Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
8 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
(ภาค 1) แนวทาง....และวิธีการรักษา....หลังจากที่รู้ว่าเป็น....

ทำไมนะ....หมู่นี้ทำไมดูจะป่วยบ่อยจัง จะเป็นหวัดก็ไม่เป็น
ไม่เป็นไร นิดหน่อยเอง....กินยาแก้แพ้เอาแล้วกัน
.....
.....
.....
เหนื่อยจัง......เดินไปกินข้าวก็เหนื่อย.....กินก็อิ่มเร็ว
.....
.....
ฉัน : แก ๆ ชั้นเป็นอะไรไม่รู้ เหนื่อย ๆ เพลีย ๆ แค่หายใจยังเหนื่อยเลย
เพื่อน : ชั้นก็เหนื่อย อายุเราเยอะขึ้นมั้ง
ฉัน : นั่นซินะ แต่ทำไมรู้สึกจะแก่เร็วไปหน่อยนะ
.....
.....
.....
จากนั้นมาก็คุยและบ่นกับเพื่อนมาตลอด น้อง ๆ ที่ทำงาน ก็บอกให้ไปหาหมอซะ ไอ้เราก็คิดว่าจะบอกหมอยังไง จะให้บอกว่า ...
"หมอขา...หนูเหนื่อย" เหรอ....หมอคงบอกให้กลับไปนอนพักผ่อนเอาแรงหรือไม่ก็หาว่าเครียดมากพักผ่อนไม่พอแน่ ๆ เลย (คิดเอาเองทั้งนั้น)

ยัง...ยังไม่ไปหาหมอ แต่คิดว่าจะต้องไปแน่นอน แต่ขอลองอย่างอื่นดูก่อน
คือยังไปโยคะอยู่

แต่ก็รู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าหยุดโยคะไปประมาณเดือนนึงทำไมกลับมาเล่นถึงได้เหนื่อยจัง

ลองไปเข้าคลาสโยคะร้อน....โอ๊ย...ไม่ไหว...หายใจไม่ออก หันซ้าย หันขวา มีแต่ผู้สูงวัยทั้งนั้นเลย ยังยืนไหวเลย ทำไมนะเราไม่ไหว

ไม่ไหวแล้ว....ฟุบหมอบจนจบคลาส

ยัง....ยังไม่เลิก...หาคลาสใหม่ที่ไม่ร้อนแล้วใช้นอนเล่นเอา....เออ...เล่นได้แฮะ...เหนื่อยแหละ ก็แหมคนออกกำลังกายนี่นะ ก็ต้องเหนื่อยซิ

ใจชื้นขึ้นมาหน่อย กะว่าออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ น่าจะกลับมาหายเป็นปกติ........แต่.....

ไอ้อาการคล้าย ๆ กับจะเป็นหวัดเนี่ย แต่ไม่เป็น แต่ก็ไม่หายไป มันทำไมนะ

เมื่อจะต้องเดินทางไปทำงานที่พม่าประมาณ 2 อาทิตย์ แต่หวัดก็ยังไม่หายก็เลยตัดสินใจไปเอายาชุดใหญ่จากหมอเพื่อพกไปด้วย
ขณะนั้นที่พม่าเพิ่งเกิดพายุนากิ๊ซไปหยก ๆ ดังนั้นถือเป็นเรื่องที่โชคดีมาก ๆ ที่เมื่อมาพบคุณหมอแล้ว คุณหมอจำเป็นต้องเจาะตรวจเลือด เพราะเกรงว่าจะไปติดเชื้อที่นั่นกลับมาได้
ในที่สุดก็นัดหมอได้ในเย็นวันหนึ่งซึ่งจะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้นพอดี

ในตอนแรกให้คุณหมอดูคอก่อนว่าแดงมั้ย รู้สึกเหมือนจะพ่นไฟได้ แต่คุณหมอก็บอกว่าคอไม่แดง

เราก็ได้ชี้แจงให้คุณหมอฟังว่าเรากินยาอะไรไปบ้าง...ซึ่งคุณหมอก็โอเค ไม่ว่าอะไร

พอคุณหมอทราบว่าจะเดินทางไปพม่า ซึ่งขณะนั้นมีเชื้อแพร่ระบาดเต็มไปหมด คุณหมอจึงขอให้เจาะเลือดทิ้งไว้ ไม่ต้องรอผล เดี๋ยวจะโทร.ไปบอกที่บ้าน (พอดีว่าเป็นคุณหมอที่คุ้นเคยกัน)
เนื่องจากบ้านใกล้ รพ.ค่ะ ก็เลยวางใจมารอผลที่บ้าน

อ่อ....แต่ก่อนหน้านั้น รู้สึกไม่ค่อยดีนิดนึงตรงที่คุณหมอคลำที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แล้วพบว่ามีเหมือนเป็นเม็ด ๆ กระจาย ๆ อยู่ ซึ่งเมื่อก่อนตอนไปนวดสปา หรือนวดไทย หมอนวดก็เคยบอกว่ามีเม็ด ๆ อะไรประมาณเมล็ดถั่วเขียวอยู่ด้วยนะคะ เราก็ อือ ๆ ไป

ยังคุยเล่นกับคุณหมอเลยว่า...หมอคิดว่าหนูจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหรอคะ คุณหมอก็บอกว่าแหมเธอ...ก็ถ้ากลับจากพม่ามาเจาะตรวจไว้หน่อยก็ไม่เสียหลายนี่ ถ้าเป็นจะได้รียรักษาซะ

ไอ่ตอนกลับบ้าน ก็ใจไม่ค่อยดี คิดว่าถ้าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจริง ๆ จะทำไง ใจก็ยังกังวลอยู่นิด ๆ


ไม่เกินครึ่ง ชม. คุณหมอโทร.มาเอง คุยเองเลย ไม่ได้ให้ผู้ช่วยคุย ....

หมอ : นี่เธอ...ผลเลือดเธอไม่ค่อยดีเลยนะ
ฉัน : ทำไมเหรอคะ มันเป็นยังไง
หมอ : ค่าเม็ดเลือดขาวมันผิดปกติน่ะ
ฉัน : แล้วมันยังไงล่ะคะ ...หมอคิดว่าหนูจะเป็นมะเร็งเหรอคะ
หมอ :......ใช่ ๆ ๆ ๆ เธอรีบ ๆ มา รพ.เลย เดี๋ยวนี้เลย ฉันนัดหมอโรคเลือดไว้ให้เธอแล้ว

......
......
ใจตอนนั้นมันบอกไม่ถูก ไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้คิดว่าจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพราะกังวลกลัวว่าจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

กระโดดจากเตียง วิ่งเข้าห้องน้ำ.....อาบน้ำ....สระผม....แต่งตัว

วิ่งไป รพ. พร้อมกับตะโกนบอกพ่อกับแม่ว่า หมอคิดว่าน้องเป็นมะเร็ง แล้วก็วิ่งไป รพ. คนเดียว

เหนื่อย...หอบ...ผมเปียก....รีบโทร.หาสามีซึ่งกำลังขับรถกลับจากที่ทำงาน บอกเค้า เค้าก็ตกใจบอกว่าเป็นไปได้ไง สักพักก็ตามมาสมทบ
หลังจากคุยกับคุณหมอโรคเลือดแล้ว
คุณหมอก็ยืนยันว่าเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้จริง ๆ
จำเป็นต้องเจาะไขกระดูกเดี๋ยวนั้นเพื่อส่งตรวจโครโมโซม
แล้วต้องให้คีโมเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!!



ตกใจที่สุดที่จะต้องได้คีโมเลย....ยังทำใจไม่ได้
แต่ก่อนอื่น ....ขอคุณหมอ..โทรหาหัวหน้าก่อนว่าพรุ่งนี้เดินทางไม่ได้แล้ว
หัวหน้าก็ยังหาว่าพูดเล่น เพราะใครจะเชื่อล่ะคะ ก็ทำงานด้วยกันอยู่ดี ๆ แล้ว
อยู่ ๆ เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาโดยยังไม่เห็นอาการเจ็บป่วย

หลังจากนั้นก็รับโทรศัพท์จากเพื่อน ๆ ที่ทำงานเต็มไปหมด ทุกคนส่งข่าวกันเร็วมาก (ในหมู่คนใกล้ชิด)
ในที่สุด...ก็แอดมิดเข้ารพ. ทำการเจาะไขกระดูก...

ฟังดูน่ากลัวนะคะ...แต่...

ไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดค่ะ คุณหมอจะฉีดยาชาบริเวณที่จะเจาะ
ซึ่งอยู่ตรงเหนือก้นข้างซ้าย หรือข้างขวา
บางคนจะเข้าใจว่าเจาะที่ไขสันหลัง...ไม่ใช่ค่ะ

หลังจากฉีดยาชาแล้ว (เรานอนคว่ำ) หมอเจาะเข็มลงไปได้ยินแต่เสียง
กึ้ก ๆ ลงไปในกระดูก แต่ไม่เจ็บอะไรนะคะ

แต่ตอนดูดออกนี่ล่ะค่ะ มันเสียว ๆ วื้ด ๆ นิดหน่อย ซึ่งใช้การหายใจช่วยผ่อนคลายได้
ส่วนเรื่องการให้คีโม...อ้อนวอนขอคุณหมอไว้ก่อน
คุณหมอก็เห็นใจ แต่บอกว่ารอไม่ได้นะ เลยให้เป็นยาคีโมแบบรับประทานมา
กินกันไว้ก่อน

ตอนนั้นงงจริง ๆ ไม่ได้เสียใจกับการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเลย
คิดแต่ว่าเราป่วย รู้สาเหตุของการป่วยแล้ว ที่เเหนื่อยก็เพราะเม็ดเลือดขาว
มันเพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง
แล้วเลือดก็ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ...มีอาการปวดหัว เหมือนไม่สบาย

ทุก ๆ คนรอบข้างก็ต่างมาพูดปลอบให้กำลังใจ ให้สู้ ๆ นะ ให้ยึดสิ่งศักดิ์สิทธิไว้นะ

เราบอกตรง ๆ ว่าเราไม่ได้คิดอะไรเลย......คำว่าไม่ได้คิดอะไรเลย..หมายถึง

- ไม่ได้คิดว่าจะต้องตาย
- ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นโรคร้าย
- ไม่ได้กลัวตาย หากว่าถ้าจะต้องตาย
- เมื่อร่างกายมันเพี้ยนเอง เมื่อรักษามันก็ต้องหายซิ
ฯลฯ
คำว่า "สู้ ๆ " ที่ทุก ๆ คนพูด หรือให้เป็นกำลังใจนั้น เราก็มาคิดนะว่า สู้อะไร

แล้วเราก็พบว่า เราไม่ได้สู้กับมะเร็งหรอก
แต่สู้กับใจตัวเราเองต่างหาก.....นอกจากสู้กับใจตัวเองแล้ว
ยังต้องต่อสู้กับการทรมาณจากการรักษาอีกมาย....(ซึ่งจะค่อย ๆ เขียนไปนะคะ)

ถามว่าเราร้องไห้มั้ย.....ร้องวันแรกค่ะ แต่ไม่ได้ร้องไห้โฮ
ร้องไห้เพราะทุกคนต่างรีบโทร.มาหาให้กำลังใจ และปลอบใจ

เรามีลูกเล็ก 2 คน 11 ขวบกับ 9 ขวบ ซึ่งเราไม่อยากให้เค้าคิดว่าแม่เค้า
กำลังจะตาย..................

ก็เรายังไม่เห็นรู้สึกว่าเราจะตายสักหน่อย....จริง ๆ นะ...ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
เมื่อเริ่มรับยาเคมีบำบัด.......


(ตอนแรกที่ยังทำใจกับการรับคีโมไม่ได้ก็คือ..กลัวผมร่วง
แล้วก็กลัวแพ้อาเจียน ฯลฯ)

แต่พอตั้ง "สติ" ได้ทุกอย่างก็เริ่มต้น............

ครังแรก....ให้ยาคีโมสองชนิด (จำชื่อไม่ได้) เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

บางคนอาจสงสัยว่าการให้คีโมเค้าทำกันยังไง...ก็มีหลายแบบค่ะ
ทั้งแบบยากิน หรือยาฉีด ยาฉีดนี่ก็ให้ทางสายน้ำเกลือนี่ล่ะค่ะ

ระหว่างได้ยา เราโชคดีที่ไม่ได้อาเจียน แต่มีคลื่นไส้ค่ะ เหมือนคนแพ้ท้อง
เหม็นอาหาร ทานไม่ได้ รสชาดอาหารเปลี่ยนไปหมด

อาการข้างเคียงอื่น ๆ ก็คือ ปากจะสาก ๆ ลอก ๆ และเจ็บ ทำให้ทานอะไรลำบาก
แล้วก็มีอาการเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน

อาหารที่รับประทานได้คืออาหารสุกเท่านั้น......งด....ผัก และผลไม้

อ๊ะ ๆ งงล่ะซิ

คนเป็นมะเร็งต้องกินชีวจิตไม่ใช้เหรอ งดเนื้อสัตว์ !!!!
ช่วงที่ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดจะทำให้ภูมิคุ้มกันตกลง เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะ
ที่ไม่มีภูมิก็พร้อมที่จะติดเชื้อได้ง่าย

เชื้อมาจากไหน....เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส

อาหารที่ทำทิ้งไว้นาน ก็อาจเกิดเชื้อแบคทีเรียขึ้นได้
ผักและผลไม้เสี่ยงต่อการมีเชื้อรา และยาฆ่าแมลงสูง
ส่วนเชื้อไวรัสก็อยู่ในอาการนี่ล่ะค่ะ

ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรอยู่ในที่ที่สะอาดและปลอดเชื้อ

ส่วนคุณหมอก็ต้องคอยเฝ้าดูอาการแล้วให้ยาแก้อักเสบป้องกันโดยตลอด

เพราะโรคนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเลือดออก
ในอวัยวะสำคัญในร่างกาย
ผ่านไปสองสัปดาห์ ผมก็เริ่มร่วง...
(เพิ่งไปทำผมมาได้สักอาทิตย์เดียวเองก่อนเข้า รพ.)

หยิบออกมาได้เป็นกระจุก ๆ เลย
ถ้าไม่หยิบออก มันก็หลุดพันกันเป็นยวง ๆ แล้วก็ร่วงตามหมอน
เราก็ต้องหยิบทิ้งถังขยะ....เป็นกำ ๆ

(มานั่งเสียดายว่าน่าจะเก็บไปทำวิกท่าจะดี...ได้ผมยาวด้วยเพราะหลุดตั้งแต่โคน)

จากนั้นก็ต้องให้คุณแม่เอากรรไกรมาตัดทิ้ง เพราะรำคาญมาก
ตอนนั้นยังโกนไม่ได้เพราะเกร็ดเลือดต่ำ

เพื่อน ๆ ก็เอาใจโดยการไปหาซื้อวิกมาให้
แล้วเราก็ให้คุณแม่เพื่อนช่วยถักหมวกไหมพรมมาใส่ (กันหนาวหัว)

พอเข้าสัปดาห์ที่สาม ...อาการโดยรวมเราก็รู้สึกเริ่มปกติแล้ว ทานอาหารได้แล้ว
แต่ว่ามันมีไข้ต่ำ ๆ อยู่ตลอดเวลา หมอก็เลยไม่ให้กลับบ้าน

อ่อ...
ถามคุณหมอว่าแล้วการให้คีโมครั้งต่อไปจะเมื่อไหร่ค่ะ
หมอบอกว่าควรห่างกันประมาณ 1 เดือน ถึงจะเริ่มให้อีกคอร์สได้

แต่นี่!!!!!!! สามอาทิตย์แล้วนะยังไม่ได้ออกจาก รพ.เลย หมายความว่า...
ชั้นต้องอยู่ รพ.ไปตลอดเลยงั้นเหรอ !!!!!!!!!!!!!!!!!!

ม่ายด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ปรี๊ดแตกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
จากนั้น....อาการวีนแตกของข้าพเจ้าก็เริ่มขึ้น.....

ชักอารมณ์เสียง่าย แทบจะจ้องจับผิดการทำงานของพยาบาลกันเลยเชียว

พยาบาลก็ใจเย้น..เย็น...เข้ามาพูดคุย ปลอบใจ ชวนคุยนั่นคุยนี่ไปเรื่อย

อาการอยากจะออกจาก รพ. ก็ยังไม่ดีขึ้น

คุณหมอบอกว่าถ้าไข้ลดจะให้กลับบ้านได้.......จากนั้น

ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำตัวเองให้แข็งแรง จะได้หายไข้ไว ๆ

ในที่สุด....วันนั้นก็มาถึง...................เย้!!!!!!
สิ้นอาทิตย์ที่สามพอดี.....ไข้ลด
คุณหมอบอกว่าให้กลับบ้านไปพักผ่อนสักอาทิตย์นึงนะ..... - -"

อาทิตย์เดียวเองเหรอ....อ่า....ก็ยังดี ขอมาพักฟื้นจิตใจก่อน
อยากกลับบ้านมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

ถึงแม้ว่าจะยังไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อจิตใจลิงโลด ทุกอย่างก็ฟื้นตัวได้เร็ว

ขอบอกว่า...เร็วมาก จิตใจที่สบายทำให้สุขภาพกายมันดีขึ้นทันตา

เพื่อน ๆ รู้ข่าวก็แวะมารับไปกินข้าว (แถว ๆ บ้าน) ได้ออกไปโน่นนี่บ้าง
ก็รู้สึกดี เหมือนกับว่าเราหายแล้วนะ ไม่ได้ป่วยแล้วนะ

แต่ก็มีบางคนที่ห่วงเรามากซะยิ่งกว่าเด็กในดักแด้....ให้ระวังตัวอย่างโน้น อย่างนี้

อย่ากินนั่น...อย่ากินนี่....อันนี้ไม่ดี ...แสลง

ถ้าคุณเป็นคนป่วย แล้วได้รับแต่ข้อมูลที่ทุก ๆ คนสรรหามาให้ด้วยความหวังดี
ซึ่งก็มีหลายแบบ มันเครียดนะสำหรับผู้ป่วย ความเครียดน่ะ...บ่อเกิดของโรคภัยต่าง ๆ เลยล่ะ
เรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกให้ทุก ๆ คนรับรู้มาก ๆ เลย ก็คือเรื่อง "ธรรมะ"

ไม่ว่าท่านใด ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ใฝ่ธรรมะ ก็ต่างจะต้องเข้ามาบอกให้เราเอาธรรมะเป็นที่พึ่ง

เราก็เป็นคนพุทธคนนึง ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยได้ไปปฏิบัติธรรม อ่านหนังสือธรรมะ
หรือต้องนั่งฟังเทศน์ ฟังธรรม ตลอดเวลา แต่เราก็มีศรัทธาอยู่ในใจตลอด

ต้องคอยมาบอกว่าให้สวดมนต์เยอะ ๆ ทำสังฆทานมั่งนะ ทำบุญเยอะ ๆ นะ

แล้วเค้ารู้ได้ยังไงว่าเราไม่สวดมนต์ เราไม่ทำสังฆทาน ....เราเครียดนะ

รู้สึกว่าตัวเองบาป....หนานักหรือ คนถึงได้มองให้เราทำอย่างนั้น
เรื่องนี้เราก็เคยปรึกษาเพื่อนเหมือนกันว่า เรารู้ว่าทุกคนหวังดี แต่เราจะทำใจ
ยังไงให้ไม่ไปคิดอย่างนั้นได้ มันไม่ใช่แค่คนเดียว แต่หลาย ๆ คนพูด
ทำให้เรารู้สึกสับสนว่าเราน่ะเป็นคนบาปหรืออย่างไร

เราน่ะฝึกโยคะ เพราะเราชอบในการทำสมาธิกับโยคะ ได้ฝึกหายใจ มันก็ได้สมาธิไม่ใช่หรือ (เมื่อเทียบกับการนั่งสมาธิ เราชอบเพ่งตัวเองในกระจกมากกว่า)
และก็ขอบอกเลยว่า.....อาการ suffer จากคีโมหลาย ๆ อย่างสามารถ release ได้ด้วยการหายใจ

ซึ่งเราก็คิดว่าสิ่งที่เราได้ฝึกฝนมา แล้วเราก็ได้นำมาใช้กับชีวิตเรามันก็รู้สึกดี

แล้วเราก็เป็นคนประเภทที่ว่าให้ฟังผ่านเลยไป ไม่รับปากไม่ทำ ไม่ได้ซะด้วย
เพราะเราไม่ชอบโกหก ถ้าไม่ทำ ก็คือ ไม่ทำ ไม่ใช่รับปากว่าจะทำ แต่ไม่ทำ
(อันนี้น่าจะบาปกว่านะ...เราว่า)

บางคนมาบอกให้ไปไหว้พระที่โน่น ที่นี่ดี...ศักดิ์สิทธิ....
เราเชื่อนะ...ถ้ามีโอกาสเราจะไป แต่เราจะไม่เป็นประเภท กระเหี้ยนกระหือรือที่จะต้องไปให้ได้ !!!!

เค้าให้ไปขอ...ขอ ...ขอ.. เราบอกว่า...เราไม่ขอ...ถ้าเรายังมีบุญที่จะมีชีวิต
ต่อไป..ก็อยู่ต่อ แต่ถ้าหมดบุญแล้ว...ก็ตาย..ก็ไม่เป็นไร

เพราะเวลาไปไหว้พระที่ไหน เราก็แค่สวดมนต์ ทำจิตให้สบายเท่านั้น ไม่ขอโน่นขอนี่

ตอนเด็ก ๆ คุณย่าสอนให้สวดมนต์ เราจำบดสวดยาว ๆ ได้หมดแหละท่องได้หมด ไม่ต้องเปิดหนังสือเลย
แล้วคุณย่าก็บอกให้ขอให้เรียนหนังสือเก่ง ๆ นะ ....เราจำได้

ผล...เราเรียนพอใช้ได้นะ...ไม่เก่งหรอก เพราะขี้เกียจอ่านหนังสือไง อันนี้
พระก็ช่วยไม่ได้นะ

ต่อมา...เราก็เคยขอให้หายปวดหัว เราทุกข์ทรมานกับการปวดหัวมาตลอดชีวิต
หาวิธีรักษาหลายอย่างแล้วก็ไม่หาย นึกว่าเป็นมะเร็งสมองด้วยซ้ำ ..ก็ไม่ใช่
ก็ไม่มีที่ไหนทำให้เราหายปวดหัวได้เลย....

เราก็ค้นพบสัจธรรมว่า...กรรมเวรของตัวเองนี่แหละ....เราทำอะไรมาก็ได้อย่างนั้น

ที่พูดนี่ไม่ได้ปลงนะ.....แต่อยากให้ทุกคนยอมรับในตัวของตัวเอง...ไม่ต้องไปโทษใคร
แล้วก็ไม่ต้องโทษตัวเองด้วย
นอกเรื่องไปเสียนาน....ต่อ....การให้คีโมครั้งที่สอง

คราวนี้รู้สึกว่าตัวเองพร้อมมาก....ร่างกายแข็งแรง
ที่สำคัญต้องกินเข้าไว้ อาหารที่มีประโยชน์ ไม่ต้องเลือกมาก
เลือกมากแล้วเครียด....เราคิดว่าที่กินอยู่น่ะก็ดีอยู่แล้ว ก็ปฏิบัติตัวเหมือนเดิม

การให้คีโมครั้งนี้จะให้ยา 3 วัน วันเว้นวัน ......
วันแรกที่เข้า รพ.งดน้ำงดอาหารเจาะเลือด แล้วไม่ได้กินกาแฟ

ผล.....ไมเกรนขึ้นฮ่ะ.....หลังจากให้ยาไปตอนเช้า (ในวันที่ให้จะให้เช้า-เย็น) อาเจียน...ซะ

คุณหมอรีบมาดูอาการ....แต่เราน่ะรู้ว่าเราอาเจียนเพราะไมเกรน แต่คุณหมอ
ก็บอกว่ายาที่ให้ dose มันสูงนะ มันอาจเป็นผลข้างเคียงก็ได้

สรุปว่า....อาเจียนไปตลอด ถึงแม้ว่าจะให้ยาแก้อาเจียนก็ตาม จนกว่ายาไมเกรนจะออกฤทธิ์ นั่นแหละ

พอเว้นไปวันนึงไม่ได้ให้ยา....ก็สบาย....ปกติดี....

พอให้ยาอีกวัน.....ทีนี้....ไม่มีอะไรเลย...เหมือนให้น้ำเกลือปกติ

แล้วพอเว้นวัน.....ชักจะเริ่ม....อีกล่ะ!!!! อิช้านนนนนนนนน...นิสัยเสีย....
(แต่ยังเก็บอาการพออยู่)

หลังจากให้ยาวันสุดท้าย.....แล้วก็ไม่มีอาการอะไรใด ๆ เลย....

อาการวีนแตกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก........ก็เริ่ม....ขึ้น!!!!

อาการวีนแตกทีว่าก็คือ......................อาละวาดจะออกจากรพ.ให้ได้
พยาบาลมาปลอบแล้วปลอบอีก....เราบอกว่าเราเครียดมาก....เราสบายดี
เราอยากกลับบ้าน มานั่งปักน้ำเกลือคาอยู่ได้....กินก็กินได้ เดินก็เดินได้
ไม่ต้องมาบริการเราหรอก เราทำตัวเองที่บ้านได้

หมอจ่ายยาคลายเครียดมาให้....เราก็กิน....แต่ก็แล้วก็ไม่ได้มีอาการสงบลงเลย
ท้ายที่สุด......เราก็ชนะ.......หมอยอมให้เรากลับบ้านได้ (หนึ่งในคุณหมอที่รักษาเรา)

คุณหมอท่านที่รักษาโรคของเราโดยตรงก็ตกใจ นึกว่าเราจะเลิกรักษาเสียแล้ว
แต่คุณหมอท่านที่อนุญาตให้กลับท่านบอกว่าเอาศีรษะท่านเป็นประกันให้
(ท่านนี้แหละค่ะที่พบโรคของเรา) ว่ามันจะกลับมารักษาต่อแน่นอน

ที่คุณหมอไม่อยากให้เรากลับบ้านนั้นเพราะว่าเมื่อให้ยาคีโมไปแล้วภูมิคุ้มกันจะตก
แล้วจะติดเชื้อได้ง่าย ตอนแรกเราสัญญาไปว่าถ้าภูมิตกแล้วเราจะมาเข้า รพ.

แต่พอถึงเวลาภูมิตกจริง ๆ.....เราก็ไม่เข้า...เราบอกว่า เราสามารถ isolate ตัวเอง ดูแลตัวเองที่บ้านได้ โดยไม่ยุ่งกับใคร แต่อย่าเอาเราไปนอน รพ.
ในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้เป็นส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย

แต่ระหว่างหลังจากที่ให้ยาเสร็จแล้ว ก่อนที่ภูมิจะตกนั้น ต้องเจาะเลือดกับฉีดยาทุกวัน

เจาะเลือดคือดูว่าเม็ดเลือดขาวตกลงรึยัง...
ฉีดยา...กระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาว

ทำแบบนี้ทุก ๆ วันจนกว่าผลเลือดออกมาว่าเม็ดเลือดขาวขึ้นแล้วจึงหยุด






ครั้งที่สองนี้แหละ....
เราเครียดมาก....ทะเลาะกับสามี เพราะเค้าอยากให้เราอยู่ในความดูแลของแพทย์
เราพูดเท่าไหร่ก็ยอมเข้าใจเราบ้างเลย เค้าก็หาว่าเราไม่ใส่ใจดูแลตัวเองเลย

เราว่า....แม่เราเข้าใจ....เราโทร.หาเพื่อนสนิท...เพื่อนสนิทเราก็เข้าใจเรา

แม้แต่หมอ....เค้าก็แคร์ความรู้สึกด้านจิตใจของเรามาก....แต่สามีคิดเพียงแต่ว่า
เอาเราไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย เค้าจะอุ่นใจ

แต่ว่า...เราเป็นคนนะ!!!!!!!! คน....ไม่ใช่หุ่นยนต์

ถ้าหุ่นยนต์เหล็ก เมื่อถูกออกซิเจน แล้วจะสนิมขึ้น
ดังนั้น เอาหุ่นยนต์ไปใส่ไว้ในตู้สุญญากาศซะ ...อะฮ้า...หุ่นยนต์ชั้นก็ไม่สนิมขึ้น

!!!!!!!!! นี่มันก็แค่หลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งใคร ๆ ก็ยอมรับ

แต่คน...มนุษย์...มีชีวิตจิตใจ แล้วก็เลือกที่จะมีชีวิตในรูปแบบของตัวเองได้

เมื่อเราเลือกที่จะอยู่บ้าน...ความเสี่ยงการติดเชื้อสูง...แต่เมื่อเราเลือกแล้ว
เราก็ต้องยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่จะมาโทษว่า รู้งี้...อยู่ รพ.ดีกว่า
....
....
เราว่า....เรารู้ตัวเราเองดี.....ว่าเราเป็นยังไง เราไม่ฝืนใจตัวเองเพื่อคนอื่น
เรากำลังรักษาโรคของตัวเองอยู่นะ....แต่อยู่ในกรอบความพอดีที่
ร่างกายและจิตใจเราจะดำเนินไปด้วยกันได้ และเราก็ไม่ต้องการให้ใคร
มาบั่นทอนจิตใจเราด้วยเรื่องที่เราต้องฝืนใจตัวเอง
....
....

ดื้อเนอะ...!!!! ใช่มั้ย....เอาแต่ใจตัวเองเนอะ....

ยอมรับค่ะ....
เราเลือกวิถีชีวิตของเราแล้วแบบนี้
หากเราจะต้องมีอันเป็นไปเพราะการกระทำของตัวเอง...ก็ไม่เสียใจเลยค่ะ

หลังจากให้คีโมครั้งที่สองผ่านพ้นไปด้วยดี
ดื้ออยู่ที่บ้าน...และก็ไม่ติดเชื้อ
เมื่อภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเป็นปกติ ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าถูกห้ามไม่ให้ไปทำงาน
....
....
ไม่เป็นไร....ยังไม่ไปก็ได้เพราะยังไม่ครบคอร์สนี่
แต่ขอบอกว่าสบายดีจริง ๆ นะ เหมือนปกติเลย
(ตั้งแต่เลือดไม่ดีนี่ยังบอกเพื่อนเลยว่าชั้นแทบไม่ปวดหัวเลยอ่ะ)

ผลการเจาะตรวจไขกระดูกในครั้งนี้ก็พบว่าเข้าสู่ complete remission แล้ว
หมายถึงเข้าสู่สภาวะโรคสงบ
แต่ไม่ได้หมายความว่าหายขาดนะคะคือเซลมะเร็งไม่สามารถตรวจพบเจอในกระแสเลือดแล้ว

แต่การรักษาจริง ๆ ของเราคุณหมอได้ให้แนวทางไว้ดังนี้....

หลังจากให้คีโมครั้งแรกแล้ว....จะต้องได้ Hi-dose Ara-C อีก 3 ครั้ง
แต่ถ้ามี donor ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้เลย

เรามีน้องสาว 1 คน แต่ตรวจเลือดแล้ว match กันแค่ 50% ซึ่งคุณหมอบอกว่าเสี่ยงต่อการที่ร่างกายปฏิเสธได้

แล้วเราก็ไม่มีผู้บริจาค (donor) ที่ match เลือดกันเลยจาก list ที่สภากาชาดไทย
ในการให้คีโมครั้งที่ 3-4 ในตัวยาเดียวกันกับครั้งที่สองนั้น
ผลก็คือเหมือนกันคือ เราไม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด

แล้วคุณหมอก็อนุญาตเหมือนครั้งที่ผ่านมาคือ ให้กลับบ้านได้
แต่ต้องระมัดระวังดูแลตัวเองดี ๆ เหมือนที่ทำมา

ทุกอย่างก็ราบรื่นดีค่ะ....

อ่อ....มีแทรกเรื่อง donor จากทั่วโลก

.....
.....
อยู่มาวันหนึ่งคุณหมอก็มาบอกว่า เลือดของเราไป match กับชาวยุโรปคนหนึ่งถึง 6 จุดแล้ว

คืออย่างนี้ค่ะ....ถ้าคนในครอบครัวเดียวกัน ดูเลือดที่ match กัน ดูแค่ 6 จุด
(เราจำไม่ได้ว่าจุดหรือคู่นะคะ)
นั่นหมายความว่าเรา match กับน้องสาวเราแค่ 3 จุด

แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องเดียวกันต้องดูทั้งหมด 10 จุด ทีนี้...
คนยุโรปที่ว่า...เราไป match กับเค้าถึง 6 จุดแล้ว ถ้าจะเอาจริง จะต้อง
ตรวจเพิ่มว่าจริง ๆ แล้ว match กันอีกหรือไม่ ซึ่งคาดว่าค่าใช้จ่ายน่าจะสูง

แต่เนื่องจากว่าเราไม่ได้มีเชื้อสายยุโรป การได้มาก็เสี่ยงต่อการเกิดกราฟปฏิเสธผู้ป่วยได้เช่นกัน

ดังนั้นคุณหมอจึงคิดว่าไม่ควรเอา (ถ้าได้ของคนเอเชียจะดีกว่า)

......
......
เรายังไปคุยเล่นกะเพื่อนเลยว่า....ถ้าได้มาเราน่าจะจมูกโด่งขึ้นเนอะ
ผิวคงขาวขึ้นเป็นฝรั่ง อิอิ ...เอ๊ะ...หรือผมหยิกหว่า
.....
.....
เราตัดสินใจใช้ stem cell ตัวเองในการรักษาครั้งนี้ เนื่องจากคุณหมอบอกว่า
การรักษาของเราต้องปลูกถ่ายไขกระดูก เพราะผิดปกติมาจากโครโมโซม

....
....
ตอนนี้ฟังดูเหมือนว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีใช่มั้ยคะ....เราก็ไม่แพ้คีโมเลย
แถมชนะหมอและทุก ๆ คนอีก....เอิ๊กส์
...
แต่ไม่ค่ะ...ไม่....ยังมีอีก....

ความเสียใจที่สุดในชีวิต .....รู้ว่าเป็นมะเร็งยังไม่เสียใจขนาดนี้เลย

...............................


Create Date : 08 เมษายน 2552
Last Update : 8 เมษายน 2552 14:52:21 น. 1 comments
Counter : 755 Pageviews.

 
เยี่ยมมากค่ะ


โดย: ซาไปรส์ IP: 124.120.106.5 วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:17:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tourmaline
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add tourmaline's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.