Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2548
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
27 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 

lonely girl on the Tower of Notre Dam

ตอนที่แล้วค้างเติ่งอยู่บนหอคอย Notre Dam ยังไม่ได้ลงมาเลย
มาเดินลัดเลาะดูหน้าการ์กอยล์ ชมปารีสในมุมสูงด้วยกันต่อละกันนะคะ

พอขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้ว อิชั้นก็ยิงไม่ยั้งเลยค่ะ ชอบมากๆทั้งการ์กอยล์หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราไม่ซ้ำหน้า และภาพในมุมกว้างของปารีสที่มองจากที่สูง

ตัวนี้ท่าทางเหมือนนัดแฟนไว้ที่ไอเฟล แต่ต้องโชว์ตัวเลยไปไม่ได้

ประกอบเพลงดีกว่า นี่เลย...."รักแท้" ของอาร์มแชร์

"อยู่กับตัวเองในวันที่เงียบเหงา ชั้นเฝ้ามองเห็นผู้คน...ที่คอยให้ไออุ่นกัน..."



"อยากจับมือใครก็มีแต่ตัวชั้น เหมือนๆเดิมทุกๆวัน
ชั้นนั้นแทบขาดใจ"




"ทุกครั้งยังบอกตัวเอง หากแม้มีใครมีที่เดินเข้ามา
มาเติมสิ่งที่ขาดหาย"




(เพื่อให้เข้ากับเพลง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ขาดหาย เพราะฉะนั้น ไม่มีรูป ใครมาเติมให้ทีละกันเนอะ"




"ชั้นนั้นจะเก็บรักษา และขอสัญญา จะนานเท่าไหร่
ชั้นจะไม่เปลี่ยนไป..........."



"จะมีทางไหนที่ทำให้ชั้นค้นพบ คนดีของหัวใจ ได้เจอกับใครที่ชั้นรอ"

อารมณ์ประมาณนี้เลย




"นี่ๆ แกว่ายัยเด็กมองโกลอยด์ที่มาเดินถ่ายรูปคนเดียว
แล้วฮัมเพลงงึมงำๆ นั่นดูแปลกๆมะ"

"เออใช่ อย่าหันไปสบตานะแก เดี๋ยวเค้ากัดเอา"


เพ้อเจ้อไปเรื่อยย เดินๆดูๆทักทายการ์กอยล์ทั้งหลายอยู่ ก็มีลุงเจ้าหน้าที่ ที่เค้าคงสงสารเห็นนังหนูนี่มาคนเดียว เค้ามาคุยด้วย
คุยกัยปรากฎว่าลุงแกเป็นเบลเยี่ยมแฮะ เลยลองให้แกทายดูบ้างว่าอิชั้นมาจากไหน

"เจแปนใช่ม้า"
"ม่ายช่าย"
"งั้นก็จีนล่ะสิ"
"ก็ม่ายช่าย"
"เกาหลีแน่ๆเลย"
"อ๊ายย ไม่ใช่จ้ะ เป็นคนไทยน่ะ ไทยแลนด์รู้จักไหมลุง"
"อืมมมม อ๋อออ ไทวันใช่มั๊ย รู้จักๆ"
"โธ่ลุงงงงงง............"

อธิบายที่มาที่ไปกันซักพัก ลุงแกก็ทำท่าว่ารู้แล้วๆ
แล้วลุงแกก็เลย ชี้ชวนชมเมือง แกชี้ๆแล้วก็บอกเรา ว่าตรงไหนเป็นอะไร นั่นเห็นสูงๆเป็นเนินคือมงต์มาร์ต มีวิหาร sacre-coeur อยู่ข้างบนนะ หนูเห็นมั้ย
นั่นไอเฟล นี่เป็น....โอ้ยมากมาย ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง
แต่เอาน่ามีคนพูดด้วยก็ดีแล้ว



จริงๆลุงเค้าบอกตั้งหลายอย่างแน่ะ แต่จำไม่ได้แล้วล่ะ สิ่งที่อิชั้นจำได้ก็คือ มันสวยยยยยยจัง ฮู้........รู้สึกดี๊ ดีค่ะ



ท้องฟ้าช่วงนี้เริ่มมีอาการแปลกๆ
ดูซิคะ เมฆมันกระจุกเป็นหย่อม เหมือนในการ์ตูนตอนที่จะมีตัวอะไรโผล่ออกมาจากท้องฟ้าเลย




ลุงแกเตือนมาว่าไหนๆก็ขึ้นมาแล้ว อย่าลืมเดินไปดู Emmanuel เจ้าระฆังยักษ์หนักตั้ง 13 ตัน ที่ควอซิโมโด คนค่อมผู้น่าสงสารคอยทำหน้าที่ดูแลให้ส่งเสียงหง่างเหง่งให้ชาวปารีสได้ยิน ในเรื่อง คนค่อมแห่ง Notre Dam ของ วิคเตอร์ อูโก ด้วยล่ะ
แหม......ของแบบนี้ถึงลุงไม่บอกก็ไม่พลาดอยู่แล้วล่ะ
ค่าตั๋วขึ้นตั้ง 5.5 euro นะ ต้องดูให้คุ้ม (จริงๆแคjที่มาเห็นการ์กอยล์ระยะประชิดบวกกับวิวงามๆนี่ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วล่ะค่ะ)


ระฆังยักษ์ค่ะ เงามัวๆด้านข้างคือคนนะคะ เห็นมะคะว่าใหญ่มาก
(ภาพสั่นๆหน่อยนะคะ ตอนนั้นขามันเริ่มอ่อนๆยวบๆแล้ว ไม่รู้มองจากที่สูงนานแล้วอาการกลัวความสูงกำเริบ รึว่าเพราะบันไดสามร้อยกว่าขั้นที่เดินจ้ำขึ้นมา)



มองจากบนนี้ เมืองทั้งเมืองก็เหมือนเมืองตุ๊กตาเลยค่ะ



ก่อนลงมาก็ให้นักท่องเที่ยวคนอื่นถ่ายรูปให้ เป็นหลักฐานนิดนึง อยู่บนนี้ไม่กลัวโจรแล้ว เพราะถ้ามันสามารถวิ่งหนีลงบันไดวนสามร้อยกว่าขั้นได้ก็ให้มันรู้ไป หุ หุ หุ ไม่กลัวอยู่แล้ว

คนแรกที่อิชั้นยื่นกล้องให้ เค้าก็ทำท่าว่าจะถ่ายรูปให้เรียบร้อยดี แต่พอมากดเช็คดูรูป...อ้าวไม่มีแฮะ หลอกกันนี่หว่า เอาใหม่ๆ
เหยื่อรายที่สองพอเราตั้งท่าเสร็จเค้ากดกล้องปุ๊บ แบตหมดปั๊บเลยอะ ...ฮือ ยังไม่ได้รูปอีกแล้ว
ตอนแรกเริ่มนึกว่าการ์กอยล์เฮี้ยนซะแล้ว แต่โชคยังดีที่รายที่สาม เค้าถ่ายให้ได้(หลังจากอิชั้นเปลี่ยนแบต) สำเร็จจนได้



พอเดินวนลง วนลงจนมาถึงข้างล่างอีกครั้งก็เริ่มเย็นแล้ว แต่คนยังเยอะอยู่เลย


ลงมาข้างล่างก็พยายามเดินหา point zero หรือไอ้ที่เค้าเรียกกันว่า สะดือปารีส ก็คนเค้าว่ากันว่าถ้าอยากกลับมาเยือนปารีสอีก ให้มายืนอธิษฐานบนจุดนี้
อิชั้นก็เดินหาอยู่นั่นแล้ว........แต่ไม่เจอง่ะ หนังสือเค้าก็บอกว่ามันหาไม่ยาก เพราะจะเห็นนักท่องเที่ยวมุงกัน แต่ก็ยังไม่เจอ มีใครพอจะทราบไหมคะว่าจริงๆหน้าตามันเป็นไง ไอ้เจ้าสะดือปารีสเนี่ย เผื่อว่าจริงๆแล้วอิชั้นจะเผลอก้าวผ่านไปโดยประมาท
แต่ไม่รู้แหละ ถึงจะไม่ได้อธิษฐาน แต่ก็ตั้งใจไว้ว่ายังไงก็จะกลับมาอีกให้ได ฮึ่มมม ฝากไว้ก่อนเหอะสะดือปารีส เจอกันคราวหน้าจะเหยียบให้สาแก่ใจเลย หึ หึ หึ หึ

ระหว่างที่เดินหาก็ไขว้เขวไปเรื่อย เผลอยืนฟังเสียงขลุ่ยนก ที่มีรถถีบเอามาขาย เค้าเป่าแล้วเสียงเหมือนนกมากเลย คนที่ไปมุงๆก็ขอให้เค้าเป่าเป็นเพลงนั้นเพลงนี้ให้ฟัง อิชั้นก็ไปยืนฟังอยู่พักนึง แต่ไม่ได้ซื้อติดมือมาหรอกนะคะ

คนขายขลุ่ยนกกับผู้สนใจ



ลานแถวๆหน้า Notre Dam เนี่ยมีนกเพียบเลยค่ะ แล้วก็มีคนใจดีเอาอาหารมาให้นกด้วย
แต่ลุงคนเนี้ยเจ๋งสุด ไม่รู้เป็นสังข์ทองกลับชาติมาเกิดรึไง มีมนต์เรียกนกให้มากินอาหารจากมือด้วย หรือว่านกที่นี่มันเป็นกันเอง ทำความรู้จักกับลุงแกมานานแล้วก็ไม่รู้

ดูซิคะ ลุงแกสนิทสนม เป็นกันเองกับฝูงนกกระจอกมากๆ


พลิกข้อมือดูนาฬิกา โอ๊ะโอ.....มันก็เย็นแล้วเหมือนกันนะเนี่ย ยังไม่ได้ไปลองเดินรอบๆเกาะ Ile saint louis เลย ไม่ได้แล้ว.......... อิชั้นเลยเปิด walking giude เดินตาม ดูบ้านเรือนซะหน่อย (เออ คุณเพื่อนมันรอกินข้าวเย็นนี่นา จะถูกด่าไหมเนี่ย)


กะว่าจะเดินตามทางที่ออกจาก Notre Dam จนถึงเส้นทางเบอร์สอง ข้ามไป Ile saint louis ด้วยน่ะค่ะ



แต่เอาเข้าจริงก็ได้เดินไม่ทั่วตามแผนที่หรอกค่ะ เวลาไม่พอ แต่ก็พอได้อารมณ์นะคะ แปลกดี ทั้งที่อยู่ติดๆกัน แต่นักท่องเที่ยวกลับกระจุกตัวอยู่แต่แถว Ile de la cite เท่านั้น พอข้ามสพาน Pont St-Louis มาแล้ว จะไม่ค่อยเจอนักท่องเที่ยวเลย เห็นแต่คนที่เค้าอยู่แถวนั้นเดินกลับบ้านกัน เพราะมันเป็นช่วงเวลาเย็นที่เพิ่งเลิกงานกันพอดี ชอบจังค่ะ บรรยากาศแบบนี้ แบบที่เหมือนเราเป็นผู้สังเกตการณ์ ดูชีวิต กินบรรยากาศที่เป็นเรื่องปกติไม่ปรุงแต่งของสังคมที่เราไม่ได้เป็นส่วนร่วม อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่คนชอบดูละคร หรือreality show ก็ได้นะคะ

ทางเดินแคบๆหลัง Notre Dam ยังพอจะเห็นยอดโบสถ์อยู่เลยค่ะ หุ หุ หุ ไม่มีคนเลย ชอบจัง



อิชั้นก็เดินตามชาวบ้านแถวนั้น เห็นเค้าเลี้ยวเข้าไปจ่ายกับข้าวที่ร้านชำ อิชั้นก็เลยเอามั่ง อิ อิ อิ เดินๆดูในร้านแล้วก็เลยนึกได้ว่า เออนะ เดี๋ยวเราก็ต้องกลับห้องเหมือนกัน ซื้อของไปฝากคุณเพื่อนดีกว่า (จริงๆแล้วอยากลองซื้อชองร้านชำฝรั่งดูบ้างอะ เห็นคนที่เดินไปเดินมาเค้าหิ้วถุงผลไม้บ้าง อาหารบ้างกลับบ้านกันแล้วมันได้อารมณ์ของการกลับบ้านดี)
อิชั้นเดินดูของตามชั้นวาง ก็เลือกได้น้ำมันพืชกับน้ำส้มกล่องใหญ่มาอย่างละหนึ่ง เห็นในห้องคุณเพื่อนมันใกล้หมดแล้ว วันก่อนก็ไม่ได้ซื้อที่ Auchon ด้วย แล้วก็เดินลันล้าแกว่งถุง เหมือนเป็นคนแถวนั้นต่อไป (พอกลับถึงห้องเอาให้เพื่อน มันก็บอกว่า "เนี่ยนะของฝากจาก Notre DAm ถามจริงเหอะไป Notre DAm มาจริงเหรอ ไม่ใช่นอนทั้งวันแล้วแค่ออกไปซื้อที่ Auchon รึไงยะ" )

แต่ที่ประทับใจมากๆคือที่เดินๆไปแล้วเจอร้านๆหนึ่ง ตกแต่งด้วยสีที่สดใส ลอยเด่นขึ้นมาจากตึกเก่าแถวนั้นเลย
...และที่สำคัญ มันเป็นร้าน Chocolate ค่า หุ หุ หุ ไม่เข้าไม่ได้แล้ว
พอเดินเข้าไปก็........โอ๊ยยย โดนมากๆ Chocolate หลากหลายรูปแบบซึ่งเจ้าของเค้าทำเอง นอนเรียงรายรอให้ลิ้มลอง แต่นักท่องเที่ยวทุนน้อยได้แต่ใช้สายตาโลมเลีย จนChoccolate แทบละลายอยู่ตรงนั้น แล้วคุณรู้ไหมคะ นอกจาก Chocolate แล้ว........ยังมีเจ้าของร้านค่ะ........
เจ้าของร้านหล่อมากๆ เป็นชายหนุ่มสูงเพรียว ในเสื้อคอเต่าสีดำ ที่รวบผมเปิดหน้าให้เห็นตาซึ้ง หวาน...ฉ่ำ เป็นการการันตีคุณภาพความหวานมันของ Chocolate ในร้านเป็นอย่างดี
เอื๊อก..........น่ากินแต่ต้องหักห้ามใจ (หมายถึง Chocolateนะคะ) แต่ในที่สุดอิชั้นก็พ่ายแพ้ เลยตกลงใจซื้อไอศครีมโฮมเมด ที่สุดหล่อเค้าทำเองที่หน้าร้าน ฮี่ ฮี่ ฮี่ ได้โอกาสชวนคุยแล้ว
ก็ขอให้เค้าแนะนำให้ว่ารสไหนที่ เค้ามั่นใจมากเลยว่าสุดยอด ถ้าลองแล้วอิชั้นต้องติดใจแน่ๆ
เค้าแนะนำมาสองรส ซึ่งเค้าบอกว่าเค้าครีเอทเอง หากินที่อื่นไม่ได้ อีกรสนึงนั้นอิชั้นจำไม่ได้แล้วว่ามันคืออะไร
แต่รสที่สุดหล่อผมยาวเลือกให้ แล้วอิชั้นได้ลอง คือ "Chocolate Chilli" อิ อิ งงสิคะ Chocolate กับ Chilli มันจะเข้ากันได้ยังไง แต่พอเค้าตักให้ชิม ตอนแรกก็แหยงๆอยู่เหมือนกันค่ะ แต่พอเอาเข้าปาก แล้วให้มันค่อยๆละลาย.......อืมมม รสชาติของ Dark Chocolate เข้มข้นมาก ความหวานมันแบบ Chocolate กระจายฟุ้งไปทั่วปาก... พอดื่มด่ำกับ Chocolate เสร็จแล้วกลืนผ่านลำคอลงไป มันกลับทิ้งความร้อนผ่าวของ chilli ไว้ที่คอเราทั้งๆที่ตัวไอศครีมเองมันเย็น........แปลกดีไหมล่ะคะ ชิมไปก็ฟังสุดหล่อเค้าเล่าว่าเค้าเลือกอยู่นานว่าจะใช้พริกอะไร ที่มันจะไม่เผ็ดและไม่มีกลิ่นมาตีกับ Chocolate ประทับใจมากๆเลยค่ะ มันเป็นประสบการณ์ใหม่ของการได้ลิ้มรส Chocolate ที่พริกที่เค้าเลือกเหมือนจะช่วยขับรสชาติของChocolate ให้เด่นขึ้น แล้วยังทิ้งความร้อนเร่าในลำคอไว้ให้นึกถึงตอนที่กลืนไปแล้ว ไม่ได้เว่อร์นะคะ คิดดูว่าปีนึงแล้วยังจำได้อยู่เลย ของมันโดนจริงๆ

คุณรู้ไหมถ้าให้เปรียบเนี่ย ไอ้เจ้า Chocolate chilli นี่มันเหมือนกับความรักที่ต้องผิดหวังเลยนะ คือมันหวาน...กลมกล่อมให้เราติดใจหลงใหลในตอนแรก แต่พอกลืนกลับทิ้งความเผ็ดร้อนแบบที่เราจะลืมไม่ลงเอาไว้ ถึงมันจะมาออกฤทธิ์ร้อนที่คอ แต่ก็ยังอยากจะกินต่อ แถมพอไม่มีโอกาสได้กินแล้ว เราก็ยังจำความรู้สึกทั้งที่หวานทั้งที่ร้อนนั้นได้...ให้นั่งฝันถึงไปทั้งๆที่รู้ว่าคงไม่ได้กินอีกแล้วล่ะ...
ทางแก้คงต้องไปหา Chocolate รสใหม่ๆที่โดนใจกว่ามาทำให้ลืมละมั้ง....เฮ้อออ..... เพ้อเจ้ออีกแล้วเรา

รูปร้านสีสดของสุดหล่อ เห้นชื่อถนนด้วย ใครผ่านไปแถวนั้นอย่าลืมแวะไปชิมนะคะ (เห็นเจ้าของร้านยืนหันหลังไหมคะ)



ดูนาฬืกาอีกที ก็เย็นย่ำเต็มทีแล้ว กลับดีกว่าเรา....
เดินย้อนกลับมาขึ้น Metro แถวๆนั้นเค้ามีตลาดนัดดอกไม้ Marche aux Fleurs ด้วยค่ะ จริงๆถ้าเป็นวันอาทิตย์เห็นเค้าบอกว่าจะกลายเป็น Marche aux Oiseaux ตลาดนกด้วยเสียดายไม่ได้มีโอกาสไปเดินดู


ตอนแรกว่าจะจบตรงนี้แหละค่ะ

แต่จริงๆแล้วพอกลับไปกินข้าวเย็นกะคุณเพื่อนที่ห้องเสร็จ มันก็ยังไม่มืด
ไปช่วงนี้ก็ดีอย่างนี้แหละค่ะ กว่าจะมืดตั้งเกือบสามทุ่มครึ่ง เวลาเที่ยวเยอะดี

เราก็เลยออกมาเดินเล่นกันที่ถนน Champs-Elysees
ทายซิคะว่าเราเจออะไร อิ อิ อิ

อินเดียนแดงค่ะ!!!

อินเดียนแดงเต็มไปหมดเลย

มายืนรวมกลุ่มกันเปิดหมวก เล่นดนตรีพร้อมชุดประจำเผ่าสวยงาม แล้วไม่ได้มาเผ่าเดียวด้วยนะคะ

มีตั้งสามก๊กแหนะ (อาจจะเผ่าเดียวกันก็ได้มั้งคะ แต่มีการเปิดสาขาย่อยหลายที่) แถมยังไฮเทคมาก มีการเอาcd เพลงของเค้ามาขายด้วยค่ะ โฮ่ โฮ่ inter สุดๆ



นอกจากเหล่าอินเดียนแดงแล้วก็มีอีกหลายเจ้าค่ะ แต่ที่อิชั้นประทับใจสุดๆ จะเป็นลุงคนหนึ่ง (ย้ำว่าเป็นลุงจริงๆนะคะ) แกแบกลำโพงกับวิทยุมาตั้ง แล้วแกก็เต้นอยู่คนเดียวตรงนั้นแหละค่ะ เต้นประมาณแบบเด็กๆแถวทองหล่อเลยอะ คุณนึกภาพลุงอ้วนๆพุงกลมๆ เหมือนซานตาครอสไม่มีเคราในชุดกางเกงวอร์มกับเสื้อยืดบางๆสีขาว มายืนเต้นอย่างเมามันซิคะ หูยยย สุดยอด ลุงแกมั่นมาก มีสาวๆนึกสนุกเข้าไปเต้นด้วยแกก็ไม่ยอมนะคะ แกจะเต้นคนเดียว เปรี้ยวมากๆเลย
แบบนี้วงโปงลางของเราไปเล่นกันที่นี่ก็น่าจะรุ่งนะคะ หรือขยายกิจการเอาแบบที่คนอื่นที่เดินผ่านไปมาเข้ามาแจมด้วยได้ อย่างลาวกระทบไม้ด้วย โอ้ววว พระเจ้าจอร์ช มันต้องยอดมากแน่ๆ...

สุดถนนก็นี่เลยค่ะประตูชัย Arc de Triomphe ถ้าไม่ได้มาถ่ายรูปคงเหมือนมาไม่ถึงปารีส



ใหญ่โตอลังการดีมั้ยล่ะคะ สัญลักษณ์แห่งชัยชนะในการรบ battle of Austerlotz 1805 ของนโปเลียนเนี่ย



เดินเล่นกันจนมืดแหละค่ะ รูปนี้เอามาฝากให้ดูนาฬิกาแปลกๆในห้างที่เข้าไปเดินเล่น

ทายซิคะว่ากี่โมงแล้ว ทายถูกมีรางวัลด้วยนะคะ อิ อิ อิ
แล้วเจอกันใหม่ค่ะ
(คราวนี้ยาวหน่อย ถ้ายังไม่เบื่อ คราวหน้าเข้าไปชม Musee d'ORSAY และเดินหาโบส์ถที่ไม่ค่อยมีใครไปด้วยกันนะคะ)




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2548
0 comments
Last Update : 27 ตุลาคม 2548 23:19:33 น.
Counter : 812 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


travelovers
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add travelovers's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.