Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
22 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
。◕‿◕。 'คอแดงหรืออักเสบ' มีอะไรซ่อนอยู่ ?

บ่อยครั้งที่แพทย์ตรวจแล้วบอกผู้ป่วย โดยเฉพาะกับคุณพ่อคุณแม่ว่าลูกคอแดง นั้น มีความสำคัญอย่างไร ?

ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมาเลย คือแพทย์ต้องการสื่อว่าเกิดพยาธิสภาพหรือการอักเสบขึ้นกับเยื่อบุของอวัยวะต่าง ๆในช่องคอ โดยมีการอักเสบหรือการติดเชื้อเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจาก เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรืออื่นๆ และเป็นเหตุเป็นผลพอที่จะให้ยาหรือยาปฏิชีวนะกับเราหรือบุตรหลานเราได้อย่างมั่นใจ ดังนั้นเวลาที่แพทย์บอกว่า “คอแดง” นั้นแพทย์มักจะหมายถึงมีการอักเสบแดงของผนังคอด้านหลัง หรือ คอหอย (ซึ่งมักมีเสียงแหบ เจ็บคอร่วมด้วยมากกว่า) หรือ ต่อมทอนซิลที่อักเสบ โดยบางครั้งการแดงอาจมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก เลยไปถึงการอักเสบเป็นจุดหนองนั้น ซึ่งสาเหตุแตกต่างกันไป โดยไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากการติดเชื้อเสมอไป ลักษณะคอแดง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้


1.คอแดงแบบไม่มีพยาธิสภาพหรือการติดเชื้อ

ในที่นี้หมายถึง เยื่อบุในผนังคอที่แดงจากภาวะไข้ทั่วไปโดยที่ไม่ได้จำเป็นต้องมีคออักเสบ เช่น เวลาไข้สูง ซึ่งผู้ปกครองก็คงคิดเหมือนกันว่ามันก็แดงไปหมดทั้งตัวแหละ ซึ่งเป็นความจริง ในบางครั้งระยะเริ่มแรกการติดเชื้อเราอาจแยกได้ไม่ชัดเจน และโดยส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กมักเป็นการติดเชื้อไวรัสเสียส่วนใหญ่ทำให้บางทีอาจแยกออกได้ยาก หรือบางครั้งกินอาหารที่มีสี ๆ ก็อาจทำให้แดงได้เหมือนกัน แต่แพทย์มักดูออก ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ

2.คอแดงแบบมีพยาธิสภาพหรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย

ข้อนี้แพทย์จะบอกว่าคอลูกแดงชัดเจน มีขอบเขตแยกส่วนที่อักเสบและไม่อักเสบเห็นได้ชัด (demarcation) ซึ่งโดยส่วนใหญ่สาเหตุการแดงอักเสบแบบนี้มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแพทย์มักบอกหรือให้ข้อมูลว่าเป็นการติดเชื้อแทรกหรือร่วม (superimposed infection) เพราะจริง ๆ แล้วในเด็กสาเหตุเริ่มแรกมักเป็นไวรัสเกือบถึงร้อยละ 80 นอกจากนี้แพทย์มักจะพิจารณาจากอาการร่วม เช่น เป็นมาหลายวันแล้ว อย่างน้อย 3-5 วัน, มีไข้สูง, ดูอาการแย่ (toxic symptom), อาจเจ็บคอมาก, มีกลิ่นปาก, เสมหะเหนียวเขียว ซึ่งแพทย์มักสั่งยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมมาให้รับประทาน เพราะสมเหตุสมผล

3.คอแดงร่วมกับมีจุดร้อนในหรือมีหนอง อาจลุกลามไปที่ทอนซิลสองข้างด้วย

อันนี้ค่อนข้างแน่ใจได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่เป็นจากแบคทีเรียถึงราว 70-80% ส่วนที่เหลือเล็กน้อยนั้น สาเหตุอาจเกิดจากเชื้อไวรัสบางกลุ่มได้ ที่ทำให้เกิดมีฝ้าขาวคลุมที่ทอนซิลหรือมีจุดร้อนในกระจายทั่วในปากหรือในกระพุ้งแก้ม คือเชื้อไวรัสกลุ่ม EB virus หรือ Coxackies virus ครับ ซึ่งถ้าตรวจพบคอแดงและมีจุดหนอง (คล้าย ๆ ร้อนใน) กลุ่มนี้อาการเจ็บคอจะค่อนข้างมากครับ กินอะไรไม่ค่อยได้ มีกลิ่นปาก เด็กเล็กอาจสังเกตว่ามีน้ำลายไหลมากกว่าปกติ ไม่ค่อยดูดนม ไข้มักขึ้นสูงขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นช่วง ๆ เรียกว่าหมดฤทธิ์ยาลดไข้ก็มากันทีเดียวจนผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวล ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เพราะเชื้อแบคทีเรียบางส่วนอาจเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือด แล้วร่างกายพยายามสร้างกลไกป้องกันตามธรรมชาติขึ้นกับสารที่เชื้อสร้างขึ้น (pyrogen) ดังนั้นเมื่อไข้สูงเชื้อก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เนื่องจากอุณหภูมิกายที่สูง ไม่เหมาะสำหรับเชื้อในการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย และเป็นการเตือนตัวผู้ป่วยไปด้วยในตัวว่าเกิดความเจ็บป่วยขึ้นสมควรต้องพักและรับการรักษา การรักษาโดยการให้ยาลดไข้ในกลุ่มนี้เป็นเพียงการประคับประคองเท่านั้น เพราะผู้ปกครองหรือผู้ป่วยเองจะมาบอกว่ากินยาแล้วทำไมไข้ไม่ลดลง ถ้าเห็นอาการแบบนี้แล้ว ส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อย มักจะมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมักเป็นกลุ่มเชื้อสเต็ปโตคอคคัส (streptococcus) สายพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งก็สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ กลุ่มเพนนิซิลินหรืออนุพันธ์ หรือยากลุ่มอื่นๆ ได้โดยควรจะกินยาให้ครบอย่างน้อย 7-10 วัน

ทีนี้คงทราบกันคร่าว ๆ แล้วว่า การที่แพทย์ชอบบอกว่าคอแดง ๆ นั้นเป็นอย่างไร? แต่บางครั้งก็อย่าโกรธกันว่าแพทย์บางท่านให้ยาปฏิชีวนะ บางท่านอาจไม่ให้ยาเพียงแค่รักษาตามอาการ เพราะขึ้นกับสถานการณ์ต่าง ๆ และอาการทางคลินิก ที่ตรวจพบร่วมในขณะนั้น ระยะเวลาที่เป็นว่าเพิ่งเริ่มหรือเป็นมาหลายวันแล้ว โดยแพทย์มักจะฟันธงว่าให้หรือไม่ให้ยาปฏิชีวนะไปเลย เพราะถ้าถามผู้ป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็คงตอบว่าแล้วแต่หมอ...

แต่ถ้ากรณีที่แพทย์แนะนำให้กินยาปฏิชีวนะแล้วผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกกิน ตรงจุดนี้ก็คงต้องแบกรับความเสี่ยงตรงนี้ไป พูดไปก็มีข้อดี-ข้อเสีย เพราะเมื่อสมัยก่อนสมัยที่ยังไม่ได้ใช้ยาปฏิชีวนะมากเช่นทุกวันนี้ อุบัติการณ์ของ โรคหัวใจรูมาติคเกิดขึ้นมากเสียจนหมอโรคหัวใจเด็กทำงานกันแทบไม่ทัน พอถึงยุคนี้มีการให้ยาปฏิชีวนะกันมากขึ้น อุบัติการณ์ของโรคนี้ลดลงไปมากจนแทบจะหาไม่ค่อยเจอ ข้อเสียของการ ให้ยาเร็วไปโดยที่หลักฐานไม่ชัดก็มี เช่น ข้อแรกคือความเสี่ยงต่อการแพ้ยา ซึ่งปัจจุบันดีขึ้น เพราะมียาหลายกลุ่มที่เสี่ยงต่อการแพ้น้อยลงให้เลือกใช้ แม้จะไปคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด ข้อสองคือเสียเงิน (เพราะยาปฏิชีวนะมักแพง) นอกนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรต้องกังวล เพราะถ้าแพทย์ให้ตามเหตุผลจำเป็นจริง ๆ โดยต้องกินตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดก็จะไม่เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค (ยกเว้นว่าผู้ป่วยกินไม่ครบ) ตัวยาส่วนใหญ่มักไม่สะสมมักจะถูกเมตาโบไลต์ที่ตับและไปกำจัดทิ้ง ทางอุจจาระ ปัสสาวะหมด โดยสังเกตง่าย ๆ ว่าทำไมต้องกินทุก 8 หรือ 12 ชม. เพราะฤทธิ์ยามันลดลงจากการที่ร่างกายขับออกไป

เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ก็จะเป็นการคลายความสงสัยในสิ่งที่แพทย์มักพูดบ่อย ๆ กับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นคอแดงหรือคออักเสบ ซึ่งข้อมูลสำคัญที่นำเสนอนี้จะเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนเลยว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบุตรหลานของท่านเป็นอย่างมาก










Create Date : 22 เมษายน 2552
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 13:44:59 น. 5 comments
Counter : 9778 Pageviews.

 
-ขอบคุณที่ให้ความรู้คะ


โดย: tempopo วันที่: 22 เมษายน 2552 เวลา:11:06:52 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ อาการของเด็กกับผู้ใหญ่คงไม่แตกต่างกันใช่ไหมคะ

ตอนนี้มีอาการเจ็บคออยู่ กลืนน้ำลายทีเจ็บไปถึงหูเลย แย่จัง


โดย: latics1 วันที่: 22 เมษายน 2552 เวลา:11:49:05 น.  

 


โดย: สรุป...เหมือนเดิม วันที่: 22 เมษายน 2552 เวลา:13:08:28 น.  

 
ลูกสาวอายุ 4 ขวบ 3 เดือนเป็นไข้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาไปหาหมอ หมอให้ยาลดไข้กับยาแก้อักเสบกิน ตอนกลางคืนตัวร้อนตลอด พอเช้าวันพุธอาการดีขึ้น แต่พอวันพฤหัสกลับตัวร้อนอีก ช่วงเวลาที่เป็นไข้ลูกไม่ค่อยได้กินอะไรเลย เคี้ยวๆ แล้วก็คายทิ้งเหมือนกลืนไม่ลง กินน้ำได้บ้าง นมก็กินได้น้อยมาก แม่กังวลมาก เพราะมีไข้ แล้วก็ไม่ค่อยได้กินอะไรมา 3-4 วันแล้ว ไม่ทราบว่าต้องไปให้น้ำเกลือไหม หรือว่าควรไปหาหมออีกครั้งหรือป่าว ช่วยตอหน่อยเถอะค่ะ


โดย: แม่ต้าร์ IP: 202.57.134.206 วันที่: 19 มิถุนายน 2552 เวลา:16:19:22 น.  

 
เราเจ็บคอมาก เราไปสอบเเอร์เย็นมาก เเล้วเราไม่ชอบเปิดเเอร์ อยู่ดีๆหลังพักกลางวันสอบวิชาประวัติศาสตร์เกิดน้ำมูกไหล เจ็บคอ กลับบ้านมาเราบอกเเม่ว่าเจ็บคอ คอเเดงมากๆเรย ตัวร้อนจี๋ เเล้วจะหยุดก็ไม่ได้เพราะสอบ เเล้วเราก็อยู่คนเดียวในบ้าน ขับรถไปโรงบาลก็ไม่เป็น ใครมีวิธีบ้างช่วยหน่อยนะคะ


โดย: เเคทตี้ IP: 27.130.33.55 วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:19:59:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ของขวัญในสายลม
Location :
ตรัง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ALL ABOUT CODE
Friends' blogs
[Add ของขวัญในสายลม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.