The journey is my life

Travel Animal
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เป็นคุณแม่มือใหม่ที่รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เคยเป็นคนโสดที่รักอิสระและชอบเที่ยว ไปได้ทั้งแบบแบ็คแพ็ค ลุย จนถึงแบบชิลด์ ชิลด์ จิบกาแฟ

แม้ช่วงนี้จะสนใจเรื่องครอบครัวและการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้เติบโตเป็นคนดีในอนาคต คุณแม่มือใหม่คนนี้ก็ยังพยายามหาเวลาว่าง ให้ตัวเองสามารถมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนที่มีครอบครัวและเพื่อนสาวโสดอยู่ตลอดเวลา

งานอดิเรก รักการเดินทาง อ่านหนังสือ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากบล๊อกนี้จะเน้นเรื่องเที่ยวและเรื่องกิน
New Comments
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2557
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Travel Animal's blog to your web]
Links
 

 
พาเอเดรียนไปเที่ยวทะเลภูเก็ตในวันสบาย ๆ สุดสัปดาห์



อารัมภบท

ภูเก็ตเป็นหนึ่งใน Dream Destination ที่หลาย ๆ คนคงอยากไป เราเองก็เคยเป็นแบบนั้นคะ เพราะทางใต้ไปเที่ยวมาหมดตั้งแต่เด็ก ยกเว้นภูเก็ตเพราะเนื่องจากแม่เป็นคนสุราษฎร์ เราก็ต้องไปเกาะเต่า ไปเกาะสมุย หมู่เกาะอ่างทอง มากกว่าจะมองมาที่ภูเก็ต จนกระทั่งเราอายุได้ 19 ปี ไปภูเก็ตครั้งแรกเพราะไปฝึกงานไกด์กับพี่ๆ โดยต้องพานักท่องเที่ยวสเปนไปเที่ยว ก็เลยได้ไปภูเก็ตครั้งแรก จำได้สมัยโน้น Le Meridien Phuket เนี่ย ที่สุดของเจ้แล้ว หลังจากนั้นก็ไปอีกปีละครั้งเป็นอย่างน้อย ทั้งไปทำงาน ไปหาเพื่อน ไปแบ็คแพ็ค ไปเดท จนถึงปี 2006 เราก็ไม่ได้ไปอีกเลย (นานไปไหมเนี่ย)

ที่ไปภูเก็ตคราวนี้ก็เพราะเรามีไมล์ที่มันจะหมดอายุของการบินไทย ก็เลยต้องแลกเป็น Voucher โรงแรมมาคะ (คือถ้าไมล์หมดอายุ 500 คะแนนจะปล่อยมันไป พอไปเช็คตายแล้ว ฉันมีไมล์จะหมดอายุตั้ง 8,000 คะแนน จะทิ้งไปเฉย ๆ ก็เสียดาย จะแลกตั๋วตอนนั้นก็ยังไม่รู้ไปไหน) ตอนที่จะเลือกที่เที่ยว และโรงแรม (คือมันต้องสัมพันธ์กันนะ) เราก็ไปถามแฟนว่าไปไหนดีจ๊ะเธอ แฟนเราก็เลยบอกว่า ไปภูเก็ตเถอะ เราไม่ได้ไปกันนานแล้ว (มากอะ ตั้ง 8 ปี หมายถึงไปด้วยกันนะคะ) และถือโอกาสพาลูกไปเที่ยวทะเล  พอเข้าไปดูรายละเอียดของการบินไทย งงมากกับคะแนน มีหลายแบบมาก ดูตอนแรกตาลาย ต้องตั้งสติอยู่นานเหมือนกันกว่า จะตัดสินใจได้ว่า จะเลือก Voucher แบบ 2  คืน พอได้จำนวนวัน เราก็ไปเลือกดูโรงแรม ณ ตอนนั้นที่แลกบัตร มันมี Le Meridien เราก็ตั้งใจว่าจะไปพักนะ กะว่าจะไปรำลึกความหลังครั้งยังเป็นวัยรุ่น เลยจัดการแลกห้องพักไปด้วย 22,000 คะแนน สำหรับบัตรห้องพัก 2 คืน (เป็นแบบที่ใช้ไมล์น้อยสุด)





พอถึงเวลาไปจริง ไม่มี Le Meridien อยู่ในลิสต์แล้ว ทำไงดีหละ ว่าแล้วเราก็ส่งรายชื่อโรงแรมทั้งหมดที่มีในลิสต์ไปถามเพื่อนคนภูเก็ตให้ช่วยแนะนำ เพื่อนบอกว่า ต้องนี่เลย Dusit Laguna Phuket เริ่ดสุดแล้ว ก็เลยตกลงเลือก วิธีการก็ไม่ยุ่งยากคะ โทรไปสอบถามวันว่างก่อน  แล้วส่งอีเมล์ไปยืนยันอีกที ก็ได้ Booking confirmation มากอดรอ (แต่เราจองล่วงหน้า 2 เดือนแนะ) อัพเดท ณ วันที่ 2 ตุลาคม ตอนนี้เหลือแค่พวกในเครือ Novotel เองคะ โชคดีที่ไปมาแล้ว

การเดินทาง

ตั๋วเครื่องบิน : ตอนแรกว่าจะซื้อตั๋ว Bangkok Air ก็ดันไม่ทันโปรโมชั่น  จะซื้อ Air Asia ก็ราคารวมลูกด้วยไม่ต่างกัน กับการบินไทย เราก็เลยเลือกการบินไทย (เพราะการบินไทยสะสมไมล์ได้ด้วย คือตอนนี้อยู่ในช่วงเก็บแต้ม เพราะโดนดาวน์เกรดมาเป็น สมาชิก Silver ซึ่งสิทธิประโยชน์แทบไม่มี และเราต้องเดินทางกับลูกเยอะมาก เราเลยต้องรีบทำแต้มเพื่อให้ได้กลับไปเป็น Gold Member อีกครั้ง) และเรา ตั้งใจว่าจะเช่ารถขับในช่วงระหว่างที่อยู่ภูเก็ต (คือตอนนั้นก็คิดว่าจะไปเที่ยวเยอะ)

การเช่ารถ : ก็เช็คทุกที่นะไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต คาร์ เรนทัล,  AVIS, HERTZ, BUDGET และอื่น ๆ  และติดต่อทุกช่องทางที่มีเพื่อหาข้อเสนอดีที่สุด  พบว่าส่วนใหญ่รถที่ค่าเช่าถูกมักเป็น Eco Car ซึ่งเราไม่ค่อยชินและไม่ค่อยมั่นใจในสมรรถนะ ถ้าไม่มีลูกจะไม่คิดเยอะเลยคะ พอมีลูกเนี่ยคิดหลายตลบ และอีกอย่างส่วนใหญ่ค่าเช่ารถราคาใกล้เคียงกันแหละ จะไปต่างกันพวกออฟชั่นเสริม อย่างคาร์ซีท GPS เสียมากกว่า และบางบริษัท (เช่น AVIS) ก็คิดเงินเพิ่ม ถ้ามีคนขับมากกว่าหนึ่งคน นอกจากนี้ส่วนใหญ่รถที่เช่าก็ประกันชั้นสาม ซึ่งเราคิดว่ามันก็ครอบคลุมพอแล้วสำหรับเรา เพราะครอบครัวเราทุกคนมีประกันการเดินทางรายปี ดังนั้นพวกประกันเสริมของบริษัทเช่ารถมักไม่ได้เงินเราในจุดนี้  สรุปเราได้รถ Toyota Altis (เครื่อง 1800) ในราคา 2,0xx บาท สำหรับสองวัน (48 ชั่วโมง) บวกกับค่าเช่าคาร์ซีทอีก 320 บาทสำหรับตลอดทริป กับ Avis ซึ่งเราว่าราคาโอเคเลย เพราะส่วนใหญ่ ถ้าค่าเช่า 800-900 บาทต่อวัน มันจะเป็นพวก Jazz หรือ Vios ซึ่งเราขับไม่ค่อยถนัด แถมบางที่ค่าเช่าคาร์ซีทก็แพงวันละ 300-400 บาทแนะ

การเดินทางเปลี่ยนไปเมื่อไปกับลูกเล็ก

ไปคราวนี้จะบอกว่าหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไป คือวิธีการเที่ยวก็เปลี่ยนนะ จากแต่ก่อนไปกับเพื่อนคนไทยก็ตระเวนกินทุกร้านแนะนำ ไปเที่ยวถ่ายรูปทุกที่ ถ้ามากับสามีสองคนสมัยก่อนก็เน้นไปเทค ไปกินอาหารฝรั่งแพง ๆ นอนอาบแดดตามเกาะ พอคราวนี้มีลูกมาก็ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมตั้งแต่จัดกระเป๋าเลย การเดินทางกับเด็ก ไม่สามารถ Travel Light ได้อีกต่อไป

จะบอกว่าไปกับลูกเนี่ยกระเป๋าลูกใหญ่กว่ากระเป๋าพ่อแม่อีก ปรกติรายการที่เราจะใช้เป็นไกด์ไลน์ในการจัดกระเป๋าให้ลูกเวลาเดินทางเราได้มาจาก เว็บนี้  //havebabywilltravel.com/the-mother-of-all-packing-lists/ รายละเอียดก็ครอบคลุม ของเราปรกติถ้าเดินทางต่างประเทศ เราจะมีแยกด้วยว่า ของอันไหนไปซื้อที่เมืองนอกได้ เช่น แพมเพิส หรืออาหารเด็กสำเร็จรูป (ปรกติเราทำกับข้าวให้ลูกกิน แต่เราก็ต้องหัดลูกให้กินอาหารขวด อาหารอื่น ๆ เผื่อว่าเวลาเดินทางแล้วหาไม่ได้จริง ๆ) ตอนนี้ก็เริ่มให้ลูกกินนมกล่องเพื่อความสะดวกในการเดินทาง คาดว่ารอบหน้าไปฝรั่งเศสก็คงไม่ต้องแบกนมไปด้วยแล้ว

นอกจากของใช้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิต เราจะเอาของเล่น และหนังสือไปให้ลูกด้วย แต่ก่อนตอนลูกยังไม่ครบขวบก็ขนเยอะมากคะ ของเล่นมีหนึ่งกระเป๋า แต่ตอนนี้ลูกเริ่มชอบเล่นของจริง ไม่ใช่ของเล่น และอ่านหนังสือ เราก็เริ่มขนของน้อยลงแล้ว อย่างรอบนี้เราก็ขนไปแค่หนังสือสามเล่ม หนังสือเพลงภาษาฝรั่งเศสหนึ่งเล่ม บล๊อกต่อ รถหนึ่งคัน และของเล่นที่คิดว่าไปเล่นบนหาดทรายได้ 3-4 ชิ้น มาดูกันว่ากระเป๋าเอเดรียนมีอะไร

ตัวอย่างการจัดกระเป๋าของลูกสำหรับ ไปเที่ยวภูเก็ต 3 วัน 2 คืน
1.    เสื้อผ้า 5-6 ชุด, ชุดนอน 3 ชุด, แพมเพิส 10 ชิ้น (ใช้หมดพอดี) ผ้าอ้อมแบบผ้า ผ้าขนหนูผืนเล็ก เผื่อใช้เช็ดโน่นนี่นั่น
2.    ของเล่นและหนังสือ
3.    นมผง (เอาไปแค่พอกิน 5 มื้อ คือมื้อเช้าและก่อนนอน) นมกล่อง 8 กล่อง (จริง ๆ อันนี้ไปซื้อเอาก็ได้ แต่ขี้เกียจไปหา เลยเตรียมไปเลยคะ) และอาหารขวด 3 ขวด เอาไปเผื่อ
4.    ขวดนม ขวดน้ำ ที่ล้างขวดนม
5.    ยาต่าง ๆ และครีมทาก้น ครีมกันยุง ครีมกันแดดของเด็ก สบู่อาบน้ำ ผ้าทิชชู่เปียกธรรมดา ทิชชู่เปียกแบบเช็ดมือเช็ดปาก
6.    ชุดว่ายน้ำ ห่วงยาง แพมเพิสว่ายน้ำ

เมื่อถึงวันเดินทาง
พวกเราออกจากกรุงเทพตอนเย็นเพราะเราทั้งคู่ต้องทำงานคะ เราก็ขับรถออกจากบ้าน ขนกระเป๋าทุกอย่าง (ยกเว้นกระเป๋าใบเล็กของลูกที่มีนม น้ำ แพมเพิส ผ้าอ้อม และของเล่น) ไปทำงาน และก็นัดเจอกับแฟนที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนเครื่องออกหนึ่งชั่วโมง โดยเราก็เช็คอินออนไลน์ไปก่อน  พอถึงเวลานัดเราก็เอารถไปจอดไว้ที่ที่จอดรถสนามบิน  (ตอนกลับบ้าน จ่ายค่าที่จอดรถไป 580 บาท คุ้มกว่าเรียกแท็กซี่อีก ….. แถมไม่ต้องไปยืนรอแท็กซี่ให้ลำบาก คือถ้าเราไปต่างประเทศไม่เกินสี่วัน ส่วนใหญ่เราก็จะเอารถไปจอดไว้คะ ) เมื่อเรามาถึงเคาน์เตอร์ก็เช็คอินปรกติและเดินไปรอที่เกท ระหว่างนั้น พ่อลูกก็เล่นกันไป

หลาย ๆ คนมักคิดว่าทำไมชอบพาเด็กเล็ก ๆ ไปเที่ยว สำหรับครอบครัวเรา เราว่าการพาเด็กไปคือการเปิดประสบการณ์อย่างหนึ่ง มันเป็นการเปิดโอกาสให้สมองเค้าได้เชื่อมต่อกัน และสร้างเส้นใยสมอง หลายคนคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่อง แต่จริง ๆ ช่วง 0-6 ปี เป็นช่วงที่สมองของเด็กขยายและเก็บข้อมูล เด็กจะเรียนรู้ได้ดีกว่าการที่ให้เค้าเห็นจากทีวีหรือไอแพด เพราะนี่คือของจริง ประสบการณ์จริง อย่างบ้านเราจะพาลูกเที่ยวต่างจังหวัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง และไปสวนสาธารณะในกรุงเทพอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อให้เค้ามีโอกาสได้เห็นธรรมชาติ วิ่งเล่น และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหว นอกจากนี้เวลาที่แฟนเราต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ครอบครัวเราก็มักจะไปด้วยกันหมดทั้งสามคน พ่อแม่ลูก แฟนเรามองว่าเป็นการฝึกลูกให้ชินกับวิถีชีวิตของครอบครัว  (เพราะพวกเราปีปีนึงเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า 5-6 ครั้ง)



Take Off & Landing ช่วงเวลาที่พ่อแม่ควรระวังและใส่ใจ
เคยไหมเวลาที่เดินทางด้วยเครื่องบินแล้วได้ยินเสียงเด็กร้องจ้า หลายคนคงรำคาญเพราะเสียงร้องก็หนวกหูไม่แพ้เสียงเครื่องบิน แต่ทราบหรือไม่ว่าในเด็กบางราย เค้ากำลังทุรนทุรายด้วยอาการหูอื้อ บางคนเรียกว่า Ear Squeeze, Aerotitis, Barotitis media, หรือ Airplane ear เพราะทารกและเด็กมีท่อยูสเตเชียนที่มีขนาดเล็ก  จึงปิดเปิดลำบาก          

ทำไมถึงหูอื้อ ????
หูชั้นกลางอักเสบ หรือหูอื้อ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงความกดดันบรรยากาศ/อากาศ เกิดขื้นได้โดย ปกติหูชั้นกลางมีช่องทางแคบๆ ที่เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) เป็นท่อเปิดออกสู่ภายนอกในส่วนของลำคอ ทางโพรงหลังจมูก (Nasopharynx) ถ้าอากาศในหูชั้นกลางมีความดันสูงกว่าอากาศภายนอก มันจะดันผ่านออกไปสู่ภายนอกได้ แต่ในทางตรง กันข้าม เมื่ออากาศภายนอก มีความดันสูงกว่าอากาศภายในช่องหูชั้นกลาง จะทำให้ภายในท่อยูสเตเชียน เกิดความดันเป็นลบ (Negative pressure) เยื่อบุท่อยูสเตเชียนจึงถูกดูดเข้ามาติด กันสนิท ทำให้เกิดภาวะท่อตีบตัน ทำให้อากาศไม่สามารถถ่ายเฉลี่ยความกดดันได้ จึงไม่เกิดความสมดุลของความกดดันบรรยากาศระหว่างหูชั้นกลางกับบรรยากาศภายนอก มักเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงความสูง (Altitude) อย่างรวดเร็ว ดังที่พบได้ในภาวะต่อไปนี้

•เครื่องบินที่เปลี่ยนระดับขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว
•การลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ หรือ ดำน้ำลงสู่ความลึกอย่างฉับพลันของนักประดาน้ำ (Scuba)
•ดิ่งพสุธา (Skydiving) ที่ล่วงหล่นอย่างรวดเร็ว
•ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในห้องปรับบรรยากาศความดันสูง (Hyperbaric chamber)

ทั้งนี้ การอุดตันของท่อยูสเตเชียนดังกล่าว ยังมักพบได้ในรายติดเชื้อระบบทางเดินหาย ใจส่วนบน (URI, Upper respiratory tract infection), โรคภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ ซึ่งการตีบตันของท่อยูสเตเชียนจากการเสียสมดุลของความดันอากาศภายในและภาย นอกหูชั้นกลางนี้ อาจแก้ไขได้โดย การกลืน การหาว การดูดน้ำ/นม และ/หรือการทำ Valsalva manoeuvre (หายใจเข้า แล้วบีบจมูก 2 ข้างและปิดปากให้แน่น แล้วเบ่งลมออก/หายใจออกเบาๆ) ซึ่งทั้งหมด จะทำให้รูเปิดของท่อยูสเตเชียนถ่างออก

วิธีป้องกันก็คือการทำให้รูของท่อยูสเตเชียนมีการถ่างออก หรือขยับเพื่อปรับสมดุลได้ง่าย ตอนที่ลูกยังเล็กและกินนมแม่ก็ไม่ยากคะ ให้ลูกดูดเต้าไปเลย พอเครื่องมีสัญญาณรัดเข็มขัด เราก็ให้ลูกดูดนมเลย จนกว่าเครื่องจะปรับเพดานการบินได้ระดับ ส่วนตอน Landing ก็ทันทีที่สัญญาณเตือนเราก็ให้ลูกดูดนมจนกว่าเครื่องจะแตะพื้น พอลูกโตมาเราก็ให้ลูกดื่มน้ำแทน เท่าที่ลูกเราเดินทางด้วยเครื่องบินมา ประมาณสิบกว่าเที่ยวบิน ลูกเราไม่เคยมีอาการหูอื้อ และไม่ร้องเลยคะ (พ่อของลูกภูมิใจทุกครั้งที่มีเสียงเด็กอื่นร้องแล้วลูกตัวเองไม่ร้อง…… พวกเห่อลูก)

เด็ก ๆ ไม่ค่อยอยู่เฉย
ประสบการณ์ในการบินกับเด็ก ทำให้เรารู้ว่า เมื่อเด็กเดินได้ หายนะเริ่มมาถึง ลูกเราตอนที่ยังเดินไม่ได้ ก็ไม่ฮือ ไม่อือ นอนนิ่ง ๆ อยู่ใน Bassinet อาจจะมีต้องอุ้มกล่อมบ้าง แต่ไม่ลำบาก แม้ว่าเราจะเดินทาง 11-12 ชั่วโมง แต่หลังจากเมื่อลูกเดินได้ ความสบายใจก็หมดไป เพราะลูกจะไม่อยู่เฉย ทางแก้ก็คือ เราพยายามจำกัดให้ลูกเดินอยู่บริเวณหน้าที่นั่งของเรา (ถ้าเป็นชั้นธุรกิจ ก็พวก 1A 1B ถ้าเป็นชั้นประหยัด ก็แถวประมาณ 31A 31B 31J 31K (แล้วแต่ลักษณะของเครื่องบิน) แต่ส่วนใหญ่สายการบินมักจัดให้คนที่มีเด็กนั่งแถวหน้าของแต่ละห้องโดยสารอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ลูกไปรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น

เราก็ต้องมีของเล่นมาหลอกล่อ หลังๆ เวลาขึ้นเครื่องลูกเราไม่สนใจของเล่นเลย แต่สนใจพวก Magazine ที่ช่องเก็บของหน้าที่นั่งมากกว่า นอกจากนี้ลูกเรายังชอบคุยกับแอร์สาว ๆ มาก ๆ เพราะสังเกตว่าลูกชอบเดินไปที่ส่วนเตรียมอาหารที่พวกแอร์มักไปเตรียมอาหารและบริการต่าง ๆ ให้ผู้โดยสาร วิธีการหลอกล่อเด็ก แม่ๆ แต่ละคนอาจจะต้องดูว่าลูกตัวเองบุคลิกเป็นอย่างไร และต้องดูแลอย่างไร เท่าที่เราบินมา 4 -5 สายการบิน แอร์โฮสเตสส่วนใหญ่ก็จะรักเด็ก และให้ความช่วยเหลือแม่ ๆ ได้ดีมาก ๆ อยู่แล้วคะ (อย่างเราไปการบินไทยรอบนี้ แอร์มาผลัดกันอุ้มลูกเราไปเที่ยว ทั้งสองเที่ยวบิน ทั้งขาไป ขากลับเลยคะ)

เมื่อถึงสนามบินภูเก็ต
สิ่งหนึ่งที่เราไม่คาดคิด คือ รอกระเป๋านานมากกกก ประมาณ 30 นาที ทั้งๆ ที่กระเป๋าของพวกเรามาเป็นกลุ่มแรก ๆ  คือสำหรับการเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง และสนามบินเล็ก ๆ ที่มีสายพานกระเป๋าแค่ 2 สายพาน เราคาดหวังว่า กระเป๋าจะมาเร็วกว่านี้ พอได้กระเป๋าพวกเราก็เดินไปติดต่อเคาน์เตอร์ AVIS เพื่อรับรถที่จองไว้

การบริการโดยรวมของน้อง ๆ พนักงาน AVIS ดีมากคะ มีเพียงรายละเอียดบางอย่างที่เราไม่ค่อยชิน และเราไม่ทราบมาก่อนเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเช่ารถกับบริษัทข้ามชาติในเมืองไทย (ปรกติเช่ารถกับบริษัทท้องถิ่น) เช่น ต้องมีการกันวงเงินมัดจำ 20,000 บาท ซึ่งเราคิดว่าในใบจองน่าจะมีบอกไว้ เพื่อคนจองจะได้เตรียมบัตรเครดิตไป  หรือการจ่ายเงินกับ AVIS ก็ต้องตัดบัตรอย่างเดียว ไม่สามารถจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเดบิตได้ (ซึ่งบางคน บางกรณีอาจจะไม่สะดวก) พอเราได้รับเอกสารก็เอาเอกสารมาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อรับรถหน้าอาคารผู้โดยสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็สุภาพและให้บริการเป็นอย่างดี พอได้รถแล้วเราก็ขับรถเข้าที่พัก โดยอาศัย app google map ในมือถือ

ถึงซะที Dusit Laguna Phuket
ต้องบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเรามาที่ย่านบางเทาและถลาง ปรกติชีวิตอยู่แต่ ป่าตอง กะตะ กะรน ในหาน ตอนที่ขับรถเข้ามาโรงแรมก็ค่อนข้างดึกแล้ว (ประมาณสองทุ่ม) บนถนนไม่ค่อยมีรถแล้วคะ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจากสนามบิน ก็ถึงที่พัก พอมาถึงเราก็มาเช็คอินในห้อง Reception ซึ่งจาก Voucher ของการบินไทย เราจะได้พักที่ ห้อง Deluxe Laguna Suite แต่เนื่องจากห้องพักว่าง ทางโรงแรมก็อัพเกรดให้เป็นห้อง Deluxe Sea View Suite  ให้แทน โดยที่มีแต่ห้องพักไม่รวมอาหารเช้า พอเราสอบถามเรื่องอาหารเช้า  พนักงานแจ้งว่าเรามี 2 ตัวเลือก คือ พักห้อง Deluxe Sea View Suite เหมือนเดิม และจ่ายค่าอาหารเช้า หัวละ 750 บาท ++ หรือไม่งั้นเราก็อัพเกรดไปห้อง Dusit Club ซึ่งต้องเสียเพิ่ม คืนละ 1500 บาท ++ แต่ได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มคือ ห้องใหญ่กว่า (ชั้น 1 Sea View) มีอาหารเช้า มี Afternoon Tea มีค๊อกเทลตอนเย็น มินิบาร์ฟรีในห้องพัก ซึ่งจากที่ฟังดูแล้ว  Dusit Club น่าสนใจมากกว่า เราก็เลยตัดสินใจอัพเกรดไปเป็นห้อง Dusit Club

ระหว่างรอเช็คอินกับทางโรงแรม


TIP : เท่าที่เราเข้าไปเช็คดูราคาของ Dusit Club มันจะต่างกับห้อง Deluxe ประมาณ 1,200 – 1,500 บาท ซึ่งก็ต้องลองดูว่าจะคุ้มไหม สำหรับคนที่จะพักผ่อนอยู่โรงแรม เราว่าราคานี้คุ้มมาก  

ลักษณะห้องพัก


มินิบาร์และตู้เสื้อผ้า


วันนี้กินง่าย ๆ
เนื่องจากมาถึงดึกแล้วและยังไม่ได้กินข้าว พวกเราก็เลยไปกินที่ร้านอาหารอิตาเลียนของโรงแรม ก็ราคาปรกติเหมือนกรุงเทพฯ เราสั่ง Seafood Soup with fresh tomato และแฟนสั่ง Sirloin Steak ของหวานเป็นไอคศรีมซอร์เบท และช๊อคโกแลตมูส ก็รสชาติธรรมดา ไม่ได้อร่อยเป็นพิเศษแต่ก็ไม่แย่ มื้อแรก ค่าเสียหาย 1,800 บาท (เนื่องจากได้ Voucher ที่ใช้ในห้องอาหารของโรงแรม ลดราคาไป 500 บาท)  



อาหารเช้าริมทะเล
ที่นี่มีเสิร์ฟอาหารเช้า 2 ที่ คือที่ สำหรับแขกทั่วไป และที่ La Tratoria สำหรับห้อง Villa และ Dusit Club เวลาให้บริการคือ 7.00 – 11.00 น. เท่าที่ดูก็ไม่ใช่ไลน์บุฟเฟ่ห์ใหญ่อลังการเหมือนบางโรงแรม เช่น Anantara Hua Hin แต่อาหารที่มีอยู่ก็ค่อนข้างหลากหลาย และเยอะมากพอที่จะเป็น brunch  ได้เลย เรียกว่าสามารถกินอิ่มได้ โดยอาจจะไม่ต้องกินอาหารเที่ยง อาหารที่ให้บริการก็พวก Cold Cut และ Cheese plate , Salad, อาหารฝรั่ง ของร้อน ไส้กรอกหมูแฮม เบคอนมีให้เลือก มี Egg Station และ Noodle Station เพิ่มให้อีก สำหรับคนที่ต้องการของหนัก มีข้าวต้มและกับข้าว อาหารไทย ซูชิบาร์ น้ำผลไม้ก็มีทั้งแบบคั้นสด และแบบ Concentrated juice ผลไม้มีให้เลือกหลากหลาย และขนมปังเบเกอร์รี่ก็มีให้เลือก เราสั่งไข่เจียวใส่ผักต่างๆ และชีสให้ลูกทานคะ (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่คิดเงินนะคะ กินได้เต็มที่)



กิจกรรมยามว่าง
หลังจากที่เรากินอาหารกันเสร็จ ก็พาลูกเดินเล่นในบริเวณโรงแรม และชายหาดของโรงแรม ชอบที่นี่มาก เพราะบรรยากาศร่มรื่น ต้นไม้เยอะ มีที่ให้ลูกวิ่งเล่นเยอะ คือลูกเพิ่งจะวิ่งได้ ดังนั้นจะชอบวิ่งและปีนป่ายมาก เก้าอี้ชายหาดเนี่ยไปปีนมาแทบทุกตัว และก็วิ่งไปเก็บลูกสนมาดู แค่นี้เด็ก ๆ ก็มีความสุข ความสุขของเด็ก ๆ ไม่ซับซ้อนดี ที่นี่มีที่เล่นให้เด็ก และมีห้อง Kids Club ด้วย เข้าไปเล่นแป๊บเดียวคะ เพราะลูกชอบ Outdoor มากกว่า และเราก็อยากให้ลูกอยู่ Outdoor มากกว่าอยู่ห้องแอร์

เดินเล่นเบื่อก็มาว่ายน้ำ สระที่นี่ชอบตรงมันจะมีตรงที่เป็นทางลาด เหมือนชายหาด ดังนั้นน้ำจะไม่ลึก เด็กๆ ก็ไปเล่นได้ ไม่อันตราย และเนื่องจากลูกซนมาก พอมานั่งเล่นที่ริมสระแป็บเดียวก็ล้มหัวโขกพื้นเลยคะ แต่เจ้าหน้าที่โรงแรมก็รีบมาปฐมพยาบาลอย่างคล่องแคล่วว่องไว ส่วนลูกร้องไห้เสียงดังแป๊บเดียว พอเห็นพี่มาเล่นด้วย ก็ยิ้มแฉ่งเหมือนเดิม ….. คุณหมอเด็กบอกว่า เด็กวัยนี้ความจำสั้น เค้าเจ็บตัวแป๊บก็ลืม เอเดรียนก็คงเป็นแบบนี้  เพราะพอทำแผลเสร็จก็วิ่งเล่นได้เหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย







พอลูกได้แผลก็ถึงเวลามาพักผ่อน เล่นในห้องพักแทน จนกระทั่งลูกหลับ และสามีเป็นยามเฝ้าลูก เราก็เลยได้มีโอกาสมานั่งจิบชา ชิลด์ ชิลด์คนเดียวยามบ่าย (อันนี้รวมอยู่ในแพ็คเก็จ Dusit Club แล้ว) แซนวิชใช้ได้ ขนาดเซ็ทน้ำชาใหญ่มากอะ (ดีนะไม่ได้กินอาหารเที่ยงมา ไม่งั้นไม่รู้จะเอาไปไว้ตรงไหน) เครื่องดื่มมีให้เลือกมากมายหลายอย่าง แต่เราขอแบบธรรมดา คือ ชามะนาวแล้วกัน จิบชา กินขนม อ่านหนังสือไปซักชั่วโมงกว่าก็ต้องไปเปลี่ยนเวรกับสามีคือดูลูกแทนในขณะที่สามีไปวิ่งจ๊อกกิ้งรอบ ๆ บริเวณ Laguna  



ตอนเย็นก่อนถึงมื้อเย็น พวกเราก็ไปนั่งดื่มค๊อกเทลเบา ๆ ที่บริเวณล็อบบี้อีก (ถ้าไม่ได้พัก Dusit Club Room ก็สามารถซื้อเครื่องดื่มได้ และมี Happy Hour จนถึงสองทุ่มด้วยคะ) เครื่องดื่มก็มีให้เลือกเยอะมากกกกกก เราดื่มไหมไทยแบบเหล้าน้อยไปแก้วเดียว สามีดื่มไวน์ไปสี่แก้ว  ของเด็กเค้าก็ทำผลไม้ปั่นแบบไม่ใส่น้ำเชื่อมให้ด้วยนะคะ

ดื่มไปก็คิดเรื่องอาหารเย็น โชคดีมีเพื่อนเก่าของน้องชาย ซึ่งพ่อแม่เค้าอยู่ภูเก็ตมากินข้าวที่โรงแรมแล้วเจอกันคะ เลยให้เค้าแนะนำร้านอาหารฝรั่งเศสให้ ซึ่งก็ไม่ไกลจากที่พักชื่อร้าน Black Cat สามีตอนแรกได้ยินชื่อร้านก็แบบว่า จะอร่อยเหรอเนี่ย….. ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ก็อยากกินอาหารฝรั่งเศส สุดท้ายก็ขับรถไปที่เป้าหมายเพื่อพิสูจน์ว่า อาหารดีจริงไหม 

ขับรถออกจากโรงแรมประมาณไม่เกิน 10 นาที แผนที่หาจากใน Google Map (ตั้งแต่มี app นี้ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยคะ) ลักษณะร้านเป็นร้านอาหารแบบเปิด Outdoor ดูดี สบาย ๆ ไม่ได้ดูหรูหรามาก ระหว่างที่ดูเมนูและกำลังสับสนกับชีวิตก็ได้ยินเสียงภาษาฝรั่งเศสโช่งเช้งมาก สามีเลยหันไปคุยกับเค้าและให้เค้าแนะนำอาหารให้ (เพราะเค้าคือเจ้าของร้าน) อาหารอร่อยคะ และที่สำคัญคือถูกกว่า กรุงเทพฯ อาหารที่พวกเราสั่งคือ Starter 2 จาน (หอยแมลงภู่อบกระเทียม และสลัดนิซัว) Main Course  2 จาน คือ tartare du boeuf และ Sole Fillet with lemon cream sauce ไวน์ฝรั่งเศส 1 ขวด และขนมอีกสองอย่าง (Chocolate muse และ Berry Sorbet) ทั้งหมดจ่ายไป 2,1xx บาท โอ้ว อร่อย อิ่ม และถูกมาก (เราและสามีไปกินอาหารฝรั่งเศสที่ กทม เมนูคล้ายกัน ไวน์ระดับเดียวกัน ต้องมีประมาณ 4,xxx บาท และบางร้านใน กรุงเทพฯ ไม่อร่อยเท่าร้านนี้ อาหารไม่ได้ถ่ายมา เพราะมัวแต่ป้อนข้าวลูก (ลูกกินปลาที่เราสั่งมา กินเกือบหมดแทบไม่เหลือให้แม่เลย) ก็ถ้าใครสนใจไปดูรายละเอียดในเว็บเค้าได้เลยคะ ร้านนี้ถ้าเบื่ออาหารไทย อยากลองอาหารฝรั่งเศสไม่แพงมาก แนะนำเลยคะ www.blackcatphuket.com

ก่อนกลับบ้าน
วันสุดท้ายก็ตื่นมากินอาหารเช้า แล้วพาลูกไปเล่นแถวทะเลก่อนมานอนกลางวันเอาแรง แล้วเช็คเอาท์ พวกเราโชคดีว่าห้องว่าง ทางโรงแรมเลยให้เราเลทเช็คเอ้าท์ได้ บ่ายสามโมงครึ่ง ก่อนไปเช็คเอ้าท์ก็ยังได้ทาน Afternoon Tea อีกรอบ หลังจากนั้น ขับรถมาสนามบิน เช็คอินเสร็จก็กินข้าว (มื้อบ่าย) ที่ครัวการบินไทยชั้นสาม อาหารก็อร่อย รสชาดมาตรฐานการบินไทย แล้วรอเครืองบินกลับมาสุวรรณภูมิ พอมาถึงสุวรรณภูมิก็มาเอารถแล้ขับกลับบ้าน เสียค่าที่จอดรถไป 580 บาท สะดวกไม่ต้องไปต่อคิวแท็กซี่ (ซึ่งเราเอารถไปจอดประจำถ้าเดินทางไม่เกินสี่วัน)

จริง ๆ พาลูกไปเที่ยวเยอะคะ ทั้งในและต่างประเทศ เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะค่อย ๆ มาลงเป็นข้อมูลเผื่อเป็นประโยชน์นะคะ

วันนี้ขอลาไปเลี้ยงลูกก่อนคะ 




Create Date : 03 ตุลาคม 2557
Last Update : 3 ตุลาคม 2557 9:51:49 น. 0 comments
Counter : 783 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.