Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
28 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
เรื่องทะเลาะระหว่างขวัญกับปู : ผู้ที่ไม่กลัวตกงาน มีสิทธิในการช่วยเหลือคนหมู่มากได้ : ตอนกลาง

ตอนนี้ชื่อว่า ผู้ว่า(กทม.)จะกล้ามั้ย ?

สืบเนื่องมาจากตอนแรกของเรื่องทะเลาะระหว่างขวัญกับปู : ผู้ที่ไม่กลัวตกงาน มีสิทธิในการช่วยเหลือคนหมู่มากได้ ในตอนแรก ตอนนี้ผมจะพูดถึงกรณีที่ 2 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเสนอของผู้ว่าอภิรักษ์ เมื่อประมาณไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเอาข่าวมาจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 2551-05-21

“อภิรักษ์” ปิ๊งแก้ลำน้ำมันแพง เล็งออกกฎเก็บเงินค่าผ่านทางเข้าโซนธุรกิจ สีลม-สาทร-สุขุมวิท

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ที่ประชุมผู้บริหาร กทม. มีมติเห็นชอบให้สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล และนักการจราจรและขนส่งไปศึกษาแนวทางการเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่การจราจรแออัดใน กทม. เหมือนในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ หากมีความเป็นไปได้ จะนำเรื่องเข้าสู่สภา กทม. เพื่อออกเป็นข้อบัญญัติสำหรับบังคับใช้ภายใน 1 เดือน

“ในอนาคตอาจจะเก็บเงินผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนตัวเข้าพื้นที่ กทม.ชั้นใน หรือย่านธุรกิจที่มีการจราจรคับคั่ง ได้แก่ สีลม สาทร สุขุมวิท เนื่องจากในย่านนั้นมีทั้งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินไว้บริการอยู่แล้ว โดย กทม.จะกำหนดอัตราการเก็บให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ราคาที่จัดเก็บจะแตกต่างกันไป เช่น หากรถยนต์ 1 คัน มีคนขับเพียงคนเดียว จะต้องจ่ายแพงกว่า หากจะบังคับใช้มาตรการนี้จริง กทม.จะประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนอีกครั้ง นโยบายนี้เพื่อลดการใช้น้ำมัน” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว



ผมได้อ่านข่าวนี้แล้วก็มีความคิดที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เห็นด้วยว่ามันน่าจะออกมาตราการในการแก้ไขปัญหาจราจรในบริเวณพื้นที่การจราจรแออัดเหล่านั้น การเก็บค่าบริการก็น่าจะยกเว้นสำหรับผู้ที่มีที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็คือระบบการขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯยังไม่ดีพอที่จะเป็นทางเลือก โดยเฉพาะรถไฟฟ้าซึ่งผมเข้าใจว่า เป็นหนึ่งในระบบขนส่งมวลชนที่แพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชากร ผมไม่เคยเห็นคนงานก่อสร้าง แม่บ้าน พนักงานทำความสะอาด หรือคนทำงานที่มีรายได้น้อยขึ้นรถไฟฟ้าเลยครับ แล้วรถไฟฟ้ากับใต้ดินก็ยังไม่คลอบคลุมทุกบริเวณที่สำคัญในกรุงเทพฯ ส่วนรถเมล์ตอนเช้ากับตอนเย็นนี่ก็แน่นมากๆ โดยเฉพาะตอนฝนตกนี่ลำบากมาก ถ้าได้ขึ้นรถแอร์ที่เป็นรุ่นยูโรก็พอไหว แต่ถ้าขึ้นรถร้อนหรือรถแอร์คันสีน้ำเงินที่แอร์ไม่ค่อยเย็นก็ทรมานมากๆ แต่เมื่อมาคิดอีกทีทั้งข้อดีแล้วก็ข้อเสียแล้ว ผมก็เห็นด้วยกับมาตราการนี้ มันเหมือนกับไก่กับไข่นะครับ ถ้าเราจะรอให้ระบบขนส่งมวลชนของเราดีขึ้นและครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯแล้วค่อยทำ เราก็ต้องรอไปถึงชาติหน้านะครับ

ผมได้อ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แจกฟรี Daily Xpress เขาก็เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แล้วก็อยากให้คุณอภิรักษ์ดำเนินการเลย แต่เขาก็คาดเดาว่าคุณอภิรักษ์คงไม่กล้าใช้นโยบายนี้ เพราะมันเสี่ยงเกินไปกับอนาคตทางการเมืองของคุณอภิรักษ์ ผู้ใช้รถในกรุงเทพฯถูกรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าตามใจจนเคยตัว ทั้งสร้างถนน ทางด่วน ทั้งการชดเชยราคาน้ำมันโดยผ่านกลไลกองทุนน้ำมัน แทนที่จะเอาเงินเหล่านี้ไปสร้างระบบขนส่งมวลชนให้มันดี และมีราคาค่าบริการที่ทุกคนสามารถจ่ายได้ เพราะนี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดการใช้พลังงานและมลภาวะเป็นพิษ แล้วเราก็สามารถเอาเงินที่ได้รับจากการเก็บค่าผ่านทางไปช่วยในการปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน คนเขียนคอลัมน์ (Tulsathit Taptim ผมเดาภาษาไทยไม่ออกตรงชื่อนะครับ แต่นามสกุลนี่เดาว่าทับทิม) ชม Ken Livingstone ผู้ว่า London คนที่เป็นผู้ริเริ่มใช้นโยบายนี้(ภาษาอังกฤษเรียกว่า Congestion Charging) ที่กล้าใช้นโยบายซึ่งก็มีคนจำนวนมากคัดค้าน นักการเมืองส่วนใหญ่ทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย ไม่กล้าจะทำอะไรที่ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์ต่อส่วนรวมในระยะยาว แต่สิ่งนั้นอาจจะนำความวิบัติมาให้ตัวเองในอนาคตอันใกล้ เท่าที่ผมเช็คดูมีอีก 2 ประเทศในโลกที่ใช้นโยบายนี้ตามผู้ว่าลอนดอนคือสวีเดน(สต็อกโฮมล์) และสิงคโปร์ สวีเดนนี่ผมไม่รู้ว่าลักษณะการเมืองของเขาเป็นแบบไหน แต่สิงคโปร์นี่เป็นระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบเผด็จการ เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องแคร์ว่าจะมีคนไม่พอใจหรือเปล่า แค่คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ทำได้เลย ผมเคยนั่งแท็กซี่ในสิงคโปร์ เวลาเรียกเข้าไปในใจกลางเมืองเขาจะคิดค่าโดยสารเพิ่มจากปกติ เขาใช้ระบบซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นระบบ GPS หรือดาวเทียม ในการตรวจสอบว่ารถคันไหนเข้าไปยังส่วนที่ต้องเก็บตังค์ แล้วก็บันทึกเข้าในระบบคอมพิวเตอร์เป็นข้อมูล เดาเอาว่าเขาน่าจะเก็บเงินตอนปลายเดือนกับเจ้าของรถคันนั้นๆ ในสิงคโปร์จะเก็บเป็นต่อครั้งที่เข้าไปในเขตที่เสียเงิน ผมว่าวิธีนี้ก็ดีนะครับ ไม่ต้องเปลืองกำลังเจ้าหน้าที่มาตั้งด่าน แล้วก็ต้องมาต่อคิวรอเสียเงิน ส่วนในอังกฤษจะเก็บเป็นรายวัน แต่ผมไม่รู้ว่าของอังกฤษนี่ใช้ระบบ GPS ในการตรวจสอบหรือตั้งด่านเก็บตังค์เอา อ้อในอังกฤษนี่แท็กซี่ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง แล้วก็ผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณที่เรียกเก็บเงินจะได้ส่วนลด

ในประเทศอื่นๆนโยบายนี้ก็ยังอยู่ในขั้นศึกษา และโยนหินถามทางอย่างที่ผู้ว่าอภิรักษ์กำลังทำอยู่ เนื่องจากว่าถ้าเมืองไหนเป็นเมืองที่มีการเลือกตั้งผู้ว่า ผู้ว่าคนปัจจุบันส่วนใหญ่ก็จะไม่กล้าทำ เพราะรู้ว่าถ้าทำไป โอกาสจะตกงาน ไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าอีกครั้งมีสูง เลยไม่มีใครกล้าเสี่ยง

ผมถามความคิดเห็นเรื่องนี้กับเพื่อนว่า มึงคิดว่าผู้ว่าอภิรักษ์จะกล้าใช้นโยบายนี้หรือเปล่า ? เพื่อนก็คิดเหมือนผมคือ ไม่กล้า ผมคิดว่าถ้าคุณอภิรักษ์จะกล้าทำก็อาจจะเป็นเทอมที่สอง หลังจากได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้ว่าอีกครั้งแล้ว แต่โอกาสก็น้อยมาก เพราะผมคิดว่าเส้นทางการเมืองของคุณอภิรักษ์นี่มีแนวโน้มถึงนายกเลย แกคงไม่อยากมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ ผมได้แต่ภาวนาให้คุณอภิรักษ์ทำ ไม่ต้องไปแคร์อะไร ถ้าทำไปแล้วอาจจะหมดอนาคตทางการเมือง คุณอภิรักษ์ก็กลับไปรับจ้างบริหารบริษัทเหมือนกับที่เคยทำมา เชื่อว่าภายในไม่เกิน 10 ปีก็จะมีคนจำนวนมากที่ชื่นชมความกล้าของคุณอภิรักษ์ เด็กๆก็จะได้เห็นตัวอย่างที่ยังมีชีวิตของคนที่ทำเพื่อส่วนรวม โดยไม่สนใจว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง แต่นี่ผมแค่ฝันครับ ผมคิดว่าคนแบบนี้ มีน้อยมากในประเทศไทย หรือแม้แต่ในโลก ยังไงก็ตามผมอยากให้ประเทศไทยมีคนแบบนี้ แล้วถ้าจะมี คุณอภิรักษ์นี่ก็ใกล้เคียงที่สุด เพราะหน้าที่การงานที่คุณอภิรักษ์ทำก่อนที่จะมาเล่นการเมืองก็เป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องอิงการเมืองมากนัก คือไม่ได้ทำธุรกิจที่เป็นสัมปทานรัฐ(อาจจะยกเว้นตอนทำกับบริษัททรู) ถ้าออกนโยบายแล้วคนไม่พอใจ หมดอนาคตทางการเมือง คุณอภิรักษ์ก็ไปหางานในอีกหลายๆบริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับสัมปทานก็ได้ คล้ายๆกับคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่ไม่จำเป็นต้องอิงการเมืองหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสัมปทานซึ่งนักการเมืองส่วนใหญ่มักจะทำกัน โดยเฉพาะนักการเมืองในต่างจังหวัด เช่นแถวบ้านผม(ไม่บอกว่าจังหวัดอะไร เดี๋ยวโดนจับได้ ) ถ้านักการเมืองแถวบ้านผมไม่ได้เป็นสส. ธุรกิจที่วงศาคณาญาติเขาทำที่เกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาล เช่น สร้างถนน แหล่งกำจัดขยะ สร้างอาคาร ฯลฯ ก็จะเน่าตามไปด้วย เพราะฉะนั้น คนพวกนี้จะเลิกเล่นการเมืองไม่ได้

ตอนต่อไปผมจะพูดถึงเรื่องของประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ แล้วก็สถานการที่เพื่อนสนิทของผมกำลังเจออยู่ในเรื่องการไม่กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด เพราะรู้ว่าถ้าพูดไปแล้ว ตัวเองต้องหางานใหม่


Create Date : 28 กรกฎาคม 2551
Last Update : 28 กรกฎาคม 2551 11:46:33 น. 1 comments
Counter : 503 Pageviews.

 
โดยส่วนตัวแล้วยังไม่เห็นภาพเลยค่ะ
แค่ใจกลางเมืองก็คับแคบแออัดอยู่แล้ว
แล้วจะเก็บเงินยังไงคะ
เป็นนโยบายที่ดีนะคะ แบบว่าคงลดการใช้น้ำมันได้เยอะ
แต่ควรอธิบายนโยบายให้เห็นภาพมากกว่านี้อ่ะค่ะ

มาอ่านต่อตอนสองค่ะ
เมื่อคืนอ่านตอนแรกไปแล้ว
แล้วก็จะรออ่านตอนที่สามต่อไปค่ะ อิอิ


โดย: Sweetiiez - Kim Sam Su วันที่: 28 กรกฎาคม 2551 เวลา:12:01:28 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tutorcat
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add tutorcat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.