Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
กฎแห่งกรรมและความเป็นไปได้

กฎแห่งกรรมและความเป็นไปได้

ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์บ้างเล็กน้อยประกอบกับ
เป็นคนชอบใช้เหตุผล จึงขอจะอธิบายเรื่องกฎแห่งกรรมและความเป็นไปได้ตามประสบการณ์และความเข้าใจ (ของผู้เขียน)
สืบเนื่องจากเรื่องการกระทำทางใจ ก็ทำให้ต้องมาศึกษาเรื่องจิต จิตใจของคนเรานี้ คิดนึกอะไรต่ออะไร สิ่งที่พูด และทำก็เป็นไปตามจิตใจ แต่จิตใจเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน บางครั้งและในบางเรื่องบางอย่าง เราบอกไม่ถูกด้วยซ้ำว่า ตัวเราเองเป็นอย่างไร บางทีเราทำอะไรไปสักอย่าง เราก็บอกไม่ถูก ว่าทำไมเราจึงทำอย่างนี้ เพราะว่าจิตใจนั้นมีความสลับซับซ้อนมาก มีการแบ่งจิตเป็น 2 ระดับ คือ

1.จิตสำนึก เป็นจิตที่รู้ตัว ที่พูด ทำสิ่งต่างๆ
2.จิตไร้สำนึกหรือจิตใต้สำนึก เป็นจิตที่เป็นองค์แห่งภพ เป็นระดับที่เราไม่รู้ตัว เรียกว่าจิตไร้สำนึกภพ จะเป็นอย่างไรชีวิตแท้ๆที่กรรมออกผลจะเป็นอย่างนั้น อยู่ที่จิตไร้สำนึก แม้แต่จุติปฏิสนธิก็เป็นจิตไร้สำนึกการพิจารณาเรื่องกรรมนี้ต้องพิจารณาทั้งจิตสำนึกและจิตไร้สำนึกในทางจิตวิทยา เขาเปรียบเทียบจิตไร้สำนึกเหมือนภูเขาน้ำแข็งก่อนใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาอยู่เหนือมหาสมุทรส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทร จะมีขนาดใหญ่มากเปรียบเสมือนจิตไร้สำนึกส่วนที่โผล่ออกมานิดเดียวนั้นเปรียบเสมือนจิตสำนึกดังนั้น การพิจารณาเรื่องจิตนั้นจะต้องพิจารณาให้ลึกลงไปถึงจิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นเป็นจิตส่วนใหญ่ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะรู้เรื่องจิต เพียงแค่นิดเดียว สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งก็คือ อะไรที่เราได้สัมผัสหรือรับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้จิตจะเก็บบันทึกเอาไว้ แม้ว่าเราได้ลืมอะไรหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ได้ที่ผ่านมาก็ตาม และก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง อันนี้มันเป็นเรื่องของจิตสำนึก

ในความเป็นจริงความจำเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ที่จิตใต้สำนึกมีนักจิตวิทยาหลายคนได้ทำการสะกดจิตคนบางคน แล้วก็สามารถทำให้คนๆนั้น เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต เช่นเมื่อตอนยังเป็นเด็กๆ 1 ขวบ 2 ขวบ ซึ่งนั้นก็แสดงว่าความจำเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่
สมมติว่าเราเปรียบเทียบจิตที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนเป็นผืนผ้าสีขาว เปรียบเทียบความดีเป็นสีขาว และเปรียบเทียบความชั่วนั้นเป็นสีดำ ถ้าเราทำความชั่ว ก็เหมือนเอาสีดำไปแต้มที่ผ้าสีขาว ผ้าสีขาวก็สกปรก แต่ถ้าเราทำความดี ผืนผ้าสีขาวก็ยังสะอาดอยู่ ถ้าจิตของคนบางคนนั้นสกปรกอยู่แล้วคือเป็นผืนผ้าสีดำ เมื่อทำความชั่ว ก็เหมือนเอาสีดำไปแต้มบนผืนผ้าสีดำ คนๆนั้นก็จะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างว่าอะไรดีอะไรชั่ว ยกตัวอย่างเช่น นักสู้วัวกระทิง แทงกระทิง ทรมานกระทิง แล้วก็ฆ่ากระทิง ลงอย่างไร้ความเมตตา แล้วก็ไม่รู้สึกว่าผิด และเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังดีอกดีใจ ภูมิใจว่าตนเก่ง อันนี้คือหลงผิด ฉันใดก็ฉันนั้น คนๆนั้นก็เหมือนกับผ้าสีดำที่ดำอยู่แล้ว และก็แต้มสีดำลงไป คนๆนั้นก็จะไม่เห็นความแตกต่าง ของสี สีดำที่แต้มลงไป ถ้าคนๆนั้นมีจิตที่สะอาดเปรียบเหมือนผ้าสีขาว แล้วเอาสีดำไปแต้ม คนๆนั้นก็จะเห็นถึงความแตกต่าง และเห็นถึงความสกปรกที่เกิดขึ้น

หรือเปรียบเสมือนเวลาเสือฆ่ากระทิง มันก็ไม่รู้สึกว่าผิด หรือไร้ความเมตตา และเสือ มันก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา อันนี้มันก็คล้ายๆ กับนักสู้วัวกระทิง ที่แทงกระทิง ทรมานทิง และก็ฆ่าแบบไร้ความเมตตา และก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาบวกกับความสนุกสนานสะใจเพิ่มอีกต่างหาก ที่นี้ลองมาพิจารณาดูจิตและเจตนาของเสือและนักสู้วัวกระทิงขณะกำลังฆ่ากระทิงดูว่าใครจะตกต่ำกว่ากัน
-เจตนาของเสือในขณะนั้นก็คือ ฆ่าเพื่อเป็นอาหาร เพื่อประทังชีวิต คือ ฆ่าเพราะความจำเป็น เสือมันกินอิ่มแล้วก็พอ ดูซิเสือมันยังรู้จักพอเลย
-จิตของเสือในขณะนั้น คือ ไม่ได้ฆ่าเพราะโกรธหรือเพราะอยากฆ่าเพื่อความสนุกสนาน และก็ไม่หลงเพราะนั้นคือธรรมชาติของเสือ
ที่นี้ลองมาพิจารณาจิตและเจตนานักสู้วัวกระทิงดู

-เจตนาของนักสู้วัวกระทิง คือ ฆ่าเพราะอยากให้มีคนชมว่าเก่ง ฆ่าเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเท่ห์ อยากรวย
-จิตของนักสู้วัวกระทิงในขณะนั้น คือ โกรธบ้างไม่โกรธบ้าง อยากฆ่าเพื่อจะได้เป็นวีรบุรุษ มีคนชมว่าเก่ง และการฆ่าแบบนี้หลงหรือไม่ ต้องตอบว่าหลง คือหลงผิดเป็นถูก เพราะการฆ่าสัตว์ด้วยเจตนาแบบนี้ จะทำให้จิตใจตกต่ำ เพราะเป็นการฆ่าแบบอำมหิต ไร้ความเมตตา สิ่งเหล่านี้มันจะสะสมอยู่ในจิต นอกจากนั้นยังทำให้กระทิงต้องมีความเจ็บปวดทรมาน การฆ่าแบบนี้เป็นการฆ่าที่ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆเลย คือไม่ใช่ฆ่าเพื่อป้องกันตัว หรือเพื่อเป็นอาหารทั้งทั้งนั้น เพื่อความอยากเท่ห์ อยากรวย อยากดัง อยากมีชื่อเสียงเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดถึงความเจ็บปวดทรมานของกระทิงเลย สัตว์บางตัวมันก็มีพ่อ มีแม่ มีเมีย มีผัว มีลูก ที่ต้องห่วงใย ถ้าพ่อแม่ ลูก หรือผัวเมีย ของคุณ โดนฆ่าแบบทรมานแบบนี้คุณจะรู้สึกอย่างไร ฉะนั้นให้คิดถึงใจเขา ใจเรา อย่าคิดถึงแต่ใจของเรา เพราะการคิดแบบนี้เป็นการคิดที่เห็นแก่ตัว
ผ้าที่เป็นสีดำ ก็คือจิตที่สกปรก จิตที่สกปรกก็คือจิตที่มีกรรมที่ไม่ดีแล้วกรรมที่มีไม่ดีมันก็ไม่ได้หายไปไหน มันยังฝังอยู่ที่จิต เหมือนกับผืนผ้าสีขาวที่ถูกแต้มด้วยสีสีดำ มันก็ยังดำอยู่นั้นเอง เมื่อเวลาเราตายจิตวิญญาณนี้ก็ต้องเป็นไปตามกรรม จะเป็นที่ไหนอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำที่ได้ทำเอาไว้ และสิ่งที่จะติดไปกับจิตวิญญาณนั้น นั่นก็คือกรรม ส่วนเงินทอง บ้าน รถและที่ดิน หรือวัตถุอะไรก็ตาม คุณเอามันไปไม่ได้ เพราะนี่เป็นกฎแห่งกรรม

มีพระปฏิบัติรูปหนึ่งกล่าวไว้ว่า "กรรมจำแนกสัตว์" อันนี้มีความเป็นไปได้ไหมลองเอาไปพิจารณาดู
ดังนั้นคนที่ถูกสะกดจิตแล้วให้เล่าเรื่องราวต่างๆสมัยตอนเด็กๆ หรือคนที่ระลึกชาติได้นั้นแสดงว่าจิตยังมีข้อมูลของการกระทำต่างๆ เอาไว้อยู่ การกระทำต่างๆที่ผ่านมานั้นไม่ว่าตอนเด็กๆ หรือของคนที่ระลึกชาติได้นั้น ก็คือกรรมเก่านั่นเองและเมื่อกรรมเก่านั้นมันยังอยู่แสดงว่ามันจะต้องมีผล ของกรรมเก่านั้นด้วย ถ้ากรรมเก่านั้นไม่ดี ผลของกรรมนั้นก็ต้องไม่ดี และถ้ากรรมเก่าไม่ดีนั้นยังอยู่ คุณก็ยังคงจะต้องรับผลของกรรมเก่าที่ไม่ดีนั้น จะเป็นในรูปแบบใดนั้นก็ขึ้นอยู่ที่สภาวะแวดล้อมและเหตุปัจจัย นักสู้วัวกระทิงก็เช่นเดียวกัน ฉันใดก็ฉันนั้น
ดังนั้นกรรมใหม่ที่กำลังกระทำอยู่ หรือกำลังจะกระทำในอนาคต ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเวลาผ่านไปกรรมใหม่เหล่านั้นก็จะกลายเป็นกรรมเก่าและเมื่อมันกลายเป็นกรรมเก่าแล้วมันก็แก้ไขลำบาก
ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีวิญญาณที่ดีและไม่ดี และก็คิดว่าน่าจะมีระดับชั้นของวิญญาณที่พัฒนาด้วย คนธรรมดาทั่วไปที่ปฎิบัติยังไม่ถึงพร้อม โอกาสที่จะเข้าใจเรื่องกรรมนั้นก็ค่อนข้างจะยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรู้เฉพาะตนจะแสดงให้คนอื่นรู้และเข้าใจตามนั้นก็เป็นเรื่องยาก นอกจากว่าคุณจะลงมือปฏิบัติเอง

มีพระผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและการอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ,การระลึกชาติก่อน,การได้ยินเสียงทิพย์และมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ฯลฯ
มีนักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคน ที่พยายามจะทำการพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องของจิตแต่ก็ให้เหตุผลชัดเจนไม่ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น ใช้เพียง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แค่ 5 สัมผัสเท่านั้น ถ้าจะชิมรสอาหารก็ต้องใช้ลิ้น ถ้าจะดมกลิ่นดอกไม้ก็ต้องใช้จมูก และถ้าจะพิสูจน์เรื่องจิตก็ต้องใช้จิตพิสูจน์ ฉันใดก็ฉันนั้นแล.




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 18:09:15 น. 2 comments
Counter : 430 Pageviews.

 
แวะมาทักทายค่ะ ขอให้ จขบ. มีความสุขมากๆ นะคะ

Elbereth



โดย: Elbereth วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:15:56:04 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: Toad วันที่: 22 กรกฎาคม 2553 เวลา:20:23:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.