Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
ธรรมชาติไม่กระทำ และไม่แก่งแย่ง

ธรรมชาติ
ไม่กระทำ
และไม่
แก่งแย่ง

ปัจจุบันวงการธุรกิจในญี่ปุ่นได้มีการนำเอาปรัชญาความคิดของหล่าวจื่อไปใช้กันอย่างแพร่หลายในภาวะที่เศรษฐกิจของโลกมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เฉกเช่นทุกวันนี้ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าแนวคิดการใช้ความอ่อนชนะความแข็งของหล่าวจื่อ ซึ่งเป็นการจัดการบริหารที่มีลักษณะยืดหยุ่นนั้น เป็นหลักการปฏิบัติที่สอดคล้องกับสังคมที่สลับซับซ้อนและแปรปรวนเช่นทุกวันนี้ โดยเฉพาะปรัชญาความคิดของหล่าวจื่อที่เกี่ยวกับ ธรรมชาติไม่กระทำและไม่แก่งแย่ง

คัมภีร์ต้าวเตอะจิง ได้กล่าวไว้ประโยคแรกว่า “ เต๋าที่อรรถาธิบายได้ ไม่ใช่เต๋า ชื่อที่สามารถเรียกได้มิใช่ชื่อที่แท้จริง “

จากคัมภีร์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หล่าวจื่อได้ให้ความหมายของคำว่า เต๋า เป็น 2 นัยคือ เต๋าที่ว่างเปล่าปราศจากตัวตน และเต๋าที่มีรูปหรือตัวตน

ความคิดนี้ได้สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนในแวดวงธุรกิจนั่นคือ ในการจัดการบริหารนั้นมีทั้งส่วนที่มี ( ตัวตน ) คือการจัดการกับวัตถุ และส่วนที่ไม่มีคือการบริหารคน ในการจัดการบริหารนั้น เรามักจะมองเห็นแต่สิ่งที่มีคือการจัดการกับวัตถุ ซึ่งมีกฎเกณฑ์ค่อนข้างตายตัวเหมือนกับวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์เช่น ฟิสิกส์ เคมี ฯลฯ ซึ่งความถูกต้องนั้นมักตั้งอยู่บนเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง เช่น ณ. อุณหภูมิที่กำหนดไว้ เป็นต้น เรามักปล่อยปละละเลยหรือมองข้าม หรือมองการบริหารคนว่ามีกฎเกณฑ์ตายตัวเช่นเดียวกันวัตถุ จนทำให้ไม่สามารถนำเอาการบริหารคนซึ่งมีพลังแฝงที่ยิ่งใหญ่ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้ หากมนุษย์สามารถค้นพบสิ่งนี้ มันก็จะแสดงศักยภาพออกมาให้ปรากฏ และทำให้องค์กรพัฒนาก้าวหน้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของความไม่มีในการบริหารบุคคลนี้สะท้อนออกอย่างเด่นชัดในแกนความคิดของคัมภีร์ต้าวเตอะจิง คือ เต๋า ซึ่งมีเนื้อหาคือ ไม่กระทำ

ก่อนอื่นเราอย่าเพิ่งทึกทักรหรือเข้าใจผิดคิดว่า ไม่กระทำหมายถึงการไม่ทำอะไรเลย แต่คำว่าไม่กระทำในความหมายของหล่าวจื่อนั้นมักจะสัมพันธ์กับคำว่าธรรมชาติกลายเป็นธรรมชาติไม่กระทำ คำว่าธรรมชาติในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงธรรมชาติในแง่ของวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความหมายครอบคลุมไปถึงการกระทำที่ไม่ฝืนในกฎแห่งธรรมชาติดังคำกล่าวของหล่าวจื่อ
“ ฟ้าดินนั้นไม่มีความลำเอียง
ปล่อยให้สรรพสิ่งเจริญเติบโตไปอย่างธรรมชาติ
ปราชญ์นั้นปราศจากความลำเอียง
ปล่อยให้ประชาชนพัฒนาไปตามธรรมชาติดุจกัน “

นั่นหมายถึงว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะต้องปล่อยให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ คือปล่อยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำงานโดยอิสระปราศจากการถูกครอบงำใด ๆ บทบาทของผู้นำนั้นด้านหนึ่งจะต้องชี้นำ แต่อีกด้านหนึ่งจะต้องทำให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่เกิดความรู้สึกว่าเราเข้าไปบงการชีวิตและการงานของเขา

ในการบริหารบุคคลนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ปรากฎให้เห็นในประเด็นการรวบอำนาจกับการกระจายอำนาจ ขณะที่ผู้นำรวมอำนาจบางส่วนไว้ในมือ ก็ควรกระจายอำนาจที่มากมายอื่น ๆ ให้กับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ วิธีการนี้นอกจากจะช่วยกระตุ้น การทำงานของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้มีความขะมักเขม้นแล้ว ยังเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้นำละงานทั่ว ๆ ไป แล้วมีเวลาคิดงานใหญ่อื่น ๆ เพื่อพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าต่อไป

เมื่อพูดถึงการบริหารแบบธรรมชาติไม่กระทำของหล่าวจื่อแล้ว เราควรศึกษาถึงความคิดที่ไม่แก่งแย่งของหล่าวจื่อด้วยคำว่าไม่แก่งแย่งของหล่าวจื่อนั้นมีความหมาย 2 นัยคือ
1. ไม่แก่งแย่งกันเพื่อเป้าหมาย หรือเพื่อผลประโยชน์แห่งตน หล่าวจื่อได้เปรียบเทียบการไม่แก่งแย่งแบบนี้ว่า
“ มนุษย์ที่ประเสริฐนั้นเปรียบดุจน้ำ ที่มีคุณอนันต์ต่อมนุษย์ แต่ก็ไม่แก่งแย่งชิงผลประโยชน์จากสรรพสิ่ง “
การไม่ช่วงชิงแก่งแย่งผลประโยชน์จากสรรพสิ่งนั้น หล่าวจื่อได้สรุปไว้ดังนี้
“ งานสำเร็จก็ถอนตัว “
2. การไม่แก่งแย่งนั้นเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อบรรลุเป้าหมาย คือประสบชัยชนะ ดังบทสรุปของหล่าวจื่อว่า
“ กฎแห่งสวรรค์คือการไม่แก่งแย่งกัน และด้วยเหตุที่ไม่แก่งแย่งกัน ชัยชนะจึงเกิดขึ้น “

ด้วยเหตุนี้ แม่ทัพที่สันทัดในกลยุทธ์ จะไม่แสดงท่าทีที่เย่อหยิ่ง ผู้ชำนาญในการรบ จะไม่แสดงอาการวู่วาม โกรธกริ้ว ผู้ที่สามารถสยบศัตรูได้นั้น จะต้องมีชัยต่อศัตรู โดยไม่ต้องสัประยุทธ์ สำหรับผู้ที่สันทัดในการใช้คนนั้นจะต้องมีท่าทีที่อ่อนน้อมถ่อมตน คนที่ไม่ต่อปากต่อคำ ไม่วู่วามโมโห ไม่สัประยุทธ์ ไม่หยิ่งยโส คือคุณธรรมที่ไม่แก่งแย่งแห่งเต๋านั่นเอง

จากหนังสือ ปรัชญาชีวิต และงาน เรียนรู้แก่นภูมิปัญญา พุทธ เต๋า ขงจื่อ




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 18:10:15 น. 3 comments
Counter : 598 Pageviews.

 
ขอบคุณค่ะ เข้ามาอ่านแล้วได้ข้อคิดดี ๆ เยอะเลย


โดย: กระติ๊ดแดง วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:18:59:14 น.  

 
เอ่ม เป็นบล๊อกแรกที่เข้ามาแล้วรู้สึกว่า อ่านแล้วโดนไปหมดทุกอัน ขอบคุณที่ชวยรวมเอาเรื่องราวดีๆหลายๆศาสตร์มารวมให้น่าอ่านค่ะ

อยากให้ทำอ้างอิงนิดนึง ว่าอันไหนเอามาจากไหนบ้าง เผื่อเราจะได้ตามลิงค์ไปอ่านหัวข้อใกล้เคียงอื่นๆที่ไม่ได้หยิบยกมาอะค่ะ และอันไหนที่เจ้าของบล๊อกเขียนเอง จะได้รู้ว่าอันนั้นมาจากไหน ชอบรู้แหล่งข้อมูลน่ะค่ะ ว่าใครเขียน หรือนำมาจากไหนประกอบกันน่ะค่ะ

แต่เวบนี้ค่อยข้างถูกจริตเราอะค่ะ ขอบคุณนะคะ มีที่ดีๆรวบรวมให้อ่านเป็นสาระอีกแห่งนึงแล้วอะค่ะ จะมาทยอยอ่านวันละนิด


โดย: fdfs IP: 192.168.50.119, 180.183.117.65 วันที่: 21 พฤษภาคม 2554 เวลา:17:28:20 น.  

 
ขออภัยนะครับ ที่ไม่ได้เขียนแหล่งคัดลอก ลืมไปจริงๆ ทั้งที่เป็นมรรยาทที่ดี


โดย: Toad IP: 1.20.1.170 วันที่: 16 มีนาคม 2556 เวลา:23:07:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.