝั่งตะวันตกเพิ่มมากขึ้น ชาวอเมริกันเองก็หวังเข้ามากอบโกยเงินทองจากประเทศญี่ปุ่นจากอาวุธสงคราม สายตาของคนอเมริกันนั้นมักจะมองชาติอื่นต้อยต่ำกว่าตน มีความเป็นอารยะที่น้อยนิด มีความป่าเถื่อนเป็นที่ตั้ง ต่างจากชาติของตนที่พัฒนาแล้วที่มีความเหนือกว่าทั้งด้านสังคมและวัตถุ จะเห็นได้บ่อยเมื่อชนชาติอเมริกาเข้ามามีบทบาทกับชาติใดชาติหนึ่งจะต้องมีชนในชาตินั้นเห็นดีเห็นงามับความคิดอันสวยหรูของอเมริกาอยู่ร่ำไป จนเสมือนหนึ่งว่าตนนั้นเป็นผู้ถูกต้องและดีงามในสายตาชาติอื่น เนธานจึงเป็นตัวละครที่เห็นภาพต่างไปจากคนส่วนใหญ่ เป็นตัวละครที่สะท้อนมุมมองของความเป็นจริงที่ไม่ได้เคลือบด้วยความเลิศหรู ภาพในความทรงจำเขาจึงทำให้อเมริกาเป็นชาติที่ยกตนข่มชาติอื่นด้วยความเหนือกว่าของกำลังเท่านั้น หามีสิ่งใดดีงามกว่าไม่



มุมมองของเนธานเป็นมุมมองของชาวตะวันตก(อาจจะเป็นของผู้กำกับก็ได้)ที่ยกย่องในสิ่งที่ตนเองขาดหาย เนธานค้นพบวิธีที่ช่วยบำบัดรอยแผลของเขาจากวิถีดั้งเดิมของคนญี่ปุ่น นั่นก็คือวิถีของซามูไรนั่นเอง การที่เขาได้รู้จักกับคัทสึโมโต้เสมือนได้ค้นพบบุคคลที่ชี้ทางสว่างให้เนื่องด้วยความเป็นผู้นำต่อคนทั้งหลาย คัทสึโมโต้จึงมีทั้งความกล้าหาญ ความเมตตา ความรับผิดชอบ ด้วยเกียรติของเขาและวิถีเหล่านี้จึงทำให้วิธีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างไปจากที่เนธานเคยพบเห็น ข้อสำคัญที่เหมือนจะทำให้โลกของชาวตะวันตกเข้าใกล้กับชาวตะวันออก(ในภาพยนตร์)นั้นคงจะเป็นการที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกันได้ ไม่น่าแปลกใจที่จู่ๆบุคคลอย่างคัทสึโมโต้จะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ ก็เพราะลึกๆแล้วแม้แต่ตัวละครที่มีความหยิ่งในชาติของตนสูงก็ไม่สามารถปฏิเสธการมาถึงของชนชาติใหญ่กว่าได้(ถึงจะอ้างว่ารู้เขารู้เราก็ตาม) จึงจำเป็นต้องให้ตัวละครสามารถที่จะรับรู้ความเป็นไปของชาติตะวันตกได้ พูดง่ายๆก็คือไม่อาจปฏิเสธวิถีของชาติมหาอำนาจได้ แม้จะดูเป็นความจงใจอย่างหนึ่งแต่ก็ทำให้เรื่องราวในภาพยนตร์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อเราเปิดใจยอมรับสิ่งที่แตกต่างออกไปนั้น สันติย่อมเกิดขึ้นได้ เราสามารถทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่หายไป เนธานเรียนรู้วิถีของชนชั้นซามูไรด้วยการลุกขึ้นจับดาบ การทำสมาธิและการเรียนรู้จิตใจของตนเองให้ดียิ่งขึ้น นี่ก็เป็นวิถีทางพุทธของชาวตะวันออกอย่างหนึ่งเหมือนกัน เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ทำให้ ‘จิตวิญญาณ’ ตามความเชื่อของตะวันออกกลับเข้าสู่ตัวตนได้ในที่สุด เขาเรียนรู้ที่จะหยุดความกังวลกับความรู้สึกผิดในอดีตด้วยวิธีเหล่านี้นี่เอง


การต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องเอ่ยถึง เริ่มจากเมื่อครั้งที่เนธาน ได้เข้าปราบชนเผ่าอินเดียแดง แม้ชัยชนะจะตกเป็นของเขาแต่ก็หามีครั้งไหนที่เขาภูมิใจ ทั้งนี้เพราะจิตใจที่ไม่คิดจะต่อสู้ด้วยซ้ำ จนมีคำถามถึงตัวเองว่าชนเหล่านั้นมีความผิดประการใดยังคงตกค้างอยู่ในใจตลอด นั่นเป็นสภาวะแรกของจิตที่มิได้มีความพร้อม อีกหนเมื่อเขานำทัพญี่ปุ่นเข้าปราบพวกซามูไร เป็นอีกครั้งที่เขาลั่นวาจาว่าทหารเหล่านี้ยังไม่พร้อมที่จะรบ ข้อสำคัญคือจิตใจที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่จะเผชิญต่อความตาย เมื่อเทียบหนหลังสุดแม้จะเป็นการปราชัยแต่เมื่อร่างกายหลอมรวมกับจิตจนเป็นหนึ่งแล้ว จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จึงบังเกิด แม้รู้ทั้งรู้ว่าฝ่ายตนมีกำลังน้อยกว่าและถึงผลที่ออกมาจะเป็นไปตามที่คาดไว้อย่างไรแล้ว จิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมก็ทำให้ความตายออกมาอย่างสมบูรณ์แบบเท่าที่นักรบหนึ่งคนจะทำได้ในสมรภูมิ


ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนท้ายแม้จะเป็นการสูญเสียความภาคภูมิใจในชนชาติของตน วิถีที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่เช่นเดียวกันหากเราคิดต่อจากตอนจบในภาพยนตร์จะพบว่าญี่ปุ่นนั้นเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองให้เข้มแข็งได้ในที่สุด พวกเขานำความผิดพลาดในอดีตที่ตนจำต้องยืมมือชาติอื่นเข่นฆ่าศักดิ์ศรีของชาติตนเองได้อย่างดีเยี่ยม ถ้ามองในด้านนี้เราจะเห็นภาพของสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดชนชาติผู้โดดเดี่ยวนี้จึงกล้ารุกขึ้นมาเป็นผู้จุดชนวนสงคราม แต่บทลงเอยก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้ญี่ปุ่นพบกับบาดแผลที่อเมริกาทิ้งไว้ให้พวกเขา ไม่นานนักหลังความสูญเสีย ญี่ปุ่นในทุกวันนี้ได้ก้าวเดินต่อไปโดยพึ่งตนเองอีกครั้ง ไม่แน่อาจเป็นเพราะสายเลือดอันเข้มข้นของซามูไรในชาติกำเนิดก็เป็นได้


มุมมองหนึ่งที่มีต่อชนอเมริกันจากภาพยนตร์เรื่องนี้ช่างน่ายกย่องเสียจริง อันดับแรกต้องรู้เสียก่อนว่าผู้กำกับเรื่องนี้เป็นอเมริกัน จากนั้นจะเห็นภาพตลกๆเหล่านี้ เราจะได้เห็นกองทัพอเมริกาทำผิดด้วยการไล่ฆ่าชนเผ่าอินเดียแดง จากนั้นจะได้เห็นถึงวันสิ้นโลกของซามูไรที่มีชายอเมริกันอยู่เคียงบ่าเคียงไล่จนวินาทีสุดท้าย หรือจะเป็นกีฬาอย่างเบสบอลที่พอจะให้เรานึกภาพออกว่ามันมาที่ญี่ปุ่นอย่างไร ความเป็นอเมริกันก็ไม่หลงลืมที่จะทำให้มันเกี่ยวกันได้




แม้ในตอนจบแล้วจะไม่สามารถรู้ได้ว่าเนธานได้บันทึกสิ่งใดลงไปอีก แต่หวังว่าสิ่งที่เขาจะบันทึกต่อจากนี้จะไม่ได้เกิดจากบาดแผลอีกต่อไป





Create Date : 13 กันยายน 2553
Last Update : 13 กันยายน 2553 23:20:19 น. 0 comments
Counter : 7163 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jazpada
Location :
ปราจีนบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สิ่งเดียวที่คอยเยียวยาข้าพเจ้าคือลืมหายใจ
Friends' blogs
[Add jazpada's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.