tuk...tuk more than one or cannot run
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
12 กุมภาพันธ์ 2556

เลาะข้างทางรถไฟไปดอยติ จ.ลำพูน










ในวันหยุดงานที่บ้านเชียงใหม่

ก็หาเรื่องออกไปหา ของกิน หาที่เที่ยว

ที่กินเป็นร้านดัง อยู่ในซอยนี้








อาหารที่ขึ้นชื่อคืออันนี้








นี่ก็ชอบ








เนื้อสะเต๊ะ ... หาทานไม่ได้ง่าย ๆ

ใช่แล้วที่นี่คือที่เราจะเรียกว่า ข้าวซอยบ้านฮ่อ

ฮ่อ คือ คนจีนยูนนาน ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ในเชียงใหม่

และบ้านฮ่อนี้ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม








ออกจากบ้านฮ่อก็ข้ามขัวเหล็ก ... ขัว ภาษาเหนือ แปลว่า สะพาน


























ลัดเลาะซอยข้างสนามกอล์ฟยิมคาน่า

ไปสำรวจถนนคู่ขนานทางรถไฟ เชียงใหม่ - ลำพูน














เลาะข้างทางรถไฟ














ลอดใต้ถนนมหิดล








ลอดใต้ถนนไปราชพฤกษ์








ลอดใต้ถนนวงแหวนรอบ 3 ไปสะเมิง




















ร้านก๋วยเตี๋ยวนี้อร่อยแน่ เพราะนี่คือเวลา 12.02 น.

อยู่ก่อนถึงทางตัด ก่อนสถานีรถไฟสารภี ฝากไว้ก่อนนะ








สถานีรถไฟสารภี














สถานีป่าเส้า








สถานีรถไฟลำพูน








ขัวเหล็กอีก แต่เป็นทางรถไฟ














ถนนสายนี้จะมาสุดที่ ถนนจากลำพูน ทล.114

มาชนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่ลำปาง ทล. 11

ที่ดอยติ




ในสมัยที่ใช้รถไฟเดินทางไป vacation ที่ลำปางตอนเปิดเทอมใหญ่

ที่ดอยติรถไฟจะต้องจอดเสมอ เหลียวไปรอบ ๆ ไม่มีบ้านเรือนผู้คน

ทำให้ชื่อนี้ติดอยู่ในใจเสมอว่า ดอยติ อยู่ตรงไหน ทำไมต้องจอด

และเพิ่งพบว่า เดิมระหว่างสถานีรถไฟหนองหล่มกับสถานีรถไฟลำพูน

เคยมี " ป้ายหยุดรถดอยติ " กม. 723.59

ยกเลิกป้ายหยุดรถนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2523

ที่หยุดรถนี้อยู่ทางด้านใต้ของถนนแยกเข้าตัวเมืองลำพูน ( ทล.114 )

ไม่ไกลจากทางตัด

มาตามทางรถไฟที่จะไปทางหนองหล่ม

ชานชาลาของที่หยุดรถดอยติ ยังมองเห็นอยู่ อยู่ทางด้านซ้ายมือ

( แต่เราขยายดูก็ยังมองไม่เห็น )








ไปไหนต่อดี ... คนขับรถถาม

ปิ้งเลยเรา เพราะผ่านถนนซุปเปอร์ไฮเวย์อย่างบ่อย

เวลาผ่านซุ้มประตูก็จะไหว้รูปปั้นครูบา ที่อยู่ทางทิศใต้ของถนน ประจำ

แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งก็ปรากฎครูบาองค์ใหญ่ขึ้นมา















ไปวัดดอยติ ... โลด

ขับวนขึ้นไปยังวัดดอยติ

เห็นนี่ก่อนเลย ... ถ้าจำไม่ผิด เป็นหอไตร








อ่านเรื่องพระนางจามเทวีหลายเรื่อง

วันนี้เป็นตำอีกตำนานหนึ่ง

ที่สัมพันธ์กับหลายสถานที่ในจังหวัดลำพูน








แต่ก่อนนานมาแล้ว

ในเมืองหริภุญชัย ซึ่งเป็นเมืองเอกราช

มีเศรษฐีอยู่สองบ้าน คือเศรษฐีบ้านเส้ง กับเศรษฐีบ้านหนองดู่

( ...บ้านดู่ มี โบราณสถาน วัดเกาะกลาง ป่าซาง ... )

เป็นสหายกัน และมีความรักความสนิทสนมกันมาก



ต่อมาเมียของเศรษฐีทั้งสองก็มาน(ภาษาเหนือแปลว่าตั้งครรภ์)

เมื่อใกล้จะเกิด (ภาษาเหนือไม่ใช้คำว่าคลอด)

เศรษฐีบ้านหนองเส้งได้ไปหาเศรษฐีบ้านหนองดู่ แล้วบอกว่า

(... แปลเป็นภาษากลางละนะ ...)

เมียเราก็ท้องแก่ หากคลอดแล้วคนหนึ่งเป็นชาย อีกคนเป็นหญิง

ก็ให้มาแต่งงานกันนะ เพื่อสมบัติจะได้พอกพูนเหมือนกับตอนที่เรามีชีวิตอยู่

เศรษฐีบ้านหนองดู่ก็ตกลง และทางครอบครัวก็เห็นด้วย



ประตูหอไตร




เมื่อคลอดออกมาเศรษฐีบ้านหนองดู่ได้ลูกสาว

ก็เสียใจไม่อยากยกลูกสาวให้

แต่เพราะได้รับปากกับพ่อเศรษฐีบ้านหนองเส้งแล้ว

ทั้งสองจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยอมยกลูกสาวให้ไปเป็นเมียของลูกเขา

ยอมจะตัดสัมพันธไมตรีกันอย่างเด็ดขาดหมดสิ้น



เมื่อความรู้ไปถึงสหายเศรษฐีบ้านเส้ง

ก็ว่าถ้าไม่ยอมจริงๆก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าเราพบไม่ว่าที่ไหน เวลาใด เราจะฆ่าเสียทั้งสิ้น

เพราะพ่อมัน ได้ตกปากรับคำสัญญาไว้แล้ว ไม่รักษาสัญญา



เมื่อคำนี้รู้ไปถึงเศรษฐีบ้านดู่ ว่าเศรษฐีบ้านเส้งจะฆ่าลูกสาวตัวเอง

ก็ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทั้งกลางวันกลางคืนกลัวเขาจะมาทำร้ายลูกตนเอง

ต้องคอยดูแลลูกตลอดเวลาไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ร้อนไปถึงพระอิน พระอินจึงได้จำแลงตัวเป็นนกหัสดีลิง

บินลงมาเวลากลางคืนขณะที่พ่อแม่ของเด็กหลับอยู่

คาบเอาเด็กหญิงนั้นไปไว้ในดอกบัวที่หนองบัวทางเหนือดอย

ที่มีพระฤๅษีองค์หนึ่งอาศัยอยู่



กล่าวกันว่ามีฤๅษีอยู่ 4 สำนัก คือที่

* ดอยสุเทพหนึ่ง *

* ดอยคะม้อหนึ่ง *

(...อยู่ ต. มะเขือแจ้ อ.เมือง ลำพูน

เป็นภูเขาไฟโบราณ รูปทรงสัณฐานคล้ายฝาชี

ตอนล่างเป็นบ่อมีน้ำตลอดปี

แต่โบราณมาถือ เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ห้ามผู้หญิงตัก

ใช้ในเทศกาลสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย

และยังนำไปใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทุกครั้ง ... )

* ดอยคำหนึ่ง *

* ดอยที่ฤๅษีองค์นี้อยู่อีกหนึ่ง *

ฤๅษีเหล่านี้ล้วนเป็นฤๅษีตาไฟ และจะส่องส่งซิกถึงกันในตอนกลางคืน



หน้าต่างหอไตร





พอรุ่งเช้าขึ้นมาฤๅษีตนนี้ก็ออกบิณฑบาต

เมื่อไปใกล้หนองบัว ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้

จึงเข้ามองดู เห็นเด็กร้องไห้

จึงกล่าวกับเด็กนั้นว่า เป็นฤๅษีจะอุ้มเจ้าไม่ได้

เพราะสงสารเด็กน้อยนั้นเป็นอันมาก

จึงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า

ถ้าหากเด็กหญิงนี้มีบุญญาธิการก็จงขึ้นมานั่งบนใบวี (พัด)ของเรานี้เถิด

เมื่อยื่นวีออกไป เด็กคนนั้นก็ขึ้นมานั่งบนใบวีของพระฤๅษี

จึงได้ชื่อว่าวี (จามเทวี) เพราะนั่งบนใบวีนั่นเอง



พระฤๅษีก็นำเด็กน้อยมาเลี้ยงไว้ที่อาศรมที่บนดอย

ชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม

พอตกค่ำตาไฟของฤๅษีที่เคยสว่างแจ้ง กลับมืดไม่มีแสงไฟ

ทำให้พระฤๅษีอีกสามสำนัก ซึ่งมองมายังฤๅษีสำนักนี้ไม่เห็นไฟ ... ส่งซิก

ก็เป็นห่วง


รุ่งเช้าฤๅษีทั้งสามตนก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้นัดหมาย

เมื่อมาเห็นเป็นว่าฤๅษีตนนี้เอาเด็กผู้หญิงมาเลี้ยงไว้ในอาศรม

ก็พากันติเตียนนินทาว่า ผิดทำนองคลองธรรมของพระฤๅษี

ดอยที่พระฤๅษีตนนี้อาศัยอยู่ ก็เลยถูกเรียกว่าดอยติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา



ซุ้มทางทิศเหนือ





เมื่อฤๅษีเหล่านั้นกลับไป

ญาติโยมก็ให้คำแนะนำแก่ฤาษี และท่านเห็นชอบ

คือ


ได้นำญาติโยมทั้งหลายไปสร้างแพ ที่ลำน้ำห้วยไค้

ไปสารแพที่ลำน้ำนั้น จึงเรียกว่าน้ำสาน ( ... อยู่ทางทิศตะวันตกของดอยติ ... )


ให้คนติดตามแพนั้นไปสามคน

เอาเด็กน้อยใส่แพพร้อมเสบียงอาการทุกอย่าง

เสร็จแล้วเมื่อได้ฤกษ์งามยามดีก็ปล่อยแพไป



ถึงสถานที่แห่งหนึ่ง แพได้ไหลวนไปมาหลายรอบ

จึงเรียกว่า วังมน (... มนแปลว่า กลม คือหมุนเป็นวงกลม ...)


แล้วแพก็ได้ล่องไปอีกถึงที่หนึ่ง แพทำท่าจะแตก

จึงบ่องแพคือมัดติดกันไม่ให้แพแตก

เรียกสถานที่นั้นว่าบ่องแพ คือ ปากบ่อง


แล้วแพก็ล่องตามลำน้ำไปเรื่อยๆ จนถึงเมืองละโว้แพ

ก็ล่องต่อไปไม่ได้ เพราะเป็นหน้าฝายใหญ่


คนที่ไปด้วยได้เอาหนังสือที่ฤๅษีแนบมาด้วยนั้นเสนอต่อเจ้าเมืองละโว้

เมื่อเจ้าเมืองได้อ่านหนังสือก็ยอมรับแล้วบอกให้นำเด็กหญิงมาถวาย

แล้วนำมาชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมต่อไป

เจ้าเมืองละโว้ท่านก็มีลูกผู้ชายอยู่คนหนึ่งอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน

เลี้ยงดูด้วยกันมา เมื่อเด็กทั้งสองเติบใหญ่ ท่านก็ให้เด็กทั้งสองแต่งงานกัน


บันไดมกรคายนาคมี 17 ขั้น




ด้านเมืองหริภุญชัยนั้นมีพญาอาทิตย์ราช เป็นเจ้าเมืองครองเมืองอยู่

ขณะนั้นได้แก่ชราแล้วจึงได้เกณฑ์ให้เสนาอำมาตย์ไปขุดส้วม

มุงด้วยหลังคาจนสำเร็จดีทุกอย่าง


เมื่อถึงเวลาปวดท้องจะเดินไปถ่าย

ก็มีฝูงกาดำมาห้อมล้อมพร้อมส่งเสียงร้อง

ไม่ให้พระยาอาทิตย์ราชถ่ายในส้วมนั้นได้ทุกครั้ง


พญาอาทิตย์ราชเห็นผิดปรกติดังนี้ จึงได้ยุติการใช้ส้วม

และเกณฑ์ไพร่พลให้จับเป็นกามาให้ได้

เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ได้พากันไล่ติดตามไปจนเวลาค่ำมืด

กาบินไปไหนไม่ได้จึงหยุดบิน เสนาจึงเข้าจับกาได้

สถานที่นั้นเรียกว่าไปฮอด (ถึง) มืด (มืด) ก๋า (กา) หรือไปถึงกาเมื่อมืด

คือเมืองฮอด และ ตำบลมืดกา








กาที่จับได้ตัวหนึ่งเป็นกาขาว (กาเผือก)

เมื่อได้กามาแล้วจึงได้สั่งไปหาเด็กที่เกิดใหม่ในวันที่จับกาได้

นำมาชุบเลี้ยงเป็นเพื่อนกา เลี้ยงดูไปพร้อมกันกับกา

จนเด็กนั้นรู้ภาษากา และภาษาคน



ผ่านมาได้เจ็ดเดือน เจ็ดปี เจ็ดวัน กาก็ได้บอกกับเด็กนั้นว่า

สถานทีีที่เป็นส้วมของพระยาอาทิตย์นั้น

อีกเจ็ดวันข้างหน้าจะมีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าผุดขึ้นมา

พญาอาทิตยราชจึงได้เอาข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนมาสักการบูชาตลอดเวลาจนครบเจ็ดวัน

เมื่อถึงวันที่เจ็ด พระบรมธาตุก็โผล่ขึ้นมาบนดินเท่าต้นตาลสูงถึงเจ็ดศอก



ทีแรกจะทรงสร้างสถูปเจดีย์ก่อคล่อมองค์พระธาตุไว้ เพื่อไม่ให้มีใครมาลักขโมย

แต่มีเสนาอำมาตย์คนหนึ่งบอกว่าองค์พระธาตุนั้นสูงเกินกว่าจะสร้าง

เมื่อมีการถกเถียงคัดค้านกัน

องค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จมลงไปในดินเสียสี่ศอก

คงเหลือโผล่พ้นดินเพียงสามศอก

เมื่อพระบรมธาตุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เห็นเช่นนั้น

พ่อพญาฯ จึงได้ตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า

ในเมืองหริภุญชัยนี้ ที่บริเวณใกล้ๆองค์พระธาตุนั้น

ห้ามไม่ให้ใครแป๋งบ้านเรือนสูงกว่าองค์พระบรมธาตุอย่างเด็ดขาด









พญาอาทิตยราช ก็ได้นัดหมายจะกระทำการมังคะละกรรม

เกี่ยวกับการก่อคล่อมองค์พระบรมธาตุนั้น ว่าจะทำในอีกเจ็ดวันข้างหน้า

พอถึงวันที่เจ็ด เจ้าพญาอาทิตย์ก็ล้มป่วยลงโดยกะทันหัน

การก่อสร้างเลยต้องยุติลงก่อน

จนกว่าเจ้าพ่อพญาฯจะหาย แล้วจะได้นัดหมายกันใหม่

และเป็นแบบนี้อีก 3 ครั้ง จึงตามโหรมา

หมอโหรกราบทูลว่า พญาอาทิตยราชจะไม่ได้สร้างแน่แล้ว

คนที่บุญจะมาสร้างได้นั้นเป็นผู้หญิง ชื่อว่าจามเทวี

ขณะนี้เป็นลูกสะใภ้ของเจ้าเมืองละโว้



บันไดขึ้นด้านหน้าวัดนี้ มกรคายนาคหันหน้าเข้าหาวัด ชุดละ 21 ขั้น






พญาอาทิตยราชได้ฟังก็ดีใจมาก

ใช้ให้เสนาอำมาตย์และชีปะขาวไปอัญเชิญมาเป็นเจ้าเมืองหริภุญชัยแทน

และพระองค์ได้สละราชสมบัติ

คณะของชีปะขาวล่องเรือแพถึงเมืองละโว้

ก็นำเอาขันข้าวตอกดอกไม้เข้าถวายพระนางจามเทวี

เล่าเรื่องพระยาอาทิตย์ให้นางฟังเพียงคนเดียว

นางจึงได้ขอพระบิดาและสามีตามเสนาอำมาตย์ไปครองหริภุญชัย

สามีของพระนางไม่ยอมตามมาด้วยเพราะถือว่าเชิญพระนางองค์เดียว

เมื่อพระนางได้รับอนุญาตแล้วก็ได้ขึ้นเรือแพมากลับคณะ

ขึ้นมาตามลำน้ำปิง เมื่อถึงที่แห่งหนึ่ง ก็หยุดพักผ่อน

ก็ปรากฏว่าขณะที่พักผ่อนกันนั้นมีคนเห็นเงาของพระนางในน้ำ ปรากฏ 3 เงา

ซึ่ง คืออำเภอสามเงา จังหวัดตาก

( ... ตำนานที่สามเงาก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เกี่ยวกับการแวะพักของพระนางจามเทวีเหมือนกัน ...)

เมื่อคณะของพระนางจามเทวีขึ้นมาจนถึงเมืองหริภุญชัย

ก็ได้เริ่มทำการก่อสร้างองค์พระธาตุทันที








ฝ่ายชายสามีก็ลักลอบขึ้นแพมาตามทีหลัง

เพื่อว่าจะมาแข่งบุญบารมี(แข่งบุญบารมี)กับพระนางจามเทวี

และได้สร้างก่อกู่(เจดีย์)ไว้ในนอกเมืองทางด้านทิศตะวันตก

แต่ยังสร้างไม่สำเร็จ จึงได้เดินทางกลับเมืองละโว้

เพราะละอายต่อพระนางที่เป็นผู้ชายแต่สร้างเจดีย์ไม่สำเร็จ

( ... คือเจดีย์กู่กุด หรือเจดีย์ยอดด้วน ตั้งอยู่ในวัดจามเทวี จังหวัดลำพูน...)



พระธาตุหริภุญชัย





เพราะรูปโฉมของพระนางจามเทวี

ขุนหลวงมะรังก๊ะ เจ้าเมืองตีนดอยสุเทพ (...ชนเผ่าลัวะ ชนพื้นเมืองดั้งเดิม...)

อีกคนก็อยากได้พระนางเป็นภรรยา

พระนางจะตอบปฏิเสธว่าไม่เอาก็ไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นผู้หญิง

ไม่เคยรบ ไพร่พลมีน้อย

จึงออกอุบายว่า หากพ่อขุนอยากได้พระนางไปเป็นเมีย

ก็ขอให้พ่อขุนหลวง ปุ่งเสน้า(พุ่งหอก) จากดอยสุเทพ

มาปักที่ใจกลางเวียงหริภุญชัย พระนางจะยอมเป็นเมียทันที








พ่อขุนหลวงมะรังก๊ะผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า

จึงได้แต่งตัวเต็มยศ ปุ่งสะเหน้าเต็มแรง

สะเหน้าปุ่งไปตกนอกเวียง ไกลออกไปนิดเดียว

(... จุดหอกตก เรียกว่าสะเหน้า

และ เมืองหริภุญชัย จึงมีอีกชื่อว่า เมืองลั๊วะปุ่ง

เพราะขุนหลวงมะรังก๊ะ เป็นคน ลัวะ , ปุ่ง คือ พุ่ง

เพี้ยนเป็นหละปูน หรือลำพูน ...)








พระนางจามเทวีเห็นสะเหน้าพุ่งมาตกใกล้เวียง

ก็หวั่นวิตกว่าหากพ่อขุนพุ่งครั้งที่สองเห็นที่สะเหน้าคงตกลงใจกลางเวียงแน่

จึงปรึกษาหารือกับเหล่าอำมาตย์หาวิธีแก้

อำมาตย์คนหนึ่งเสนอว่า

ขอฮื้อพระนางเอาซิ่นซับในของพระนาง ตัดเย็บเป็นหมวกสวมหัว

แล้วเอาปลายใบปู (...ใบพลู ...) จิ (...แตะ...)ของลับของพระนาง

แล้วทำเป็นหมากคำ

และสั่งราชทูตให้บอกว่า ถ้าหากพ่อขุนได้สวมหมวกใบนี้และอมหมากคำนี้

พุ่งสะเหน้ารับรองว่าสะเหน้าตกใจกลางเวียงแน่นอน

เมื่อพ่อขุนรับของแล้วก็สวมหมวก และอมหมาก

ก็หื้อฮู้สึกว่าพละกำลังละถอยลง

แม้พุ่งสะเหน้าจนเต็มแรง สะเหน้านั้นพุ่งตกตีนดอยสุเทพเท่านั้น








พ่อขุนก็คลายเอาหมากออกจากปาก และถอดหมวกออกจากหัว

เมื่อทูตดูแล้วก็บอกท่าขุนว่า

อันหมวกนั้นน่าจะเป็นซิ่นซับใน

และหมากนั้นที่ปลายใบพลูมีเลือดฤดู พระนางจามเทวีแน่

จึงยกทัพเดินทางไปหริภุญชัย

เมื่อไปถึงก็ตั้งค่ายรี้พลช้างม้าอยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตกจำนวนมาก

( ... คือ สันมหาพล...)

แล้วเคลื่อนย้ายลี้พลเข้าประชิดเมืองมาเรื่อยๆ

ฝ่ายชาวเมืองเห็นดังนั้นก็พากันหวาดกลัว

พากันไปบอกพระนางจามเทวีว่าให้หนีดีกว่า

ขณะนั้นพระนางกำลังหลับอยู่ ไม่นึกกลัวอะไร

ส่วนข้าราชบริพารที่หวาดกลัวก็พากันหนีไป

(... ประตูที่ข้าราชบริพาลหนีไป คือ ประตูลี้ ...)









ในที่สุดเวียงก็ถูกล้อม ทุกทิศทุกทางเสนา

อำมาตย์จึงเข้าไปปลุกพระนางตื่น

แต่แทนที่จะรีบออกรบ กลับเข้าห้องไปอาบน้ำดำหัวขีดฉีฉวีวรรณ

ปะแป้งแล้วก็เดินไปสี่แจ่งประสาท

ไปไหว้เสื้อบ้านเสื้อเมืองแล้ววารอินทร์วารพรหม

ขอให้มาช่วยนางขับไล่ข้าศึกออกไปจากบ้านเมือง

แล้วพระนางก็แต่งตัวเต็มยศขึ้นขี่ช้างศึก

ชื่อช้างก่ำงาเขียว

(งาสีดำ...ก่ำ , เขียว เป็นช้างที่พระอินทร์จำแลงมาช่วย

ด้วยก่อนหน้านี้ไม่มีช้างศึกม้าศึกเลย

ช้างม้าศึกเหล่านี้ล้วนเป็นช้างมาทิพย์)

พระนางได้ไสช้างไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ

ช้างนั้นก็เอาข้างไปสีประตูเมือง

(... เอาข้างลำตัวถูประตูเมือง คือ ประตูช้างสี...)


เมื่อพระนางไสช้างปู้ก่ำงาเขียวออกไป นอกประตูเมือง

ช้างก็ได้แผดเสียงอันดังและร้องขึ้น ( ... คือช้างรอง ... )

ช้างข้าศึกได้ยินเสียงอันดังก็ได้สะดุ้งตกใจกลัว วิ่งเตลิดหนีออกไปทุกตัว

โดยไม่ได้ต่อสู้กัน

และเหยียบย่ำกันจนเป็นหนอง ( ... คือหนองช้างคืน...)

เมื่อข้าศึกแตกพ่ายไปแล้ว

ช้างนี้ก็ได้ตายลง

ได้ตัดเอางาทั้งสองข้าง

ข้างหนึ่งมอบให้เมืองสิบสองปันนา

และอีกข้างหนึ่งมอบให้เมืองนาน(... คือน่าน ...)






ภาพชาดกต่าง ๆ

เอาไว้เป็นหลักในการดูว่าเขาเล่าเรื่องอะไร














.











ด้านล่าง เดินตามนกยูง








ข้างบนมีของเก่า








และชมวิวลำพูน








พระเจ้ากิตติในวิหาร



องค์ที่นั่ง ห่มผ้าอยู่


เล่าว่า

ในสมัยพระพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาดอยนี้

เห็นว่าน่าจะเป็นที่เหมาะที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนา

ได้พบมานพอยู่ที่นี่มาก่อน และมานพเกิดความเลื่อมใส

จึงขอให้ท่านอยู่ที่ดอยนี้

แต่พระองค์ต้องไปโปรดสัตว์อีกหลายที่

มานพจึงขอพระเกษาธาตุไว้บูชา

พระพุทธเจ้าจึงว่าหากมานพเลื่อมใสในพระองค์

ก็ให้สร้างพระพุทธรูปเอาเถิด

มานพจึงขุดเอาหินศิลาแลงก้อนใหญ่มาก้อนหนึ่ง

เอามาสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ

คือพระบาททั้งสองซ้อนกัน

โดยเบื้องซ้ายไว้ข้างล่าง เอาเบื้องขวาไว้ข้างบน

และพระหัตถ์ซ้ายไว้ข้างล่าง

เอาเบื้องขวาไว้ข้างบน

นั่งอยู่บนแท่นแก้วในพระวิหาร

มานพผู้นั้นก็ได้กระทำการไว้สาสักกาบูชา

ด้วยดอกไม้ธูปเทียนของหอมต่างๆ บูชาอยู่ทุกวันทุกคืนไม่ได้ขาด

ครั้นถึงใกล้จะเข้าพรรษา

พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จกลับอินเดีย

ผ่านมาก็แวะดูว่ามานพได้สร้างพระพุทธรูปจริงหรือไม่

ก็ได้เสด็จ ... พระพุทธรูปยืนปางลีลา ...ขึ้นไปยังบนดอยลูกนั้น

เมื่อเสด็จเข้าไปในวิหาร

หันมองพระพุทธรูปที่มานพนั้นแกะ

พระพุทธรูปนั้นเห็นพระพุทธเจ้า

ก็เหมือนดังมีจิตวิญญาณ สะท้านกลัว

ผลุนผลันลุกจากที่นั่ง เอาเท้าทั้งสองลงมา

แต่มือยังไม่ทันได้ย้าย

พระพุทธเจ้าเห็นดังนั้น จึงได้ยกมือเบื้องขวาห้ามเอาไว้ แล้วตรัสว่า

ท่านอย่าไปไหนท่านจงอยู่ที่นี้ เพื่อจะได้รักษาสืบพระพุทธศาสนาต่อไป

พระพุทธรูปองค์นี้จึงมีลักษณะ

นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างลงมา

ส่วนพระหัตถ์ซ้ายขวายังวางซ้อนกัน

อยู่บนแท่นแก้วในพระวิหารมาจะถึงปัจจุบันนี้

เรียกว่า พระเจ้ากิตติวัดดอยติ





ปิดท้ายด้วย


***









 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2556
17 comments
Last Update : 5 พฤษภาคม 2557 11:11:19 น.
Counter : 3269 Pageviews.

 

หวัดดีครับคุณตุ๊ก อ่านแล้ว 1 ใน 4 แล้วครับ
แล้วจะมาอ่านต่อครับ บล๊อกนี้่ยาวจริง ๆ 555

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 12 กุมภาพันธ์ 2556 19:49:31 น.  

 

ไม่ได้ครับ อย่างนี้ต้องแปะคืน

ได้รายละเอียดของสถานที่เหมือนไปดูเองเลยครับ

tuk-tuk@korat Travel Blog

 

โดย: Insignia_Museum 12 กุมภาพันธ์ 2556 20:48:43 น.  

 

เย้ มีคนพาไปเที่ยวสถานีรถไฟ ความฝันอย่างหนึ่งคือนั่งรถไฟจากนครสวรรค์ไปให้ถึงเชียงใหม่นี่ล่ะ รถท้องถิ่นมันจะจอดทุกสถานีเลย

เพิ่งเคยกินเนื้อสะเต๊ะไม่นานนี้เอง ไม่ชอบอ่ะ กินกับน้ำจิ้มแล้วหวานมากไป ชอบหมูแบบเดิม

เดี๋ยวนี้ฮิตนะ สร้างพระองค์ใหญ่ๆ ดูวัดห้วยมงคลซิ แทบไม่มีที่จอดรถเลย ยังคิดในใจถ้ามีคนทำพระเกจิ โน่นนี่หลายๆ ท่านรวมกันคงขายดีแน่ แล้วไม่นานมานี้ก็ได้เห็นจริงๆ

ดูเหมือนว่าอาณาจักรหริภุญไชยจะเกิดก่อนอาณาจักระพระนครเสียอีก ร่วมสาัยกันมา จนในที่สุดเมื่อขอมเสื่อมอำนาง อาณาจักรสุโขทัยก็ปลดตัวเองออกมาเป็นเส้นทางการค้าจากจีนตอนใต้ผ่านแม่น้ำโขงไปสู่อ่าวมะตะบัน อาณาจักรเชียงแสนเห็นประโยชน์จากเส้นทางการค้าก็เลยย้ายฐานอำนาจลงมาที่เชียงใหม่ อาณาจักรหริภุญไชยจึงต้องล่มสลายลง

 

โดย: VET53 12 กุมภาพันธ์ 2556 20:58:07 น.  

 

สวัสดีค่า ตามมาเที่ยวสถานที่ในความทรงจำค่ะ ^^
อยากกินข้าวซอยบ้านฮ่อ อร่อยๆๆมากแค่คิดก็น้ำลายหกซะแล้ว


 

โดย: lovereason 12 กุมภาพันธ์ 2556 21:07:32 น.  

 

ดูไป อ่านไป พยายามนึกว่าแต่ละภาพนั้น มันอยู่ตรงใหนบ้าง ก็นึกได้บ้าง นึกไม่ออกบ้างเพราะไปเชียงใหม่ครั้งสุดท้าย เมื่อ ป 2553 โน่นแล้ว อิ..อิ...

 

โดย: พายุสุริยะ 12 กุมภาพันธ์ 2556 21:12:36 น.  

 

~ มาให้พี่พาเที่ยวอีกแล้วค่ะ ^^ ~

 

โดย: ~ ริมน้ำ_VoUฟ้า ~ (rimnam_kobfa ) 12 กุมภาพันธ์ 2556 23:02:13 น.  

 

ตำนานนี้คุ้นมาก
รวมทั้งงาช้างดำด้วย..


คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ tuk-tuk@korat เรียบร้อยแล้วนะคะ

คุณเหลือ อีก 1 ดวง สำหรับวันนี้ค่ะ

 

โดย: wicsir 12 กุมภาพันธ์ 2556 23:14:50 น.  

 

 

โดย: Kavanich96 13 กุมภาพันธ์ 2556 4:47:31 น.  

 

สวัสดีจ้ะน้องตุ๊ก


คนโบราณช่างสรรหาเรื่องราวมาเล่าขานกันได้มากมายจริงนะครับ

อ่านแล้วตัวละครเยอะมาก งง งงอยู่ ไว้ดึก ๆหาเวลามาอ่านอีกเที่ยวครับ ชอบจ้ะ

 

โดย: find me pr 13 กุมภาพันธ์ 2556 9:18:52 น.  

 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2556 20:50:53 น. 9 comments
Counter : 91 Pageviews.

 

โดย: tuk-tuk@korat 13 กุมภาพันธ์ 2556 10:21:45 น.  

 

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครํ เตน มหาเสเนน มจฺจุนา

บุคคลควรทำความเพียรเผากิเลสเสียแต่วันนี้
ใครเล่าจะรู้ ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้
เพราะพวกเราไม่สามารถผ่อนผันกับมัจจุราชผู้มีกองทัพใหญ่นั้นได้

ละกิเลสด้วยการบำเพ็ญเพียรและสะสมบุญเพื่อภพหน้าที่ดียิ่งขึ้น...นะคะ



อ่านประัวัติศาสตร์ ชมภาพ เพลินไปเลย...ค่ะ
วันนี้ปอป้าให้หมดทั้งไลค์ โหวต แปะหัวใจ

คิด ๆ อยู่ว่า ถ้าย้ายไปอยู่เชียงใหม่
จะมาขอร้องให้คุณตุ๊กพาเที่ยว แนะนำเมือง...อิ อิ

 

โดย: พรหมญาณี 13 กุมภาพันธ์ 2556 10:55:09 น.  

 

เรื่องปรัมปราพวกนี้ผมชอบนัก 555
ขอบคุณที่นำเที่ยว นำชิมครับ

 

โดย: peeradol33189 13 กุมภาพันธ์ 2556 11:05:54 น.  

 

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ tuk-tuk@korat เรียบร้อยแล้วนะคะ
----------------------------------------------------------

 

โดย: smack 13 กุมภาพันธ์ 2556 12:11:23 น.  

 

สวัสดีครับพี่ตุ๊ก
อ่านตำนานเพลินเลยครับ
ดอยติผ่านไม่ได้แวะสักทีครับ

 

โดย: moresaw 13 กุมภาพันธ์ 2556 14:05:55 น.  

 

ร้านดัง อยู่ในซอยนี้
นี่ก็ชอบ... ใช่สลัดแขกหรือเปล่า
อยากรู้ชื่อร้าน จะได้ตามไปชิมครับ

 

โดย: moresaw 13 กุมภาพันธ์ 2556 14:15:38 น.  

 

ฮาตรงนี้ค่ะ ฤๅษีเหล่านี้ล้วนเป็นฤๅษีตาไฟ และจะส่องส่งซิกถึงกันในตอนกลางคืน


เหมือนเป็นตอนต่อจากคราวที่แล้วเลยค่ะ

พี่ตุ๊กชอบเล่าเรื่อง...สนุกด้วย ไม่เคยเบื่อที่จะเล่า...แต่ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า ต้องถูกใจถึงจะคุยเป็นคุ้งเป็นแควแน่เลยค่ะ



 

โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ 13 กุมภาพันธ์ 2556 18:29:06 น.  

 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2556 10:22:54 น. 16 comments
Counter : 62 Pageviews.


 

โดย: tuk-tuk@korat 27 กุมภาพันธ์ 2556 12:35:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


tuk-tuk@korat
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 139 คน [?]




งานหลักคืองานอดิเรก

10 บล็อกล่าสุด


ขับรถชมประเทศไทย ... บึงสามพันไปหนองบัวระเหว


I'll Never Fall In Love Again - Tom Jones ... ความหมาย


ขับรถชมประเทศไทย ... จากเชียงใหม่ไปเพชรบูรณ์ เมื่อ 24 มิถุนายน 2562


My Special Angel - Bobby Helms ... ความหมาย


เชียงใหม่ ... แป้นเกล็ดคอฟฟี่ - อาจารย์ศรีใจ กันทะวัง


You send me - Sam Cooke ... ความหมาย


ขับรถชมประเทศไทย ... แวะไปเรื่อยสองข้างทาง


With Pen in Hand - Bobby Goldsboro ... ความหมาย


ขับรถชมประเทศไทย ... ชมชิมไปเรื่อย


Reaching Out - Bee Gees ... ความหมาย






ของแต่งบล็อกจาก
ป้าเก๋า "ชมพร"
คุณญามี่
คุณ Rainfall in August
ขอบคุณค่ะ

[Add tuk-tuk@korat's blog to your web]