♥ หน้าตา คือหน้าต่าง....สื่อท่าทาง..จาก..จิตใจ ♥
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
21 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
♥.. เกย์..♥

๏ สำนวนสาวพราวออกบอกให้รู้


ที่ซ่อนอยู่ภายในใจเป็นหญิง


จริตก้านหว่านโปรยโหย.กระทิง


ประเทืองสิงร่างกายชายจำแลง ๚


๏ จิตชายดับสับสนตัวตนแท้


ความอ่อนแอแผ่ปนกมลแฝง


คิดอย่างหญิงอิงแอบแบบเพศแปลง


ตบตีแย่งแบ่งชายในบาร์โลม ๚


๏ เมื่อแสงดับขยับกายสยายร่าง


แฝงข้างทางหาเหยื่อเพื่อรักษ์โฉม


ดูดเลือดขาวราวยูงมุ่งรุมโทรม


คอยจู่โจมโหมใส่ให้เหยื่อเพลีย ๚


๏ น่าสมเพชเวทนานักหนาแท้


เกิดมาแค่ชาติเดียวกระเจียวเสีย


ธรรมชาติของชายต้องมีเมีย


เล่นนัวเนียเพศเดียวกันมันแปลกคน ๚


๏ สวรรค์ส่งลงมาฟ้าบันดาล


ให้อยู่นานจนเฒ่าเฝ้าฉงน


วีรกรรมเหลือร้ายกระจายจน


เมืองสับสนอลหม่านสะท้านใจ ๚


๏ พลังโกธรโกรธาดั่งบ้าเลือด


ด้วยดาลเดือดเชือดเฉือนเหมือนไฟไหล


พินาศสิ้นทั้งธาราในทันใด


มารสิงใจหทัยดลจนลืมตัว ๚


๏ ถูกกระชากลากใส้ให้เห็นสิ้น


ความเคยชินกินอำนาจอุบาทย์ชั่ว


กระอักเลือดเหือดแห้งแหว่งทั่วตัว


ความน่ากล้วเห็นประจักษ์หักสิ้นแล ๚ะ๛








........


Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2553 23:49:07 น. 88 comments
Counter : 982 Pageviews.

 
“26 ก.พ.” อย่าปล่อย “ทักษิณ” จับประเทศไทยเป็นตัวประกัน

โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 22 กุมภาพันธ์ 2553 13:49 น.

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

1) ไม่ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร

ไม่ว่าจะให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด ยึดทรัพย์บางส่วน หรือยกฟ้อง ไม่ยึดทรัพย์เลย ขบวนการเสื้อแดงของทักษิณและบริวารของทักษิณ ก็จะไม่หยุดป่วนเมือง อย่างแน่นอน

เพราะอะไร...

หากยึดทั้งหมด หรือยึดบางส่วน ทักษิณและเสื้อแดงก็จะอ้างว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ศาลยุติความเป็นธรรม พวกตนจะต้องเคลื่อนไหว จะต้องได้อำนาจรัฐ จะได้คืนความเป็นธรรม

หรือถ้าหากยกฟ้อง ไม่ยึดทรัพย์เลย ทักษิณและขบวนการเสื้อแดงก็คงจะอ้างขึ้นมาอีกเหมือนกันว่า รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้าย คตส.ไม่ชอบทักษิณ กลั่นแกล้งทักษิณมาโดยตลอด จะต้องเปลี่ยนแปลงประเทศ คืนความชอบธรรมให้ทักษิณ ยิ่งเมื่อได้ทรัพย์สินคืน ก็ยิ่งฮึกเหิม บริวารยิ่งคาดหวังต่อน้ำเลี้ยง และคงจะมีท่อน้ำเลี้ยง กระสุนทำงานแบบปูพรมมากขึ้น

ทั้งหมด เพราะเจตนาที่แท้จริง อันสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของทักษิณและขบวนการเสื้อแดงตลอดมา ไม่เพียงแต่หลุดจากการถูกยึดทรัพย์ แต่ต้องพ้นโทษอาญาทั้งปวง (หลายคดี) ต้องการได้อำนาจรัฐ และต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างปัจจุบัน

2) ข้อกล่าวหาของ ตคส. และ อัยการสูงสุด เรื่อง “ร่ำรวยผิดปกติ” ไม่ได้มีความหมายเหมือนที่ทักษิณพยายามจะบิดเบือน โดยอธิบายว่าตนเองร่ำรวยมาก่อนแล้ว

อ้างว่า รวยมาก่อนเป็นนายกฯ - รวยแล้วจึงเข้ามาเล่นการเมือง - รวยแล้วไม่มีทางจะไปโกงบ้านโกงเมือง – อำมาตย์ห้ามคนรวยเข้ามาทำงานการเมือง ฯลฯ ว่าไปโน่นเลย...

ความจริง... รวยก่อนจะมาเป็นนายกฯ ไม่ใช่ประเด็นเลย แต่เป็นนายกฯ แล้ว ได้มีการใช้ตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและครอบครัว ทำให้ “รวยมากขึ้น” โดยไม่สุจริตหรือไม่ นั่นต่างหากคือประเด็นที่แท้จริง!

เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ทักษิณต้องพิสูจน์ตัวเองให้ชัดเจน คือ การ “รวยมากขึ้น” มหาศาลนั้น ได้มาโดยสุจริต บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่โดยนโยบายของรัฐที่เอื้อประโยชน์ในยุครัฐบาลทักษิณเอง ไม่ว่าจะเป็น

การแก้ไขสัญญาสัมปทาน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 เพื่อลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้แก่รัฐ ในกรณีโทรศัพท์มือถือแบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้าหรือบัตรเติมเงิน ทำให้บริษัทเอไอเอสมีรายได้เพิ่มขึ้น มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท

การแก้ไขสัญญา เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่อให้บริษัทเอไอเอสเข้าไปใช้เครือข่ายร่วมหรือโรมมิ่ง ทำให้เอไอเอสได้รับผลประโยชน์โดยตรง ไม่น้อยกว่า 18,970 ล้านบาท

การใช้อำนาจแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งนอกจากจะเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสแล้ว ยังเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกีดกันผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหม่ และทำให้หน่วยงานของรัฐคู่สัญญาได้รับความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท

การให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนแก่รัฐบาลทหารพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทชินแชทเทิลไลน์ได้รับผลประโยชน์จากพม่า เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม จนต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินของประชาชนมาชดเชย

นอกจากนี้ ยังมีการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจแก่กิจการดาวเทียมของบริษัทชินฯ อีกหลายกรณี มูลค่าผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาท เป็นต้น

ผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐดังกล่าวนั้น ล้วนตกอยู่กับเครือชินคอร์ปอเรชั่นฯ ทำให้ราคาหุ้นของชินฯ มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมาก แล้วจึงใช้อำนาจรัฐแก้กฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นได้เพิ่มขึ้น จาก 25% เป็น 49% แล้วจึงรวบรวมขายหุ้นทั้งหมด 48% เศษ ให้กับบริษัทเทมาเสกของสิงคโปร์ โดยหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว!

และในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนขายหุ้น ได้โอนหุ้นชินคอร์ปฯ ให้ลูกและคนใกล้ตัวนั้น ถือว่าเป็นหลีกเลี่ยง อำพราง ซุกหุ้น หรือให้คนอื่นทำเป็นถือหุ้นแทน หรือไม่?

หากเป็นเช่นนั้น ก็จะชัดเจนว่า ไม่ใช่ “รวยแล้วไม่โกง” หรือ “รวยก่อนจะมาเป็นนายกฯ” แต่จะเป็นว่า “รวยแล้วยังโกง” – “เป็นนายกฯ แล้วทุจริต” – “ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน”

3) ถึงวันนี้ ประเทศชาติบอบช้ำมามากเหลือเกินแล้ว

คำโกหกบิดเบือน เพื่อกลบเกลื่อนความเลวร้ายของตนเองในทำนองว่า จะจับหนูตัวเดียว กลับต้องเผาบ้านตัวเองนั้น เป็นเพียงอีกหนึ่งคำลวงของทักษิณและพวก เพราะในความเป็นจริง คนที่จุดไฟเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง ปลุกระดมผู้คนให้ลุกขึ้นมาทำร้ายประเทศไทยนั้น ก็คือพวกทักษิณนั่นเอง

หนีคดี หนีศาล หนีโทษจำคุก และกลัวถูกลงโทษยึดทรัพย์กลับคืนไปเป็นของแผ่นดิน จึงเคลื่อนไหวดิ้นรน ทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งไปชักชวนร่วมมือกับกองกำลังต่างชาติ ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ชักนำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในประเทศไทยเพื่อหวัง “เอาตัวรอด” ด้วยการ “ฉวยโอกาส” อาศัย “สถานการณ์พิเศษ” และ “อำนาจพิเศษ” เพื่อช่วยล้มล้างความผิด คดีความ โทษจำคุก และได้ทรัพย์สินก้อนโตกลับเข้ากระเป๋าตัวเอง

วันนี้ บ้านเมืองเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของทักษิณและบริวารเสื้อแดงเท่านั้น

ทุกคน จะต้องช่วยกันดูแลป้องกัน รักษาชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ บ้านเมืองของตนไม่ให้ใครคิดมาทำลาย เผา หรือก่อวินาศกรรมได้ง่ายๆ

ถ้าคนในชุมชนไม่ปกป้อง “บ้านของตนเอง” แล้ว... ใครจะช่วยดูแล “บ้านเรา”

กรณีตัวอย่างที่น่ายกย่อง เช่น กรณีชาวสีลมไม่เพิกเฉย ไม่ยอมจำนน แสดงออก โดยลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนของตน เมื่อครั้งเดือนเมษายน 2552 หรือแม้แต่ในช่วงศุกร์ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ช่วยป้องกันมิให้เกิดเหตุร้าย บานปลาย อย่างน่าชื่นชม

รวมทั้ง กรณีชุมชนชาวกิ่งเพชร ชาวนางเลิ้ง ชาวมักกะสัน ชาวแฟลตดินแดง ชาวยมราช ฯลฯ ในช่วงเดือนเมษายน 2552 ที่ “ไม่ยอมจำนน” ลุกขึ้นมาร่วมกันคนละไม้คนละมือ ไม่ใช่เพื่อจะทำร้ายหรือใช้ความรุนแรง แต่เพื่อปกป้อง ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ชุมชนของตนเอง ล้วนแต่เป็นความกล้าหาญ และการรักษาไว้ซึ่ง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อย่างน่าภาคภูมิใจที่สุด

เหตุการณ์ที่ทักษิณและบริวารเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวปลุกปั่น ปลุกระดมในระยะหลัง จึงเชื่อว่า ประชาชนจะรู้ทัน พันธมิตรฯ ก็ย่อมรู้ทัน คงไม่มีการรวมตัวเพื่อนำไปสู่การปะทะกับพวกเสื้อแดง

เปลืองแรง เปลืองตัว และจะทำให้ความกักฬขะ “ดิบ ถ่อย เถื่อน” ของขบวนการเสื้อแดง แปดเปื้อนพลังบริสุทธิ์ของประชาชนอย่างน่าเสียดาย

อีกทั้ง หากมีการปะทะ เกิดความรุนแรงลุกลามบานปลาย ก็จะเข้าทางแผนการณ์ของทักษิณและบริวาร ซึ่งต้องการให้มี “สถานการณ์พิเศษ” ชนิดที่อ้างได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถควบคุมปกครองประเทศได้

พันธมิตรกับประชาชนผู้มีใจรักความเป็นธรรม จะต้องร่วมกับคนในชุมชนของตนเอง หรือคนในท้องที่ใกล้เคียง เพื่อปกป้องดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในท้องที่ของตน

4) สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ไม่ปกติ

แทบไม่ต่างจากยามศึกยามสงคราม

แกนนำเสื้อแดงถึงขนาดประกาศบนเวทีชุมนุมของคนเสื้อแดง ปลุกปั่นให้คนเสื้อแดงเอาขวดเปล่าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แล้วมาหาน้ำมันเอาข้างหน้า ข่มขุ่ว่ากรุงเทพฯ จะลุกเป็นทะเลเพลิง !

ประชาชนคนไทยทุกคน ต้องช่วยกันปกป้อง ดูแลรักษา สอดส่องเป็นหูเป็นตา ทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการ ปั๊มน้ำมัน รถแก๊ส อาคารจอดรถห้างสรรพสินค้า (อย่าลืมว่ารถยนต์ที่มีน้ำมัน อาจถูกใช้เป็นระเบิดได้) ฯลฯ จะต้องเตรียมการ จัดเตรียมเวรยามเฝ้าระวัง เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมสติ เตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับเหตุร้ายได้อย่างไม่ตื่นตระหนก แต่จะต้องซักซ้อมความเข้าใจ เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ การใช้เครื่องดับเพลิง เฝ้าระวังป้องกัน ติดต่อประสานกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างทันท่วงที

ในสภาวะเช่นนี้ ต้องติดตามรับฟังข่าวสารรอบด้าน อย่าเชื่อเพราะเขาบอกว่า... เชื่อตามๆ กัน... หรือเชื่อเพราะ “คนนั้นเขาบอกมา..” ฯลฯ

ควรตระหนักว่า.. อย่าเชื่อคนโกหก พูดเท็จเป็นอาจิน

อย่าเชื่อคนมีส่วนได้เสีย และอาจได้ประโยชน์จากข่าวเท็จ

อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้พูดเป็นคนพูดเก่ง ปากเก่ง ปากดี พูดปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกร่วมได้มาก

อย่าเชื่อเพียงเพราะอคติหรือคาดหวังว่าตัวเราจะได้ประโยชน์จากสิ่งนั้นด้วย ฯลฯ

5) จะเข้าใจสถานการณ์ในระดับภาพรวมได้ดีขึ้น หากลองมองจากภายนอก

ขณะนี้ ประเทศที่พัฒนาและก้าวหน้าในโลก ต่างรู้ทันทักษิณกันหมดแล้ว ไม่มีแผ่นดินไหนอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศของเขา เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป หรืออียู

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน รวมถึงฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

ส่วนดูไบ ซึ่งอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตน์ (UAE) ก็กำลังพิจารณาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แลกกับนักโทษคดีฉ้อโกงมโหฬาร นายไมเคิล ไบรอันมิธ ซึ่งทางการของดูไบกำลังต้องการตัวเหมือนกัน

ถึงวันนี้ ประเทศที่ทักษิณยังคงเดินทางไปเหยียบได้ เหลือแค่ไม่กี่ประเทศ เช่น นิการากัว มอนเตรนิโกร สวาซีแลนด์ และเขมร ซึ่งทุกประเทศล้วนถูกตั้งคำถามถึงระดับความเป็นประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในประเทศเหล่านั้น

และที่สำคัญ ที่เขาต้อนรับทักษิณ ก็ล้วนแต่เพราะต้องการผลประโยชน์ตัวเงินจากทักษิณทั้งสิ้น ไม่ใช่ต้อนรับเพราะยกย่องชื่นชมศรัทธาในตัวของทักษิณเลย

ล่าสุด ก็มีการติดต่อผ่านนักธุรกิจไทยชื่อ “ป” เข้าพบประธานาธิบดีคองโก ซึ่งเป้นเผด็จการทหารมาจากการรัฐประหาร เพื่อขอทำธุรกิจผูกขาดเรื่องหวย การพนัน โดยชักชวนนักธุรกิจ “ป” เข้าเป็นหุ้นส่วน

จะเห็นว่า ธุรกิจที่ทำ ก็ไม่ได้แสดงฝีมืออะไร เพราะอาศัย “ผูกขาด” และ “การพนัน” ซึ่งมอมเมาประชาชน แล้วไม่ก่อให้เกิดการพัฒนารายได้รวมของคนในชาติแม้แต่น้อย ทั้งนี้ เพราะการพนันทำให้คนหนึ่งได้ อีกคนหนึ่งเสีย

ผู้ร้ายตายตอนจบ ?

ในหนังไทยส่วนใหญ่ ผู้ร้ายมักจะตายตอนจบ และกว่าที่ตำรวจจะโผล่ออกมาทำหน้าที่ พระเอกและผู้ช่วยพระเอกก็ต้องต่อสู้จนกระทั่งเอาชนะผู้ร้ายให้ได้เด็ดขาดไปแล้วเท่านั้น

วันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “ผู้ร้าย” – “คนร้าย” – “ผู้หลบหนีอาญาแผ่นดิน” ที่มีสภาพจิตไม่เหมือนคนไทยทั่วไป

คนๆ นี้ แพ้ไม่เป็น แต่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองชนะ

ไม่ว่าประเทศชาติจะสูญเสียเพียงใด แม้กระทั่งคนเสื้อแดงที่เขาปลุกระดมด้วยความเท็จ ล่อหลอกด้วยลมปาก ให้มาเคลื่อนไหวแทนเขาและครอบครัวของเขา จะต้องสูญเสียเพียงใด เขาก็ไม่เคยจะเกิดความสำนึก

ประเทศชาติยามนี้ ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ คนไทยทุกคน คือ “พระเอกตัวจริง”

อย่าปล่อยให้คนจิตป่วนและบริวารทั้งหลาย เหยียบย่ำทำลายประเทศชาติส่วนรวม คุกคามความสงบสุขของสังคม ทำเสมือนจับเอาบ้านเมืองเป็นตัวประกัน หวังแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว อำนาจของพวกตัว และคดีความผิดของพวกตัว

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด... คนไทยทุกคน ใครทำอะไรได้ ต้องช่วยกันทำ โดยสันติวิธี เพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง เพื่อปกป้องความถูกต้อง รักษาระบบยุติธรรม

“เบื่อความขัดแย้ง เกลียดความรุนแรง” เต็มทีแล้ว!


โดย: กระจอก IP: 125.26.152.194 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:12:30 น.  

 

สวัสดีครับคุณกระจอก ไม่เจ๊อะ ! กันนานคิดถึงจังเลย ธุรกิจเป็นไงบ้างครับ ? ยังดีอยู่ไหม ?


๏ สานพิพากษาว่าวิหคนกมีนม
สุดขื่นขมตรมใจไปเชื่อถือ
ควรคิดเองหน่อยน้อขอหารือ
เจ้ากิ้งกือร้อยขาฤาเดินเอียง ๚

๏ ขอเน้นไปในหลักฐานพยานล้อม
หากว่าพร้อมแจ้งชัดมัดแน่นเขียง
สิ้นสงสัยให้นำมาพาร้อยเรียง
สานทุกเสียงเห็นตรงกันมันก็เคลีย ๚

๏ หากมีเหตุสงสัยในข้อหา
ก็ให้ลาวาทกยกฟ้องเสีย
กลัวธงเธอเผลอจิตคิดแล้วเพลีย
มั่วนัวเนียเลียท่านเหมือนผ่านมา ๚

๏ ทำกับข้าวเจ้าหาว่ารับจ้าง
ถึงกับกางพจนานุกรมถมข้อหา
ยากจะเชื่อเผื่อไว้ในอุรา
รอดปากกาครานี้ต้องมีเฮ ๚

๏ ลงลายมือสือไว้ให้เมียซื้อ
พวกก็ถือความผิดจิตหักเห
โดนสองปีซีช้ำสานยำเป
โอ้ละเห่เพ่ท่านมันขันจัง ๚

๏ ถึงยังไงกำลังใจฝากให้ท่าน
พ้นภัยพาลครั้งอย่างที่หวัง
จากกวีฯรากหญ้าข้ารอฟัง
เสียงสานสั่งว่ายกฟ้องร้องดีใจ ๚ะ๛


โดย: tudong วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:3:21:15 น.  

 
สวัสดีเช่นกันครับ กิจการไม่ค่อยดีครับค่อนข้างฝืด ยังรอทักสินเข้ามาติดคุกเอ๊ย ทำให้เศรษฐกิจดีอยู่ คนอื่นทำไม่ได้ต้องทักสินคนเดียวเท่านั้น (แฮ่ เหมือนกับคำพูดชุดความคิดของสามคางคกที่เขาใช้ยัดใส่สมองรากหญ้าใหมครับ)


.....บ้านเมืองของเรานั้นเน่าเฟะ
ขละเขละเน่าหนอนชอนไปทั่ว
ช้ำเลือดช้ำหนองพองทั้งตัว
ปรุพรุนทั้งหัวชั่วเกินใจ
.....เอาเถอะชั่วมีเท่าใหร่ให้ออกหมด
จะได้หยดยาดีทั้งขี้ไส้
เอาหนอนชั่วตัวเลวเหลวออกไป
เจ็บปวดอย่างไรก็ต้องทำ


โดย: กระจอก IP: 125.26.152.194 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:5:40:12 น.  

 

//www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8923775/P8923775.html

๏ ธรรมชาติสร้างมาน่าประหลาด
กายอุบาทย์ขาดขนโกร๋นทั้งหัว
กลิ่นสาบสางร่างกายติดในตัว
มีรูปชั่วตัวเหม็นกระเซนไกล ๚

๏ คอยกินซากกากเดนตระเวนทั่ว
เข้าเนียนัวหัวมุดฉุดลากใส้
กินมูมมามลามปากกระชากไป
แย่งกันใหญ่ไล่กัดฟัดชิ้นโต ๚

๏ เหมือนอดอยากมานานพาลโหยหิว
คงใส้กิ่วหลายปีมีโทโส
จึงหน้าด้านพาลเขมือบดังเหลือบโซ
ทั้งตัวโตตัวน้อยคอยแทะโลม ๚

๏ ตัวหัวหน้าว่ายังตั้งใข่เดิน
ที่ได้เหินเพลินอวดประกวดโฉม
เพราะแร้งฒ่าเขารักนักนะโยม
ดันก้นโครมโถมใส่จนได้ดี ๚

๏ มีหน้าที่สร้างภาพฉาบหลอกไว้
แล้วชักไยให้เดินเพลินแต่งสี
สั่งซ้ายหันขวาหันได้ทันที
เฒ่าแร้งมีรางวัลให้มันกิน ๚

๏ บริวารพาลตระกรามย่ามใจใหญ่
มีตรงไหนให้ส่องปล่องทรัพย์สิน
หินปูนทรายกินเกลี้ยงเพียงเคยชิน
กลับคืนถิ่นครั้งนี้มีโชคคอย ๚

๏ กินตู้น้ำชามใหญ่ไม่ติดคอ
เครื่องมือหมอจ่อปากไม่อยากถอย
เจ้าGT200ลงท้องคอย
คงอร่อยจนเพลินเกินห้ามใจ ๚

๏ ระวังนะแร้งเหลืองประเทืองเฒ่า
สักวันเจ้ารับกรรมกระทำไว้
นรกจักถามหาพาลงไป
สู่ห้วงไฟอเวจี นทีเพลิง ๚

๏ ลูกสมุนขุนทหารบริวารล้อม
ที่น้อบน้อมออเซาะเพราะว่าเหลิง
เมื่อสิ้นบุญขุนนอนตะกอนเชิง
ความร่าเริงหายหดหมดสิ้นลง ๚

๏ อีกไม่นานแน่แท้แลดูแล้ว
ไม่คลาดแคล้วแจวจากฝากฝุ่นผง
ความยิ่งใหญ่ไม่ยืนฝืนยากคง
แร้งเฒ่าปลงชีวานิทรานาน ๚

๏ ทิ้งไว้เพียงแต่ชื่อระบือเดช
ทั้งประเทศคอยส่งลงสุสาน
ไปดีเถอะแร้งเฒ่าเจ้าจอมมาร
ยมพบาลขานชื่ออย่าดื้อเลย ๚ะ๛



โดย: tudong วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:24:07 น.  

 

//www.pantip.com/cafe/writer/topic/W8912280/W8912280.html

๏ ตามคุณกวนฯ ควันกรุ่น มาลุ้นต่อ
ปักษาก่อ ส่อกา ว่าสามหาว
เหยีนดหยามคน ย่นคร้าม ลามแพรวพราว
ก่อเรื่องฉาว ราวเชื่อง เรื่องน่าอาย ๚

๏ ดูถูกคน ทนคุก ปลุกมาเล่น
กระโดดเผ่น เด่นโพด สร้างโจษท์หลาย
หลบอยู่ไหน ไยหนู อยู่ไหมนาย
หรือแฝงกาย พายแก่ง อยู่แห่งใด ๚

๏ ควรคิดก่อน ค่อนกิจ คิดก่อนพูด
อย่าหน้าบูด นู๊ดบ้า ว่าเฉไฉ
รับผิดชอบ ผอบชิด คิดการณ์ไกล
ปากอย่าไว ไยว่า ข้าใช้Teen ๚

๏ นายจะเชื่อ เจือซ่าส์ ก็ว่าไป
เหตุไฉน ใช้น่ะ ภาษาหิน
รุ่นโบราณ ล้านโบ๋ โผล่ประทิน
เมื่อได้ยิน ดิ้นใหญ่ ไม่เพราะเลย ๚

๏ คิดว่าตัว วัวตา ว่าตัวเก่ง
อวดตัวเบ่ง เต็งบัว ข่มวัวเฉย
พองตัวอวด อวดตัว ให้วัวเชย
สุดท้ายเลย เทยร้าย ตายทั้งยืน ๚

๏ จำบทเรียน เรียนบท จดใส่ใจ
อย่าเผลอไผล ไผเผลอ ละเมอฝืน
อาจอับอาย อายอับ ซ้ำเต็มกลืน
ตาควรตื่น คืนต่วน ควรจดจำ ๚ะ๛


โดย: tudong วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:27:59 น.  

 

//www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8903286/P8903286.html


.....เกย์......

๏ สำนวนสาวพราวออกบอกให้รู้
ที่ซ่อนอยู่ภายในใจเป็นหญิง
จริตก้านหว่านโปรยโหย.กระทิง
ประเทืองสิงร่างกายชายจำแลง ๚

๏ จิตชายดับสับสนตัวตนแท้
ความอ่อนแอแผ่ปนกมลแฝง
คิดอย่างหญิงอิงแอบแบบเพศแปลง
ตบตีแย่งแบ่งชายในบาร์โลม ๚

๏ เมื่อแสงดับขยับกายสยายร่าง
แฝงข้างทางหาเหยื่อเพื่อรักษ์โฉม
ดูดเลือดขาวราวยูงมุ่งรุมโทรม
คอยจู่โจมโหมใส่ให้เหยื่อเพลีย ๚

๏ น่าสมเพชเวทนานักหนาแท้
เกิดมาแค่ชาติเดียวกระเจียวเสีย
ธรรมชาติของชายต้องมีเมีย
เล่นนัวเนียเพศเดียวกันมันแปลกคน ๚

๏ สวรรค์ส่งลงมาฟ้าบันดาล
ให้อยู่นานจนเฒ่าเฝ้าฉงน
วีรกรรมเหลือร้ายกระจายจน
เมืองสับสนอลหม่านสะท้านใจ ๚

๏ พลังโกธรโกรธาดั่งบ้าเลือด
ด้วยดาลเดือดเชือดเฉือนเหมือนไฟไหล
พินาศสิ้นทั้งธาราในทันใด
มารสิงใจหทัยดลจนลืมตัว ๚

๏ ถูกกระชากลากใส้ให้เห็นสิ้น
ความเคยชินกินอำนาจอุบาทย์ชั่ว
กระอักเลือดเหือดแห้งแหว่งทั่วตัว
ความน่ากล้วเห็นประจักษ์หักสิ้งแล ๚ะ๛



โดย: tudong วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:33:21 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณพี่ !!! ...

มามองภาพ "น่ารัก ๆ" ดีกว่านะคะ ...

หวังว่าพี่จะสบายดีนะคะ ทั้งใจและกายด้วยนะคะพี่ ...

แหม รู้สึกว่าจะดุเดือดมากขึ้นนะคะพี่ !!! ... ชักไม่เชื่อแล้วสิว่า
"ใจดี" สงสัย เวลา "ดู" ต้องดุมาก แน่ๆ เลย

จะ "กลัว" ดีไหมเนี่ยคะ 55 ... แต่พลอยไม่กลัวพี่หรอก
เพราะพี่เคยประกาศ "ยอมแพ้" พลอยแล้ว 555 ...

มีความสุข มากๆ นะคะพี่ ...

วันที่พันทิพ เขาปิดปรับปรุงระบบค่ะ ...

น้องพลอย เลยมาเยี่ยมค่ะ ...



................... *** *** .....................


โดย: ploythana วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:14:35:56 น.  

 
ต า ม ร อ ย แ ม่ พ ล อ ย . . .


มาเยี่ยมเจ้าของกาทู๊ จ้า .. จ้า ..


โดย: D_AkIrA วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:16:06:07 น.  

 
....โดนยึดทรัพย์เข้าแล้วแจ๋วใหมพี่
สามในสี่มีทอนย้อนไปให้
ยังตามติดอื้อซ่าอาญาใหญ่
จะทำไงคุกบ้ามาตามกาล
....ตลบแตลงแกล้งใก๋ด้วยใจโฉด
ทำเป็นโกรธสู้ตายท้าทายศาล
ยุติธรรมทั้งผองของสามานย์
คือคืนบ้านเงินทองที่จ้องโกง


โดย: ปากกาสีน้ำเงิน IP: 114.128.17.191 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:26:12 น.  

 
ไม่ได้เหนือคาดการณ์ประมาณไว้
สยามไทยสมัยนี้ที่ถอยหลัง
เรื่องประหลาดเกิดได้บ่อยครั้งจัง
ประเดดังพังถมจมดินพลัน๚

๏ หลังสิบเก้ากันยาฯผ่านมานี้
หลายเหตุมีผิดเพี้ยนเปลี่นมหันต์
มารครองเมือเขื่องโขโผล่ทุกวัน
ยุติธรรมคลอนสั่นหวั่นไหวตาม ๚

๏ ทำกับข้าว อ้าวผิด ! คิดไม่ถึง
ไฉนจึงคิดได้ไม่เกรงขาม
พจรณานุกรมอ้างเอาเฝ้าติดตาม
ขำจนกรามแทบหักน้าหมักเรา ๚ะ๛

สะใจผู้มีอำนาจ แต่ประเทศชาติมันอิบอ๋าย


..........


โดย: tudong วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:50:20 น.  

 
ความไม่เท่าเทียมในการใช้กฏหมายในประเทศไทย

1.คดียุบพรรคๆไทยรักไทยโดยใช้กฏหมายย้อนหลังว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยแต่พอพยานออกมาว่าเทพเทือกจ้างให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย กกต.ท่านกลับบอกว่าตัดสินไปแล้วแก้ใขผลแห่งคดีไม่ได้
2.คดียุบพรรคประชาธิปัตยว่าจ้างพรรคเล็กไม่ให้สมัตรรับเลือกตั้งทั้งที่พรรคตัวเองบอยคอตการเลือกตั้งไปแล้วโจทย์มีหลักฐานเป็นวีดีโอเทป ไทกอนกำลังเจรจาจ้างคนอยู่ศาลทั้นไม่ยอมไห้เปิด วีดีเทปแล้วตัดสินว่าหลักฐานอ่อน ยกฟ้องไปตามระเบียบ
3.คดียุบพรรคพลังประชาชนศาลท่านเชื่อพยานเพียงคนเดียวที่อ้างว่ารับเงินจากคุณยงยุททั้งที่จำเลยแย้งว่าพยานปากนี้มีความเกียวพันกับพรรคคู่แข่งโดยพยานมีหลักฐานเป็นวีดีโอเทปที่บันทึกว่าไปพบคุณยงยุทธกรณีนี้ท่านยอมให้ใช้วีดีโอเทปเป็นหลักฐานได้ (หรือเปล่า)
4.คดีกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์แจกตั๋วหนังที่อุบลมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกภาพด้วย กกต.ท่านดึงเวลาไป 6-7 เดือนแล้วหวยออกมาว่าผู้สมัคร สส.ได้ใบแดง กรรมการบริหารพรรคได้ใบขาวหน้าตาเฉยพรรคประชาธิปัตย์รอดตัวอีกตามเคย
5.คดีผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ถูกจับเงินชื้อเสียง 1.3 ล้านบาทที่เพชรบูรณ์หวยเข้าทางพรรคประชาธิปัตย์อีกตามเคย
6.คดีนายตี๋ใช้เงิน 10,000.-บาท จ้างรถขนคนไปฟังพรรคพลังประชาชนหาเสียงที่อีสานผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชาชน โดนใบแดงซะงั้น
7.ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนถ่ายรูปคู่กับรูปถ่ายคุณทักษิณแจกซีดี กกต.ขู่จะแจกใบแดง
8.เนวินกอดกันกลมกับอภิสิทธิ์ จัดตั้งรัฐบาล ออกตามสื่อทุกฉบับ กกต. ท่านบอก ไม่เป็นไร กฏหมายไม่ได้ห้าม
9.คดีลุงหมักทำกับข้าวถูกปลด แทนที่จะใช้คำจำกัดความจากกฏหมายแรงงานที่มีอยู่แล้ว ศาลท่านเลือกใช้พจนานุกรมตีความคำว่า ลูกจ้าง คือผู้ที่รับเงินจากนายจ้าง
10.นายจรัญ ไปสอนหนังสือ รับเงินค่าจ้างจากมหาวิทยาลัยเอกชน อ้างว่ามหาวิทยาลัยเอกชนเป็นสถาบันการศึกษาไม่ใช่บริษัทที่แสวงหากำไรทีงี้ไม่ใช้พจนานุกรมวุ้ย
11.นายกสมชาย ออกพระราชบัญญัติความมั่นคงให้ทหารออกมาป้องกันไม่ให้พันธมิตรเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิทหารทำหูทวนลม บอกตรูไม่สน เป็นเหตุให้พันธมิตรเข้าปิดสนามบินสุวรรณภูมิสำเร็จจนประเทศชาติเสียหายยับเยินแต่ไม่ไม่มีดำเนินการเอาผิดกับผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้
12.พอพวกเสื้อแดงประกาศจะออกชุมนุมคราวใดทหารนักกอล์ฟขมีขมันบอกรัฐบาลอภิสิทธิ์กระผมพร้อมเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานครับผมว่าแล้วก็ลาก m16มาเป็นเครื่องมือปราบม็อบ
13.คดีเงินบริจาคของ TPI 258 บาทรู้สึกว่าประธาน กกต.ท่านก็ยื้อเหลือเกินนะครับทั้งที่มีหลักฐานเป็นทั้งพยานบุคคลและเอกสารท่านจะไปตัดสินชาติหน้าหรือไง นี้ก็มีข่าวแว่วๆ ว่าเอกสารสำคัญที่ส่ง กกต.หายไปหรือเปล่าครับท่าน
14.เรื่องหนีทหารของ นายอภิสิทธิ์ อีกเรื่อง ถ้าเป็น ทักษิณ เดี้ยงไปแล้ว


โดย: tudong วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:20:57:15 น.  

 
......เรื่องน่าห่วงในปัจจุบันคือประชาชนยังเป็นเหยื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอยู่มาก ไม่สามารถวิเคราะห์ข่าวสารที่รับฟังได้ว่าเรื่องใด เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบฟังมากกว่าศึกษาเรียนรู้ด้านอื่นๆ ทำให้เกิดการเชื่อต่อๆกัน ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรต้องเร่งแก้ไข
********นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.156.83 วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:4:46:41 น.  

 
"299" โบว์ดำในร่างรัฐธรรมนูญ

โดย ณรงค์เดช สรุโฆษิต

หนังสือพิมพ์มติชนหน้า 2 ฉบับวันสงกรานต์ ลงบทสัมภาษณ์ประธานและกรรมาธิการ
ยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ในงานแถลงข่าวหลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราแล้ว
เสร็จ นักข่าวถามว่า "ในบทเฉพาะกาลมีการกำหนดเรื่องการนิรโทษกรรมไว้หรือไม่"
คำตอบคือ "ไม่มี"

ในเบื้องต้น หากท่านอ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แบบผ่านๆ ไม่ได้คิดวิเคราะห์อะไรให้
ลึกซึ้ง ก็อาจจะเห็นคล้อยตามดังที่ท่านกรรมาธิการให้สัมภาษณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการอ่านและตีความกฎหมาย เพื่อจะได้
ไม่ตกเป็นเหยื่อวิธีการเขียนกฎหมายแบบศรีธนญชัยที่หมกเม็ดได้อย่างแนบเนียน

1. มาตรา 299 บทบัญญัติ "โบว์ดำ"

ในบรรดา 299 มาตรา ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ของดีก็มีอยู่มาก ของแปลกๆ ก็มีอยู่
ไม่น้อย แต่ที่น่ากลัวที่สุด และดูเหมือนจะกลายเป็น "จารีต" หรือ "วิถีปฏิบัติ" ของ
บรรดานักกฎหมายสำนักอำนาจนิยม ผู้ฝักใฝ่รับใช้คณะรัฐประหารไปแล้วคือ การเขียน
บทบัญญัติรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของสิ่งต่างๆ ที่คณะรัฐประหารทำขึ้น

ซึ่งปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 มาตรา 222 รับรองความชอบด้วย
รัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
ครั้งที่สอง ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 36 รับรองความชอบด้วย
กฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำสั่งหัวหน้า
คปค. ตลอดจนการกระทำต่างๆ ตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว

มาคราวนี้ ได้บัญญํติไว้ในมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า "บรรดาการใดๆ ที่
รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ว่าเป็น
การชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว
ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบ
ด้วยรัฐธรรมนูญนี้"

ก่อนอื่น ต้องขอชื่นชมความเก่งของคนเขียนมาตรานี้จริงๆ สามารถเขียนรัฐธรรมนูญ
ให้ได้ผลตรงตามความประสงค์โดยไม่มีคำใดๆ ให้ระคายเคืองนัยน์ตาผู้อ่าน แต่ในขณะ
เดียวกัน ก็ประณามวิธีการเขียนที่ย่ำยีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

2. ผลการตีความมาตรา 299

เนื้อความในมาตรา 299 นั้น หากมีผลใช้บังคับเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะส่งผล
สำคัญในระบบกฎหมายไทยอย่างน้อย 3 ประการด้วยกันคือ

2.1 รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการรัฐประหาร

การที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 36 รับรองความชอบด้วยกฎหมายและความชอบด้วย
รัฐธรรมนูญของประกาศ คำสั่ง คปค. และการกระทำต่างๆ ตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว
ย่อมส่งผลให้ประกาศ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 299

ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับเป็นการรับรองรัฐประหารอันเป็น "บ่อเกิดที่มา" ของประกาศ
ฯลฯ ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามไปด้วย

2.2 นิรโทษกรรมผู้ก่อการรัฐประหารอีกครั้ง

ความในมาตรา 299 เท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน
2549 อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการนิรโทษกรรมไปแล้วอย่างชัดแจ้งตามมาตรา 37
ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 ที่กำหนดว่าไม่ว่าตัวการ ผู้ใช้ ผู้ถูกใช้ หรือผู้
สนับสนุนในการยึดอำนาจดังกล่าวย่อมพ้นจากความผิดอาญาและความรับผิดอื่นๆ
อย่างสิ้นเชิง

2.3 ปิดช่องทางการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. ฯลฯ

หากตีความมาตรา 299 อย่างเคร่งครัดตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏ ผลก็คือ ประกาศ
คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการกระทำตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวย่อมชอบด้วย
รัฐธรรมนูญ และองค์กรศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง
ก็ไม่สามารถเข้าไปควบคุมตรวจสอบได้ ทั้งๆ ที่เนื้อหาของประกาศ คำสั่ง และการกระทำ
ดังกล่าว อาจขัดต่อหลักการที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างร้ายแรงที่สุดก็เป็นได้

3. วิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของมาตรา 299

3.1 ข้อดี?

(1) ทำให้คณะผู้ก่อการรัฐประหารทั้งหมดมั่นใจได้อีกระดับหนึ่งว่า จะไม่ถูกตามเช็คบิล
จากขั้วอำนาจเก่าในภายหลัง

(2) เพิ่มความมั่นใจทางกฎหมายว่าเครือข่ายระบอบทักษิณจบสิ้นแน่ หากศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย กรรมการบริหารพรรคจะต้องถูก
ตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี แกนนำกลุ่มต่างๆ ไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้

(3) ป้องกันการโต้แย้งในชั้นศาลว่า ประกาศ คปค. ฯลฯ ขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้
ซ้ำรอยเดิมที่ (นักกฎหมายของ) คณะ รสช. เคยพลาดไว้ เปิดช่องให้ศาลฎีกา
วินิจฉัยว่า ประกาศ รสช. เรื่องคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินขัดประเพณีการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

3.2 ข้อเสีย

(1) รับรองว่าการรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ถูกต้องในระบบกฎหมายไทยในรัฐธรรมนูญที่
ตั้งใจจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

(2) การนิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญเท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้มีการก่อการรัฐประหาร
ในอนาคต

(3) เกิดจารีตที่ไม่ถูกต้องในการเขียนรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้คณะผู้ก่อการ
รัฐประหารในอนาคตเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้

(4) บ่อนทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
รับรองไว้ในต้อนต้นว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ
ข้อบังคับที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับมิได้ แต่กลับมี ประกาศ คปค.
ฯลฯ ที่ขัดรัฐธรรมนูญได้ และยังมีสภาพบังคับในระบบกฎหมายไทย

(5) ละเมิดสิทธิของบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศและคำสั่ง คปค. รวมทั้งการ
กระทำตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ในการนำคดีมาสู่ศาลและขอให้ศาลพิพากษา
ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ไม่มีการ
เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

(6) ทำลายหลักนิติรัฐ ทำลายหลักความชอบด้วยกฎหมายและทำลายการควบคุม
ตรวจสอบเพราะศาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบและวินิจฉัยความถูกต้องได้

(7) บังควรหรือไม่?
เพราะในขณะที่พระราชบัญญัติซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตาม
คำแนะนำของรัฐสภา ผู้แทนประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตย ก็ยังไม่สามารถขัด
ต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่มาตรา 299 กลับรับรองโดยอ้อมว่า ประกาศ คปค. ที่ลงนาม
โดยหัวหน้า คปค. นั้น ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

4. ส่งท้าย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเอง และหากท่านคิดเห็นเป็นประการใด
กรุณาแจ้งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทราบด้วย

แต่สำหรับผู้เขียนที่สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ขอเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ และ ส.ส.ร. ทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาตุลาการและครูบาอาจารย์
ที่สอนหรือเขียนตำราเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ให้ตัดมาตรา 299 นี้ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้เสียเถิด

อย่าให้คนไทยอดสูและอับอายชาวโลกไปมากกว่านี้เลย

มติชน วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10631

จากคุณ : thipch



โดย: tudong วันที่: 4 มีนาคม 2553 เวลา:5:18:44 น.  

 
เหตุที่ผมไม่ยอมรับคำตัดสินคดียึดทรัพย์คุณทักษิณ เพราะผลของคดีต่อไปนี้ ***

กระทู้มันตกลงไปมาก
เอาขึ้นมาใหม่ เผื่อท่านที่ยังไม่เห็น จะได้มีโอกาสอ่านครับ
แล้วรวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน จะได้สะดวกในการอ่าน

ตั้งใจว่า ซัก 2-3 วัน ก็จะเอามาตั้งเป็นกระทู้ใหม่เรื่อยๆ
อยากให้ได้อ่านทั่วๆกัน
ถ้าพี่น้องเสื้อแดงเห็นว่ามันจะเฝือ ก็ติติงกันได้
ส่วนถ้าใครอยากแนะนำประเด็นใหม่ๆก็เชิญนะครับ

ส่วนพี่น้องสีอื่นๆ ถ้าไม่ชอบก็กรุณาข้ามๆไปนะครับ อย่ามาใส่ใจให้เสียอารมณ์เลย
แต่ถ้าอยากคุยดีๆ ด้วยเหตุด้วยผลก็ยินดีต้อนรับครับ
................................................................................


1. คดียุบพรรคไทยรักไทยโดยใช้กฎหมายย้อนหลัง
ว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง
ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย
แต่พอพยานออกมาแฉว่าเทพเทือกจ้างมาให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย
กกต. ท่านกลับบอกว่า ตัดสินไปแล้ว แก้ไขผลแห่งคดีไม่ได้


2. คดียุบพรรคประชาธิปัตย์
ว่าจ้างพรรคเล็กไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง
ทั้งที่พรรคตัวเองบอยคอตการเลือกตั้งไปแล้ว
โจทย์มีหลักฐานเป็นวีดีโอเทป ไทกอนกำลังเจราจาจ้างคนอยู่
สานท่านไม่ยอมให้เปิดวิดีโอเทป
แล้วตัดสินว่าหลักฐานอ่อน ยกฟ้องไปตามระเบียบ


3. คดียุบพรรคพลังประชาชน
สานท่านเชื่อพยานเพียงคนเดียวที่อ้างว่ารับเงินจากคุณยงยุทธ
ทั้งที่จำเลยแย้งว่าพยานปากนี้มีความเกี่ยวพันกับพรรคคู่แข่ง
โดยพยานมีหลักฐานเป็นวีดีโอเทปที่บันทึกว่าไปพบคุณยงยุทธ
กรณีนี้ท่านท่านยอมให้ใช้วีดีโอเทปเป็นหลักฐานได้ (หรือเปล่า)
แต่ท่านไม่ยอมเชื่อพยานอีกหลายปากที่ไปด้วยกันว่าไม่ได้รับเงิน


4. คดีกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์แจกตั๋วหนังที่อุบล
มีหลักฐานเป็นเทปบันทึกภาพด้วย
กกต.ท่านดึงเวลาไป 6-7 เดือน
แล้วหวยออกมาว่าผู้สมัครสส.ได้ใบแดง
กรรมการบริหารพรรคได้ใบขาวหน้าตาเฉย
พรรคประชาธิปัตย์รอดตัวอีกตามเคย

5. คดีผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ถูกจับเงินซื้อเสียง 1.3 ล้านบาทที่เพชรบูรณ์
หวยเข้าทางพรรคประชาธิปัตย์อีกตามเคย

6. คดีนายตี๋ใช้เงิน 10,000.-บาท
จ้างรถขนคนไปฟังพรรคพลังประชาชนหาเสียงที่อีสาน
ผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชาชน โดนใบแดงซะงั้น


7. ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนถ่ายรูปคู่กับรูปถ่ายคุณทักษิณ
แจกซีดีคุณทักษิณ
กกต.ท่านขู่จะแจกใบแดง


8. เนวินกอดกันกลมกับอภิสิทธิ์ จัดตั้งรัฐบาล ออกตามสื่อทุกฉบับ
กกต. ท่านบอก ไม่เปงรายย กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้


9. คดีลุงหมักทำกับข้าวถูกปลด
แทนที่จะใช้ คำจำกัดความจากกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้ว
สานท่านเลือกใช้พจนานุกรมตีความคำว่า ลูกจ้าง คือผู้ที่รับเงินจากนายจ้าง

10. นายจรัญ ไปสอนหนังสือ รับเงินค่าจ้างจากมหาวิทยาลัยเอกชน
อ้างว่ามหาวิทยาลัยเอกชนเป็นสถานบันการศึกษาไม่ใช่บริษัทที่แสวงหากำไร
ทีงี้ไม่ใช้พจนานุกรมวุ้ย


11. นายกสมชาย ออกพระราชบัญญัติความมั่นคง
ให้ทหารออกมาป้องกันไม่ให้พันธมิตรเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ
ทหารทำหูทวนลม บอกตรูไม่สน
เป็นเหตุให้พันธมิตรเข้าปิดสนามบินสุวรรณภูมิสำเร็จ
จนประเทศชาติเสียหายยับเยิน
แต่ก็ยังไม่มีดำเนินการเอาผิดกับผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้


12. พอพวกเสื้อแดงประกาศจะออกชุมนุมคราวใด
ทหารนักกอล์ฟขมีขมันบอกรัฐบาลอภิสิทธิ์
กระผ้มพร้อมเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานครับโผ้ม
ว่าแล้วก็ลาก M16 มาเป็นเครื่องมือปราบม็อบ

13. คดีเงินบริจาคของ TPI 258 ล้านบาท
รู้สึกว่าประธาน กกต.ท่านก็ยื้อเหลือเกินนะครับ
ทั้งที่มีหลักฐานเป็นทั้งพยานบุคคลและเอกสาร
ท่านจะรอไปตัดสินชาติหน้าหรือไง
นี่ก็มีข่าวแว่วๆ ว่าเอกสารสำคัญที่ส่ง กกต.หายไปหรือเปล่าครับท่านน

(มีต่อ)
.

จากคุณ : One Putt



โดย: tudong วันที่: 4 มีนาคม 2553 เวลา:14:27:05 น.  

 
14. คดีมาร์คหนีทหารอ่ะ
ผบ.สส. กะ ผบ.ทบ. ทำไมไม่เห็นออกมาชี้แจงประชาชนเลย
ว่าที่เค้ากล่าวหาอ่ะ ข้อเท็จจริงมันเป็นยังไง
งานในหน้าที่ตัวเองมี ดันไม่ทำ
แต่ทะลึ่งไปเสนอหน้าออกสื่อ
บีบให้นายกที่มาตามระบอบลาออก
ถ้าผมเป็น ผบ.ทบ. "ผมลาออกไปแล้ว


15. คดีที่ดินรัชดา
คุณหญิงพจมานเข้าประมูลโดยถูกต้อง
ก่อนเข้าประมูลทำหนังสือถาม กองทุนฟื้นฟู ว่าเข้าร่วมประมูลได้หรือไม่
กองทุนฯบอกไม่มีปัญหา
ประมูลเสร็จ คุณหญิงให้คุณทักษิณเสร็จยินยอมในฐานะสามี
เพื่อทำนิติกรรมรับโอนที่ดิน
คตส.เอาผิดเรื่องทุจริตไม่ได้
คตส.ฟ้องบอกคุณทักษิณทำผิดกฎหมาย ปปช. มาตรา 100 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
(1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
หม่อมอุ๋ยแจง คตส.ซื้อขายที่ดินรัชดาทำถูกขั้นตอน //www.giggog.com/politic/cat3/news641/
สรุปตัดสินคดีออกมา ผู้เข้าประมูลไม่ผิด,ผู้ร่วมเข้าประมูลไม่ผิด,หน่วยงานผู้ให้ประมูลไม่ผิด
หวยมาออกตรงธง ผัวเซ็นชื่อให้เมียไปรับโอนที่ดินผิดจริยธรรม
ติดคุกไป 2 ปี ไม่รอลงอาญา
ไม่มีการพิจารณาถึงคุณงามความดีที่เคยทำให้ประเทศมา
ทำยังกับว่า เซ็นชื้อให้เมียเป็นความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าสั่งฆ่าคน


16. คดีที่ดินเขายายเที่ยง
มีประชาชนไปฟ้องขับไล่ไว้หลายปีแล้ว
หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่รับเรื่อง
บอกว่าคนที่ไปฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหาย
หน่วยงานที่ดูแลป่าสงวนเอาหูไปนาเอาตาไปไล่
ท่านสุรยุทธบอก ซื้อต่อคนอื่นมาไม่รู้ว่าเป็นป่าสงวน
แต่ก็ทำมึนไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมคืนที่ดินให้เป็นสมบัติของชาติตามเดิม
อัยการ ออกมารับรองป๊าบ คุณสุรยุทธไม่มีเจตนาย่อมไม่มีความผิด
จนกระทั่ง แกนนำ นปช. ระดมพลไปถามหาความถูกต้อง
บอกว่าจะไปถวายรายงานที่ รพ.ศิริราช
หน่วยงานที่รับผิดชอบ ถึงตาลีตาเหลือก รีบเร่งดำเนินการ
สั่งให้คืนที่ภายใน 30 วัน
ถึงได้ที่ดินคืนมา


17. ชาวบ้านเข้าชื่อถวายฎีกาให้นายกทักษิณ 3.5 ล้านรายชื่อ
หน้าที่รัฐบาลคือถวายความเห็นประกอบฎีกา
รัฐบาลแมงสาบทะลึ่งเอารายชื่อมานั่งไล่ตรวจสอบ
ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ หรือ เอารายชื่อไปทำ Black List หว่า
นักวิชาการและนักกฎหมายใหญ่ทั้งหลายแหล่ออกมาโวยวายกันใหญ่
ว่าผิดขั่นตอน ต้องกลับมารับโทษก่อนจึงจะมีสิทธิ์ถวายฏีกา
บ้างก็บอกว่าต้องเป็นท่านทักษิณหรือลูกเมียและญาติพี่น้องจึงจะมีสิทธิ์ถวาย


18. สนธิ ลิ้ม โดนคดีหมิ่น
ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด
ตำรวจออกหมายเรียกให้ไปพบ
แปะลิ้มชิงถวายฎีกา (ไม่ทราบอยู่ในขั่นตอนไหนแล้ว)
อัยการแถลงปั๊บ ต้องรอผลแห่งฎีกาก่อน จึงจะดำเนินการต่อได้
นักกฎหมายนักวิชาการที่เคยบ็อกๆ คัดค้านกรณีคุณทักษิณ
หุบปากเงียบกริบ ไม่พูดอะไรซักคำ


19.พันธมิตรชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา เมื่อ 7 ตุลาคม 2551
ไม่ยอมให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ตำรวจได้รับคำสั่งให้สลายการชุมนุม
เพื่อให้รัฐบาลสมชายเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา สลายสำเร็จ
สารวัตรจ๊าบทำอีท่าไหนไม่รู้ เกิดระเบิดตายในรถจิ๊บ
พันธมิตรรวบรวมกำลังไปบุก บชน. ตอนเย็น
ถูกตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายอีกที
น้องโบว์เสียชีวิต โดยยังเป็นปริศนาว่าเสียชีวิตเพราะสาเหตอะไรกันแน่
ทั้งสองคนได้รับการจัดงานศพอย่างเร่งรีบ
โดยไม่มีใครสนใจจะหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์
ว่าโดนแรงระเบิดจากแก๊สน้ำตา หรือระเบิดที่หอบหิ้วกันไปเอง
ผลต่อมา น้องโบว์และสารวัตรจ๊าบ ได้เป็นวีรสตรีและวีรบุรุษ
พันธมิตรที่บาดเจ็บทุกคนได้รับเงินชดเชย
นายกสมชายและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่โดนพิษ ปปช.เล่นงาน
ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่
และได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ไม่มี....ใครมาเหลียวแล


20. นปช. ชุมนุมไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ชนเมื่อสงกรานต์ 52
ทหารออกมาเต็มพิกัด พร้อมอาวุธสงครามครบมือ
การชุมนุมเกิดเหตุรุนแรง
ทหารใช้อาวุธเข้าปราบปราม
อ้างว่าใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้า กระสุนแบ้งค์ยิงใส่คน
แต่ผู้เข้าชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนหลายคน
ผลต่อมา ทหารได้รับคำแซ่ซ้องสรรเสริญ
อนาคตคงได้ป็นนายพลหลายคน
หนึ่งในนั้นต้องได้เป็น ผบ.ทบ.แน่นอน
มาดูฝั่ง ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บบ้าง
โรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งไม่ยินดีที่จะทำการรักษา
ต้องรักษาตัวตามมีตามเกิด
เงินชดเชยก็คงไม่มีห..มา มาเหลียวแลมั้ง (ถ้ามีก็ขออภัย)
ทั้งที่ใช้สิทธิ์ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน


21. คดี ปรส. ที่ DSI เค้าสรุปสำนวน ส่งให้ ปปช.ดำเนินการมาหลายปีดีดักแล้ว เอาเรื่องไปดองไว้ทำด๋อยอะไรครับ
หรือพอเป็นเรื่องพวกเดียวกัน ตรูดึงสุดฤทธิ์
หรือจะรอให้มันหมดอายุความฟ่ะ (หมดไปแล้วหรือยังก็ไม่รู้)
ถ้าคดีนี้ดำเนินการต่อ ตามมาตรฐานที่คุณทักษิณถูกกระทำอยู่นี่
เราอาจจะได้มีโอกาสเห็น นายชวน,นายธารินทร์,นายอมเรศ,นายอานันท์ เหล่าคนดีทั้งหลายแหล่แห่งประเทศสารขัณฑ์แลนด์ติดคุกตอนแก่ก็ได้


22. คดีกล้ายาง (อันนี้เป็นนิยายนะครับ ฟังเขามาอีกที)
คดีนี้คนปากห้อยมีชนักติดหลัง มีดาบพาดคออยู่
มี ครม. ร่วมคณะอีกหลายคนรวมทั้งข้าราชการและภาคเอกชน รวม 44 คน ซึ่งมีคนของ บริษัทขายปุ๋ยใหญ่ยักษ์ ติดร่างแหอยู่หลายคน
ก่อนตัดสินคดีมีคนคาดการณ์ว่ายี้ห้อยหัวขาดแน่ และคนในตระกูลแซ่เจี่ยต้องติดร่างแหไปด้วย
พอลุงหมักถูกปลดจากคดีทำกับข้าวออกทีวี
ยี้ห้อยหนุนลุงหมักเต็มสูบ แต่มติพรรคพลังประชาชนให้คุณสมชายเข้าประกวดแทน เพื่อลดความขัดแย้ง เนื่องจากลุงหมักเป็นมวยบู๊สู้ลูกเดียว
ยี้ห้อยผิดหวังมากเพราะเข็นโครงการรถเมล์เอ็นจีวีมารอไว้แล้ว
แล้วก็แท๊กทีมกับลุงหมัก+เลขาลุงหมัก+หมอเลี๊ยบ เหนียวแน่นจนได้รับฉายาว่าแก๊งค์ออฟโฟร์
ผิดหวังคราวนี้ห้อยเริ่มผูกใจเจ็บ พอดีรัฐบาลสมชายโดนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ
พวกหัวเกรียนลายพรางเรียกให้ห้อยกับพรรคพวกไปนั่งคุยกับบิ๊กๆในค่าย ซึ่งมีแขกพิเศษคือเทพเทือกและมาร์ครออยู่
ทั้งปลอบทั้งขู่ให้ห้อยย้ายข้าง มิฉะนั้นต้องย้ายไปนอนในคุกและถูกยึดทรัพย์หมดตูด
แถมธุรกิจโรงโม่ของครอบครัวจะถูกยึดสัมปทานคืน และคดีของพ่อที่ไปบุกรุกที่ดินของการรถไฟจะถูกดำเนินการโดยเร็ว
ถ้ามาเข้าข้างเทพจะจัดให้ทั้งเงินสดและกระทรวงเกรดเอ อีกทั้งคดีที่ค้างอยู่ในศาลจะเคลียร์ให้หมด
ลูกบอลมาเข้าทางห้อยพอดีเพราะผูกใจเจ็บอยู่ แถมมีโบนัสเป็นเงินและกล่องมีหรือจะไม่เอา
จึงเป็นที่มาของรัฐบาลเทพประทาน และตำนานงูเห่าภาค 2 อันลือลั่น
พอคดีกล้ายางเข้าสู่กระบวนการตัดสินของสาน
ผลของคดีออกมาว่า ห้อยและพรรคพวก จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยประการฉะนี้แล


23.คดีสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์ ที่ จ.จันทบุรี
ของธนาคารกรุงเทพ ที่มีประธานที่ปรึกษา ชื่อพลเอกเปรม
คนเสื้อแดงเขาไปเปิดโปงว่าบุกรุกป่าสงวน
กรมป่าไม้เขาดำเนินการฟ้องร้องไปตั้งหลายปีแล้ว
แต่พอไปเจอตอเลยต้องถอยมาตั้งหลัก
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรุณาดำเนินการต่อให้ความจริงปรากฏเสียที
สังคมเขาจะได้หายเคลือบแคลง "ท่านประธานองคมนตรี" เสียที
เลิกยื้อเวลาเสียที มันไม่จบไปเองหรอก
อย่านึกว่าคนเขาจะลืมกันง่ายๆเหมือนเดิมนะครับแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับผมแล้วนะครับ ที่จะขออนุญาตไม่เชื่อสิ่งที่พวกท่านกำลังพยายามกรอกหูประชาชนอยู่


24.คดีประวัติศาสตร์ สปก.4-01
สมัยนายสุเทพ เทือกสุบบรณเป็น รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
แจกที่ สปก.4-01 ให้กับ ทศพร เทพบุตร สามีของ อัญชลี เทพบุตร ขณะเป็นเลขานุการของตนเอง
ไม่ เพียงแต่ ทศพร เทพบุตร คนเดียวที่ได้รับที่ดินผืนงามของเกาะภูเก็ต ไปกว่า 90 ไร่
ยังมี “นายหัว” อีกหลายคนของเกาะภูเก็ต ที่เป็นนายทุนของพรรคประชาธิปัตย์
และสนิทสนมชิดเชื้อกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์
ได้รับเอกสารสิทธิสปก.4-01 เหมือนกับทศพรเทพบุตร ไปด้วย
ทั้ง นายทศพร เทพบุตร และคนเหล่านี้ ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเอกสารสิทธิที่ดินสปก.4-01
ซึ่งเป็นที่ดินของหลวง ที่ดินของรัฐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะยกให้แก่เกษตรกรคนยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน
ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าทำผิด และสั่งให้ ทศพร เทพบุตร ออกจากที่ดินหลวงที่ยึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวนานถึง 12 ปี
ในกรณีหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาว่า ทศพร เทพบุตร ไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับสปก.4-01 และต้องคืนที่ดินให้หลวง
แต่พรรคประชาธิปัตย์ กลับบอกว่าทศพร ไม่ผิด สุเทพ ไม่ผิด ที่ผิดคือ กฎหมายที่เขียนไว้ไม่รองรับถึงนายทศพร
ผลที่ตามมาหลังคดีนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้แจกก็ไม่มีความผิด
นายทศพร เทพบุตร และนายหัวอีกหลายคนที่รับแจกที่ดินเหล่านี้ หลังจากคืนที่ดินให้หลวงแล้วก็เป็นอันจบกัน
เหอะๆๆ ง่ายดีเนาะ ประเทศไทย

(มีต่อ)

จากคุณ : One Putt



โดย: tudong วันที่: 4 มีนาคม 2553 เวลา:14:27:41 น.  

 
25.เรื่องที่มีคนไปร้องเรียนที่ ปปช.กรณีของ บิ๊กชื่อดัง ใน สตง. ดังนี้
1.การบริหารงานบุคคลที่ไร้คุณธรรม จริยธรรม และเล่นพรรคเล่นพวก ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่ สตง.ฟ้องผู้บริหารระดับสูงของ สตง.ต่อศาลปกครองในการโยกย้ายแต่งตั้งถึง 4 คดี ในจำนวนนี้มีหนึ่งคดีที่ศาลปกครองกลางพิพากษาว่า คำสั่งแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณา
นอกจากนั้นมีการกล่าวว่า แต่งตั้งพรรคพวกของตัวเอง 13 คน ข้ามหัวคนอื่นให้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 9
2.ใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งข่มขู่เรียกเงินจากหน่วยรับตรวจโดยอ้างว่า ตรวจพบความผิด โดยมีการปล่อยข่าวทางสื่อมวลชน จากนั้นจะส่งมือไม้ของตนเองไปรีดเงินแลกกับการไม่รายงานผลการตรวจสอบ ถ้าใครยอมเรื่องก็จะเงียบหายไป
3.ซื้อที่ดิน 3 แปลงๆละ 1 ไร่ โดยทำสัญญาซื้อขายเพียงไร่ละ 2 ล้านบาท เมื่อเดือนธันวาคม 2549 ในย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในชื่อของน้องสาวและลูกชาย (แต่ทำสัญญากันที่สำนักงาน สตง.) ทั้งๆ ที่แค่ราคาประเมินก็ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 8 ล้านบาท
ในประเด็นนี้ ยังมีการตั้งข้อกล่าวหาว่า น่าจะเป็นการฟอกเงินโดยนำเงินที่ได้มาโดยมิชอบมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านราคาแพง แต่ทำเป็นซื้อที่ดินมาราคาถูกๆ ผู้คนจะได้ไม่สงสัยว่า เอาเงินมากมายมาจากไหน นอกจากนั้นยังมีการหาว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่บีบบังคับกรมธนารักษ์ให้ยกที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ สตง.ใหม่อีกด้วย
4.มีเงินจำนวน 46 ล้านบาท ไหลเข้าบัญชีญาติสนิท 46 ล้านบาท ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2549 และมีการถอนออกในเดือนธันวาคม 2549 ถึง 26 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่า ส่วนหนึ่งนำไปซื้อที่ดินและสร้างบ้านราคาแพงข้างต้น ทั้งนี้ เงินก้อนนี้น่าจะเป็นเงินที่นักการเมืองใหญ่รายหนึ่งยอมจ่ายให้เพื่อแลกกับถอนข้อกล่าวหา โครงการหนึ่งในสนามบินสุวรรณภูมิ
5.การจัดจ้างบริษัทฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ สตง.ในลักษณะผูกขาดและผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะบริษัทดังกล่าวเช่าที่ทำการ ซึ่งเป็นของคู่สมรมของตนเอง
6.บีบบังคับให้บริษัทการบินไทยออกตั๋วและค่าใช้จ่ายให้กับลูกชายเดินทางไปญี่ปุ่น รัสเซีย และเดนมาร์กโดยอ้างว่า ติดตามคณะไปตรวจสอบสำนักงานการบินไทยในต่างประเทศ
7.การนำรถส่วนกลางไปใช้ ทั้งๆ ที่มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง ในกรณีดังกล่าวนี้ สตง.เคยทำหนังสือทักท้วงหน่วยงานอื่นมิให้กระทำในลักษณะดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ แต่ผู้บริหารระดับสูงรายนี้กลับกระทำเสียเอง
เครดิตจาก //www.onopen.com/prasonglert/09-07-18/4909
ไม่ทราบว่า ปปช.จะออกมาแถลงให้สังคมได้ทราบหรือยังว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว หวังว่าคงไม่ต้องให้รอถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆนะครับ


26. เรื่อง จีที200 ที่กำลังอื้อฉาวในเวลานี้
ซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน ว่า
1. เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ตามที่มีผลทดสอบออกมาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. มีการทุจริตชัดแจ้ง เพราะราคาที่จัดซื้อโดยหน่วยงานต่างๆ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ทำไม ปปช. เงียบเหมือนกำลังอมอะไรอยู่
หรือว่าไม่เกี่ยวกับทักษิณแล้ว ธุระไม่ใช่
หรือว่าพวกเดียวกัน ตรูไม่ตอม
หรือว่าเจอตอ นู๋กลัว ว
ผมถามในสมมติฐานที่ว่า ถ้าเป็นกรณีทักษิณและเครือข่าย ปปช.ต้องเด้งรับโดยไม่ต้องมีใครสะกิด
หรือถ้าผมตกข่าว ว่า ปปช.ออกมาดำเนินการแล้ว ก็ขออภัยด้วย

แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับผมแล้วนะครับ ที่จะขออนุญาตไม่เชื่อสิ่งที่พวกท่านกำลังพยายามกรอกหูประชาชนอยู่

จากคุณ : One Putt



โดย: tudong วันที่: 4 มีนาคม 2553 เวลา:14:28:07 น.  

 
๏ คนเดินตรอก หลบลี้...................หนีมาร
เหลือแต่ เหล่าอันธพาล.................เบ่งบ้า
บ้านเมืองเริ่ม สู่กาล......................วิบัติ แท้แฮ
รอแบ่งบุญ จากฟ้า.......................ท่านนั้น โปรดประทาน ๚ะ๛


โดย: tudong วันที่: 5 มีนาคม 2553 เวลา:15:47:09 น.  

 
....เวลามีอำนาจก็หลงตัวเองว่าเป็นฮ่องเต้ ไม่มีใครสามารถจัดการกับเขาได้ ดังนั้น การกระทำผิดของเขาจึงทิ้งร่องรอยไว้โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด พอกรรรมติดจรวดตามมาถึง การยึดแผ่นดินเป็นตัวประกัน ด้วยการสร้างกลุ่มต่างๆที่ยอมสยบเพื่อเงิน มาทำการป่วนเมือง เพื่อต้องการต่อรองให้ตัวเองพ้นผิดจากข้อกฏหมายต่างที่ตัวเองได้กระทำการชั่วและทิ้งร่องรอยไว้ เมื่อรู้ต้วเองว่าจะไม่สามารถดิ้นให้พ้นจากความผิดและผลที่จะตามมาตามกฏหมาย ก็ต้องขอความเมตตากรุณาจากสถาบันเบื้องสูง แต่เขาต้องผิดหวังดังนั้นการเคลื่อนไหวที่จะสร้างความกระทบกับสถาบันเบื้องสูงก็ตามมา ยกตัวอย่าง
,,,,,,รอแบ่งบุญ จากฟ้า.......................ท่านนั้น โปรดประทาน
.......ตามปกติถ้าสมมติว่าเราเองเดือดร้อนและมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเรารู้ว่าสามารถช่วยเราเองได้ เราก็ไปขอร้อง พอเขาปฏิเสธ เราก็ด่าเขาเสียๆหายๆอย่างนี้ไม่ใช่คนนะครับ


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.139.141 วันที่: 5 มีนาคม 2553 เวลา:16:25:58 น.  

 



ดอกไม้สวย ๆ

ขาว ๆ

หอม ๆ


ค่ะ คุณพี่ !!! .. มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ...



โดย: ploythana วันที่: 6 มีนาคม 2553 เวลา:21:43:11 น.  

 
♥ หรี่เค้น...ตือมิด...หมังเจน ♥

๏ มองเห็น เจ้าเด้กน้อย...........ใข้หลี
มือแหย่ ติดมามี....................กี่ค้อน
ส่งกลิ่นหึ่ง เหม็นซี..................ขั้นนี่
ติดอยู่หลายวัน ร้อน................จ่างลึ้ง แม่เห็น ๚

๏ ไดอะเล็ก ชื่อดั้ง.................ล้นเถือ
จ้ำติด แส้ทาม เหลือ...............ดั่นลื้อ
ดลถูกคู่ จิตเจือ.....................จาบใหญ่
จอนตับ มันบอนนื้อ................หิ่นใส้ อังโห ๚

๏ ไม่เอา ไม่เล่นแล้ว..............เข้นหมี
ไม่ยุ่ง ไม่เสวนาดี...................ก่อนั้ว
ไม่เหม็น ไม่ติด หนี................แจ่วลาก
ไม่เกี่ยว ไม่มอง กลั้ว..............แห่วล้าง เข็นมอง ๚

๏ ก็เด็กนั่น ดื่มน้ำ..................เก๊กโต
ใบ้บอด พาลพาโล.................บิ่นบ้า
อยู่ให้ห่าง ไกลโข..................จี่คราก
ย่านกราบ เลยหลีกหน้า...........เบ่นล้อ เคืองหลี ๚

๏ 'หมันเบื้อ' 'เมาไอ่' แล้ว..............'เล่นเหมือง'
'หมีเข่น' 'เปลืองทะ' เหลือง............'ไป่ว้อย'
'หมากเป็น' เด็ก 'ล้าเบือง'...............'สุดายะ'
'จี่นาก' 'มุงไย่' จ้อย......................'ป่าบ้อย' 'เปงไอ' ๚ะ๛


โดย: tudong วันที่: 7 มีนาคม 2553 เวลา:4:08:22 น.  

 
......การไม่ทำบาป ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ
ทำให้คนมีความสุข จิตใจสงบไม่รุ่มร้อน
.......การทำบาปทั้งปวง ก่อให้เกิดความรุ่มร้อนในจิตใจ ไม่สงบกา่ยไม่สงบใจ เหมือนตกอยู่ในกองเพลิงของอเวจี


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.145.37 วันที่: 7 มีนาคม 2553 เวลา:22:12:05 น.  

 
มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ...





โดย: ploythana วันที่: 8 มีนาคม 2553 เวลา:14:30:50 น.  

 
แม้โลกยุคใหม่จะก้าวหน้าทันสมัยไปเสียทุกอย่างดังเช่นทุกวันนี้ ประชากรของโลกคล้ายกับมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้อย่างกับผู้วิเศษในเทพนิยาย มีหูทิพย์ คือสามารถได้ยินเสียงคนที่อยู่อีกซีกโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ สามารถพูดคุย โต้ตอบกันได้หากใจต้องการ มีตาทิพย์ คือสามารถมองเห็นมนุษย์ ภูเขา ทะเล มหาสมุทร ประเทศที่อยู่ไกลแสนไกลตามแต่ใจต้องการได้ด้วยเพียงแค่นิ้วมือกดเท่านั้น สามารถเหาะเหินเดินอากาศคือ จะเดินทางบนอากาศไป ณ แห่งหนตำบลใดก็สามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้สองเท้าเดินให้เมื่อยและเสียเวลา
ในขณะที่โลกก้าวหน้าไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ทันสมัยหลากชนิดได้ถูกมนุษย์นำมาใช้คู่กับชีวิตประจำวัน แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งยังมีความคิดแบบมนุษย์โบราณยุคไดโนเสาร์อยู่ ยังมีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจจากผู้อื่นด้วยการใช้กำลังอาวุธ ยังมีความคิดที่จะใช้อำนาจ บารมีและกองกำลังอาวุธที่มีอยู่ปกครองมนุษย์ด้วยกันอยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศสารขันธ์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเรื่องที่ประหลาด และมหัศจรรย์อย่างใหญ่หลวงต่อนานาประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย พวกคนที่มีอำนาจ มีบารมี มีอาวุธกลุ่มนี้ทำไมถึงคิดว่าจะปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชนได้ในขณะที่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปขณะนี้เป็นเหมือนผู้วิเศษดังที่กล่าวมาข้างต้น
เพราะความโกธร เกลียด มีอคติ อิจฉา ริษยา ทำให้หูตาและจิตใจมืดบอดกระนั้นหรือถึงได้กระทำการที่ไม่ฉลาดเช่นนั้นได้ ป่านนี้พวกคนกลุ่มนั้นคงจะรู้และสำนึกแล้วว่าไม่สามารถปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชนทุกคนได้อีกต่อไป เมื่อขี่หลังเสือแล้วก็ยากที่จะลงได้อย่างสะดวกสบายอย่างที่ใจต้องการ ถ้าหากลงไม่ถูกวิธีแล้ว อาจตกเป็นเหยื่อให้เสือเขมือบเอาได้ รอดูตอนจบของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ ในอีกไม่นานเกินรอ ..... ,



โดย: tudong วันที่: 9 มีนาคม 2553 เวลา:2:19:26 น.  

 
คอลัมน์"ซอยสวนพลู"เมื่อ20ปีที่แล้ว
คอลัมน์"ซอยสวนพลู"เมื่อ20ปีที่แล้ว

หนังสือพิมพ์รายวัน สยามรัฐ
ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2530 (20 ปีมาแล้ว)

โดยอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ได้รับการยกย่องเป็นพหูสูตร และเสาหลักประชาธิปไตยของไทยในอดีต ......

ความจริงผมไม่อยากจะเขียนเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เลย แต่เมื่อได้พิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า จำเป็นต้องเขียนเพราะถ้าไม่เขียนแล้วอาจเกิดผลเสียหายใหญ่โตต่อไปได้

จะกระเทือนใครบ้างผมก็ไม่สนใจละครับ เพราะผมคิดเสียว่า ถ้าผมกระเทือนใครคนนั้นเป็นคนควรกระเทือนหรือกระเทือนอยู่แล้ว

มีข่าวออกมาว่า ในหลวงมีพระราชดำรัสกับคนหนังสือพิมพ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ในทำนองว่า

ระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้นยุ่งยากเพราะเราต้องลอกแบบฝรั่งเอามาใช้ ถ้าทำแบบไทยๆ ก็คงจะยุ่งยากน้อยลง พระราชดำรัสนี้มีขึ้นในโต๊ะเสวยขณะที่มีพระราชปฏิสันถารกับคนหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นธรรมดาของพระราชดำรัสในโต๊ะเสวยก็จะต้องมีพระราชกระแสอื่นๆ มาก่อนหน้านี้ หรือคนหนังสือพิมพ์กราบบังคมทูลถามอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง และเมื่อมีพระราชกระแสที่เป็นข่าวนี้แล้ว ก็จะต้องมีพระราชกระแสอื่นๆ ต่อไปอีก

การที่จะนำพระราชกระแสในโต๊ะเสวยมาบอกเล่าให้คนนอกทราบนั้น ก็ไม่บังควรอย่างยิ่งอยู่แล้ว

แต่ถ้าจะบอกเล่า ก็ควรจะบอกให้หมดว่า พระราชกระแสก่อนนั้นมีมาอย่างไร และพระราชกระแสต่อไปมีอย่างไร การที่รัฐบาลจงใจเชิญพระราชกระแสมาแต่ประโยคเดียว แล้วสั่งให้เผยแพร่ต่อไปนั้น เป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง แม้จะเป็นคำพูดของคนอื่นก็ไม่ควร เพราะไม่เป็นธรรมแก่ผู้พูด

ความจริง คนหนังสือพิมพ์ที่เฝ้าฯอยู่ในโต๊ะเสวยนั้น มีอยู่หลายคน ไปจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่มีอยู่เพียงฉบับเดียวหรือสองฉบับเท่านั้น ที่ได้นำมาลงเป็นข่าว แต่ก็เป็นข่าวเล็กๆ มิได้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ข่าวสำคัญ หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่นั้นมิได้เอ่ยถึงเลย

ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์ไทยนั้นถึงจะจ้วงจาบใครต่อใครให้เกิดโทสะ เคียดแค้นได้อยู่เสมอ แต่ก็รู้ที่ต่ำที่สูง บูชาคนที่ควรบูชาและมีความจงรักภักดีอันมั่นคงแข็งแรงอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ หนังสือพิมพ์ไทยยังเป็นผู้ดีอยู่ไม่กำเริบ

ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ จึงได้ตื่นเต้นถึงกับบอกคณะรัฐมนตรีให้ช่วยกันเผยแพร่ข่าวนี้ให้สะพัดออกไป และย้ำแล้วย้ำอีกว่า อยากให้คนรู้กันทั่ว

ที่คุณเปรมอ้างว่าจงรักภักดีต่อพระกรุณายิ่งกว่าใครนั้น น่าจะต้องเอามาผ่านห้องทดลองเพื่อวิเคราะห์กันใหม่เสียแล้วกระมัง? สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องคิดก็คือ คำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นั้น หมายความว่าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหมายของคำนี้ในขณะที่มีพระราชดำรัสนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ ผมเองก็ไม่รู้

คุณเปรมเป็นอะไรมาจึงจะเข้าไปหยั่งรู้ในพระราชหฤทัยได้?

เพียงแต่คิดว่าตัวรู้ก็ออกจะเป็นคนไม่น่าติดต่อด้วยเสียแล้ว

เรื่องประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ผมได้ยินพูดกันมาช้านานแล้วคนโน้นพูดบ้างคนนี้พูดบ้าง ฟังดูก็เห็นตรงกันแต่ศัพท์ที่ใช้เรียก

ส่วนวิธีการที่อ้างว่าเป็นวิธีการแบบไทยๆ นั้น ไม่เห็นตรงกันสักราย เมื่อต่างคนต่างคิดในเรื่องเดียวกันนี้ ต่างคนต่างก็มีวิธีการของตนแตกต่างกันไป บ้าบ้าง บอบ้าง บิ่นบ้าง หาอะไรเป็นแก่นสารและเอาเป็นที่ยุติไม่ได้

เมื่อคุณเปรมตื่นเต้นในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คุณเปรมเองก็ต้องการและมีวิธีการของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของตนเอง

หมายถึง การเป็นนายกฯโดยไม่ต้องสมัครผู้แทนฯให้เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ใช่ไหม?

หมายถึงการที่เป็นนายกฯคนเดียวตลอดไปใช่ไหม?

หมายถึงนายกฯคนที่ชื่อเปรมนั้นไม่ต้องรับผิดในสิ่งใดและต่อใครใช่ไหม?

หมายถึงนายกฯคนที่ชื่อเปรมจะต้องอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ ใครแตะต้องไม่ได้ ใช่ไหม?

หมายถึง ความเป็นนายกฯนั้นมีแต่เสวยสุข ไม่มีทุกข์กับใคร ใช่ไหม?
ได้อยู่บ้านหลวง ใช้น้ำหลวง ไฟหลวง ใช่ไหม?

จะไปไหนก็ใช้รถหลวง เรือหลวง หรือหลวงออกค่าโดยสารเครื่องบินให้ยกโขยงกันไปเที่ยวต่างประเทศได้ ใช่ไหม?

จะไปไหนก็มีคนมาเรียงรายคอยต้อนรับ บางแห่งถึงกับก้มลงกราบกับพื้นดิน ใช่ไหม?

ความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดตัณหาอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ โลภะ ทำให้เกิดความอยากเห็นความคิดของตนเป็นผลจริงจังขึ้นมา เพื่อทุกอย่างที่ตนปรารถนาจะให้เกิดขึ้นจะได้เกิดขึ้น

และเห็นจะเป็นเพราะความอยากนั้นเอง ที่ทำให้คนเหมาเอาคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ในพระราชดำรัสนั้นตรงกับความหมายที่ตนคิดไว้ ถึงกับดีอกดีใจสั่งให้เผยแพร่ต่อๆ ไป เป็นการตู่พระราชดำรัสโดยแท้

ในหลวงนั้น ทรงเป็นล้นพ้นในทุกกรณี ไม่ควรที่ใครจะไปเหมาเอาว่า พระราชดำริใดๆ ตรงกับความคิดของตนเองได้

เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ หากคุณเปรมหรือรัฐบาลคุณเปรม ไม่ว่าจะเป็นเปรม 5 เปรม 6 ไปจนถึงเปรม 432 จะกระทำสิ่งใดโดยอ้างว่า เพื่อเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ แล้ว จะต้องถือว่าการกระทำนั้นเป็นความคิดของคุณเปรมเองแต่ผู้เดียว ไม่ใช่ตามความหมายในพระราชดำรัส

ใครไม่เห็นด้วยก็อาจแย้งได้ คุณเปรมไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างว่า ทำไปตามพระราชดำรัสเพื่อปกป้องคุ้มกันตนเอง เมื่อมีอะไรเสียหายเกิดขึ้น คุณเปรมจะต้องรับผิดด้วยตนเอง จะไปซัดความผิดให้แก่ใครไม่ได้ จะอ้างว่า ทำไปด้วยความจงรักภักดีก็ไม่ได้เด็ดขาด

คุณสมัคร สุนทรเวช ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แต่แทนที่ใครจะได้สติ คุณสมัครกลับถูกโจมตีมากมายทางวิทยุและทางอื่นๆ

ผมได้อ่านคำชี้แจงของคุณสมัครในหนังสือพิมพ์เดลิมิเลอร์ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณสมัครถูกโจมตีแล้ว รู้สึกจับใจในความรู้จักประมาณตนของคุณสมัครมาก ไม่เสียทีที่คุณสมัครเกิดมาในตระกูลข้าราชสำนัก มีบรรพบุรุษเคยใกล้ชิดพระองค์มาก่อน รู้ต่ำรู้สูง รู้สิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควร


คึกฤทธิ์ ปราโมช



โดย: tudong วันที่: 9 มีนาคม 2553 เวลา:4:57:32 น.  

 
การเลือกตั้งแบบที่เห็นที่เป็นอย่างปัจจุบันนี้ เป็นการเลือกตั้งอย่างพิกลพิการที่เป็นผลของการพัฒนาไปในทางที่เลวของนักการเมืองประเทศไทย โดยอ้างแต่ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง ใช่ ถูกต้องการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยต้องมี แต่ทำไมบ้านเมืองของเราต้องมีนักการเมืองขี้โกง ตลบตะแลง สร้างภาพว่าเขาดีทั้งมันเลวสุดขั้ว การรวมกลุ่มกันเพื่อแบ่งผลประโยชน์กัน โดยไม่ได้คิดถึงการทำความเจริญให้ประเทศบ้านเกิดของเขา
.......อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือ อย่ามัวแต่ต่อต้านคนโน้นมาเป็นนายกเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ควรจะระวังนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั่นแหละตัวดีนัก อย่างนักการเมืองลวงโลก ต้นตอของการโกงทั้งโ่คตร ใครไม่เป็นพวกต้องเป็นศัตรู ไม่สนในการตอบคำถามในสภาทั้งที่บอกว่ามาจากการเลือกตั้งและตามหาประชาธิปไตย เราต้องระวังให้ดี การสร้างภาพของนักการเมืองลวงโลก โดยผ่านสื่ออะไรก็ตามรากหญ้าไม่เคยได้ใช้สมองคิดแม้แต่นิด ใช้แต่ความรู้สึกในการตัดสินปัญหา เสร็จแล้วก็ตามเขาไป การเอาชาวบ้านเป็นตัวประกันด้วยการเป็นหนี้ เช่นกองทุนหมู่บ้าน การกู้เงินเพื่อการศึกษา ก็เช่นกัน ทำไมต้องทำให้ต้นทุนในการศึกษาแพงขึ้นมาก แล้วรากหญ้าต้องไปกู้เรียน กว่าจะเรียนจบเป็นหนี้กันอ่วม แล้วผ่อนเงินคืนไม่หมดเสียที สุดท้ายต้องทำตามที่นักการเมืองลวงโลกต้องการ ไม่งั้นจะต้องเรียกเงินคืน หรือโดนแบล็คเมล์ ทำไมไม่ทำให้การศึกษาเป็นการลงทุนของประเทศ ทำให้ต้นทุนในการศึกษาถูกลงมากๆ หรือฟรีสิครับ อนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษา ประชาชนฉลาดประเทศชาติเจริญไม่ใช่หรือครับ หรือนักการเมืองลวงโลกกลัวประชาชนฉลาด


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.138.53 วันที่: 9 มีนาคม 2553 เวลา:5:50:07 น.  

 

ดังที่ได้กล่าวในฉบับที่แล้วตอน “แค้นของคนชื่อเปรม” ว่าแกนนำที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณตัวจริงเสียงจริงนั้นไม่ใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวขบวนกลุ่มพันธมิตรฯ หรือนักวิชาการ หากแต่เป็นกลุ่มคนที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อันประกอบด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวานิช



พล.อ.เปรม อาศัยตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สร้างบารมีให้กับตัวเองตลอดระยะเวลาอันยาวนาน และด้วยบารมีสะสมนี่แหละที่ทำให้ พล.อ.เปรม สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ในเกือบทุกเรื่อง ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยนั้นเป็นสังคมที่ยังยึดติดอยู่กับลัทธิเกื้อหนุนและการที่จะเกื้อหนุนใครต่อใครได้ มันก็ต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้กับผู้ที่อ่อนด้อยกว่าสามารถเข้าถูกช่องทาง เส้นแบ่งที่ว่านั่นก็คือชนชั้นโดยมียศและศักดิ์เป็นตัวกำหนด



สำหรับทหารและตำรวจนั้นเป็นที่รับรู้กันไปทั่วแล้วละว่า พล.อ. เปรม มีอิทธิพลสูงพอที่จะกำหนดตัวบุคคลให้ไปอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นจึงอย่าได้สงสัยเลยว่าเหตุใดวันสำคัญๆ เช่นวันปีใหม่หรือสงกรานต์และวันเกิดของ พล.อ.เปรม จึงปรากฏมีบุคคลมากหน้าหลายตาจากวงการต่างๆ ไปอวยพรกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารและตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นเป้าในการไปจึงอยู่ที่ยศอย่างเป็นด้านหลัก



ส่วนคำว่าศักดิ์ อันหมายถึงฐานะนั้น ก็มีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องยศ เนื่องจากเป็นเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นให้มีความชัดเจนในส่วนของพลเรือน ทั้งนี้ต้องรวมถึงสมณศักดิ์ในหมู่สงฆ์ ตลอดจนซีระดับต่างๆ ถ้าหากท่านผู้อ่านได้สังเกตดูในแวดวงนักวิชาการและอาจารย์ตามสถาบันต่างๆ ก็จะเห็นปรากฏการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือตำแหน่งศาสตราจารย์ อันเป็นตำแหน่งพระราชทานเช่นเดียวกับยศของทหาร-ตำรวจและสมณศักดิ์ทางฝ่ายสงฆ์ ซึ่งเป็นที่หมายปองของพวกนักวิชาการและ บรรดาคณาจารย์ทั้งหลาย ตอนนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าเหตุใดทางสถาบันต่างๆ ถึงได้มุ่งมั่นที่จะเชิญ พล.อ.เปรม ไปปาฐกถาอย่างเอาเป็นเอาตาย



การที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลในเกือบทุกสาขาอาชีพนี้เอง ทำให้ผู้คนเข้าหาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือการประจบเอาใจเพื่อให้ได้เป็นคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าลูกป๋า จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าคนไม่เคยและไม่อยากมีเมียอย่าง พล.อ.เปรม ทำไมถึงมีลูกมากมายขยายออกไปสู่ทุกวงการ วิถีชีวิตที่มีแต่คนคอยแย่งกันเอาใจจนเกิดความเคยชิน จากที่เคยเป็นขุนนางหน้าบางที่ไม่ยอมให้เปิดอภิปรายในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นคนที่ใครแตะต้องไม่ได้ (untouchable man) แม้วิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นเรื่องต้องห้ามและด้วยที่ใครก็มิอาจจะขัดใจได้นี้เอง นานวันเข้าก็เลยกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง เริ่มไม่เห็นความสำคัญของกฏหมายบ้านเมืองด้วยหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็น “พระมหาอุปราช”



ตำแหน่งองคมนตรีนั้นมีกฏหมายชัดเจนระบุไว้ว่า บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ได้ต้องห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมืองและต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุดและต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ พล.อ.เปรม เป็นถึงประธานองคมนตรีกลับไม่แยแสสนใจ ด้วยการออกเดินสายรณรงค์ให้ผู้คนเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เท่านั้นยังไม่พอยังอาศัยสิทธิแห่งความเป็นทหารเก่าสวมเครื่องแบบชุดทหารเต็มยศไปปลุกระดมทหารถึงโรงเรียนการทัพทั้งสามเหล่าให้กระด้างกระเดื่องและสนับสนุนไม่ให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เป็นนักการเมืองด้วยเหตุผลที่ว่า “รัฐบาลเป็นเพียงจ๊อกกี้ มาแล้วก็ไปไม่ใช่เจ้าของม้า” โดยไม่คำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการปกครอง ทำให้มีนายทหารกลุ่มหนึ่งแยกตัวเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองตามกฎระเบียบของกระทรวงกลาโหม อันเป็นหน่วยงานต้นสังกัด และเลือกที่จะอาศัยบารมี พล.อ.เปรม ด้วยกันเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษรัฐบาล จนทำให้การบริหารราชการแผ่นดินในส่วนของกระทรวงกลาโหมไม่อาจทำได้ด้วยความราบรื่น พล.อ.เปรม เป็นทหารมาก่อนย่อมต้องทราบดีว่าการขัดคำสั่งสำหรับทหารนั้นถือว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าเป็นภาวะสงครามผู้บังคับบัญชามีอำนาจถึงขั้นยิงทิ้งได้โดยปราศจากความผิด



นอกจากนี้แล้ว พล.อ.เปรม ยังใช้บารมีบนตำแหน่งประธานองคมนตรีแทรงแซงอำนาจตุลาการ ด้วยการให้ตัดสินลงโทษรุนแรงสามกกต.ที่มาจากกระบวนการสรรหาตามวิถีทางประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และด้วยสาเหตุแห่งการแทรกแซงนี้เองที่ปรากฏหลักฐานเป็นเทปคำสนธนาที่ พล.อ.เปรม สั่งการให้ศาลดำเนินตามที่ต้องการแบบชนิดคำต่อคำอันเป็นที่มาของ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซงการทำงาน” และกลายมาเป็นเงื่อนไขของการปฏิวัติ อันเป็นคนละเรื่องกับที่ พล.อ.สนธิ เปิดเผยว่าจะมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้ขับไล่และกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนั่นเป็นเพียงเหตุผลประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น



การทำรัฐประหารนั้นต้องยอมรับว่ามีการวางแผนมานานแล้ว แต่ก็เป็นไปอย่างชนิดที่เรียกว่ากล้าๆ กลัวๆ อันเนื่องจากบารมีของผู้นำแห่งกองทัพอย่าง พล.อ.สนธิ นั้นยังมีไม่ถึง อีกทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.๑๐ ของ พ.ต.ท.ทักษิณต่างเติบโตขึ้นมาคุมกำลังหลักเป็นส่วนใหญ่ในกองทัพ ดังนั้น พล.อ.เปรมจึงต้องเหนื่อยกับการเดินสายเป็นเวลายาวนาน การทำให้ทหารแตกแยกก็เป็นอีกกลยุทธหนึ่ง เพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วว่า พล.อ.เปรม มีความชำนาญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการแยกแล้วปกครอง ความรอบคอบก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของ พล.อเปรม ดังนั้นจึงไม่ลืมที่จะดึงทหารแก่ถึงแม้จะหมดเขี้ยวเล็บแล้วแต่ยังมีพิษสงอยู่อย่าง พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นพันธมิตรด้วยการมอบหมายงานให้ช่วยดูแลงานมูลนิธิรัฐบุรุษอันเป็นไม้ตาย



การปลด ผบ.กองพัน ถึง ๑๒๙ กองพันของ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น จปร.๒๑ คนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ อันเป็นการบ่งบอกถึงแผนแยกแล้วปกครองบรรลุผล สอดรับกับการประกาศตัวเป็นทหารของในหลวงแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนอย่าง พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร ทำให้แผนการทำรัฐประหารมีความมั่นใจขึ้น และบังเอิญมีปัญหาขัดแย้งเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ระหว่าง พล.อ.ศิริชัย ธัญศิริ ปลัดกระทรวงกลาโหมและ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศารานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนทำให้มีนายทหารตบเท้าเข้าร้องเรียน พล.อ.เปรม จึงเป็นภาวะสุกงอมที่เกิดความมั่นใจในการทำรัฐประหาร และ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ก็ชิงลงมือปฏิบัติการทำรัฐประหารในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณมีเหตุบังเอิญไปราชการที่ต่างประเทศ ภาพ พล.อ.เปรม นำคณะรัฐประหารภายใต้ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลางดึกของคืนวันที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมานี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พล.อ.เปรมประธานองคมนตรีไม่ได้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร



ยังมีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่ร่วมขบวนการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอีกอย่างน้อย ๒ คน ที่สมควรต้องกล่าวถึงนั่นก็คือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวานิช กล่าวสำหรับ ดร.สุเมธ นั้น ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเงามาช้านานแล้ว และโดยที่ ดร.สุเมธ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อันเป็นมูลนิธิที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งขึ้นโดยมีพระราชประสงค์คือ



๑.เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ
๒.เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชน ในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและให้สามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้
๓.ดำเนินการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม
๔.ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์ โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องการเมือง



นอกจากตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาและ ดร.สุเมธ ยังดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจเลยว่า ทำไม ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอนุญาติเป็นพิเศษให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ใช้ห้องประชุมจัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร แล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมบรรดาคณาจารย์จึงออกมาร่วมขับไล่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ดร.สุเมธเคยให้สัมภาษณ์อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพันธมิตรและบ่อยครั้งมีการกล่าวพาดพิงถึงรัฐบาลทักษิณในลักษณะให้เป็นที่เกลียดชัง โดยไม่สนใจวัตถุประสงค์ข้อที่ ๔ ของการก่อตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาที่ว่า “ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง”



สำหรับ ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวานิช ก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวชิราวุธ และเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานศึกษาของบุตรหลานบุคคลชั้นสูงในวงการต่างๆ ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่ ดร.ชัยอนันท์ ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน จะไปล่าลายเซ็นต์กับบุคคลชั้นสูงเพื่อถวายฏีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้แล้ว ดร.ชัยอนันท์ ยังมีบุตรชายที่ทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในสำนักหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล



เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็อดเป็นห่วงต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยไม่ได้ และในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังเช่นเดียวกับพี่น้องชาวไทยทุกคน จึงไม่ยินยอมพร้อมใจให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ตามทำการจวบจ้วงล่วงเกินละเมิดให้เป็นที่ระคายเบื้องพระยุคลบาท เพื่อเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินอันมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเปี่ยมด้วยทศพิศราชธรรมทรงเป็นประมุข จึงขอให้พี่น้องชาวไทยทุกคน ได้โปรดช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร







โดย: tudong วันที่: 9 มีนาคม 2553 เวลา:18:33:57 น.  

 
เปลว สีเงิน หรือ นายโรจน์ งามแม้น เคยเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่ในไทยรัฐยุค นายกำพล วัชรพล ยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาได้ออกมาทำหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ โดยถือคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านกับทุกรัฐบาล สยามโพสต์ ไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย ขณะที่ถูกฟ้องร้องสารพัด แต่คนรับเคราะห์คือ นายอรุณ ลานเหลือ ซึ่งเปลวตั้งให้เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลสู้คดี ขณะที่ เปลว ปิดสยามโพสต์หนีไปเปิดหัวใหม่คือ ไทยโพสต์

มาเปิดหัวใหม่ ไทยโพสต์ พอดี ทักษิณ มาเป็นรัฐบาล เปลว ก็ตามจิกด่า ตามคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านด่าทุกรัฐบาล แต่โดน ทักษิณ ตรวจสอบในเรื่องฐานะการเงิน โดยให้ สตง.ตรวจสอบ พร้อมผู้บริหาร เครือเนชั่น และไปบีบโรงพิมพ์ของนาย ระวิ โหลทอง แห่งสยามกีฬา ที่เปลวนำ ไทยโพสตฺ ไปพิมพ์ จน ระวิเลิกพิมพ์ให้ ไทยโพสต์ และประการหนึ่ง ก็เป็นโอกาสที่ ระวิ อยากเลิกพิมพ์ให้อยู่ด้วย เพราะติดหนี้ค้างชำระไว้มาก ทำให้ เปลว แค้น ทักษิณ ต้องหาเรื่องเอาคืนมาแต่นั้น

พอพันธมิตรปิดสนามบิน จบลงด้วยการโค่น รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงและ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นรัฐบาล เปลวสีเงิน รีบเกาะขบวนเชลียร์ รัฐบาล อภิสิทธิ์ ทันที โดยมุ่งไปเชียร์ นางพรทิวา นาคาศัย ที่เข้ามาเป็น รัฐมนตรีพาณิชย์ เพราะเวลานั้นถูกตั้งคำถามเรื่องภูมิหลังที่ครอบครัว นางพรทิวา ทำสถานอาบอบนวด "โพไซดอน" ไม่ควรมาเป็น รัฐมนตรีด้านการค้า

เปลวเขียนบทความลงใน ไทยโพสต์ เมื่อ11 ก.พ. 2552 เชีย ร์พรทิวา แบบออกนอกหน้า ว่า พรทิวา "ถูกใส่ร้าย" อย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" เพราะ พรทิวา อยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"! เปลว เขียนเชลียร์ว่า "พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใคร ก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!

ผมสังเกตว่า เธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร "คุณพรทิวา นั้น มีรอยยิ้มที่เรียกว่า "ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!?

เมื่อประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า ตรงจมูกฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ ยิ่งดัง นั่นแล" นี่เป็นความไร้ยางอายของ เปลว เวลาที่เขาจะเชียร์ใครซักคน หาเรื่องไม่เจอก็เอาโหงวเฮ้งมาอ้าง

แล้ว พรทิวา ก็ให้ เปลว ได้ "อาศัย" จริงๆ เพราะนับแต่นั้น งบโฆษณาสารพัดจาก กระทรวงพาณิชย์ ที่ พรทิวา เป็นเจ้ากระทรวงอยู่ ก็ไหลมาเทมาลง ไทยโพสต์ นับแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย แทบทุกวัน นอกเหนือจากโฆษณาจาก "สำนักนายกรัฐมนตรี" ของ อภิสิทธิ์ ที่ขึ้นหราอยู่หน้า1ของไทยโพสตฺแทบทุกวัน

ล่าสุด เปลว ก็ก่อเรื่องอัปยศอีก เมื่อได้บีบให้คอลัมนิสต์ "ใบตองแห้ง" ที่เขียนคอลัมน์ ว่ายทวนน้ำ ในไทยโพสต์ ซึ่งมีจุดยืนเป็นกลาง อยู่ตรงข้ามกับ เปลว อย่างมากออก โดยหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินชดเชย ตามกฎหมายแรงงาน โดย ใบตองแห้ง เปิดเผยเรื่องดังกล่าวนี้ว่า "เมื่อผมทราบว่ าวีซ่าหมดอายุ ไม่ได้เขียน ว่ายทวนน้ำอีก ผมก็ยอมรับโดยดี ไม่ได้ถามเหตุผล เพราะมองแบบน้ำครึ่งแก้ว ผมได้อิสระมาตั้ง 3 ปีกว่า ก็เป็นความใจกว้างล้นเหลือแล้ว แต่บอกว่า

ถ้าอย่างนั้น ผมก็ควรงดการเขียนบทสัมภาษณ์ด้วย เพราะจะสร้างความขัดแย้ง เช่นกัน และผมก็คงนั่งกินเงินเดือนเปล่าๆ ไม่ได้ ก็ต้องลาออก เพื่อมีอิสระไปทำอะไรใหม่ๆ เพียงแต่มาคุยกันภายหลังว่า ผมจะทำบันเทิงอยู่ไหม ผมยังไม่อยากตกงาน แบมือขอเงินเมียอย่างเดียว จึงบอกว่าทำได้ ในลักษณะฟรีแลนซ์ แต่ ไทยโพสต์ เสนอว่าจะให้เป็นเงินเดือน โดยคิดเงินเดือนกันใหม่ (ลดลงจากเดิมมาก) ผมก็โอเค เพราะจะได้ไม่ยุ่งยากเรื่องการส่งภาษีส่งประกันสังคม

ฉะนั้น ผมก็ไม่ได้ยื่นใบลาออกเป็นทางการ นับแต่วันที่ 1 พ.ย. ถ้าดูบัญชีพนักงาน ผมก็ยังเป็นพนักงานที่รับเงินเดือน ไทยโพสต์ อยู่ แต่เป็นเงินเดือนใหม่ ข้อตกลงใหม่ ผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับ โต๊ะข่าวการเมือง ไม่มีเก้าอี้นั่ง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เขียนส่งทางเมล์ และมีอิสระที่จะไปทำงานที่อื่น ดังนั้น ถ้าพูดว่าผมยังอยู่ ยังไม่ได้ออก ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกครึ่งเดียว ที่ถูกคือ ผมออกมาอยู่ข้างนอก ทำงานอิสระ แต่ยังรับจ้าง ไทยโพสต์ ในงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง"

ทางด้านนักกฎหมายแรงงานกล่าวว่า การที่ เปลว สีเงิน ผู้บริหาร ไทยโพสต์ ทำกับ ใบตองแห้ง ดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพราะเป็นการปรับสภาพการจ้างงาน โดยไม่เป็นธรรม ดูเจตนาแล้ว หวังผลให้พนักงานลาออกเอง โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า "ใบตองแห้ง" จะยกขึ้นมาต่อสู้ว่า ถูกปรับสภาพการจ้างเพื่อบีบให้ลาออก แล้วไปขอค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือสมยอมกับการกระทำดังกล่าว

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 6 พ.ย.เรียกร้องให้ชี้แจง กรณีปลด “ใบตองแห้ง” เพราะสาธารณชน มีข้อกังขาต่อการยุติบทบาทคอลัมน์ ว่ายทวนน้ำ โดยฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ที่ได้ตั้งปณิธานการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองไว้ว่า เป็นพื้นที่สื่อที่มี “อิสรภาพแห่งความคิด”

อีกทั้งเสียงสะท้อน ทวงถามจากกลุ่มผู้อ่าน ภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ย่อมบ่งบอกถึงคุณภาพของกลุ่มผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่เปิดกว้างทางความคิดและต้องการรับรู้ความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ตลอดจนตระหนักถึง เสรีภาพในการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน


โดย: tudong วันที่: 10 มีนาคม 2553 เวลา:0:10:32 น.  

 
มีความสุขทุกวันค่ะ



โดย: ploythana วันที่: 10 มีนาคม 2553 เวลา:9:05:18 น.  

 
กรณีคุณหมาหางแดง มันเก็เหมือนกับสื่อเลวอีแอบที่มาอาศัยหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพกระจายความคิดของพวกเสื้อแดงเสียมากกว่า ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ใครที่เขียนมาแสดงความไม่เห็นด้วยก็โดนจวกกลับอย่างไม่มีการเคารพความเห็นของผู้อ่านที่มีบุญคุณเพราะเขาต้องควักตังซื้อไม่ได้อ่านฟรี การจวกกลับอย่างเสียๆหายๆอย่างไร้เหตุผล และการแสดงความเห็นของคุณหมาหางแดง แสดงถึงการเขียนด้วยไร้วุฒิภาวะและความรับผิดชอบต่อสังคมในกรณีที่คุณหมาหางแดงเป็นสื่อ ดังนั้นจึงมีการสู้ตายจากคนที่อ่านหลายคนที่คิดว่า สื่อเลวขาดเหตุผลและไม่เคารพความคิดเห็นของคนอื่นต้องไม่ปล่อยให้เขาลอยนวลอยุ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพ ด้วยการกัดไม่ปล่อย โต้แย้งทุกข้อเขียนที่ไร้เหตุผล และมั่วนิ่ม สุดท้ายผลของการที่ท่านผู้อ่านหลายคนสู้สุดใจ ก็บังเกิดผลอย่างที่เห็น ต้องยกเครดิตให้คุณเปลวสีเิงินที่จำต้องกระทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าถูกต้อง
.....ยังมีอีกคอลัมน์ในเดลินิวส์ คือ "ดาวประกายพรึก" ผมอยากให้มีอีเมล์ด้วยเพราะการโต้ตอบกับคอลัมนิสต์หางแดงไม่ควรจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.149.117 วันที่: 10 มีนาคม 2553 เวลา:21:11:29 น.  

 
เปิดคำวินิจฉัยผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อย ปฏิเสธอำนาจคณะรัฐประหาร!!!!!
Wed, 2009-11-04 22:39


“หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป”...........

28 กันยายน 2552 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเสียงข้างมากพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวลา5 ปี กรณีปกปิดข้อเท็จจริงในการยื่นบัญชีแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งยังพิพากษาให้มีโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีคำสั่งให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 4 พันบาท แต่โทษจำคุกให้รอไว้ก่อน 1 ปี

คดีดังกล่าว มี ป.ป.ช.เป็นผู้ร้อง โดยยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า นายยงยุทธ อาจเข้าข่ายจงใจปกปิดการยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2548


ข่าวเลือนหายไปจากความสนใจอย่างเงียบเชียบในเวลาไม่นาน แม้แต่ตัวของนายยงยุทธเองก็น้อมรับคำวินิจฉัยอย่างไม่ยี่หระพร้อมกล่าวว่า "คมช.เข้ามา ผมก็ถูกดำเนินคดีโหลนึง วันนี้เป็นคดีที่ 4 ยังมีคดีที่เหลือต้องขึ้นศาลอีก รอดครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะรอดหรือไม่"

ทว่ามติของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครั้งนี้ จะกลายเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์กระบวนการกฎหมายไทยที่ผู้พิพากษารายหนึ่งมีคำวินิจฉัยปฏิเสธอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมอ้างอิงหลักกฎหมายในการวินิจฉัยความไม่ชอบธรรมของคณะรัฐประหารผ่านคำวินิจฉัยส่วนตนซึ่งใช้ประกอบการลงมติตัดสินคดีดังกล่าว และนี่คือคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อย



โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:02:16 น.  

 
เมื่อศาลปฏิเสธรัฐประหาร : ก้าวแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย

ปิยบุตร แสงกนกกุล

หากพิจารณาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยยุคใหม่ คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า เป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายไปแล้วที่ศาลไทยยอมรับ-ให้ความสมบูรณ์แก่รัฐประหาร และผลิตผลของรัฐประหาร

เมื่อเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ศาลไทยไม่เคยปฏิเสธรัฐประหาร ไม่เคยประกาศผ่านคำพิพากษาว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตรงกันข้ามในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี ศาลยอมรับการดำรงอยู่ของคณะรัฐประหาร โดยถือหลักว่าเมื่อเริ่มแรกรัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้

พูดง่ายๆก็คือ ศาลไทยให้ความสำคัญ “อำนาจ” ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ “กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ” นั่นเอง

เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ “ในพ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม” หรือคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ “แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”

ถึงกระนั้นก็ตาม ศาลไทยพยายามใช้และตีความกฎหมายเพื่อพิพากษาไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากประกาศคณะรัฐประหารอยู่บ้าง โดยพิจารณาว่าประกาศของคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังกรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” หรือกรณีประกาศ รสช.เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง กรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” นั้น ศาลแขวงอุบลราชธานีในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๑๘/๒๕๑๒ เห็นว่าประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๓ พ.ศ.๒๕๐๓ เกี่ยวกับการควบคุมตัวอันธพาลนั้นขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นอันธพาล และมีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพจึงมีผลเท่ากับเป็นการตั้งให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจพิจารณาคดีชี้ความผิดและลงโทษบุคคลได้ นอกจากนี้ประกาศฉบับนี้ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาการลงโทษที่แน่นอนชัดเจน และโทษที่จะลงนั้นหนักเบาสถานใด สุดแท้แต่คณะกรรมการจะพิจารณา ทำให้โทษที่ได้รับไม่ได้สัดส่วนกับความผิดและไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกลงโทษ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยืนยันในคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๑๓ ว่าประกาศฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

แม้ศาลจะไม่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร แต่ศาลก็พยายามใช้และตีความเพื่อลดความเข้มข้นของประกาศคณะรัฐประหารและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ เพื่อควบคุมตัวในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงบ้าง ในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง ในข้อหาเป็นภัยต่อสังคมบ้าง ศาลก็จะใช้และตีความกฎหมายไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยการสั่งให้ปล่อยตัวบ้าง ลดจำนวนวันคุมตัวบ้าง ตลอดจนพิจารณาว่ามูลเหตุแห่งการควบคุมตัวนั้นตรงตามที่ประกาศคณะรัฐประหารกำหนดหรือไม่

มีข้อควรสังเกตว่า เมื่อศาลไทยเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ผลิตผลของคณะรัฐประหาร คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารแล้ว ศาลจะรับรองการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ เว้นเสียแต่ว่า ผลิตผลของคณะรัฐประหารเข้ามารุกล้ำศาล มีผลกระทบกระเทือนต่อศาล หรือลิดรอนอำนาจของศาล เมื่อนั้นศาลก็ไม่ลังเลที่จะปฏิเสธคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธผ่านทางคำพิพากษา หรือปฏิเสธผ่านทางการแสดงออกด้วยการกดดัน

การปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารผ่านทางคำพิพากษา ก็โดยการวินิจฉัยว่าประกาศคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ “ตั้ง “คณะบุคคลที่มิใช่ศาล” ให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล” หรือ “ใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล” ส่วนการปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารด้วยการกดดัน ก็เช่นกรณี “กฎหมายโบดำ” ที่คณะรัฐประหารของจอมพลถนอม กิตติขจรได้ตราประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ เกี่ยวกับระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการเห็นกันว่าประกาศนี้ส่งให้ฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของศาล มีการรณรงค์คัดค้านประกาศนี้อย่างกว้างขวาง ประธานศาลฎีกาออกโรงมาเขียนแถลงการณ์สาธารณะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศนี้ เพียงสองสัปดาห์ รัฐบาลถนอมก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องผลักดันให้ตราพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๙

คงไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ศาลไทยพร้อมจะ “ชน” กับคณะรัฐประหาร ถ้าคณะรัฐประหารเข้ามาล้ำแดนความเป็นอิสระของศาลหรือเข้ามาแตะต้องวัฒนธรรมองค์กร แต่กับกรณีที่คณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลอันขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงนั้น ศาลไทยกลับยอมรับ หรือกรณีที่หัวหน้าคณะรัฐประหารใช้อำนาจเผด็จการตามมาตรา ๑๗ แบบสฤษดิ์ ศาลไทยกลับนิ่งเฉยไม่รับคำฟ้องโดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจ ตลอดจนกรณีที่คณะรัฐประหารตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญเดิม โดยมีเนื้อหาที่ขัดกับหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ให้อำนาจเผด็จการแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียงผู้เดียว ศาลไทยกลับยืนยันว่าทำได้

อาจเหมือนที่เสน่ห์ จามริกตั้งข้อสังเกตไว้ใน “การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ” ว่าท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ อย่างจริงจังถึงขั้นชุมนุมประท้วงนั้น เพราะเนื้อหาของประกาศฉบับนี้กระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ น่าเสียดายที่ท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนรุนแรงขององค์กรตุลาการเช่นนี้กลับไม่เกิดขึ้นกับการก่อการรัฐประหารหรือประกาศคณะรัฐประหารที่มีเนื้อหาไม่เป็นธรรมอื่นๆ

เมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติว่า “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” แล้ว คงแทบไม่ต้องคาดหวังเลยว่าศาลไทยจะประกาศไม่ยอมรับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน

นับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีบททดสอบหลายกรณีขึ้นไปสู่ศาล ศาลมีโอกาสหลายครั้งในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับรัฐประหารหรือผลผลิตของรัฐประหาร แต่คำตอบที่สังคมได้รับยังคงอยู่ในสูตรเดิมๆ ประเภทที่ว่า “คณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์” หรือทันสมัยหน่อยก็เช่น “บทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้กับรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหาร”
จนกระทั่งมาถึงคดีที่สังคมสนใจไม่มากเท่าไรนัก อย่างคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ (คดีหมายเลขแดงที่ อม.๙/๒๕๕๒) ดังที่ปรากฏตามข่าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้วยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า นายยงยุทธจงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จโดยปกปิดข้อเท็จจริงไม่แจ้งให้ทราบ จึงต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ให้จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๔,๐๐๐บาท แต่นายยงยุทธไม่เคยมีคดีถูกลงโทษจำคุก จึงให้รอลงโทษไว้ ๑ ปี
ผลของคำวินิจฉัยอาจไม่เกินความคาดหมายของนายยงยุทธ ผู้สนับสนุนนายยงยุทธ ผู้สนับสนุนขั้วการเมืองขั้วเดียวกับนายยงยุทธ ตลอดจนศัตรูทางการเมืองของนายยงยุทธ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ ในคำวินิจฉัยส่วนตนของผู้พิพากษาท่านหนึ่งที่ร่วมเป็นองค์คณะในคดีนี้ (เสียงข้างน้อย) ได้ประกาศชัดเจนและตรงไปตรงมาถึงการไม่รับรองรัฐประหาร

ผมมีข้อสังเกตสั้นๆ สามประเด็น

หนึ่ง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าศาลมีพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปกปักรักษาประชาธิปไตย

สอง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าหากศาลรับรองรัฐประหาร ย่อมเป็นการส่งเสริมให้เกิดรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป

สาม ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าโลกปัจจุบัน นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อกาละและเทศะเปลี่ยนไปจากเดิม ศาลจึงไม่อาจรับรองรัฐประหาร ดังที่เคยปรากฏตามคำพิพากษาในอดีต

ขอคารวะในความกล้าหาญ ความกล้าที่จะเป็นหินก้อนแรกของท่านผู้พิพากษากีรติ กาญจนรินทร์ หินก้อนแรกที่หย่อนลงไปในสายธารประวัติศาสตร์ ประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่า...

ในนิติรัฐ “แบบไทยๆ” และประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” เป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ยอมรับรัฐประหาร

....


โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:08:59 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...

มีความสุขทุกวันค่ะ ...



รัวรอยเหยียบย่างก้าว.....เสียงดัง
โดยเริ่มนับถอยหลัง.......ดักใกล้
มวลชนผนึกกำลัง..........เกินกว่า หยุดเวย
ไกลสุดกักกันไว้...........กราดเกรี้ยวสะเทือนฐาน

จิตวิญญานเลือดเนื้อ......ไหลนอง
ประวัติศาสตร์ชนผอง......เพื่อนบ้าน
ผันผวนผ่านครรลอง........คราวหนึ่ง
จบสิ้นฝากแผลกร้าน.......กระหน่ำฟ้องอดีตหวน

ตีตรวนผูกล่ามทึ้ง...........แทบสลาย
ปลดแอกหวังพบสาย.......สว่างหล้า
ชนชาติดั่งเม็ดทราย........มวลป่น ละเอียดแล
รองรับบาทเทียมข้า........ราษฎร์ซ้องสรรเสริญ

เมินหมางคำออดอ้อน......อธิษฐาน ขอฤา
ชนใช่คิดเหิมหาญ...........ห่างห้วน
กาฝากสืบสันดาน...........ดิบเถื่อน
พรรณพืชตายซากล้วน....เซ่นไหว้บวงสรวง

กลวงกรอมกุมกักกั้น.......กราบกราน
มือเปล่าปืนประหาร.........หวาดป้อง
คือกระบอกสำราญ.........หลักเหนี่ยว ไกนา
คือศาสตราทรามซ้อง......สาปเหย้าเรือนสลาย

สายเอยสายพี่น้อง............พงศ์พันธ์
เราร่วมชาติเชลยฉัน..........ญาติฟ้า
ดินทรายมิอาจฝัน.............ฝืนพลิก ชะตาเอย
เขาย่ำเหยียบรากหญ้า.......แหลกสะท้านโลกันตร์




**** ช่วยลบข้อความ "ก่อนหน้านี้" ให้ด้วยค่ะ ***


โดย: ploythana วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:52:27 น.  

 
วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:36:10 น. มติชนออนไลน์


"วรเจตน์"-4อ.นิติฯมธ.วิพากษ์คดียึดทรัพย์"แม้ว"ชี้เมื่อจุดเริ่มคดีไม่ชอบด้วยกม.ผลลัพธ์ก็ไม่ชอบด้วยกม.


บทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน กลุ่ม 5 อาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ฉบับสรุปย่อ)


ประเด็นที่1 ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


•ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร 19 กันยายน2549 เป็นที่มาของ คตส. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน


•หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ควรกล้าปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับในคดี และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร


ประเด็นที่ 2 ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน


•ศาลฎีกาฯไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม


•เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯได้


•เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย





โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:55:46 น.  

 
ประเด็นที่ 3 การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต


•ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต รัฐยังคงได้ประโยชน์เท่าเดิม เพียงแต่เงินรายได้ค่าสัมปทานให้แก่รัฐถูกแบ่งจ่ายเป็นสองส่วน กล่าวคือ จ่ายให้บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจคู่สัญญา (ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ100) กับจ่ายให้กระทรวงการคลังโดยตรงในส่วนที่เหลือ



ดังนั้น การที่บริษัททีโอที และบริษัท กสท. โทรคมนาคม มีรายได้ลดลงดังกล่าวจะถือว่า รัฐเสียประโยชน์ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าสัมปทานโดยตรงอยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่า รัฐได้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม เพราะค่าสัมปทานนั้น เดิมบริษัทเอกชนชำระแก่คู่สัญญาเป็นรายปีหรือรายไตรมาส แต่การชำระเงินรายได้ร้อยละ 10 ให้แก่กระทรวงการคลังนั้น เป็นการชำระรายเดือน


•ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลในการเรียกเก็บภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า การที่รัฐบาลจะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการประเภทใด เพราะเหตุใด อัตราเท่าใด ย่อมเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 32/2548 ได้วินิจฉัยไว้ และการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีส่วนทำให้รายได้สัมปทานเข้าสู่รัฐโดยตรงโดยไม่ต้องสูญเสียไปให้แก่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ บริษัท ทีโอที อีกด้วย


•สำหรับประเด็นที่ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม อ่อนแอลง เพราะได้รับค่าสัมปทานน้อยลงนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารงาน ตลอดจนให้เงินอุดหนุนตามความเหมาะสมและจำเป็นได้อยู่แล้ว และที่จริงแล้ว การนำเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังทั้งหมด แล้วให้กระทรวงการคลังอุดหนุนการประกอบกิจการของบริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมนั้นหากบริษัททั้งสองสามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นได้ย่อมเป็นหลักการที่ถูกต้องยิ่งกว่าการให้บริษัททั้งสองได้รับเงินค่าสัมปทานโดยตรงและนำไปใช้จ่ายโดยเสรีอีกด้วย



อีกทั้งยังคิดในเชิงนโยบายได้อีกว่า การกำหนดภาษีสรรพสามิตเป็นการกระตุ้นให้บริษัททั้งสองเร่งประกอบกิจการที่เป็นของตนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยเน้นให้บริษัททั้งสองประกอบธุรกิจของตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งพิงรายได้สัมปทานอันเป็นสิทธิพิเศษที่รัฐเคยมอบให้ในฐานะที่เดิมเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติซึ่งปัจจุบันสถานะนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว


•สำหรับประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่ควรลดรายได้ของบริษัททีโอทีลง เพราะบริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์ซึ่งเป็นของ ทศท.รวมไปถึงการประกอบธุรกิจในลักษณะผูกขาดแต่ผู้เดียวนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์นั้น เป็นทรัพย์สินที่บริษัทเอไอเอส ตกลงสร้างให้แก่รัฐโดยผ่านองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม ดังนั้น การได้รับสิทธิในการใช้เครื่องและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลในเชิงนโยบายและการประกอบธุรกิจ สิทธิที่บริษัทเอไอเอสได้รับนี้จึงเกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจจากการที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินให้แก่รัฐ ไม่ใช่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ทรัพยสินของรัฐแต่อย่างใด นอกจากนี้ การที่บริษัทเอไอเอสตกลงโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิมนั้น ก็เป็นการตกลงโอนให้แก่รัฐโดยบริษัททีโอทีถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น รายได้สัมปทานจึงเป็นของรัฐ



กล่าวคือประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นสิทธิขาดของบริษัททีโอที ในประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิขาดจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรคมนาคมดังนั้น จึงไม่ควรที่จะให้นำภาษีมาหักจากค่าสัมปทานที่บริษัททีโอทีได้รับนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าบริษัทเอไอเอสไม่ได้รับเอกสิทธิจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจบริษัทเอไอเอสเช่นว่านั้น และในทางข้อเท็จจริง บริษัทเอไอเอสก็มีคู่แข่งทางธุรกิจหลายราย ดังนั้น การที่จะกำหนดเป็นการตายตัวว่ารายได้สัมปทานทั้งหมดอันเป็นของแผ่นดินจะต้องตกได้แก่บริษัททีโอที ทั้งหมด ไม่ต้องส่งตรงไปยังกระทรวงการคลังในฐานะภาษีสรรพสามิตเพราะบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของบริษัททีโอทีหรือได้รับสิทธิผูกขาดจากรัฐ คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย


•หากคณะรัฐมนตรีไม่มีมติให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งต่อประชาชนก็คือ บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องชำระค่าสัมปทานในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ 20 ร้อยละ 25 และร้อยละ 30 และในกิจการโทรศัพท์ประจำที่ร้อยละ 16 และร้อยละ 43 และจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตอีกร้อยละ 10 ซึ่งบริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะผลักภาระภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ไปให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยคณะรัฐมนตรีจึงมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวเชิงนโยบายที่จะป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมเท่านั้นและมิได้เป็นการขัดขวางลิดรอนอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใดซึ่งศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 32/2548 ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้รัฐเกิดความเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย


•สำหรับประเด็นที่ว่าการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ เพราะผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วยนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการจะวินิจฉัยลงไปว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกีดกันคู่แข่งรายใหม่ อันจะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเช่น บริษัทเอไอเอส ดีแทค หรือทรูมูฟ ได้ประโยชน์หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากรายได้ที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะได้รับจากการเข้าตลาด และต้นทุนในการเข้าตลาดว่า ในท้ายที่สุด การเข้าตลาดโดยต้องเสียภาษีสรรพสามิตรด้วยนั้น ผู้ประกอบการรายใหม่จะยังคงได้รับกำไรในการประกอบธุรกิจหรือไม่ และศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าประกอบด้วย


•เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดนั้น จะไม่ได้เข้าสู่ตลาดโดยฐานของสัญญาสัมปทาน (โดยเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจ) อีกต่อไป แต่จะเข้าสู่ตลาดโดยการได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ซึ่งเมื่อพิจารณาภาระค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นแล้ว พบว่าในขณะที่เกิดปัญหานี้ขึ้น บริษัทประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐและภาษีสรรพสามิตเป็นจำนวนรวมกันแล้วร้อยละ 20 ร้อยละ 25 และร้อยละ 30 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายทั้งปวง



ในขณะที่หากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่า USO ให้แก่ กทช. อีกรวมแล้วประมาณในอัตราร้อยละ 7 ใน พ.ศ.2548 และ ไม่เกินร้อยละ 6 ในปัจจุบัน รวมแล้วผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่จะมีภาระค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ 17 ใน พ.ศ.2548 และร้อยละ 16 ในปัจจุบัน และยังสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนดได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าต้นทุนเกี่ยวกับการขออนุญาตในการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบการรายเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการใหม่แล้ว ต้นทุนของผู้ประกอบการรายเดิมก็ยังสูงกว่าอยู่ดี


•คณาจารย์ทั้งห้า จึงเห็นว่า การเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีต้นทุนในการประกอบกิจการสูงกว่าจุดคุ้มทุนจนเข้าสู่ตลาดไม่ได้ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิมจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ไม่มีฐานลูกค้าเลย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่จะต้องค่อยๆสร้างฐานลูกค้าของตนขึ้นโดยแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากกรณีของกิจการอื่นๆทั่วไปที่ย่อมจะมีผู้ที่เข้าตลาดก่อนและหลัง การที่ผู้ประกอบการรายเก่าเข้าสู่ตลาดและรับเอาความเสี่ยงทางธุรกิจต่างๆไปก่อนก็ไม่ใช่ความผิดที่รัฐจะพึงลงโทษโดยการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้สูงกว่ารายใหม่


•ในประเด็นที่ว่า หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึงร้อยละ 25 ก็จะทำให้บริษัท ทีโอทีต้องนำค่าสัมปทานที่ได้รับจากบริษัทเอไอเอส ไปชำระให้แก่กรมสรรพสามิตทั้งหมด ทำให้บริษัททีโอทีเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า รัฐไม่ได้สูญเสียรายได้แม้จะมีการใช้ดุลพินิจเช่นนั้น เพราะรัฐยังได้รับรายได้เท่าเดิม นอกจากนี้ การที่จะคาดการณ์ว่าในอนาคต อาจมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตไปเป็นอัตราร้อยละ ๒๕ ทำให้บริษัททีโอทีไม่ได้รับค่าสัมปทานเลยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต กทช.และรัฐบาลในแต่ละขณะย่อมต้องใช้ดุลพินิจในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าให้มีความสมดุลกัน เพื่อความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน


•ถึงแม้ว่าคณาจารย์ทั้งห้าจะเห็นว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับ อาจมีข้อโต้แย้งทางวิชาการได้ว่าเป็นการตราพระราชกำหนดที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเห็นว่าการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรคมนาคมนั้น เป็นการใช้เครื่องมือที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางวิชาการว่าไม่น่าจะเหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ตาม



แต่เมื่อในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอันยุติสำหรับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด และเมื่อยังไม่ปรากฏว่าหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีอยู่นี้จะเป็นอุปสรรค กีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดดังที่ได้แสดงให้เห็นข้างต้น คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับและมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่มิให้เข้าตลาด อันจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการตราพระราชกำหนดดังกล่าว การออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทานเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการรายใหม่ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้



โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:56:37 น.  

 
ประเด็นที่ 4 การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่



•การปรับลดส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทเอไอเอสนั้นแม้จะมีเหตุมาจากการการที่ ทศท.ลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในส่วนของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนแบบพรีเพดก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้วก็เป็นดุลพินิจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐซึ่งจะต้องใช้โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ และประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่คำนึงถึงประโยชน์ด้านฐานะการเงินขององค์กรแต่เพียงอย่างเดียว


•ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการมีมติในเรื่องการลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับเอไอเอสนั้น คณะกรรมการ ทศท. กำหนดเงื่อนไขให้ ทศท. เจรจากับเอไอเอสให้ได้ข้อยุติในการนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท.เป็นรายเดือน และนำผลประโยชน์ที่เอไอเอสได้รับในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการ และหลังจากปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แล้ว ปรากฏว่าเอไอเอสได้ปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าอัตราที่กำหนดในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มเติมขึ้น ส่งผลให้ ทศท.มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย การเติบโตของตลาดโทรคมนาคมในแต่ละปี เป็นการเติบโตไปตามสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้น



การที่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นนั้นย่อมไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายประการประกอบกัน ที่สำคัญก็คือ การลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคเพื่อแข่งขันและแย่งลูกค้าในตลาด จนทำให้บริษัทเอไอเอสมีลูกค้า พรีเพดจำนวนมาก เป็นประโยชน์แก่ทั้งบริษัททีโอที และประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัททีโอทีว่าจะเรียกเก็บค่าสัมปทานจากบริษัทเอไอเอสในอัตราที่สูงและส่วนแบ่งตลาดอาจไม่มาก อีกทั้งประชาชนจะต้องชำระค่าบริการในราคาที่แพง หรือจะเลือกว่าเรียกเก็บค่าสัมปทานน้อยลงเพื่อให้บริษัทเอไอเอสยังคงความได้เปรียบในตลาดไว้บ้าง แต่ก็เป็นประโยชน์แก่บริษัททีโอทีในเรื่องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและหวังจะได้รับรายได้สูงมากขึ้นจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นและก็ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ในค่าบริการที่ลดลง


•แม้ศาลฎีกาฯจะเห็นว่าการลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคจะเป็นผลมาจากการแข่งขันกันทางการค้า การที่เอไอเอสปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ลูกค้าจึงเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า หากไม่มีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้เสียแล้ว เงื่อนไขของบริษัทเอไอเอสในการแข่งขันในตลาดย่อมเปลี่ยนแปลงไป และบริษัทเอไอเอสก็ย่อมไม่สามารถลดค่าบริการได้ถึงขนาดที่ได้กระทำไปแล้ว อีกทั้งย่อมต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง และกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจไม่เติบโตถึงขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


•เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการได้รับส่วนแบ่งรายได้ในภาพรวมที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัททีโอที และผลประโยชน์ที่ตกแก่ผู้บริโภคโดยตรงในการได้ใช้โทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูกลงและความเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมแล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดเป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัท ทีโอทีที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างที่บกพร่องที่ภาครัฐกำหนดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสโดยไม่ชอบ


โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:57:12 น.  

 
ประเด็นที่ 5 การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายรวมหรือโรมมิ่ง (Roaming)



•ประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้เจรจาต่อรองให้ตนเองสามารถขยายโครงข่ายโทรศัพท์โดยการร่วมใช้โครงข่ายกับบริษัทลูกของตน กล่าวคือ บริษัทดีพีซีซึ่งได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบมจ. กสท.ได้หรือไม่และจะสามารถต่อรองเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วมที่บริษัทเอไอเอสชำระให้แก่บริษัทดีพีซี มาหักออกจากค่าสัมปทานที่บริษัทเอไอเอสต้องจ่ายให้แก่บมจ. ทีโอทีได้หรือไม่นั้น เป็นประเด็นการต่อรองทางธุรกิจปกติระหว่างบริษัททีโอทีและบริษัทเอไอเอสที่จะตกลงกัน เป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจของคู่สัญญา


•สำหรับประเทศไทย ย่านความถี่ 900 MHz ที่จะจัดสรรได้นั้น บริษัทเอไอเอสได้ใช้เต็มจำนวนแล้ว แต่บริษัทเอไอเอสไม่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จากภาครัฐ เพราะย่านคลื่นความถี่ 1800 MHz นั้น บริษัทแทค บริษัททรูมูฟ และบริษัทดีพีซีได้รับสิทธิในการใช้ภายใต้สัญญาสัมปทานของ กสท. และได้ใช้อยู่กันจนเต็มย่าน แล้ว บริษัทเอไอเอส รวมทั้งบริษัททีโอที ซึ่งมีหน้าที่หาคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานให้บริษัทเอไอเอส จึงไม่สามารถหาย่านคลื่นความถี่ใดมาใช้ให้เพียงพอกับโครงข่ายการให้บริการของบริษัทเอไอเอสซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความคับคั่งเป็นผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการ



ดังนั้น บริษัทเอไอเอสย่อมไม่มีทางเลือกอื่นในการที่จะขยายข่ายการให้บริการรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการของตน หนทางแก้ปัญหาจึงมีเหลือทางเดียว คือ ต้องร่วมใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่บริษัทดีพีซีบริหารงานอยู่ โดยใช้วิธีการทางเทคนิคที่เรียกว่า Roaming ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า การขอใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้น เรื่องของการ Roaming จึง เป็นเรื่องปกติวิสัย ไม่ใช่เป็นการเอารัดเอาเปรียบทางธุรกิจแต่อย่างใด


•กรณีดังกล่าวย่อมเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่บริษัททีโอทีกีบบริษัทเอไอเอสจะตกลงกันได้ และเป็นเรื่องในทางนโยบายที่เป็นผลดียังเกิดแก่ประชาชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การที่บริษัทเอไอเสใช้โครงข่ายร่วมกับบริษัทดีพีซี ยังเป็นผลดีต่อประเทศในแง่การที่ไม่ต้องมีการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่โดยไม่จำเป็นอันจะเป็นการก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและจะเป็นการทำให้เกิดต้นทุนในการประกอบกิจการสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้บริการที่จะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการที่ศาลฎีกาฯได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทเอไอเอสและบริษัททีโอทีตกลงกันเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วม อันเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอไอเอส มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน เป็นการกระทำความเสียหายให้แก่ ทศท. คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย



โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:58:12 น.  

 
ประเด็นที่ 6 การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ


•ในการจัดให้มีระบบดาวเทียมสำรองนั้น สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ข้อ 6 กำหนดไว้ว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่ง ทั้งนี้โดยมีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของดาวเทียมดวงที่หนึ่งไว้ในข้อ 8 ของสัญญาดังกล่าวรวมทั้งกำหนดไว้ด้วยว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งอย่างน้อยจะต้องไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมดวงที่หนึ่ง และทดแทนดาวเทียมหลักดวงที่หนึ่งเพื่อสามารถใช้งานได้โดยต่อเนื่อง สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปไว้



•ในกรณีของดาวเทียมไอพีสตาร์นั้น เห็นได้ชัดว่าบริษัทผู้รับสัมปทานมุ่งประสงค์จะให้เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 เพียงแต่ได้พัฒนาเทคโนโลยี่ให้สูงขึ้น ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีคุณสมบัติทางเทคนิคพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะครั้งแรกของโลกตามที่จดสิทธิบัตรไว้ และปรากฏชัดเจนว่าคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ด้อยไปกว่าดาวเทียมดวงอื่นๆ ด้วยเหตุนี้คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าบริษัทผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาแล้ว


•การมีดาวเทียมสำรองที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่ดีกว่าดาวเทียมหลัก เป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมพื้นที่การให้บริการมากกว่าย่อมเป็นผลดีต่อการจัดทำบริการสาธารณะ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ดวงต่อดวงได้ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน แต่เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากในสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศไม่มีที่ใดเลยที่ระบุให้ดาวเทียมสำรองต้องใช้เทคโนโลยีเดียวกับดาวเทียมหลัก เพียงแต่ระบุว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งเท่านั้น


•ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน 1 วงจรดาวเทียมตามสัญญา เพราะดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้ย่านความถี่เคยู-แบน และย่านความถี่เคเอ-แบน นั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิคที่ศาลฎีกาฯสามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้เองตามหลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนแล้วจะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์สามารถรองรับความถี่ซี-แบนได้ แต่ต้องมีสถานีสัญญาน และกรณีนี้ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่แสดงว่ากระทรวงคมนาคมโต้แย้งว่าตนไม่ได้ใช้วงจรดาวเทียมเพราะเหตุว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนแต่อย่างใด


•สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักที่สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารขอรับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งหวังทางการค้าต่างประเทศนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศข้อ 11 ระบุอนุญาตให้บริษัทสามารถนำวงจรดาวเทียมเหลือจากปริมาณความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้ได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคม ในการวางแผนการตลาดนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมทั้งในและต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร



ในคำพิพากษาดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดความขาดแคลนในการใช้วงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เมื่อปริมาณความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมในประเทศยังมีไม่มากนัก การที่บริษัทนำวงจรดาวเทียมที่เหลือจากความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้โดยได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาฝ่ายรัฐ จึงชอบแล้ว อีกทั้งการวางแผนการตลาดในการนำวงจรดาวเทียมออกให้บุคคลอื่นใช้บริการนั้นไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศโดยคำนวณตามความต้องการของตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐเสียหายและเอื้อประโยชน์นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย



โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:58:44 น.  

 
ประเด็นที่ 7 การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย


•การพิจารณาดำเนินการให้รัฐบาลต่างประเทศกู้เงินนั้น เป็นการดำเนินการตามนโยบายในทางบริหารซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวฝ่ายบริหารย่อมมีดุลพินิจที่พิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านประกอบกัน หากในการเจรจาในทางระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้กู้เงินมีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ตอบแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าการให้สัมปทานบ่อแก๊ส การช่วยปราบปราม ยับยั้งการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ฯลฯ คณาจารย์ทั้งห้าก็เห็นว่าการเจรจาแลกเปลี่ยนตอบแทนดังกล่าวชอบที่ฝ่ายบริหารจะทำได้ หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย และเป็นดุลพินิจโดยแท้ในทางบริหาร เป็นเรื่องในทางนโยบาย ซึ่งหากไม่เหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะตรวจสอบในทางการเมืองต่อไป หากฝ่ายบริหารไม่มีดุลพินิจดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่ฝ่ายบริหารจะปฏิบัติภารกิจในการปกครองประเทศให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้


•สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้ แม้จะได้ความว่าบริษัทไทยคมจะได้จำหน่ายสินค้าและให้บริการให้รัฐบาลสหภาพพม่า อันอาจมองได้ว่าการจำหน่ายสินค้าและให้บริการดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมก็ได้ขายสินค้าให้แก่รัฐบาลพม่าตามพันธะสัญญาที่มีต่อกันมาแต่เดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การซื้อสินค้าและบริการด้านคมนาคมนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ชื้อเป็นสำคัญว่าจะซื้อจากบริษัทใด เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลพม่าไม่สามารถที่จะซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวจากประเทศหลายประเทศได้ เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพม่าเคยซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมอยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่รัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมต่อไปอีก



ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นคณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่พอที่จะฟังได้ว่าคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าเพื่อให้รัฐบาลพม่าไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทไทยคมโดยเฉพาะอันมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป



โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:59:20 น.  

 
ประเด็นที่ 8 การดำเนินการตามข้อกล่าวหาทั้งห้ากรณีเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินคอร์ปหรือไม่



•การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรจะต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งเท่ากับระบบกฎหมายเรียกร้องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล (causation) ในเรื่องดังกล่าว หากการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงผิดปกติ หรือการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ไม่ได้เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แล้ว ศาลย่อมไม่อาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้


•เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หากไม่อยู่ในรูปของมติคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการสั่งการโดยรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการ ทศท. เป็นต้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สั่งการหรืออนุมัติโดยตรง และไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้รัฐมนตรีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กล่าวหาเลย กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวพันโดยตรงก็คือกรณีที่เรื่องที่อนุมัตินั้นอยู่รูปของมติคณะรัฐมนตรี



แต่แม้กระนั้นในทางกฎหมายก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่ม (collegial organ) แยกออกต่างหากจากนายกรัฐมนตรี ในการออกเสียงในคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากับรัฐมนตรีอื่น จึงไม่อาจถือว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ ลำพังแต่ข้อกฎหมายที่ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชา กำกับดูแลหน่วยงานทั้งหลายทั้งปวงของรัฐในฝ่ายบริหารยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำ และการกระทำคือการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แต่อย่างใด โดยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ขาดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล คณาจารย์ทั้งห้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับการที่ศาลฎีกาฯสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดิน


•แม้จะถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯในคดีนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ แต่การที่ศาลฎีกาถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรก คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั้น ย่อมไม่อาจอธิบายให้รับกับข้อเท็จจริงได้ เพราะแท้จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่วันแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้เกิดภายหลังในห้วงเวลาที่แตกต่างกันไป



ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ในทางข้อเท็จจริงที่จะถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นในส่วนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ปได้เกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้น ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ป สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นด้วยก็ได้ อย่างเช่น ภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


•เมื่อศาลฎีกาฯไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควรนับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียว คือเกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ จนนำไปสู่การพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,373,687,454.70 บาท ที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้



รองศาสตราจารย์.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล


คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
11 มีนาคม 2553





โดย: tudong วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:14:59:57 น.  

 
สวัสดีค่ะ มีรอยยิ้มมาฝากค่ะ ...

มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ...



โดย: ploythana วันที่: 13 มีนาคม 2553 เวลา:15:07:42 น.  

 
ลุง อภิสิทธิ์ ผู้นิยม ปชป. : นายนิสสัย เวชชาชีวะ (ซ้าย) นอกจากจะเป็นลุงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นพ่อของ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เล่ากันว่า เขาเป็นคนกดดันให้ลูกชายยุติบทบาททางการเมือง สนับสนุน ทักษิณ แล้วยื่นคำขาด ให้มาอยู่พรรคเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ หากยังต้องการใช้นามสกุล เวชชาชีวะ อยู่ต่อไป นายนิสสัย เป็นกรรมการอิสระของ เนชั่น และเป็นบอร์ด NBC ชุดล้างขาดทุนสะสมนำเข้าตลาดหุ้น



ทำถูกกฎหมายก็ทำได้ แต่ เนชั่น เพิ่งจะทำหลัง กลต. รับเรื่องลงดาบจ่อฟัน หลังจากโฆษณาขายหุ้นจอง เนชั่น บรอดแคสติ้ : NBC อย่างผิดกฎหมายมาโดยตลอด จนประชาชนจำนวนมาก ร้องเรียนให้ กลต.ดำเนินคดีตามกฎหมาย และกลต. ได้เปิดเผยว่า จะเข้าไปตรวจสอบ มาวันนี้ ช่วงเวลาราว 09.05 น.ในรายการ "เก็บตกจากเนชั่น" ทาง เนชั่นแชนัล ได้มีการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นครั้งแรกแล้ว โดยในป้ายข้อความโฆษณาขายหุ้นจอง NBC นั้น ได้มีการขึ้นข้อความ "คำเตือน : การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษารายละเอียดจากหนังสือชี้ชวน"

ทุนสามานย์? : ไม่ใช่เพียงทัศนะการเมืองที่ไปทางเดียวกันของ สุทธิชัย หยุ่น กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยฝ่าย อภิสิทธิ์ ให้เวลาฟรีทีวีแทบทุกช่อง กับประเคนโฆษณาให้ ส่วน เนชั่นเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกป้องและเป็นกองเชียร์ ทั้งหมดนี้ มีผลประโยชน์ทับซ้อนสำคัญ กับผลประโยชน์ของสาธารณชนชาวไทย นั่นคือ ภาษีและทรัพยากร ของประชาชน-ของรัฐตกไปเป็นของ เนชั่น



ส่วน เนชั่น ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ หมาเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์อีกแล้ว แต่เป็นหมาบ้าที่กัดทุกคน หากข้องแวะกับ อภิสิทธิ์ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานข่าวเชิงสืบสวน : เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย และข่าวเนชั่นได้เข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องหลังรัฐประหาร19กันยา:คลิ้กที่นี่ )





นามสกุล เวชชาชีวะ เป็นกรรมการ NBC ชุดล้างเน่า แต่งตัวเข้าตลาดหุ้น: บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) : NBC เจ้าของ เนชั่นทีวี และเจ้าของรายการโทรทัศน์ เครือเนชั่น ทางฟรีทีวีแทบทุกช่อง ซึ่งกำลังนำเสนอขายหุ้นจอง ต่อประชาชน ในช่วงนี้ยังมีเรื่องอื้อฉาว ไม่เว้นแต่ละวัน



นอกเหนือจากการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อของตนเองอย่างน่าเกลียด และผิดกฎหมายเพราะ ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่อง การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แถม นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวอื้อฉาว เครือเนชั่นยังโฆษณาเกินจริงว่า"หากใครจองซื้อ NBC ก็จะรวยไม่รู้เรื่อง รวยเละ" แล้ว ยังมีข้อครหาว่า อิบแอบแนบชิดกับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในลักษณะต่างตอบแทนกันทางผลประโยชน์ด้วย



โดย เนชั่น ได้ผลประโยชน์จากการเข้าไปจัดรายการทางฟรีทีวี ช่องต่างๆ และได้ผลประโยชน์จากงบโฆษณาที่ รัฐบาลจัดให้ ทำให้งวด6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้จากสื่อโทรทัศน์ วิทยุ พุ่งขึ้นกว่าปีก่อน 16% ขณะที่ ภาพรวมอุตสาหกรรมเดียวกัน ทรุดฮวบลง13% สอดคล้องกับที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ได้ชื่อว่า ซื้อสื่อโฆษณามากเป็นอันดับที่ 2 เหนือกว่าบริษัท หรือสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ตามที่ ไทยอีนิวส์ เสนอไปแล้ว แลกกับการที่ เนชั่น ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ อภิสิทธิ์ และเป็นกระบอกเสียงให้



ล่าสุดเราตรวจสอบพบด้วยว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันที่ NBC ได้มีมติล้างขาดทุนสะสมทางบัญชี และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนนั้นมีชื่อ นายนิสสัย เวชชาชีวะ เป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่ นายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานบริษัท NBC แต่ต่อมา ชื่อของทั้งคู่ก็หายไปอย่างปริศนา ไม่มีรายชื่อในคณะกรรมการ NBC ชุดปัจจุบัน




โดย: tudong วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:2:42:15 น.  

 
คณะกรรมการของ NBC ณ วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2552
รายชื่อ ตำแหน่งใน NBC :

คุณสุทธิชัย แซ่หยุ่น (ประธานกรรมการ)

คุณธนะชัย สันติชัยกูล (กรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)

คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ (กรรมการอำนวยการ)

คุณนิสสัย เวชชาชีวะ (กรรมการ)

คุณปกรณ์ บริมาสพร (กรรมการ)

คุณปณต วิเลปสุวรรรณ (กรรมการ)

ปัจจุบัน : นายนิสัย เวชชาชีวะ ยังเป็นกรรมการอิสระใน เนชั่นมัลติมีเดีย (NMG) บริษัทแม่ของ NBC (//www.set.or.th/set/companyprofile.do;jsessionid=71E43E95746CE0C7DD71242C033BDE50?symbol=NMG&language=th&country=TH)
ที่มา : สารสนเทศ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(//www.settrade.com/simsImg/news/2009/09003673.t09)

ส่วนคณะกรรมการของ NBC ณ ปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย
นายธนะชัย สันติชัยกูล (ประธานกรรมการ)
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ (กรรมการ และกรรมการผู้อำนวยการ)
นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล (กรรมการ)
นางสาวเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ (กรรมการ)
นางสาวนภาพร เอื้อเฟื้อ (กรรมการ)
ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล (กรรมการอิสระ และประธานกรรมการตรวจสอบ)
นายเมธา สุนทรจิตร์ (กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ)
นายศิวะพร ชมสุวรรณ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
ภรรยา นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งเป็นผู้บริหาร NBC ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าวที่มา : เวบไซต์ของ NBC(//www.nbc.co.th/aboutnbc-theboard.html)

ลุงของอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซี้ปึ้กโล้น ยังนั่งเป็นบอร์ดบริษัทแม่ NBC

ปัจจุบันนี้ นายนิสสัย เวชชาชีวะ ยังคงเป็นกรรมการอิสระใน เนชั่นมัลติมีเดีย (NMG) บริษัทแม่ของ NBC โดย นายนิสสัย เป็นพี่ชายของนายแพทย์ อรรถสิทธื์ เวชชาชีวะ (บิดาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) จึงมีศักดิ์เป็นลุงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายนิสสัย เป็นบิดาของ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยสังกัด พรรคไทยรักไทย ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีคอลัมนิสต์ ไทยรัฐ คือ "เหล็กน้ำพี้" เคยนำเสนอว่า นายนิสสัย เป็นผู้กดดันให้ นายสุรนันท์ ต้องลาออกจากสมาชิกพรรค ไทยรักไทย และยื่นคำขาด ให้ไปสมัครเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขานิยมอยู่ หาไม่แล้ว นายสุรนันท์ ก็ต้องเลิกใช้นามสกุล เวชชาชีวะ หรือ นายนิสสัย อาจไปลงบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ เสียเอง แต่ นายสุรนันท์ สนองเพียงยุติบทบาทใน ไทยรักไทย แต่ไม่ยอมสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (//www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=19364


โดย: tudong วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:2:44:16 น.  

 
องครักษ์พิทักษ์เปรม ล่าสุดแก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึก หนุ่มเสก

กล่าวกันว่า คนปักษ์ใต้นั้นรักพวก รักพ้องในปริมาณ และคุณภาพที่สูงกว่า คนในภูมิภาคอื่นๆ และว่ากันอีกว่า ในบรรดาคนปักษ์ใต้ ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คน สงขลา รักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคน สงขลา ที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัย มักสั่งสอนคนข่าว เครือเนชั่นว่า คนที่เป็น "บุคคลสาธารณะ" นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่ สุทธิชัย ก็มักยกเว้นให้ พลเอก เปรม เสมอ ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัย จะทำหน้าที่เป็น องครักษ์ให้ พลเอก เปรม โดยตลอดเช่นกัน ซึ่งก็รวมทั้ง "ข่าวร่ำลือ" มานานหลายทศวรรษ เรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ "เปรม VS หนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้ สุทธิชัย หยุ่น เพิ่งเขียน ลงบล็อกของเขา(//www.oknation.net/blog/black/2009/05/30/entry-1) เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับ เปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ ไทยโพสต์ ตีพิมพ์สัมภาษณ์ "หนุ่มเสก" เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่า สัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "ป๋าเปรม" เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดัง เปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอก เปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้ว ที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ
ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ ป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."

อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับ พลเอก เปรม ในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัย ก็เลยพิมพ์หนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ" ที่ พลเอก เปรม บอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อ เพื่อเอาอกเอาใจ เปรม หนังสือเล่มนี้ จัดพิมพ์ในนามของ สำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของ สุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติ สุทธิชัย มีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือ สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรก และวางขายใน เดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่า หลังรัฐประหารยึดอำนาจ19 กันยายน 2549 เพียงไม่กี่วัน

พลเอก เปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน" "คราใดที่ ครูเคล้า มองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตา ความห่วงอาทรของ ครูเคล้า เสมอ คราใด ที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอน ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรัก ครูเคล้า มาก และจากสายตา และคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้า เป็นครูประจำโรงเรียน มหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิด เปรม ซึ่ง เปรมบอกว่า เป็น "ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้" หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สุทธิชัย หยุ่น ได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 ส่วน TPBS เทพชัย หย่อง น้องชาย เข้าไปทำและกลายเป็น "จุดเด่น" สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจอง NBC ในช่วงนี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่า เปรม เป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้ สุทธิชัย เนชั่น หรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี "สามัญสำนึก" ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก


โดย: tudong วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:2:46:08 น.  

 
เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบ รัฐประหาร 19 กันยา



หลังเกิดการ รัฐประหาร 19 กันยายน ใหม่ๆ ทาง เปรม และคณะรัฐประหาร อยากตอบแทนสื่อ ที่ช่วยกันโค่นล้ม ทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ 3 สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี :ภัทระ คำพิทักษ์ จาก โพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมี บัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุมี สมชาย แสวงการ เป็นนายก

เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม 53 คน ส่วนใหญ่ เป็นนักข่าวสาย ประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าว ค่ายเนชั่น ซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้าน อยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิด conflict of interest หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่า สื่อโค่น ทักษิณ สำเร็จแล้วมารับรางวัลจาก คณะรัฐประหาร

ผู้ใช้นามแฝง "รักในหลวงห่วงลูกหลาน" เขียนถึงฉากตอนนี้ ในบทความชุด "ลากไส้สื่อเห้" อันลือลั่นของเขาไว้ว่าคือ โดยปกติ อาชีพสื่อนี่ ไม่เคยนะครับ ที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจ ฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้ว แม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่า มีการเขียนในข้อกำหนดว่า ห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง แต่ไอ้เหี้.. นายก สมาคมนักข่าวนี่เสือ-กหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่-งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่า ขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะ ท่าน บัง

เสร็จก็มาล็อบบี้ นายก สมาคมนักข่าววิทยุ โทรทัศน์ คือ ไอ้เอ๋ สมชาย แล้วก็ เจ๊หยัด ตอนนั้น เจ๊ เป็นประธานสภา การหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้..นี่ ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอน ทักษิณ นี่พวกเราโดน "คุกคามสื่อ" เยอะ มาตอน คมช. ปฏิวัติ ก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณ ห้ามออกข่าวเหลี่ยม เด็ดขาด หากใครฝืนออก บัง มันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือ สั่งปิด หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ นี่ บัง เขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็น สนช. ก็เป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วง หากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอหะแหล!)

เจ๊หยัด (บัญญัติ ทัศนียเวช) วงการรุ่นหลังเขาเรียก ป้าหยัด แต่ผมเรียก เจ๊หยัด ก็บอกว่า ชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมี conflict of interest เธอว่าไง เอ๋? (หันมาถาม สมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุ โทรทัศน์) ไอ้เอ๋ แม่-งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือน เจ๊หยัด ดันข้างๆ คูๆ เข้าข้างไอ้ ภัทระ เลยเสร็จโจร...เจ๊หยัด ก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็น ก็ต้องเป็นทั้ง 3 สมาคม หาก เจ๊หยัด ถอน ไอ้ 2 ตัวนั่นอดแดรกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะ เป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้วกัน ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่-งก็กลับไปหา บัง ว่าบัง ครับ ที่ บัง เชิญผมเป็น สนช. นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผม สมาคมสื่อ มี 3 สมาคม ไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้บัง ก็กัดฟัน ยกให้สาม ต้องไปตัดโควต้า เด็กเส้น เด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่ว ก็ผ่อนเบา ทำดี แม่-งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...



โดย: tudong วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:2:46:52 น.  

 
เปรม กับสื่อโล้น โยนมุก รับมุกกันสนุกปากมัน ภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระราน "เสื้อแดง"



นอกจาก เปรม จะประเคนฟรีทีวีให้ หยุ่น เป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระราน ดิสเครดิตกระทืบฝ่าย ประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่น มีน้ำจิ้ม มีชุดใหญ่ประเคนให้ หยุ่น ตามมาอีกเพียบ ก็อย่างเช่น โทรทัศน์เนชั่นแชนัล ของ นายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พลเอก เปรม มักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการที่ อภิสิทธิ์ ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่า คนจ่ายคือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ (แน่นอนอีกที คือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้ง ทางเนชั่น ก็เป็นคน ครีเอต event พวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก" ก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือ ทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาล ประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมาม สวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้ อะไรๆก็ต้องประเคนให้ เนชั่น...โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ ส่วน เปรม จะปรากฎตัวไปงานทำนองนี้ไม่บ่อยนัก แต่งานประจำที่ต้องไปคืองานของสปอนเซอร์ พันธมิตรรายสำคัญ คือ งานแฟร์ประจำปีของ เครือสหพัฒน์

แน่นอนอยู่แล้วว่า เนชั่นแชนัล ได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงาน สหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หู กนก-ธีระ กล่าวถึง พลเอก เปรม ว่า "ฯพณฯท่านพลเอกเปรม" ทุกคำ ตรงข้าม ตอนพูดถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ สองคนนี้จะพูดแค่ "ทักษิณ" เฉยๆ หรือบางทีก็เรียกแบบยาวๆว่า "นักโทษชาย ทักษิณ ที่อยู่ระหว่างหนีคดี"

ก่อนการถ่ายทอดสดประจำปีนี้ จะเริ่มขึ้นนั้น ก็มีบทวิเคราะห์ของ สุทธิชัย ออกทาง เนชั่นแชนัลเรื่อง "แผนตากสิน 2" โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆ ทักษิณ ต้องเป็นคนรับผิดชอบ พอ เปรม ไปปรากฎตัวที่งานสพัฒน์ ก็ปรากฎว่า ให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่อง แผนตากสิน2 เป็นตุเป็นตะ แต่พูดราวกับก๊อปปี้มาจาก สุทธิชัย ยังไงยังงั้น



โดย: tudong วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:2:49:57 น.  

 
คุณธุดงค์ที่นับถือ
.....ผมว่าการทำงานไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใหนของสังคม ย่อมมีการติดต่อสัมพันธ์กันกับบุคคลอื่นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เหมือนกับคุณธุดงค์ที่ต้องมีการสัมพันธ์ติดต่อกับบุคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน การศึกษาหรือวงการใหนก็ตาม ถ้ามีคนเขาบอกว่าคุณธุดงค์รู้จักกับคนคนนี้ จริงๆแล้วก็รู้จักจริงแต่เป็นเพราะหน้าที่การงานคบไปอาจจะชอบพอเป็นพิเศษ ก็ไม่ได้พากันไปทำชั่วอะไร ก็รู้จักแล้วทำไม
......เราควรจะมองดูว่าคนเราจะดีจะชั่ว ควรดูที่การกระทำของเขามากกว่าว่ามันเป็นอย่างที่คนอื่นเขาพูดหรือไม่ อย่างนักการเมืองลวงโลกเราควรจะมองดูว่าเขาชั่วจริงหรือไม่ โกงจริงหรือไม่ ปลุกปั่นรากหญ้าเพื่อที่จะจับเอาประเทศไทยเป็นตัวประกันเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเขาเองหรือไม่


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.141.87 วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:16:19:43 น.  

 
กะจะแวะมาทักทายซะหน่อย ไม่ได้มาซะนานเลย เจอเม้นท์ยาวเหยียดเลย บล็อกนี้โดนรังควานเหมือนกันเหรอคะเนี่ย เอาใจช่วยค่ะ


โดย: แม่น้องแปงแปง วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:23:19:40 น.  

 
คุณปากกาสีน้ำ......เงิน ที่เคารพ

ถ้าคุณหมายถึงเปรม,หยุ่น,อภิสิทธิ์ สิ่งที่คนกลุ่มนี้กระทำกับประชาชนกับประเทศอยู่ทุกวันนี้มันเกินเลยคำว่า"ชั่ว"ไปแล้ว มันมากกว่านั้น
ใช่ครับ..ผมก็ดูที่การกระทำนั้นแหละ ถ้าคุณถอดคำว่า"อคติ"ออกไป คุณอาจจะเห็นเหมือนอย่างที่ผมเห็นก็ได้ คุณต้องเข้าใจว่าเมื่อคนมันถูกกระทำอย่างไร้ความยุติธรรม โหดเหี้ยมอำมหิต เมื่อไม่มีทางหนีมันก็ต้องสู้
ถ้าอยากเห็นประเทศสงบไม่ใช่เรื่องยากเย็น ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ ให้โอกาศประประชาชนได้ใช้สิทธิ์ ใช้เสียงเลือกผู้นำที่เขาไว้ใจเข้าไปบริหารประเทศ เป็นตัวแทนพวกเขา เท่านั้นเอง
ถ้ารักประชาธิปไตยจริง ต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ กลัวอะไรอยู่ ? จะบริหารประเทศต่อไปได้ยังไง ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ


......


โดย: tudong วันที่: 16 มีนาคม 2553 เวลา:3:08:09 น.  

 
src=https://www.bloggang.com/emo/emo19.gif>สวยงามจริง ๆ src=https://www.bloggang.com/emo/emo26.gif>



โดย: tudong วันที่: 16 มีนาคม 2553 เวลา:14:05:13 น.  

 


โดย: tudong วันที่: 17 มีนาคม 2553 เวลา:14:04:19 น.  

 
คุณธุดงค์ที่นับถือ
....คุณควรจะคิดเองบ้างนะครับ จับเหตุการณ์ตั้งแ่ต่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 47จนถึงปัจจุบัน อย่ามาจับเอาตอนปลายแล้วนะครับ คำที่คุณพูดน่ะ มันเป็นชุดคำพูดหรือคำสั่งสำหรับล้างสมองรากหญ้าเท่านั้น ระดับพวกเราน่ะเกินรากหญ้าแล้วนะครับ คิดกันเองได้ก็น่าจะลองคิดดู ตัดเอาอคติอย่างที่คุณคิดออกก่อนแล้วค่่อยๆคิดนะครับ


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.149.207 วันที่: 18 มีนาคม 2553 เวลา:5:55:57 น.  

 
คุณปากกาสีน้ำเงิน ที่เคารพ

เหรอครับ ...?! ขอรับทราบความคิดเห็นของคนที่คิดเองเป็นอย่างคุณปากกาสีน้ำ.....เงินสักหน่อยได้ไหมครับ โปรดกรุณาคนที่คิดเองไม่เป็นอย่างกระผมด้วย ผมมันรากหญ้าของแท้ครับ คุณเกินของคุณไปคนเดียวเถอะ ถึงแม้ผมจะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมากขนาดไหน ผมก็ยังเป็นรากหญ้า เป็นไพร่อยู่ครับ คิดไม่เป็นเหมือนคนที่สติปัญญาเกินรากหญ้าอย่างคุณหรอกนะครับ
กรุณาคิดแทนผมด้วย ...Please....!!


โดย: tudong วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:4:19:37 น.  

 
คุณธุดงค์ที่นับถือ
.....แม๊ คุณนี่มือเกาะหน้าผาอย่างหมิ่นเหม่ จะตกมิตกแหล่ ผมยื่นมือลงไปให้จับหวังจะช่วย ยังกลับขักมือกลับเสียนี่ ตามสบายนะครับ
..............ไพร่หมดแล้ว อมาตยาไม่มี ทุนชั่วสามานย์กำลังมา


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.148.189 วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:6:16:37 น.  

 
คุณปากกาสีน้ำเงิน ที่เคารพ

Oh...! My God.., นี่เป็นความคิดเห็นของคนที่คิดเองเป็นหรือครับ ?

ใช้อะไรคิดหรือคร๊าบบบบ....

เอ้า...! ให้โอกาสคิดใหม่ละกัน ถ้าคคห.ต่อไปยังคิดไม่ได้

เดี๋ยวคนคิดเองไม่เป็นอย่างผมจะคิดให้อ่าน


โดย: tudong วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:14:41:09 น.  

 
สวัสดีค่ะ

มีภาพพระมหาเจดีย์ชเวดากองมาฝากค่ะ

ขอให้คุณพี่มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดไปค่ะพี่



ทานข้าวให้อร่อยทุกมื้อนะคะคุณพี่


โดย: ploythana วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:19:57:06 น.  

 
พวกไพร่ไล่อมาตยาไป
อมาตยาตัวใหม่ก็จะมา
พวกไพร่ก็ยังคงเป็นไพร่
เป็นทาสติดดินยุคใหม่
กว่าจะคิดไ้ด้ก็สายเสียแล้ว


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.148.189 วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:20:32:47 น.  

 
พวกไพร่ไล่อมาตยาไป
อมาตยาตัวใหม่ก็จะมา
พวกไพร่ก็ยังคงเป็นไพร่
เป็นทาสติดดินยุคใหม่
กว่าจะคิดไ้ด้ก็สายเสียแล้ว



โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.148.189 19 มีนาคม 2553 20:32:47 น
----------------------------------------

สวัสดีทุกท่านที่ผ่านมา ผ่านไป ด้านบนนั้นคือความคิดเห็นของ"คนที่คิดเองเป็น " ต่อไปก็เป็นความคิดเห็นของคนที่"คิดเองไม่เป็น" อย่างผมบ้าง

ผมจะลำดับความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวแห่งความวุ่นวาย ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในประเทศของเราตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบันนี้ตามความเข้าใจของคนที่"คิดเองไม่เป็น" อย่างผมบ้างแบบสรุปสั้นๆไห้เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ยากนัก

ก่อนปฎิวัติรัฐประหาร 2- 3 เดือนมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "พันธมารฯ" ได้ก่อม๊อบประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลสมัยนั้น คือรัฐบาลท่านทักษิน ชินวัตร ไห้ยุบสภาฯ ลาออก, ท่านทักษินตัดสินใจยุบสภาฯ และจัดไห้มีการเลือกตั้งใหม่ พรรคปชป.(พวกเดียวกับพธม.) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชฯได้บอยคอตการเลือกตั้ง (กลัวแพ้) ขอนายกฯมาตรา 7 ไม่สำเร็จ ในหลวงทรงตรัสว่ามันเป็นประชาธิปไตย

สุดท้ายก็ปฎิวัติ(ลอบสังหารไม่สำเร็จ) เมื่อ 19 กันยาฯ ปี 49, ส่งฤาษีเฒ่าเข้ามาเป็นนายกฯ เริ่มกระบวนการ ตั้งองค์กรเถื่อน(ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ) เขียนกฎหมายเอง,สอบสวนเอง,ตัดสินเอง เสร็จสรรพ ผลงานคือ ยุบพรรคไทยรักไทย ดอง 111 คนในพรรคกะฝังทั้งเป็น

ต่อมาจัดไห้มีการเลือกตั้ง(อีกแล้ว) หวังส่งไม้ต่อไห้พรรคตัวแทน(ปชป.) เพื่อสร้างภาพหลอกตาชาวโลก แต่ความจริงก็คือความจริง ประชาชนมองเห็นความโหดร้าย เลือกพรรคพลังประชาชนเต็มสูบ อำมาตย์ใหญ่ตูดร้อนหนัก สั่งบริวารเคลื่อนไหวต่อเนื่อง กดดัน"ศาน" ตัดหัวนายกฯสมัคร ด้วยข้อหาหน่อมแน้ม ขำกันกันทั้งโลก ต่อด้วย ยุบพรรคพลังประชาชน พธม.+ปชป.+อำมาตย์จูบตูดกันเล่นยำประเทศจนบอบช้ำ ยึดไอทีวี,ทำเนียบ,สนามบิน 2 แห่ง เละเป็นโจ๊กสิครับท่าน

นายกฯสมชายและคณะว่างงานตามคาด รังสีอำมหิตอำมาตย์เฒ่ายังแผ่กระจายไม่หยุด กดดันพรรคร่วมสารพพัดดวิธีจนได้เสียงข้ามมากสมใจป๋า ทำคลอดรัฐบาลหุ่นมาร์คในมดลูกราบ 11, อุแว๊..อุแว๊..!!! อำมาตย์เฒ่ารักและหวงแหนสุดดวงใจ ปกป้องดุจดังใข่ในหิน กกต.ไม่ไห้ไต่ ปปช.ไม่ไห้ตาม สตง.ไม่ต้องถาม กู้ 8 แสนล้านมาบริการใส่จานด่วนกันเต็มที่ ไพร่ฟ้าประชาชีรึจะทนไหว ใส่เสื้อแดงออกมาเต็มถนน

ยกแรคถูกูกป๋าบีทาน๊อคคาถนน ไม่ยอมแพ้กลับไปซักซ้อมใหม่ ไฉไลกว่าเดิม คราวนี้มามืดฟ้ามัวดิน หวังล้างอมาตยาไห้สิ้นจากผืนแผ่นดินไทย ยังไงดูแล้วก็คงจะรอดยาก หาทางลงไห้ดีเถิดมาร์คเอ๋ย นี่แหละผลแห่งการใช้อำนาจ เพื่อไห้ได้มาซึ่งอำนาจ มันจะจีรังยั้งยืนได้อย่างไร เมื่อหัวใจที่หุ้มด้วยเนื้อของประชาชน อยู่ที่คนห่างไกล ความดีมันต้องวัดกันด้วยผลงาน หาใช่เพียงแต่วาจาพ่นไปวันๆไม่

ฝีที่ระบมมานานนั้นสุกงอมเต็มที่ ไกล้จะระเบิดแล้วตามกาลเวลา เตรียมตัวเยียวยารัษาไห้ตอเนื่อง อย่าไห้แผลต้องติดเชื้อมีโรคแทรกซ้อน หมอใหญ่ใจถึง อยู่ไกลถึงต่างแดน ชาวประชายังแน่นแฟ้นรอท่านกลับมา


............


โดย: tudong วันที่: 20 มีนาคม 2553 เวลา:2:06:23 น.  

 
เรียนทุกท่านที่ผ่านมาขอท่านจงสดับรับฟังอีกด้านหนึ่งของข่าวสารนะครับ
**************

เรียนคุณปลาทูดองที่นับถือ
.......เหรียญน่ะมีสองด้านนะครับ คุณมองแต่ด้านเดียวแล้วก็พร่ำพรรณาตามที่เห็นด้านนั้นจนละเอียด แล้วอีกด้านหละครับคุณยังไม่ได้พูดเลย ยังอีกด้านนะครับ ยกตัวอย่างเช่้น การโกงชาติจนล่มจม การแทรกแซงองค์กรอิสระจนเป็นง่อย การแทรกแซงสื่อ การแยกคนออกเป็นมิตรและศัตรูใครไม่เป็นมิตรต้องเป็นศัตรูเท่านั้น การทำให้ระบบราชการและเทะด้วยการลงโทษและให้ประโยชน์ซึ่งเอาเงินหลวงจ้างให้ทำ ไม่ใช่เอาเงินตัวเองจ้าง(ฉลาดจิงๆๆ) การกันงบประมาณที่ควรกระจายออกไปตามส่วนราชการกลับกันส่วนมากไว้เป็นกองกลางเพื่อการใช้จ่ายเหมือนเงินส่วนตัวและการชักเปอร์เซนต์ การสร้างโครงการที่ไม่จำเป็นและไม่คุ้มเพียงเพื่อการชักเปอร์เซนต์เท่านั้นฯลฯ
.......เมื่อถูกจับผิดได้และมีการตัดสินให้รับผิดก็หนี ปฏิเสธศาลแต่เวลาฟ้องคนอื่นกลับอาศัยศาล เอาเงินของประเทศที่โกงได้มาจ้างขบวนการหิวเงินต่างๆมาป่วนประเทศเพียงเพื่อจุดประสงค์ของตนเองคือ

.......ตัวเองต้องไม่ต้องรับผิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังคำพิพากษา
.......เงินที่โกงได้ต้องได้รับคืนทั้งหมด
.......ต้องได้อำนาจกลับคืน

ทั้งสามข้อนี้แหละครับเป็นหัวใจของการปิดบ้านป่วนเมือง ส่วน คำว่า "อมาตยา" "เรามาตามหาประชาธิปไตย" "ไพร่" "ตุ๊ด" "เราถูกกดขี่"ฯลฯ เป็นไปเพียงเพื่อการแยกประชาชนออกเป็นพวก และทำให้เกิดการแตกต่างกันและทำร้ายกันเพียงเพราะเศษเงินที่เขาเขี่ยมาให้เท่านั้น


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.150.235 วันที่: 20 มีนาคม 2553 เวลา:8:57:17 น.  

 
คุณปากกา........สีดำ..เอ๊ย..! สีน้ำเงิน,ที่รักและเคารพ

วันนี้ผมนั่งพลิกเหรียญเล่น พลิกไป พลิกมาไหงมองเห็นเหรียญมี 3 ด้าน พอวางเหรียญลงกับพื้นมองเห็นเป็นด้าน"หัว" พอกลับอีกด้านแล้ววางลง เห็นเป็น"ก้อย" แต่พอหยิบเหรียญมาตั้งแล้วหมุนเล่น กลับเห็นเหรียญมีอีกด้าน รวมเป็น 3 ด้าน "มองเห็นได้รอบด้าน"เลยครับ ทั้งหัว,ก้อย,และขอบรอยหยัก ...ลองนับรอยหยักตรงขอบเหรียญเล่น ง่วงนอนครับเลยนับได้ไม่หมด เดี๋ยววันหลังจะลองนับใหม่ดูอีกที

......

Image Hosting by imagefra.me


โดย: tudong วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:2:20:40 น.  

 

เข้าตัวหมด

.......ตัวเองต้องไม่ต้องรับผิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังคำพิพากษา

ปฎิวัติโทษประหาร ..แต่ เว้นโทษให้ตังเองมาตรา 309 การใดไม่ว่าก่อนหรือหลัง"ปฎิวัติ" ข้าฯไม่ผิด
----------------------------

.......เงินที่โกงได้ต้องได้รับคืนทั้งหมด

8 แสนล้าน กู้มาทำอะไรบ้างน้อ ? ปลากระป๋องเน่า,ดู้น้ำ,เครื่องมือแพทย์,GT 200 ,เรือเหาะ ฯลฯ... ไม่โก๊ง..!ไม่โกงงงงงง...


----------------------------------

.......ต้องได้อำนาจกลับคืน

เลือกตั้งก็แพ้ ประชาชนไม่เอา ต้องปล้น..ต้องปล้น..ต้องปล้น ..!! เอ้า...! ลูกๆจัดการไห้ป๋าหน่อย
---------------------------------------------------------------


โดย: tudong วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:4:16:43 น.  

 
สวัสดีค่ะ


แวะมาทักทายค่ะ
มีความสุขมาก ๆ นะคะ



โดย: ploythana วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:9:52:58 น.  

 
ถาม เสื้อแดงสู้เพื่อใคร สู้เพื่อนักโทษหรือครับ แล้วประเทศชาติของเราหละครับ สู้อย่างไรครับทำไมถึงทำบ้านเมืองของเราถึงจะล่มจมเพื่อคนๆเดียว
ถาม การพูดบนเวทีของเสื้อแดงทำไมถึงต้องโกหกคนที่ไม่รู้ทัน
ถาม การต่อสู้ของเสื้อแดงทำไมไม่เห็นลูกเมียหรือบรรดาญาติพี่น้องของนักการเมืองลวงโลกมาร่วมทุกข์ร่วมสูขนอนกลางดินกินกลางทรายร่วมกันหละครับ


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.145.185 วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:21:55:51 น.  

 
ถาม เสื้อแดงสู้เพื่อใคร สู้เพื่อนักโทษหรือครับ แล้วประเทศชาติของเราหละครับ สู้อย่างไรครับทำไมถึงทำบ้านเมืองของเราถึงจะล่มจมเพื่อคนๆเดียว

ตอบ - สู้เพื่อพี่น้อง ลูกหลานไทยทุกๆคนครับ มันล่มจมตั้งแต่"มารเสื้อเหลือง"ปรากฎตัวแล้วครับ ตอกย้ำไห้จมลึกลงไปอีกด้วย"คณะปฎิวัติ" กำลังถูกฝังอยู่ด้วยปฎิวัติซ่อนรูปโดยได้นายกฯหุ่นไม้ไว้หลอกตาชาวโลก เขารูชาติเห็นไส้หมดแล้วครับ
---------------------------------------
ถาม การพูดบนเวทีของเสื้อแดงทำไมถึงต้องโกหกคนที่ไม่รู้ทัน

ตอบ - โกหกเรื่องอะไรครับ ? ศาสดาโกเตกส์โกหกเรื่องปฎิญญาฟิลแลนด์ สาวกเชื่อ ,โกหกเรื่องทำบุญวัดพระแก้วสาวกเชื่อ, โกหกหลอกลวงประชาชนไห้มาขับไล่รัฐบาลท่านทักษิน สาวกเชื่อ ฯลฯ .
มาร์คโกหก 99 วันทำได้จริง สาวกเชื่อ, มาร์คโกหก เลิกส่งกองทุนน้ำมันทันที สาวกเชื่อ, มาร์คกู้ 8 แสนล้านมาไม่โกง สาวกเชื่อ ฯลฯ


Image Hosting by imagefra.me

Image Hosting by imagefra.me---------------------------------------
ถาม การต่อสู้ของเสื้อแดงทำไมไม่เห็นลูกเมียหรือบรรดาญาติพี่น้องของนักการเมืองลวงโลกมาร่วมทุกข์ร่วมสูขนอนกลางดินกินกลางทรายร่วมกันหละครับ

ตอบ - ไม่เห็นแล้วคุณจะเดือดร้อนทำไมครับ ? ผมไม่เห็นสนใจเลย ลูกเมียศาสดาคุณก็ไม่เคยเห็นขึ้นเวที ลูกเมียมาร์ค,เปรม,ธิ บังฯ,ยุทธ ยายเที่ยง,ชวน ก็ไม่เห็นไปปรากฎตัวที่เวทีพันธมาร ไม่เห็นคุณถามถึงเลยครับ กรุณาคิดก่อนถามนะครับ
-----------------------------------------


โดย: tudong วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:1:54:07 น.  

 
ถามอีกนะครับ
....1.โจมตีอมาตยาอย่างรุนแรง แล้วพันตำรวจตรี ดร.นักการเมืองลวงโลกไม่ใช่อมาตยาหรือครับ แล้วฮุนเซนที่นักการเมืองลวงโลกคบด้วยล่ะครับไม่ใช่อมาตยาหรือครับ ทำไมเลือกคบเลือกด่าล่ะครับ
.....2.โจมตีเผด็จการ แล้วเผด็จการเสื้อคับล่ะครับ เห็นกอดกันกลม ไม่เห็นรังเกียจเลย แล้วนักการเมืองลวงโลกรวยเพราะใครครับ ไม่ใช่เผด็จการหรือครับ
.....................เอาแ่ค่นี้ก่อนนะครับ.........................


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.149.58 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:6:19:46 น.  

 

ถามอีกนะครับ
....1.โจมตีอมาตยาอย่างรุนแรง แล้วพันตำรวจตรี ดร.นักการเมืองลวงโลกไม่ใช่อมาตยาหรือครับ แล้วฮุนเซนที่นักการเมืองลวงโลกคบด้วยล่ะครับไม่ใช่อมาตยาหรือครับ ทำไมเลือกคบเลือกด่าล่ะครับ
.....2.โจมตีเผด็จการ แล้วเผด็จการเสื้อคับล่ะครับ เห็นกอดกันกลม ไม่เห็นรังเกียจเลย แล้วนักการเมืองลวงโลกรวยเพราะใครครับ ไม่ใช่เผด็จการหรือครับ
.....................เอาแ่ค่นี้ก่อนนะครับ.........................
------------------------------------------------------------------------
ขอคำถามที่ยากๆกว่านี้หน่อยครับ คำถามหน่อมแน้มแบบนี้ปล่อยไห้เด็กๆเขาเล่นเถอะ หาอ่านได้ตามเวปไซด์ทั่วไป ยังไงก็อุตส่าห์ถามแล้วก็ตอบไห้สักหน่อย src=https://www.bloggang.com/emo/emo6.gif>

1, อำมาตย์ก็มีดีมีเลวเหมือนเราๆ ท่านๆนี้แหละ พวกเราไล่อำมาตย์เลว ไม่ได้ไล่อำมาตย์ทั้งหมด พันตำรวจโทครับ ไม่ใช่พันตำรวจตรี ผมเคยบอกแล้วไห้คิดก่อนถาม ไหนบอกคิดเองเป็นไง ? อย่าไปยุ่งกับฮุสเซนเลยครับ เอาตัวเองไห้รอดก่อน หันมามองดูตัวเองดีกว่า ถ้ามองไม่เห็นก็ไปยืนหน้ากระจก จำไว้เสพสื่อไห้รอบด้าน และอย่าเชื่อทันที ไตร่ตรองไห้รอบคอบ เข้าใจนะครับ

2, นี่ก็ผลของการเสพสื่อแล้วไม่กรอง

- โครงการดาวเทียมสื่อสาร เริ่มมาตั้งแต่ปี " 2526 "

- เริ่มดำเนินการในปี " 2528 "

- ปี " 2533 " บริษัท ชินฯ ได้สัมปทาน (ปี 2532 - 2533 เป็นรัฐบาลของชาติชาย ชุณหะวัณ)

- ลงนามวันที่ 11 กันยายน " 2534 "( รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 )

- พลเอก สุจินดา คราประยูร นายกฯ 7 เมษายน 2535 - 9 มิถุนายน 2535

- พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกฯ 22 - 25 พฤศจิกายน 2539 - 9 พฤศจิกายน 2540

- ส่วนภาพที่ท่านทักษิณยืนเคียงข้างผู้นำรสช.นั้น เป็นการเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของสุนทร วันที่ 1 สิงหาคม 2540 โดยมีผู้นำเหล่าทัพ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ นักการการเมืองหลายคนเข้าร่วมอวยพร (หลังจากปฎิวัติ 7 ปี)


โดย: tudong วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:6:59:52 น.  

 
ต่อไปเป็นข้อสอบของโรงเรียนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ข้อละ 1 คะแนน ตอบผิด ติดลบ
....1. คำว่า"ถ้าไม่มีพี่จอร์ช ไม่มีผมวันนี้" เป็นคำกล่าวของใคร มีความหมายว่าอย่างไร และจอร์ชคือใคร
...2. คำว่า"สองมาตรฐาน" ตัวอย่างที่ได้ยกมาต่อไปนี้เข้ากับความข้างต้นหรือไม่อย่างไร นักการเมืองลวงโลกถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตที่ดินรัชดา โดยลงโทษ สองปี และคดีอื่นๆยังตามมาอีกมาก ศิรินับรวมกันแล้วไม่ต่ำสิบปี และการที่ถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ในกรณีซุกหุ้น เมื่อโดนทั้งยึดทรัพย์และติดคุก นักการเมืองลวงโลกใช้เงินป่วนบ้านเผาเมือง แบ่งแยกคนไทยออกเป็นพวกๆ และสร้างความขัดแย้งระหว่างกันโดยอาศัยความไม่รู้และความไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเขา เพียงเพื่อการต่อรองไม่ให้มีความผิด และทรัพย์ต้องได้คืน และกลับมามีอำนาจ ตามตัวอย่างที่ยกมา นักการเมืองลวงโลกทำตนอยู่เหนือกฏหมาย โดยแสดงความต้องการที่ไม่ต้องการรับผลจากการกระทำของตน อย่างนี้เรียกว่า "สองมาตรฐาน" หรือไม่ และแสดงเหตุผลด้วย
......3.ในปัจจุบัน มีการแสดงว่าจะต้องมีการเจรจากันระหว่างเสื้อแดงและรัฐบาล โดยไม่กล่าวถึงนักการเมืองลวงโลกแต่อย่างใด นักเรียนคิดว่าจะสำเร็จหรือไม่ และมีเหตุผลอย่างไร


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.149.58 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:16:17:20 น.  

 
สงสัยจบมหาลัยราชำเนินมาแน่ๆ 5 พันธมารกรอกข้อมูลใส่หัวมาแบบนี้ เฮ้อ...! น่าฉงฉานน...


1, เป็นคำกล่าวของพ.ต.ท ดร.ทักษิน ชินวัตร พูดถึงท่านพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีความหมายว่า "การให้เกียรติคนเป็นสิ่งที่ดี"

2, ถ้ายอมรับกลุ่มคนที่ทำลายชาติด้วยการปฎิวัติ ท่านทักษินก็ผิด ถ้าไม่ยอมรับพวกทรราช ท่านทักษินก็ไม่ผิด เมื่อต้นลำธารมันเน่า ก็ส่งผลถึงปลายลำธาร พวกที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย คือพวกทราชที่ใชกำลังอาวุธมาปล้นอำนาจอธิปไตยจากประชาชนไป แน่ใจนะว่าคิดเองเป็น ?

3, เอาหลักฐานมาไห้ดูหน่อยน้อง บอกแล้วว่าเสพสื่อไห้มีสติ ไอ้ที่เขาว่ามายังเอามาถามอีก เชื่อได้เป็นตุเป็นตะจริงๆ อนาถกับคนคิดเองเป็นจังเลย ....


โดย: tudong วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:19:34:33 น.  

 
ผลการตรวจข้อสอบของดช.ปลาทูดอง
1.ติดลบ หนึ่งคะแนน ตอบอย่างประเภท "ไปไหนมาสามวาสองศอก ไม่ไปใหนดอก สี่ศอกแปดวา"
2.ติดลบหนึ่งคะแนน ตอบไม่ตรงคำถาม
3.ติดลบหนึ่งคะแนน ไม่ยอมตอบยังมีหน้ามาย้อนเสียอีก
ผลการสอบ สอบตกครับ

ยังจำไม่ได้เหรอครับ ข้อสามที่ถามผมมันเหมือนที่คุณปลาทูดองเคยถามผมมาก่อน สุดท้ายต้องขอบคุณผม คุณเองน่ะผมว่าต้องดูสื่ออื่นบ้าง ดูแต่ช่องแดงเดี๋ยวเป็นโรคตาแดง ข่าวว่ามีการเจรจากันระหว่างผู้นำแดงกับรัฐมีทุกช่องของฟรีทีวี คุณปลาทูดองไปอยู่ที่ใหนมา

******ขอถามอีกข้อนะครับมันดึกแล้ว ง่วง******
.....1.การที่พวกเสื้อแดงประกาศว่า มาตามหาประชาธิปไตย ด้วยการข่มขู่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง การปิดถนนเพื่อทำการชุมนุม การเอาเืลือดไปสาดที่โน่นที่นี่ และขณะที่มีการชุมนุม ไม่เคยให้ความรู้ทางการเมืองกับพวกเสื้อแดงเลย มีแต่การโกหก หลอกลวงให้คนที่ตามไม่ทันรู้สึกว่าโดนกดขี่ เอาเปรียบ ถือว่าเป็นการกระทำตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเป็นเป็นอย่างไร ถ้าไม่เป็น ไม่เป็นอย่างไร




โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.149.58 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:22:32:24 น.  

 
ก็บอกแล้ว(ย้ำ)ไห้เอาเอกสารหลักฐาน รายละเอียดมาคุยกัน เช่นลิงค์ข่าว,เนื้อความของข่าว ใครจะเจรจากับใคร,เมื่อไหร่,ที่ไหน,เรื่องอะไร ? ฯลฯ อย่าแค่ฟัง,ดูมาแล้วเอามาพูดมาลอยๆ หากถามมั่วๆไม่มีข้อมูลมาประกอบ ถ้าตอบไปมันก็จะไดคำตอบแบบมั่วๆ เช่นกัน สงสัยจะไม่เข้าใจ ...!

ไม่ใช่แค่"มีข่าวว่า" "เขาเล่าว่า" หรือได้ยินมา มันไม่ชัดเจน น้องกาสีดำอย่าทำอย่างนี้เลย แสดงศักยภาพไห้สมกับบัณฑิตมหาลัยถนนราชดำเนินหน่อย เสียชื่ออจ. เตกส์ ลิ้มฯหมด

--------------------------

1, - บอกแล้ว(ย้ำอีก)ว่าไห้ถามคำถามยากๆหน่อย อย่าถามคำถามแบบเด็กๆเขาถามกัน ข้อมูลอย่างนี้มันจำมาจากสื่อเตกส์ลิ้มทั้งดุ้น ไหนลองยกประโยคที่บอกว่าเสื้อแดง"โกหก" มาสัก 2-3 ข้อซิ เอ้าดูต้วอย่าง ...


Image Hosting by imagefra.me

ปล. ไม่มีภาพ ไห้เอาลิงค์ข่าว เอาข้อมูลมา คิดได้นะ


โดย: tudong วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:2:11:23 น.  

 
โถ พ่อคู๊ณ เมื่อคืนช่อง 11 เิดิม ยังออกอากาศอยู่ ไมู่รู้พลาดได้ไง้


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.138.109 วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:7:53:50 น.  

 
นี่คุณปลาทูดอง อย่ามายัดเยียดข้อหาให้ผมนะ ว่าเป็นเสื้อเหลือง หรือโปรประชาธิปัตย์ แต่ใหนแต่ไรมาผมไม่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมเคยเลือก นักการเมืองลวงโลกหนึ่งครั้ง ย้ำ หนึ่งครั้งเพราะคำว่า "ผมรวยแล้วผมไม่โกง" ผมเป็นคนเจ็บแล้วจำ นะครับ


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.138.109 วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:7:57:39 น.  

 
โถ พ่อคู๊ณ เมื่อคืนช่อง 11 เิดิม ยังออกอากาศอยู่ ไมู่รู้พลาดได้ไง้

- ผมไม่ได้นอนเฝ้าช่อง 11 นี่ครับ คิดสิคิด....! ทีหลังถ้าไม่มีหลักฐานเอกสารอ้างอิงก็อย่าพูด อย่าถาม เก็บความสงสัยไว้ กลับไปศึกษาเพิ่มเติมไห้เยอะๆ แล้วค่อยมาถามใหม่ก็ได้ ไม่ปิด blog หนีหรอก
----------------
นี่คุณปลาทูดอง อย่ามายัดเยียดข้อหาให้ผมนะ ว่าเป็นเสื้อเหลือง หรือโปรประชาธิปัตย์ แต่ใหนแต่ไรมาผมไม่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมเคยเลือก นักการเมืองลวงโลกหนึ่งครั้ง ย้ำ หนึ่งครั้งเพราะคำว่า "ผมรวยแล้วผมไม่โกง" ผมเป็นคนเจ็บแล้วจำ นะครับ

- กำลังจะบอกว่า"ขาว" สิท่า ..! พวกเหลืองแอ๊บขาวส่วนใหญ่จะพูดแบบนี้ ไม่ต้องอายในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไหนอธิบายไห้พี่ฟัง(อ่าน)หน่อยสิว่า ตอนนี้จุดยืนปากกา...สีดำอยู่ตรงไหน เป็นยังไง ? นักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ชอบคือใคร พรรคไหน ?
ตกลงที่กล่าวหาเสื้อแดง"โกหก" บอกไห้ยกตัวอย่างมา 2-3 ข้อ ยังไม่เห็นตอบเลย หรือถามเป็นอย่างเดียว ไอ้ที่ถามแต่ละอย่างก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีที่มา,หลักฐาน เอกสารอ้างอิง แค่เสพสื่อมา หรือฟังเขามาเท่านั้น แล้วบอกว่าคิดเองเป็น ตลกจริงๆ


โดย: tudong วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:14:10:29 น.  

 
1, เป็นคำกล่าวของพ.ต.ท ดร.ทักษิน ชินวัตร พูดถึงท่านพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ มีความหมายว่า "การให้เกียรติคนเป็นสิ่งที่ดี"
........เอามาจากใหนพ่อคู๊ณ เอาข้างถูไปได้อย่างบื้อๆ ที่ผมไม่ตอบคุณเพราะว่ากำลังอ่อนใจหลังจากที่เห็นคุณตอบผมหลายข้อ ผมก็เรยไปเรื่อยๆอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ผมไม่อยากเสียเวลาหาหลักฐานมาแล้ว คุณปลาทูดองก็เล่นเอาสีข้างเข้าถูผมก็เหนื่อยเปล่า
........ผมไม่ใช่สีขาวหรือแดง แต่ผมไม่รังเกียจเหลือง ทำไมต้องอายหละครับว่าชอบเหลือง เหมือนคุณชอบผู้หญิงคุณก็บอกว่าชอบเขาไม่เห็นต้องไปอายใคร นอกจากคุณเป็นคนชั่วที่ทำผิดกฏหมายแล้วลอยนวลอยู่เท่านั้น ข้อที่ว่าไม่เคยเลือกประชาธิปัตย์ และเคยเลือกนักการเมืองลวงโลก นี่คือความจริง
.......เอาไ้ว้เจอกันใหม่นะครับ กระทุ้ของคุณจะตกหน้ากระดานแล้ว ผมจะรอกระทู้ใหม่ ขี้เกียจตามไป


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.138.109 วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:16:14:50 น.  

 
1, อ้าว..! ก็น้องกาดำถามพี่ว่า "เป็นคำกล่าวของใคร และมีความหมายว่าอย่างไร ? " พี่ก็ตอบตรงไปมาอยู่แล้ว แต่คำตอบไม่ตรงใจน้องกาดำใช่เปล่า ล่ะ ? เหอ..เหอ..!
โห...! อ่อนอกอ่อนใจจนตอบไม่ได้เลยเหรอ ? ถามใจตัวเองดูซิว่ากำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่า ? ขนหลุดหมดแล้วน้องกา...ดำ


ยึดNBT,ยึดทำเนียบ,ยึดสนามบิน 2 แห่ง,ปิดเส้นทางเสด็จ,นำผ้าอนามัยใช้แล้วไปถูทาฐานพระรูป, ระเบิดปิงปองโยนใส่กันไห้มั่วไปหมด ฯลฯ ยังไม่"รังเกียจ"เหลืองอีกเหรอ ? นี่มันสาวกเหลืองของแท้ แต่...แอบ...แอ๊บ...แอบ....นี่นา ฮี่..ฮี่..ฮี่...!

ยินดีต้อนรับเสมอ ว่าแต่ไปศึกษาหาข้อมูลมาใหม่ไห้แน่นๆกว่านี้หน่อยนะ เสพสื่อมา,เขาเล่ามา, คิดว่า,อาจจะ พวกนี้อย่าเอามาถาม มันเลื่อนลอย อ่อนหัด รู้ไหม ?




ปล. ถ้ายังไร้จุดยืน ไม่รู้จะไปทางไหน มา"แดง"ด้วยกันก็น่ะ

โดย: tudong วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:20:06:46 น.  

 
หวัดดีค่ะพี่ธง ต้นอ้อก็ห่างหายไปนาน วันนี้อัพบลอค หากไม่รู้จะไปเที่ยวใหน แวะมาดูแดง ด้วยกันค่ะพี่ อิอิ

รักษาสุขภาพด้วยนะคะพี่ธง


โดย: ต้นอ้อท้าลม วันที่: 30 มีนาคม 2553 เวลา:12:16:35 น.  

 
แวะมาทักทายเพื่อนแดงด้วยกันเหมือนน้องต้นอ้อค่ะคุณธง


โดย: แม่น้องแปงแปง วันที่: 31 มีนาคม 2553 เวลา:0:17:18 น.  

 
หวัดดีค่ะพี่ธง ขอบคุณมากค่ะที่เอาป้ายเชียร์ไปแปะที่บ้าน ต้นอ้อขอรีไซเคิลนะคะ อิอิ

พี่ธงกลับมาเมืองไทยหรือยังคะพี่ แล้ว ที่โน่นข่าวเค้าว่าไงบ้างคะ..คงจะไม่บิดเบือนเหมือนสื่อที่นี่...

มีความสุขมากๆค่ะ





โดย: ต้นอ้อท้าลม วันที่: 31 มีนาคม 2553 เวลา:11:03:19 น.  

 
สวัสดีค่ะ

มีความสุขมาก ๆ นะคะ

แด่ "ดวงใจ" ผองเพื่อนค่ะ ...





... ดอกดวงใจ ใสสว่าง กลางดวงแก้ว
แสนเพริศแพร้ว สวยงาม ตามประสา
ช่อมาลี สีสัน นั้นโสภา
ส่งมอบ “ค่า” ... คืน - ตอบ ... เพื่อ “ขอบคุณ” ...


... อย่างเรียบง่าย หมายความ ตามคำสื่อ
ทั้งและหรือ ทุกคำเชื่อม เอื้อมอบอุ่น
ปล่อยจิตขาว วาวพิสุทธิ์ สู่จิตคุณ
ให้นุ่มนวล อ่อนละมุน จนคุ้นเคย ...





... ตามวิถี ธรรมชาติ มิคาดคั้น-
-วางเดิมพัน หรือก้าวล้ำ กล้ำเกิน-เผย
-เพียงรอยยิ้ม พริ้มให้ ไม่ละเลย
แม้นไม่เอ่ย ก็จะมอบ เพื่อ “ตอบแทน” ...



... อย่างถ้อยที ถ้อยอาศัย ... ขุ่นในซ่อน
มิสั่งสม ฝุ่นตะกอน กร่อน-เคียดแค้น
ยามหม่นหมอง กรองเติม เสริมขาดแคลน
พร้อมหวงแหน คงสภาพ ตราบนานเนา ...

.
.


โดย: ploythana วันที่: 1 เมษายน 2553 เวลา:13:59:55 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...

มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ... ตลอดไป



เมื่อความรักเดินทาง...
โลกนี้ถูกสรรค์สร้างด้วยสีสัน
อบอุ่นไอใยรักกับตะวัน
นวลละไมดั่งแสงจันทร์ยามราตรี ...


อุปสรรคขัดขวาง..
เพียงรั้วกางกั้นไว้ไม่ถอยหนี
เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งชีวี
ให้หัวใจบ่งชี้แล้วก้าวไป ...


สมหวังในเราสอง...
หมั่นประคับประคองเอาใจใส่
วาดหวังเติมฝันด้วยตั้งใจ
แม้ห่างไกลเพียงใด...ไม่ห่างกัน...


คิดเป็นและปลงได้...
หากรักร้ายไม่เหมือนที่ใฝ่ฝัน
แค่ส่งมอบรอยยิ้มเช่นทุกวัน
เพื่อบอกเธอรักนิรันดร์มิผันแปร ...

.
.
.



โดย: ploythana วันที่: 2 เมษายน 2553 เวลา:15:25:56 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...

มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ...



... ฉันแค่ขอ อิงแอบ อยู่แนบข้าง
แม้นเหินห่าง เคียงเสมอ ยามเกลอเศร้า
แต่หายเหนื่อย – หรือยัง ? ... สุดหยั่งเดา
แค่หายเหงา เป็นใช้ได้ ไม่ค้างคา...


...แค่มาย้ำ สำรอง คำกรองให้
ไกลเหมือนใกล้ ได้ระยะ ขันอาสา
มอบสีแสง แห่งพลุศิลป์ จินตนา
ยามอ่อนล้า ... เรียกหาฉัน ...นะคนดี...

.................
...............................
..........................................


โดย: ploythana วันที่: 4 เมษายน 2553 เวลา:16:36:49 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...



...การแบ่งปัน ง่าย-ง่าย ไม่ขายหน้า
ล้ำเลอค่า คู่ควร ล้วน"ของขวัญ"
ซ้ำ "พกพา" ... เพลินได้ ... ให้ "รางวัล"
สิ่ง “ง่าย” นั้น ... คือ “รอยยิ้ม” ... พริ้มสู่เธอ ...


...เริ่มทุกวัน ปันยิ้ม พริ้มสู่เพื่อน
วันเป็นเดือน ยังยิ้ม อิ่มเสมอ
เดือนเป็นปี โปรยยิ้ม - แย้มสู่เกลอ
ไม่ต้องเก้อ - เฝ้ารอ - คอยขอใคร ...


มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ...


โดย: ploythana วันที่: 6 เมษายน 2553 เวลา:19:21:29 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...

มีความสุขมาก ๆ นะคะ



วิถีธรรมชาติล้วน...................รังสรรค์
สรวงแห่งดวงตะวัน................ส่องหล้า
งามผุดผ่องนวลจันทร์.............จรกระจ่าง
จงรับขวัญฝากฟ้า..................พี่ด้วยดวงใจ


โดย: ploythana วันที่: 8 เมษายน 2553 เวลา:8:47:10 น.  

 
มีความสุขมาก ๆ ในเทศกาลสงกรานต์นะคะ ...




ลำดับความหล่อเลี้ยง.........รวมสาย
ดาวแห่งศรัทธาฉาย-.........เฉิดพ้อง
อาทิตย์อัสดงพราย...........พรึงเพริด
เพียงพี่รอรับน้อง..............แลกน้ำใจเยือน

............................................................
............................................................

… เพียงน้ำใจ ใสสะอาด อย่าขาดช่วง
ดาวทุกดวง ฤาจะลี้ หนีไปไหน
ขลับมืดฟ้า มัวดิน สูญสิ้นไป
งามสุกใส ใต้อาณัติ แห่งศรัทธา...

............................................................
............................................................
.
.
.


โดย: ploythana วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:0:57:10 น.  

 
สวัสดีค่ะ ... มีความสุข มาก ๆ ค่ะ ...



กรุยทางถมทุกข์ทิ้ง.............ทะเลหาย
เค็มปร่าแปลกปลอมกลาย....แกร่งครั้ง
สำนึกหยั่งใจกาย................กรองกลั่น กาลเอย
ยลภาพยินรอบตั้ง-..............รับด้วยทนทาน

................................................................
................................................................

... เห็นภาพไหม ไร้มัวหมอง หลากฟองคลื่น
ซัดขมขื่น จากทรวง ทิ้งถ่วงสินธุ์
ถ้อยรำพัน ผันกระแส แปรมลทิน
ให้ยลยิน นิ่งตั้งรับ ไม่อับจน ...

................................................................
................................................................
.
.
.




โดย: ploythana วันที่: 12 เมษายน 2553 เวลา:16:07:39 น.  

 
หวัดดีปีใหม่ไทยค่ะพี่ธง

ขอให้มีความสุขมากๆกับปีใหม่ไทยนะคะ

ปล.หลังไมค์ด่วนค่ะพี่


โดย: ต้นอ้อท้าลม วันที่: 14 เมษายน 2553 เวลา:11:39:38 น.  

 
สวัสดีค่ะ มีความสุขมาก ๆ นะคะ ...

ชวนไปเที่ยว "ลาว" กันนะคะ มีหลายตอนเชียวค่ะ .. 55 ..




... ริมระเบียง สำเนียงเอ๊ก อี๊เอ๊กกู่
ก้องกุ๊กกรู ยามเช้า เคล้ารสด่ำ-
-ดื่มกาแฟ แลวิว ทิวลำนำ
แสนสุขล้ำ ผ่อนคลาย รับสายลม ...

... ธรรมชาติ วาดสีสัน อันดารดาษ
บริสุทธิ์ ใสสะอาด ปราศขื่นขม
เริ่มรุ่งวัน ฝันได้ ไม่โศกตรม
บนโลกกลม ใบสวย ด้วยยินดี ...

.
.
.



โดย: ploythana วันที่: 15 เมษายน 2553 เวลา:12:08:33 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...


มีความสุขมาก ๆ ค่ะ เพื่อน ๆ ทุกท่าน ...



วารกลายพิพากษ์หล้า......รอยเหลือ
วันเก่าเหน็บหนาวเจือ.......จับไข้
เหมือนคลำสิ่งคลุมเคลือ...คลายเงื่อน ปมเอย
คืนสู่แดนเทพไท้............ทั่วทั้งเมืองสวรรค์


.....................................................................
.....................................................................


... เป็นตัวอย่าง อ้างอิง ถึงมิ่งมิตร
หนัก-เบานิด อภัยหนา อย่าเคืองขุ่น
เปลี่ยนฐานะ... จะคอยรับ ... และ “ขอบคุณ”
เป็น “เกื้อหนุน” ... แต่นี้ไป ... ฉัน "ให้" เธอ ...


.....................................................................
.....................................................................
.
.
.


โดย: ploythana วันที่: 17 เมษายน 2553 เวลา:0:08:17 น.  

 
สวัสดีค่ะ ...
มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ...




• ...กมลมาน ปานสง่า อาภาทิพย์
ฟ้าระยิบ วิบวับ ประดับหวัง
ก้าวข้ามผ่าน สะพานเก่า เคล้าภวังค์
มั่นคงดั่ง สรรค์สร้าง อย่างแข็งแรง ...


• ...หรือนี่คือ ? ... สะพาน – เชื่อมกาลรัก
ให้คู่รัก ควงข้าม ตามเส้นแสง
ใบไม้ร่วง ทวงถาม ความเปลี่ยนแปลง
จะร้าง-แล้ง ... เลิก - ร้าง .. ห่างเมื่อไร ? ...
.
.
.


โดย: ploythana วันที่: 20 เมษายน 2553 เวลา:23:17:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
tudong
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




๏หนึ่ง..อภัยพ่อแม่ แม้...........ผิดพลาด
สอง....มิตรสหายจะขาด.........มิได้
สาม....คนชิดใกล้ ญาติ.........โอนอ่อน
สี่.......อย่าลืมตนเองไซร์........พลาดพลั้ง ควรอภัย ๚–
Friends' blogs
[Add tudong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.