space
space
space
<<
กันยายน 2561
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
space
space
7 กันยายน 2561
space
space
space

การเลือกซื้อลำโพงประกอบชุดเครื่องเสียง






    สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงจะให้ความใส่ใจกับชุดเครื่องเสียงเป็นอย่างมากเพราะถ้าชุดเครื่องเสียงดีเวลาที่ได้ฟังเพลงที่ดนตรี มีความหนัก เบา พวกเสียงสูง ต่ำ อย่างชัดเจน มันสามารถทำให้เกิดความผ่อนคลายและความสุขได้นอกจากนี้ยังมีพวกร้านอาหารหรือสถานที่มีคนเดินพลุพล่านเรามักจะได้ยินเสียงดนตรีอยู่บ่อย ๆ มันเป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่งในการดึงดูดลูกค้าเลยแหละคะเช่นการเปิดเพลงในร้านอาหารมันทำให้เพิ่มอรรถรสในการกิน และเสียงดนตรีช่วยทำให้ผ่อนคลายอีกด้วยคะจึงไม่แปลกที่ปัจจุบันชุดเครื่องเสียงถือว่าเป็นสินค้าที่ขายดี หากใครกำลังมองหาที่จะซื้อไว้ครอบครองแต่ไม่รู้จะเลือกซื้อจากอะไรหรือดูไม่เป็นว่าต้องเลือกซื้อที่มันเป็นแบบไหน วันนี้เราได้หาข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกซื้อลำโพงที่ประกอบกับชุดเครื่องเสียงมาให้แล้วมาดูกันว่าเราต้องเลือกดูจากอะไรในการซื้อลำโพง

การเลือกซื้อลำโพงประกอบชุดเครื่องเสียง

1. Sensitivity(ความไว)

เป็นค่าที่บอกประสิทธิภาพของลำโพงโดยเป็นค่าความดัง เทียบกับวัตต์ และระยะห่างจากลำโพง มีหน่วยเป็นเดซิเบล

ต่อมิลลิวัตต์ต่อเมตร แต่อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการพิจารณาค่าความไวของแต่ละลำโพงแล้วควรพิจารณากำลังขับสูงสุดที่ลำโพงสามารถรับได้ด้วย เพราะลำโพงบางรุ่นความไวสูงแต่รองรับกำลังขับสูงสุดต่ำ จะเหมาะกับเครื่องเล่นที่มีกำลังขับต่ำ ไม่สามารถรองรับภาคขยายกำลังสูงได้แต่ในขณะเดียวกัน ลำโพงที่มีค่าความไวต่ำ แต่รองรับกำลังขับสูงสุดสูงก็จะสามารถรองรับเครื่องเล่นที่มีภาคขยายกำลังสูงได้แต่จะไม่เหมาะกับเครื่องเล่นที่มีกำลังขับต่ำ มันจะไม่ดังได้ดั่งใจ

2. Input Impedance (ความต้านทาน)

ลำโพงจะมีความต้านทานแปรตามความถึ่แต่ตามสเปคจะเรียกตาม "nominalimpedance" ซึ่งมีความต้านทานโดย

ทั่วไปที่ 4, 6, 8,16 โอห์ม ยิ่งความต้านทานน้อยยิ่งต้องใช้กระแสมากเพื่อให้ได้วัตต์สูงหรือเสียงที่ดังชัด ดังนั้นการใช้

ลำโพงแบบ 4 โอห์มจึงต้องใช้พาวเวอร์แอมป์ช่วย เพื่อเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น มากกว่าลำโพงแบบ 8 โอห์มแต่ทั้งนี้ค่าความ

ต้านทานไม่ได้สัมพันธ์กับเรื่องคุณภาพของเสียงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีการใช้ลำโพงแบบ4 โอห์ม ควรระมัดระวังในการต่อเข้ากับชุดขยาย เนื่องจากหากต่อลำโพงแบบ 4 โอห์มใน

รูปแบบขนานกันเข้ากับชุดขยายจะได้โหลดขนาด2 โอห์ม ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับ "Short Circuit" อาจส่งผลให้ชุดขยายของคุณพังได้

3. Powerrating (กำลังขับ)

หน่วยของการวัดกำลังขับลำโพงแบ่งออกเป็นสองหน่วยคือ PMPO (Peak Mornentary PerformanceOutput)จะเป็นหน่วยที่วัดค่าสูงสุดที่ลำโพงสามารถรับได้ในช่วงเวลาสั้นๆซึ่งโดยทั่วไปค่าดังกล่าวนี้จะค่อนข้างสูงส่วนอีกหน่วยคือ RMS(Route Mean Square) เป็นค่ากำลังขับของลำโพงโดยเฉลี่ยซึ่งจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

และมีค่าค่อนข้างต่ำกว่าสำหรับลำโพงที่มีกำลังขับสูงสามารถรองรับกำลังขับจากภาคขยายได้สูง จะมีราคาแพงและต้องการกำลังขับในระดับทั่วไปที่ค่อนข้างสูงจึงจะได้เสียงที่ดีตามประสิทธิภาพของลำโพง แต่สำหรับลำโพงกำลังขับต่ำรองรับกำลังขยายได้ต่ำ เมื่อนำมาใช้งานกับภาคขยายที่สูงกว่ามากอาจทำให้ลำโพงพังได้

4. Frequency Response (การตอบสนองความถี่)

ความถี่ของเสียงที่มนุษย์ทั่วไปสามารถได้ยินอยู่ในช่วง20 - 20kHz โดยความถี่สูงหรือเสียงสูงจะมีลักษณะเสียงแหลมในขณะ

ที่ความถี่ต่ำหรือเสียงต่ำจะมีลักษณะเสียงทุ้ม

5. ขนาดและน้ำหนักของลำโพง

เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันเพราะหากคุณไม่ได้ต้องการลำโพงแบบพกพาที่น้ำหนักเบา รูปร่างเล็กเป็นหลักแล้วโดยทั่วไป ลำโพงที่

มีขนาดใหญ่และหนักจะดีกว่าโดยเฉพาะเกี่ยวกับลำโพงที่เน้นเบส หรือจำพวกซับนั้นลำโพงที่ใหญ่จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า

             เป็นไงบ้างคะกับข้อมูลที่เราหามาหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกท่านนะคะหากรายละเอียดไม่ครบถ้วนเราต้องของอภัยด้วยนะคะ ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดเครื่องเสียงได้เองในหลายช่องทางคะ เช่นพวก facebook,Internet ตาม blog ในเว็บต่างๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจในกาหรเลือกซื้อคะ

#ชุดเครื่องเสียง





 

Create Date : 07 กันยายน 2561
0 comments
Last Update : 7 กันยายน 2561 16:39:06 น.
Counter : 294 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

BlogGang Popular Award#15


 
สมาชิกหมายเลข 4738180
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 4738180's blog to your web]
space
space
space
space
space