โลกจะสวยงาม เพราะมีความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
งานครู กับครูที่แท้

น้องรัก

พี่อ้อเรียนจบแล้วก็ต้องรีบทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง เพราะมีการยื่นคำขาดจากที่บ้านว่าจะหยุดส่งเงินให้ทันทีที่เรียนจบ ถึงแม้จะอดคิดไม่ได้ว่าจะรีบผลักภาระกันไปถึงไหน แต่พี่ก็ก้มหน้ารับและบอกตัวเองว่าเขาให้เราแค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ในช่วงแรกพี่อ้อก็ยังมืดแปดด้าน ไม่ค่อยได้ยื่นใบสมัครงานมากนัก เพราะพี่มีเงื่อนไขว่างานนั้นต้องอยู่ในเชียงใหม่ซึ่งไม่ง่ายนักที่จะหางานที่ดี เนื่องจากงานส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ สาเหตุที่พี่อ้อยังต้องการอยู่ในเชียงใหม่ก็เพราะ เชียงใหม่ทำให้พี่อ้อรู้สึกว่าพี่มีชีวิตเป็นของตนเองถึงแม้ว่าพี่จะเกิดและเติบโตที่เชียงรายก็ตาม พี่อ้อรักเชียงใหม่ หวงแหนชีวิตสงบเงียบ รวมทั้งบรรยากาศที่คุ้นเคย มหาวิทยาลัยที่คุ้นตา และยังมีน้องๆชมรมที่ยังได้พบเจอกันอยู่เนืองๆ และนอกจากนี้ ช่วงเวลานั้นพี่อ้อยอมรับกับตัวเองว่าจิตใจอ่อนแอเพราะเพิ่งเลิกกับแฟน ยังไม่พร้อมที่จะก้าวไปสู่สังคมใหม่ๆ หรือไปเผชิญสิ่งที่ตนเองไม่คุ้นเคย แต่พี่อ้อโชคดีที่มีอาจารย์ที่เคารพถึงสองท่านเสนองานให้ ซึ่งทั้งสองงานคือ ”งานครู”

อาจารย์ท่านแรกเป็นอาจารย์ที่พี่อ้อรักมากและยึดถือเป็นต้นแบบ อาจารย์มีความคิดไม่เหมือนใครและมีวิธีสอนที่เป็นกันเอง แต่สิ่งที่ทำให้พี่อ้อไม่เคยพลาดที่จะลงเรียนวิชาใดๆก็ตามที่อาจารย์สอนก็คือ ความมีชีวิตชีวาของอาจารย์ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทไหนอาจารย์ก็ดูมีพลัง เสียงหัวเราะของอาจารย์มีให้ได้ยินตลอดทุกคาบเรียน และที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำเสียงและแววตาที่เปล่งประกายตลอดเวลาที่อาจารย์เล่าเรื่อง แสดงถึงอารมณ์ที่เข้าถึงตัวละคร ทำให้การเรียนในคาบของอาจารย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอสำหรับพี่อ้อ พวกเพื่อนๆและพี่อ้อต่างก็เรียกอาจารย์ง่ายๆว่า “อาจารย์นก”
อาจารย์นกเป็นคนที่ทำให้พี่อ้อตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ไปหางานทำในกรุงเทพฯในวันที่พี่อ้อเจออาจารย์ครั้งสุดท้ายก่อนเรียนจบ นั่นเป็นครั้งแรกที่พี่อ้อกับอาจารย์ได้พูดคุยกันเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน อาจารย์นกถามพี่อ้อว่าจบแล้วจะไปทำอะไร ได้งานหรือยัง พี่อ้อซึ่งยังจิตหดหู่เพราะอกหัก และยังไม่รู้ทิศทางชีวิตตัวเอง ได้แต่ตอบอาจารย์ไปแกนๆว่า อยากจะอยู่เชียงใหม่แต่ที่นี่งานหายาก เลยอาจจะสมัครงานที่กรุงเทพฯ ไม่เป็นเลขา ก็คงเป็นแอร์โฮสเตส อาจารย์บอกว่า “ถ้าหนูไปเป็นแอร์โฮสเตส อาจารย์คงเสียดายแย่ ...(เรียกชื่อจริงของพี่อ้อ)... หนูรู้ไหมว่าหนูเป็นเด็กดี หนูน่าจะทำประโยชน์ให้บ้านของหนูได้นะ” คำพูดของอาจารย์ทำให้พี่อ้อคิดว่าเราน่าจะอยู่ทำประโยชน์ในเชียงใหม่ และประโยคที่ว่า “หนูรู้ไหมว่าหนูเป็นเด็กดี” ที่อาจารย์บอกพี่อ้อในวันนั้นยังคงก้องในหูของพี่ในวันนี้ และประโยคนี้แหละที่กล่อมใจพี่อ้อให้รู้สึกมั่นคงและมั่นใจในตัวเองได้เวลาที่รู้สึกท้อแท้หรือสับสนในชีวิต

พี่อ้อเพิ่งมานึกได้ในภายหลัง ว่าประโยค “หนูรู้ไหมว่าหนูเป็นเด็กดี” นั้น คุณครูโคบายาชิ เซ็นโคขุ ครูใหญ่แห่งโรงเรียน “โทโมเอ” โรงเรียนประถมในตำนาน แห่งวรรณกรรมเรื่อง “โต๊ะโตะจัง” (เป็นการอ่านซ้ำครั้งที่นับไม่ถ้วน) ได้เคยพูดกับโต๊ะโตะจังวัย 7 ขวบ ผู้ซึ่งขณะนั้นมีพฤติกรรมสุดแสนพิเรนทร์ ไม่ว่าจะตักอุจจาระออกจากบ่อพักมากองพะเนินอยู่ขอบบ่อเพื่อจะค้นหากระเป๋าใบเก่งที่หล่นลงไป ไม่ว่าจะเปิดปิดฝาโต๊ะเรียนทำเสียงโครมครามครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะตื่นเต้นที่ได้ใช้โต๊ะแบบใหม่ ไม่ว่าจะยืนเกาะขอบหน้าต่างตลอดทั้งวันเพื่อส่งเสียงเรียกนักเล่นดนตรีคนโปรดที่เดินผ่านมา พฤติกรรมเหล่านี้ แม้จะเกิดจากความไร้เดียงสาและอุปนิสัยอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเธอ แต่ก็ทำให้ผู้ใหญ่ที่ใจแคบไม่อาจเข้าใจได้และอาจจะตัดสินว่าเธอเป็นเด็กไม่ดี คุณครูโคบายาชิเข้าใจข้อนี้ดีและไม่อยากให้ต๊ะโตะจัง (ซึ่งขณะนั้นยังอ่อนวัยและไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้ตัวว่าตนเองถูกมองจากผู้ใหญ่คนอื่นอย่างไร) รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ “โต๊ะโตะจัง หนูรู้ไหมว่าหนูเป็นเด็กดี” คำพูดประโยคนี้ของคุณครูโคบายาชิแสดงถึงความเมตตาที่น่ายกย่องที่ครูท่านหนึ่งมีต่อศิษย์ ซึ่งโต๊ะโตะจังเพิ่งมาเข้าใจเจตนาของคุณครูโคบายาชิก็เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พี่อ้อเองไม่เคยรู้ถึงพลังของประโยคนี้ จนกระทั่งได้ประสบกับตัวเอง

อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่แนะนำงานให้พี่อ้อเป็นอาจารย์ที่อาวุโสกว่าอาจารย์นกมาก ท่านอาจจะไม่ได้มีวิธีการสอนที่หวือหวาแต่ก็เป็นอาจารย์ที่มีรอยยิ้มและรังสีของความใจดีแผ่ออกมาเสมอ สิ่งที่ทำให้พี่อ้อยังจดจำท่านได้ไม่ลืมเลือนคือความเมตตาที่มีต่อศิษย์ทุกๆคนของท่าน ท่านสามารถทำให้พี่อ้อรู้สึกได้จริงๆถึงความรักและความหวังดีที่ท่านมีให้ ด้วยอาวุโสของท่าน พี่อ้อและเพื่อนๆไม่อาจเรียกท่านอย่างสนิทสนมได้ จึงเรียกท่านในชื่อเต็มว่า “อาจารย์ชมพูนุท” แต่ความรักและเคารพที่พี่อ้อมีให้อาจารย์ไม่ได้น้อยกว่าความรู้สึกที่พี่อ้อมีให้อาจารย์นกเลย จนบัดนี้ก็ยังนึกเสียใจที่ไม่ยอมเจียดเวลาไปเยี่ยมท่านบ้างในช่วงที่ยังอยู่ที่เชียงใหม่ ณ ขณะจิตที่พี่อ้อเขียนอยู่นี้ ได้ระลึกถึงอาจารย์อยากมากมายและหวังอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะสบายดีแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานกว่าสิบปีแล้วที่ไม่ได้พบกัน

กลับมาเรื่องงานแรกของพี่อ้อ อาจารย์นกแนะนำให้พี่อ้อไปสมัครงานเป็นครูพี่เลี้ยงในโรงเรียนอนุบาลนานาชาติตั้งใหม่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของเป็นเพื่อนของอาจารย์ซึ่งเป็นนักเขียนมีชื่อท่านหนึ่ง พี่อ้อรู้จักนักเขียนท่านนี้เพราะพี่อ้อมีโอกาสได้อ่านหนังสือหนังสือของเธอหลายเล่ม เล่มแรกพี่อ่านตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นม.ปลาย หนังสืออัตชีวประวัติของเธอได้มีการนำเอาไปทำเป็นภาพยนตร์ด้วย พี่อ้อได้ไปพบเธอ พูดคุยกันและตกลงทดลองงาน การอยู่กับเด็กเล็กๆทำให้พี่อ้อรู้สึกเพลิดเพลินและเรียนรู้ถึงความสุขที่ได้มาอย่างเรียบง่ายจากความไร้เดียงสาและจินตนาการที่ไร้ขอบเขตของเขา แต่ถึงกระนั้น กิจกรรมที่ครูพี่เลี้ยงต้องทำก็มีแค่ เล่นกับน้องๆ ป้อนข้าว เล่านิทาน ล้างก้น ร้องเพลง ดูแลให้น้องๆปลอดภัยเวลาที่เล่นอยู่ในสนาม พี่อ้อในเวลานั้นรู้สึกว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่ท้าทายสำหรับบัณฑิตใหม่ร้อนวิชาอย่างพี่ ประกอบกับเวลานั้นมีงานรออยู่อีกหนึ่งงาน ทำให้พี่อ้อไปทดลองงานได้เพียงสองวันก็เข้าไปคุยกับเจ้าของโรงเรียนตรงๆว่าอยากไปทดลองหาอะไรที่ท้าทายกว่านี้ทำ ซึ่งพี่เขาก็ไม่ว่าอะไรและเข้าใจดี

งานที่มาจ่อรอพี่อ้ออยู่อีกงานหนึ่งนั้น ไม่พ้นงานครู เป็นงานที่ได้รับการแนะนำจากอาจารย์ชมพูนุท อาจารย์ให้พี่อ้อไปสัมภาษณ์งานกับซิสเตอร์ฝรั่งท่าทางใจดีท่านหนึ่ง ตื่นเต้นแทบตายแต่ก็ได้งาน โรงเรียนที่รับพี่อ้อเข้าทำงานเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมปลาย เงินเดือนไม่มากแต่ก็พอใช้สำหรับคนโสดที่ยังไม่มีภาระและค่าครองชีพในเชียงใหม่ก็ไม่สูงนัก พี่อ้อจึงตอบรับทันที

เมื่อได้มาเป็นครูจริงๆพี่อ้อจึงได้รู้ว่า การเป็นครูไม่ได้ง่ายอย่างที่พี่อ้อคิด และการเป็นครูที่ดีก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ พี่อ้อเป็น “ครูอ้อ” อยู่หนึ่งปีเต็ม เวลาหนึ่งปีที่ผ่านไปทำให้พี่อ้อตระหนักว่าครูไม่ได้มีหน้าที่สอนในโรงเรียนอย่างเดียว แต่เราต้องเป็นครูนอกโรงเรียนด้วยการเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กด้วย เชียงใหม่เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีลูกศิษย์ ไม่ใช่เฉพาะเด็กที่เราสอน แต่เป็นนักเรียนทั้งโรงเรียน และยังมีคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียนอีก (ขนาดพี่อ้อลาออกจากงานครูแล้วเป็นปี เมื่อกลับไปไหว้อนุเสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยที่เชียงใหม่กับเพื่อน ยังมีลูกศิษย์มายกมือไหว้ พี่อ้อจำไม่ได้ คิดอยู่ตั้งนานกว่าจะนึกออกว่าเป็นลูกศิษย์) เหตุนี้ทำให้พี่อ้อรู้สึกกดดันที่ต้องระมัดระวังในการวางตัวตลอดเวลา และไม่มั่นใจว่าตนเองจะเป็นต้นแบบให้ศิษย์ได้ นอกจากนี้ พี่อ้อยังกลัวว่าเงินเดือนน้อยๆจากงานครูอาจจะทำให้วันหนึ่งพี่จะใช้เด็กนักเรียนเป็นแหล่งทำเงินทำทองเหมือนอย่างที่เห็นครูบางท่านทำ สิ่งเหล่านี้ทำให้พี่อ้อคิดจะลาออก ขณะที่พี่อ้อกำลังชั่งใจว่าจะออกจากงานครูดีหรือไม่ ก็มีเพื่อนโทรมาบอกว่าบริษัทที่เขาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ กำลังรับสมัครพนักงาน พี่อ้อจึงสมัครไป แล้วก็ได้จริงๆ ทำให้พี่ลาออกจากการเป็นครูและต้องมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมา

ชีวิตช่วงที่เป็นครูอยู่เชียงใหม่สงบสุขสมใจพี่อ้อ มีปัญหาน่ารำคาญใจบ้าง แต่เมื่อมองย้อนกลับไป พี่อ้อช่างเด็กแท้ๆที่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นคือปัญหา มันเทียบไม่ได้เลยกับปัญหาต่อๆมาที่พี่อ้อต้องเผชิญในชีวิต พี่อ้อเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯในปีแรกไม่คิดเลยว่าจะอยู่ที่นี่มายาวนานจนถึงบัดนี้ ไม่บอกหรอกว่ากี่ปี 555 ทำมาก็หลายงานหลายประเภท พบเจอคนหลายรูปแบบ ในที่สุดก็ได้ปริญญาโทมาอีกใบหนึ่ง อย่างสาหัสสากรรจ์ ส่วนงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ใหม่สำหรับพี่อ้อมาก ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไรเหมือนกัน

การได้ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงที่เป็นครู ทำให้พี่อ้ออดที่จะระลึกถึงครูอาจารย์หลายๆท่านที่มีพระคุณกับพี่อ้อไม่ได้ เมื่อมานึกดูแล้ว กว่าที่พี่อ้อจะมาถึงจุดนี้ พี่อ้อได้รับความเมตตาจากครูที่แท้หลายท่านเหลือเกิน บัดนี้พี่อ้อตระหนักเหลือเกินว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีค่ายิ่ง แต่จิตใจของครูที่แท้นั้นจะเปรียบหาค่าก็ยิ่งยาก จึงอยากจะขอกราบคารวะอย่างงามต่อครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความรู้ ให้ความเมตตาและช่วยเหลือศิษย์มา ณ ที่นี้

ฉบับหน้าพี่จะขอเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้พี่อ้อเข้าใจถึง “รักของพ่อ” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พี่อ้อทำงานในปีแรก

คิดถึงจ๊ะ

พี่อ้อ



Create Date : 29 กันยายน 2552
Last Update : 29 กันยายน 2552 19:06:18 น. 26 comments
Counter : 444 Pageviews.

 
paragraph สุดท้าย อ่านไม่ออกค่ะ

โดย: อ้อ (sandseasun ) วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:19:05:29 น.

^^^^

เป็นภาษาฝรั่งเศสอ่ะครับ
ไม่ได้เก่งอะไรมากมายครับ
แทบจะคืนครูไปแล้วด้วยซ้ำ...

ผมบ่นๆเรื่องงานนิดหน่อยอ่ะครับคุณอ้อ
อิอิ...

ปกติ ไปเขียนประโยคใน Google
แล้วแปลเป็นภาษาเอาอ่ะครับ...

กันเอาไว้ เผื่อที่ทำงาน มาอ่านเจอเข้า...


โดย: sananda (sananda ) วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:19:21:09 น.  

 
เข้าใจอาชีพครูครับ..
แม่กะพี่สาวเป็นครู..
เลยเข้าใจหัวอกอาชีพนี้..
กว่าจะสอนคนได้...อิอิ...

เดี๋ยวนี้มาตามติดอ่านบล็อค คุณอ้อ...

แบบปูเสื่อ นั่งรอเลยทีเดียว...

โต๊ะโต๊ะจัง เนี่ย
ใช่ เด็กหญิงข้างหน้าต่างหรือเปล่าครับ


โดย: sananda (sananda ) วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:19:25:25 น.  

 


ขอบคุณรูปอ้างอิงจาก
คุณหวานเย็นผสมโซดา
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweet-ice&month=02-2008&date=08&group=12&gblog=11


โดย: sananda (sananda ) วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:19:28:19 น.  

 
เพิ่งสังเกต ว่ารูปปกหนังสือ
หมวกสีแดง แบบเดียวกับคุณอ้อเลยครับ


โดย: sananda (sananda ) วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:19:30:24 น.  

 
หยุดส่งเงินให้ทันทีที่เรียนจบ
ก็เป็นการบังคับให้ดิ้นรนทันทีมั้งคะ
ไม่งั้นจะยังคิดว่า
มีคนเลี้ยงอยู่
แล้วไม่กระตือรือร้น (รึเปล่า)


โดย: โสดในซอย วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:21:53:22 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

ที่บ้านอุ้มก็เป็นคุณครูหลายคนค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:23:50:06 น.  

 
พี่อ้อ อ่านบันทึกพี่อ้อแล้วนึกถึงตัวเองเลย นู๋ก็เคยเป็นครูพี่เลี้ยง พวกคุณครูยื่นมือมาช่วยเหลือสนับสนุน แต่เสียดายนู๋มองไม่เห็นความหวังดี ค้นหาตัวเองไม่พบไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เปลี่ยนงานไปเรื่อย วันนี้นู๋ก็คิดเสมอว่าอดีตคือบทเรียนค่ะ


โดย: เดินทางรอบโลก วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:0:21:29 น.  

 


ตอนเด็ก ๆ เวลารักหรือไม่รักครูคนไหนก็จะสุดโต่งเลยค่ะ
แต่ พอโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วมองย้อนไปเนี่ย
อาชีพครูอ่ะ เป็นอย่างที่คุณอ้อบอกเลย
และเป็นอาชีพที่ควรสรรเสริญยกย่องให้เกียรติ อีกอาชีพหนึ่งอ่ะนะมินว่า
ปล. มีความสุขกับวันพุธ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:4:33:03 น.  

 
ตอนเด็ก ๆนางฟ้าเคยคิด โตขึ้นอยากเป็นครู

สาเหตุเพราะ ต้องการตีลูกครูน่ะค่ะ ...

ตัวเองโดนครูตีเลยอยากแก้แค้น...


โดย: นางฟ้าของชาลี วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:5:26:00 น.  

 
แวะมาเยี่ยมคะว่างๆ จะแวะมาเยี่ยมบ่อยๆ นะคะ


โดย: ผ้าไหมไทย วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:6:57:08 น.  

 
หวัดดียามเช้าค่ะ
2 วันมานี่ ลมหนาวมาแล้วอ่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: kwan_3023 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:8:07:33 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่อ้อ








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:8:35:37 น.  

 
มีสิคะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร คนที่ใช่มักจะมาเดินชนให้หัวทิ่มได้
พี่สาวแม่อ้วนแต่งงานตอนอายุ 50 กว่านะคะ..........


โดย: แม่อ้วนคนสวย วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:9:15:03 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยมบล็อค


โดย: puripoonji วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:9:21:19 น.  

 
สวัสดีค่ะ ไม่ได้แวะมานาน สบายดีนะคะ


โดย: ป้าแก่ (elastigirl ) วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:9:23:15 น.  

 
เชื่อมั๊ยคะ ไม่เคยคิดจะเป็นครูเลยค่ะ จนมีลูกสาวเข้าเรียนหนังสือ แล้วรู้สึกว่าครูน่ารักมาก ต้องเก่งมากๆ ด้วยค่ะ ถึงจะสอนเด็กๆ ได้ดี อาจเป็นเพราะเจอคุณครูของลูกน่ารักด้วยมั๊งคะ


โดย: นู๋จ๋ายเจ้าขา วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:9:44:56 น.  

 
มาตามอ่านค่ะ


โดย: sangseetong วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:10:35:12 น.  

 
เคยได้เกือบเป็นครูอนุบาลเหมือนกันอะพี่ แต่แค่เกือบอะ


โดย: น้องผิง วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:10:37:03 น.  

 
สวัสดีครับ

เป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจมากครับ
และผมก็อ่านจนจบ จนได้อีกแล้วครับ

ที่จริงจากเรื่องที่เขียนมานี่ ทัศนคติและความคิดความอ่านของคุณอ้อ ก็น่าจะเป็นครูที่ดีได้นะครับ..

ขอยืมคำว่า "หนูรู้ไหมว่าหนูเป็นเด็กดี" ไปใช้สอนลูกสอนหลานด้วยนะครับ


โดย: penguinsound วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:11:18:08 น.  

 



พุทธสวัสดีครับ

มีความสุขมาก ๆ รักษาสุขภาพ นะครับ


โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:11:41:35 น.  

 
นั่นนะจิ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: kwan_3023 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:12:17:35 น.  

 
หนังสือชวนม่วนชื่น
เป็นหนังสือธรรมะในดวงใจของผมอีกเล่มเลยครับพี่อ้อ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:13:13:59 น.  

 
“หนูรู้ไหมว่าหนูเป็นเด็กดี” ชอบมากเลยค่ะ อ่านแล้วอ่านอีก


โดย: ellaper วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:14:59:21 น.  

 
อ่านแล้วชื่นมากครับ

ไม่เหนื่อยกับอาชีพ "ครู" เลย


โดย: archparty วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:15:46:22 น.  

 
หวัดดีค่ะ ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมที่ก้วนมานะคะ ชีวิตต้องเดินบนทางสายกูเกิ้ลแมบ หรือ สายไหนชีวิตต้องสู้ตั้งหลักเดินหน้านะลูก ไม่เดินกลับไปแค่หันไปมองว่าทำไมถึงล้มได้ เหมือนอาไม่เคยยอมแพ้ ความรู้ก็้แค่น้อยนิดแต่คิดไกลถึงดวงดาว สู้สู้ค่ะ


โดย: อา ลาวอินเตอร์ (khumpoonboontawee ) วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:15:53:02 น.  

 
ขอบคุณที่เเวะไปเยี่ยมค่ะ
วันนั้นดูเงียบเหงาเพราะหนาวเเละลมพัดเเรงมากธรรมดาที่นั้นจะคนเยอะมากค่ะตอนนี้เริ่มหนาวเเล้ว
เท็กเเคร์ค่ะ


โดย: Chamelinc วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:18:18:26 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
sandseasun
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sandseasun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.