Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
นรกความรัก ..ตอนที่ 2

ทฤษฎี ชาย หนุ่ม หญิง สาว ข้าพเจ้า หล่อน จ๋า…..

จุดอ่อนของมนุษย์ข้อหนึ่งได้แก่ มนุษย์ส่วนมากมักอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่อาจจะได้ และมนุษย์ไม่ยอมพอใจในสิ่งที่ตัวเองพอที่จะหาเอาได้ สัญชาตญาณอันนี้มีอันตรายและนำไปสู่ความเป็นมายาภาพระดับจอยักษ์ อันนำความวินาศมาสู่ชีวิตปัจเจกบุคคล เป็นสัญชาตญาณที่มันคอยกดดันความปรารถนาแบบเห็นแก่ตัวอย่างมีเหตุมีผล แล้วแทนที่เสียด้วยพวก “องุ่นเปรี้ยว”
ในแง่ของความรัก ทฤษฎีบอกว่า ท่านมักเล่นตลกกับตัวเอง เมื่อท่านคิดว่าท่านหลงรักคนบางคนผู้แสดงความ “หิน” กับท่านหรือ “เหนียว” หรือ “ยาก” แก่ท่าน นอกจากนี้ทฤษฎียังบอกอีกว่าท่านมักมีแนวโน้มที่จะโยนปัจเจกบุคคลผู้น่ารักและน่านิยมทิ้งไป เพียงเพราะเขาผู้นั้นพร้อมอยู่แล้วสำหรับท่าน

เรื่องนี้ยากแก่การควบคุม แต่เราลดดีกรีมันลงได้ เพราะมันเป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ขอให้นั่งลงวิเคราะห์ดูให้ดีว่า ท่านปรารถนาบุคคลผู้นั้นเพียงเพราะเขาจองหอง เล่นตัว ฯลฯ หรือเป็นเพราะเขามีคุณสมบัติอันท่านนิยมชมชอบกันแน่? โปรดอย่าปล่อยให้อารมณ์ชักนำไปติดกับดักของภาพยนตร์ (มายาภาพ) จอยักษ์อยู่ต่อไปอีกเลย
ทีนี้ทฤษฎีนี้มันมีสองด้าน อีกด้านหนึ่งนั้นพลิกขึ้นมาดูแล้ว มันบอกว่าท่านแต่งงานด้วยเหตุผลง่าย ๆ ปัดสวะพอพ้นตัว แก้ผ้าเอาหน้ารอด (ไม่ใช่ขายผ้าแก้ผ้า) แต่งงานไปตามความเคยชินคุ้นเคยเพราะเห็นหน้ากันมานมนานเท่านั้นเอง คำว่าความรักถูกหยิบขึ้นมาโปรยปรายเป็นครั้งเป็นคราวตามความสะดวก ในกรณีนี้คู่รักทั้งสองฝ่ายต่างล้วนคุ้นเคยต่อกันมาก การอยู่ใกล้กันจึงไม่เกิดอาการเกร็งต่างฝ่ายต่างถือเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าโลกข้างนอกนั้นมันโกลาหลอลหม่านเต็มไปด้วยภยันตรายต่างฝ่ายต่างหวาดกลัว เขาจึงแต่งงานด้วยกันเพราะความคุ้นเคย

การอยู่ด้วยกันตามลักษณะนี้ นำมาซึ่งความว่างเปล่าแบบเรื้อรังของชีวิตสมรส โปรดจำไว้ว่าเหตุผลที่ชายหญิงมาอยู่ด้วยกัน เพราะเขารักชอบกัน มิใช่ “availability” ขอให้ถามตัวเองว่า เรารักเขาจริงหรือไม่ ถามตัวของตัวเองและตอบตัวเองจริงๆ ไม่มีใครมาล่วงรู้ความในใจของท่านดอก หากเหตุผลของเราไม่ได้เป็นเพราะเรามีความนิยมรัก มีความเคารพ มีความนับถือ มีความผุดผ่อง ให้แก่ปัจเจกบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง หรือดูแล้วเขาไม่มีวันมาสนองตอบความปรารถนาอันมีคุณค่าของเราได้ แสดงว่าเรากำลังยืนผิดที่ – ความรักมิใช่เรื่องหญ้าปากคอก!

ทฤษฎี ข้าง หน้า อาจ มี ของ ดี กว่า นี้…..

สันดานอีกอย่างของมนุษย์ส่วนมาก ได้แก่ การเห็นว่าบางทีข้างหน้าอาจมีของดีกว่านี้ ซื้อของร้านนี้ต่อราคาได้ 12บาท ถ้าเดินต่อไปอีก 2-3 ร้านอาจต่อราคาลดลงได้เหลือ 8 บาทก็ได้ใครจะรู้? นี่คือข้อข้องใจที่ตะหงิดอยู่ในจิตใจคน และเนื่องจากคนมันมีมากมาย ดังนั้นเราก็อาจคิดว่าบางทีของดีกว่านี้สำหรับเราคงต้องมีอยู่แน่ ถ้าเราเดินต่อไปอีกหน่อย คำถามก็คือ เดินต่อไปอีกหน่อยมันแค่ไหนแน่? เราจะต้องเดินทางต่อไปอีกนานแค่ไหนแราจึงจะได้พบความรักที่มีความหมายมีคุณค่า เราพร้อมที่จะเสียเวลาแห่งชีวิตเพื่อการนี้นานสักเท่าใด อย่างลืมว่าเราทุกคนล้วนต้องตาย เวลาเป็นเครื่องจำกัดชีวิตของเราอยู่
คำถามที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นยังมีอีก เมื่อท่านเดินต่อไปอีกหน่อย แสวงหาต่อไปอีกนิด ท่านอาจเดินไปจนพบ “ ของวิเศษ” ประเภทดีมากจริง ๆ ก็ได้ เหตุใดเดินไปหยุดแค่นั้นล่ะ? ทำไมไม่เดินต่อไปเล่าเพราะอีกนิดเดียวอาจมีของวิเศษยิ่งกว่านั้นรอท่านอยู่ก็ได้ เราไม่ใช่เทวดา เราก็ตอบคำถามแบบนี้ไม่ได้ ลงท้ายที่สุดเท่าที่สังเกตเห็นมา ผู้ที่คิดว่า ข้างหน้าอาจมีของดีกว่านี้ ส่วนมากเป็นรายการงูกินหางวนเวียนพายเรือในอ่าง และคดโกงตัวเอง ฉ้อฉลกับความสุขที่ตัวเอื้อมไปถึงให้หลุดหายไปด้วยความคิดว่า บางทีข้างหน้าอาจมีของดีกว่านี้

ท่านย่อมมี ความคิดทำนองนี้อยู่บ้างแน่ ผมเองก็มีอยู่เหมือนกัน มนุษย์ทุกคนมี แต่ผู้มีเหตุผลก็ย่อมรู้จักควบคุมไว้ไม่ให้มันมาเป็นอันตรายต่อตัวเอง บ้านคนอื่นมัก “แลดู” สงบร่มเย็นกว่าบ้านเราเองเสมอ เหมือนหมาในนิทานอีสป ที่คาบก้อนเนื้อข้ามสะพาน และเห็นเงาหมาอีกตัวหนึ่งในน้ำคาบก้อนเนื้อก้อนโตกว่านั่นแล ฯ เมื่อเรื่องแบบนี้มาปรากฎในชีวิตจริง ก็เหมือนกับว่าท่านเปะปะไปในความมืด ท่านนึกว่าน้ำบ่อหน้าคงใสกว่าบ่อนี้ คงดื่มแล้วชื่นใจกว่า แล้วบางทีท่านอาจทึกทักนึกเอาเช่นนี้ไปจนตราบเท่าชีวิตหาไม่……

อุปสรรคด้านอารมณ์

อารมณ์ของเรา มันเป็นตัวการคอยบ่อนทำลายเหตุผลและคอยชักภาพหลอนขึ้นมาฉายให้เราดูอยู่เสมอ เมื่ออารมณ์เข้าครอบงำเสียแล้ว เพื่อนสนิทก็ดี ญาติพี่น้องก็ดี จิตแพทย์ นักจิตวิทยา หลวงพ่อ หมอดู ฯลฯ หามีใครมาช่วยคุมอารมณ์ของเราได้ไม่ มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองเมื่อใดที่อารมณ์ของท่านมาควบคุมตัวท่านถี่เกินไป คนอื่นก็จะแลเห็นท่านเป็นปัจเจกบุคคลผู้มีระเบิดมือที่ถอดสลักนิรภัยแล้วแขวนไว้ที่คอตลอดเวลา
กามารมณ์เป็นเรื่องหนึ่งที่ฉายภาพหลอนให้แก่ความรัก ไปหลับไปนอนกันมาครั้งสองครั้งชักติดใจ และคนเราบางคนต้องใช้เวลานาน กว่าจะแยกออกว่า กามารมณ์คืออะไร และความรักคืออะไร กามารมณ์เป็นการสื่อความรู้สึกของร่างกาย กามารมณ์เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความรัก บางทีคนเราสื่อความเข้าใจเรื่องอื่นกันแทบไม่ได้เลย ก็เลย Communicate กันด้วยกามารมณ์เพียงสถานเดียว เพราะเรื่องกามารมณ์นั้น ถูไปถูมามันก็เกิดอาการเสียว ต่างคนต่างเสียว เสียวด้วยกันไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องเข้าใจอะไรกันมากก็เสียวกันได้ จริงไหม? ความสัมพันธ์ที่เกิดจากความเสียวเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ความสัมพันธ์แห่งความรักมันต้องการอะไรมากกว่านั้นมากทีเดียว มันต้องออกแรงมากกว่าความสัมพันธ์ทาง “ เสียว ๆ “
อารมณ์เสียวอีกอย่างก็เป็นอารมณ์ที่สร้างขึ้นมาในจิตใจ เป็นความหลง (Infatuation) ความหลงนี้มักเกิดแก่คนวัย 12 – 25 ปี แต่บางคนก็ยังคงมีความหลงไปจนถึงวัย 47 – 57 ปี บางครั้งมันก็น่าเขินพอสมควร เพราะเมื่อความหลงไปปรากฎในคนวัยชราหน่อย มันก็น่าเลี่ยนกว่าเมื่อมันอยู่ที่คนวัยรุ่น





นวนิยายและภาพยนตร์…!

อย่าแสร้งทำเป็นคิดว่า นวนิยายรักและภาพยนตร์รักไม่มีอิทธิพลต่อคนสักกี่มากน้อย มันมีอิทธิพลมาก เมื่อผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น ผมยังได้รับอิทธิพลจากมันเลย ไปดูไปอ่านมาแล้วก็อยากมีชีวิตรักแบบในนวนิยายและภาพยนตร์(รวมถึงการ์ตูนญี่ปุ่นด้วย) มีชีวิตเพ้อๆ ไปแบบนั้น คนหนุ่มสาวชาวไทยจำนวนมากก็เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะพวกชอบ อ่าน ดู เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องรักๆมามาก
ความจริงไม่จำเป็นต้องเหมือนความฝันเสมอไป เราไม่ได้บอกว่าความจริงมันมักสู้ความฝันไม่ได้ เราบอกว่าบางทีความจริงมันอาจสวยงามกว่าความฝันก็ได้ ถ้าเราพร้อมที่จ่ายราคาสำหรับความจริง ถ้าเราพร้อมที่จะซื้อ the beauty of reality และเป็นหน้าที่ของเราเองที่จะทำความเป็นจริงให้สวยงามกว่าความฝัน ผมเคยรู้จักคนแก่ที่มีชีวิตอยู่ในความฝันจนอายุ 60ปีกว่า บุคคลผู้นั้นมีโอกาสและพร้อมทุกอย่างที่จะทำความจริงให้สวยงามกว่าความฝันได้ แต่เขาทำไม่เป็น เครื่องไม้เครื่องมือมีอยู่พร้อมพรั่งตัวของตัวเองกลับไม่พร้อม

การหลงความรัก…

ถ้าท่านตกหลุมรักง่ายและเลิกรักง่าย เป็นไปได้ว่าท่านเป็นผู้หลงรักความรัก Your are falling in love with love. รายการแบบนี้มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะในที่สุดมันจบลงไม่ใคร่สวยเพราะว่า Love itself does not make a good lover. ความรักมันพูดคุยกับท่านไม่ได้ ไปดูหนังกับท่านไม่ได้ มันหัวเราะกับท่านไม่ได้ ไปเดินตลาดนัดกับท่านไม่ได้ มนุษย์เป็นคู่รักที่ดีกว่าไอ้ตัวความรัก แต่ความรักมันเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แล้วคนเราติดใจอารมณ์รัก อยากอยู่ในอารมณ์รัก แท้จริงแล้วมิได้รักมนุษย์คนไหน มันรักความรัก พอเห็นใครนุ่งกระโปรงหรือนุ่งผ้าถุงเดินมาก็รักเสียแล้ว คนที่หลงรักความรักมีอยู่ไม่น้อยเลยในปัจจุบันนี้

ความรักเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้หรือ…?

คำตอบคือไม่ได้ ไม่มีอะไรน่าอึดอัดใจเท่าการรัก (หรือคิดว่ารัก) คนที่มิใช่บุคคลผู้สอดคล้องกับความปรารถนาของเราจริงๆ การล้มเหลวที่จะเข้าใจว่าแท้จริงคนรักของเราเป็นคนเช่นไร นำไปสู่การมีสุขภาพเสื่อมทรามลง โรคแรกคือ โรคพยายามคิดว่าเขาเป็นเช่นที่เขาไม่ได้เป็น โรคที่สองคือ พยายามฝึกหัดดัดสันดานคนให้เป็นเช่นที่เราอยากให้เขาเป็น ไม่ว่าจะโรคไหนท่านกำลังขัดต่อกฎธรรมชาติ โรคแรกนั้นเป็นการโกหกตัวเอง โรคสอง เป็นการลงทุนความพยายามไปกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และมาจากความทะนงตนเองท่านเองคิดว่าท่านมีสิทธิที่จะไปเปลี่ยนแปลงมนุษย์อื่น โดยแท้จริงแล้วสิทธิดังกล่าวท่านคิดเอาเองว่าท่านมี ทั้งๆ ที่ท่านหามีสิทธิไม่

ครั้งหนึ่งผมเคยติดพันกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเข้ามาตรฐานส่วนตัว 10ข้อของผมแล้ว ในแง่ที่ว่าเธอเข้ามาตรฐานถึง 7ข้อ อีก 3ข้อ ผมคิดว่าผมค่อยจัดการปรับปรุงเธอได้ภายหลัง ผมจึงปัด 3ข้อนั้นไว้ใต้เสื่อ แล้วนั่งทับเอาไว้ทำเป็นแลไม่เห็นเสีย ปรากฎว่าสถานการณ์เปลี่ยนจากเลวเป็นเลวยิ่งขึ้นทุกที เมื่อ 3ข้อนั้นมันผุดโผล่ออกมาผมก็ปัดมันเข้าไปใต้เสื่อร่ำไปจนในที่สุดก็ไม่ยอมเข้าไปอยู่ใต้เสื่ออีกแล้ว มันออกมาเต้นข้างนอก ผมก็พยายาม “ช่วยเหลือ” เธอเพื่อ “แก้ไข” ในสิ่งผิด 3ข้อดังกล่าว ผมไม่ต้องเล่าดีกว่า ท่านย่อมน่าจะเดาออกว่าผมไม่เข้าท่าแค่ไหนเมื่อท่านพยายาม “ช่วย” ให้อีกฝ่ายหนึ่ง “ เปลี่ยนแปลง “ ตัวของเขาเอง ขอบอกว่าไอ้ที่เริ่มกันมาท่าทางสวยงามดีนั้น มันจะจบลงด้วยความโกลาหลอลหม่านที่สุด
ข้อคิดก็คือ เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งถูกใจท่าน 7ข้อ ใน10ข้อ นั่นไม่ได้หมายความว่าไอ้ 3ข้อที่เหลือท่านจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรเขาได้ มันเป็นไปไม่ได้และท่านไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนใคร ขอให้ลืมเสียเถิดว่าท่านจะเปลี่ยนข้อเสียของคนรักของท่านได้ แล้วลองชั่งน้ำหนักดูดีกว่าว่า ท่าน “ไหว” หรือ “ไม่ไหว” กับข้อเสีย 3ข้อนั้นของเขา ถ้าไม่ไหวขอให้เลิกกันไปดีกว่า ก่อนที่จะคิดลงแรงไปกับความพยายามอันเปล่าประโยชน์ นิสัยของคนนั้นพอเปลี่ยนได้ครับ แต่สันดานคนอย่าไปคิดเปลี่ยน ไม่สำเร็จหรอก นี่หมายรวมถึงสันดานของผมและสันดานของท่านผู้อ่านด้วยนะครับ

ทฤษฎี ขั้ว ลบ ขั้ว บวก

จริงหรือที่ว่า “ opposites attract “ ? คือ คนที่แตกต่างกันมักรักกัน เช่น กรรมกรรักอาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจรักสาวเต้นรำ คนชอบนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน (แบบผม) รักสาวโรงงานทอผ้า ฯลฯ สามัญสำนึกของเราเองย่อมตอบเราได้ดีว่าถ้าคนสองคนมันไม่ยินดีในสิ่งเดียวกันเป็นส่วนมาก มันจะไปกันได้นานได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้ครับ ! รสนิยมเป็นสิ่งสำคัญของความรัก หากคนๆหนึ่งไม่เคยแลเห็นความสวยงามของอะไรเลยนอกจากในวัตถุ แต่อีกคนหนึ่งแลเห็นความงดงามของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงกว้างไกลไปกว่านั้นจะอยู่กันยืดได้อย่างไร? เพื่อนผมเคยมีแฟนคนหนึ่ง ชอบถามเขาว่า เขาชอบนาฬิกายี่ห้ออะไร ? ชอบเน็คไทยี่ห้ออะไร? ชอบรถยนต์ยี่ห้ออะไร? ชอบเครื่องเสียงยี่ห้ออะไร? ชอบโถส้วมยี่ห้ออะไร? ชอบปากกายี่ห้ออะไร? ชอบเสื้อยืดยี่ห้ออะไร? ชอบ ทีวี ยี่ห้ออะไร?
ชอบตู้เย็นยี่ห้ออะไร ? ชอบวิทยุยี่ห้ออะไร? ชอบรองเท้ายี่ห้ออะไร? ชอบผ้าเช็ดตัวยี่ห้ออะไร? ฯลฯ
จนเขาเองก็ประสาทแดกอยู่พักหนึ่ง นึกในใจว่า กูบ้าหรือใครบ้ากันแน่ละเนี้ยะ? ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าไม่มีใครบ้า คนมันแตกต่างกัน ปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างกัน เพราะโดยส่วนตัวเพื่อนผมเองไม่เคยสนใจมาก่อนเลยว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเขาชอบยี่ห้ออะไร? และมันจะยี่ห้ออะไรก็หามีความสำคัญใดๆกับชีวิตของเขาไม่ มันไม่เคยมีความสำคัญมาก่อนเลยในอดีต มันไม่มีความสำคัญเลยในปัจจุบัน และมันจะไม่มีความสำคัญในอนาคต มิใช่ว่ายี่ห้อนั้นดียี่ห้อนี้เลว แต่เป็นเพราะเขามีเรื่องอื่นที่น่าสนใจอีกมากมายในชีวิตของเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนนำความสุขมาให้เขามากกว่ากางเกงในยี่ห้อนั้น นาฬิกายี่ห้อนี้ หรือโถส้วมยี่ห้อโน้น เขาจะเยี่ยวลงในเครื่องสุขภัณฑ์ยี่ห้อแช้งค์ หรือยี่ห้ออเมริกันสแตนดาร์ด หรือเยียวรดต้นไม้ ขอบอกว่าไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา เขาเยี่ยวได้ทั้งนั้น…..!
เรื่องขั้วต่างกันแล้วดึงดูดกันนี้ เป็นเฉพาะกับแม่เหล็กเท่านั้น เอามาใช้กับคนไม่ได้ ถ้าบังเอิญขั้วมันต่างกันจะทำอย่างไร? ทางออกมี 3ทางที่จะเป็น…

1. อยู่ ๆ ไปก็เลิกกันไป บางรายเลิกกันไปหลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายปี ล้วนเป็นเวลาที่สูญเปล่า
2. ตะบี้ตะบันฝืดฝืนอยู่กันไป โดยคอยเค้นคอกันตลอดเวลาจนกว่าจะโทรมตายจากกันไปข้างหนึ่ง
3. ทางออกที่สามนั้นเลวร้ายกว่าอย่างอื่นหมด ถือ พยายามประนีประนอม

การประนีประนอมเป็นสิ่งดี แต่ใช้ได้เฉพาะเป็นครั้งเป็นคราว การต้องประนีประนอมตลอดชีวิต หมายถึงการต้องยอมตลอดชีวิต การประนีประนอมตลอดชีวิตหมายความว่าชีวิตทั้งชีวิตถูกลดทอนลงมาเหลือเพียงเป็นกิจกรรมที่ให้เลือกระหว่างเจ็บปวดน้อยกับเจ็บปวดมากตลอดทั้งชีวิต ไม่มีความสุขปะปนมาให้เลือกบ้างเลย ทั้ง ๆ ที่ความสุขก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตคน การประนีประนอมที่ว่านี้จึงมิใช่การประนีประนอมในความหมายอันแท้จริง (คือการแลกเปลี่ยนกันอย่างสมเหตุสมผล) ทว่ากลายเป็น“การเสียสละทั้งชีวิต” และการเสียสละนั้นเราก็พูดกันมาแล้วว่า มันมิใช่การเสียสละ ทว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวโดยไม่สมเหตุสมผลต่างหากเล่า การมุ่งสู่โพธิสัตว์เป็นการดำเนินชีวิตแบบเห็นแก่ตัวอย่างสมเหตุสมผลมิใช่การใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวแบบโง่เขลาไร้เหตุผล (ไม่มีปัญญา)
การข่มขู่ของจารีตมีว่า คนเราควรให้ “โอกาส” แก่การแต่งงานของเรา คนเราควรพยายามแก้ไขให้ทุกอย่างลุล่วงไป (ในการแต่งงาน) แต่จารีตดังกล่าวลืมบอกเราว่า ท่านจะต้องใช้เวลาในชีวิตของท่านจำนวนกี่ปี? เพื่อเสี่ยงแก้ไขสถานการณ์กับบุคคลผู้ไม่ได้ร่วมรสนิยม ความสนใจ และค่านิยมกับท่านกี่ปีครับ ???

โชคของเรายังดีอยู่ ตรงที่เรามีทางแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าวได้ดีกว่าวิธีการของจารีต ทางดังกล่าวได้แก่ ให้ใช้ความพยายามใช้เหตุผล ใช้สติ แสวงหาคนรักผู้มีจุดสนใจหลักๆ ในชีวิตสอดคล้องกับท่าน ไฉนเราต้องทำศึกสองด้าน การที่คนสองคนมาอยู่ด้วยกันมันยากพออยู่แล้ว เหตุใดไปเลือกเอาคนที่มีรสนิยมขัดกันเข้าอีกเล่า ? ปัญหาระดับสามัญยังไม่พอเพียงหรือ จึงต้องไปหาปัญหาระดับวิสามัญเพิ่มขึ้นอีก ?
เรื่องนี้คำตอบก็มีอยู่ ถ้าท่านพบตัวเองอยู่ในสถานการณ์ขั้วสองขั้วที่ตรงกันข้ามกัน แล้วท่านได้รับความเจ็บปวดเรื้อรัง แทนที่จะได้รับความสุขอันเป็นทางอันชอบของท่าน ท่านก็มีทางออกที่สมเหตุสมผลนั่นคือ get out of it ! จ่ายราคาเป็นความเจ็บปวดเสียในบัดนี้ จ่ายให้หมดเกลี้ยงและให้สิ้นสุดกัน ท่านก็ไปหาคนที่เขาร่วมความสนใจในชีวิตกับท่านได้มาก ๆ อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็จะได้ไปหาคนที่สอดคล้องกับเขามาก ๆ โอกาสของมนุษยชาติก็คือโลกนี้จะมีคนมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก 4คน แทนที่จะมีคนมีความทุกข์อยู่ 2คนเช่นเดิม

ทฤษฎี ทด สอบ ความ ร้อน ของ น้ำ เสีย ก่อน โดด ลง ไป….

ผมเองเคยชอบกระโดดน้ำแบบเสี่ยงบ้าบิ่นหลายหน แล้วมักโดนน้ำร้อนลวกกลับมาทุกครั้ง บัดนี้เรียนรู้ที่จะรู้จักเอามือจุ่มน้ำดูด่อนแล้วครับ มือพองมาหลายครั้งแล้ว ชักเบื่อว่างั้นเถอะ
คนเรามักมีธรรมชาติโน้มเอียงไปในด้านพยายาม งัดเอาแต่ที่ดี ๆ ออกมาฉาบหน้าไว้ในระยะแรก ๆ แห่งการเริ่มสัมพันธภาพ เรามักเป็นกันอย่างนั้น บางทีมันก็คุมกันไม่ได้ แต่เราควรเรียนรู้ที่จะรู้จักระวังตัวก่อนที่ท่านจะตัดสินใจผูกพันธะอันอาจปรับเปลี่ยนชีวิตของท่านให้กลายเป็นหม้อน้ำเดือดไปได้ คิดสักนิดมิดีหรือ? ลองเอาหัวแม่เท้าจุ่มดูหน่อยมิดีหรือ? หรือสังเกตดุว่าเขามีปฏิกริยาอย่างไร สถานการร์จริง ๆ ผู้หญิงบางคนระบายอารมณ์ด่าคนใช้โขมงโฉงเฉงท่านคิดหรือว่าสักวันหนึ่งเธอจะไม่เล่นแบบนั้นกับท่านบ้างหรือ ผู้ชายก็เช่นเดียวกัน การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรู้จักผู้ชายคนหนึ่งได้ดีพอสมควร มิใช่สักแต่ว่าไปดูหนังด้วยกันเรื่องสองเรื่อง ไปกินอาหารด้วยกันท่ามกลางเสียงเพลงไปเดินศูนย์การค้าด้วยกันเที่ยวสองเที่ยว ไปกินไอติมกันครั้งสองครั้ง ไปปาร์ตี้ด้วยกันคราวสองคราว

เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาไปจีบผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งท่าทาง Perfect มาก (สัญญาณอันตราย ?) เขาว่าหลังจากไปคบค้าสมาคมกันมาพอสมควร ในลักษณะโรแมนติค ตามสถานที่โรแมนติคต่าง ๆ ไม่นานต่อมาเธอผู้นั้นก็เริ่ม “ ให้คำแนะนำ” เกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิตของเพื่อนคนนั้น เช่น ควรจะทำอะไรอย่างไร เป็นต้น จึงจะ “ถูกต้อง เหมาะสม” เช่น เขาไม่ควรเลี้ยงเพื่อนฝูงแบบนี้ ควรเลี้ยงกันสไตล์นั้นจะเหมาะสมกว่า เธอบอกแก่เขาว่า “ คุณเลี้ยงเพื่อนฝูงแบบนั้นได้อย่างไรกันคะ” ซึ่งเขาบอกว่า แท้จริงเธอกำลังบอกเขาว่า “ฉันไม่เคยเลี้ยงเพื่อนแบบนั้น” แต่เพื่อนผมบอกว่าเขานั้นเลี้ยงเพื่อนฝูงสไตล์นั้นมานานแล้ว เขาไม่เคยซื้อเหล้าฝรั่งให้เพื่อนฝูงกิน เลี้ยงกันมาหลายปีแล้วด้วย แม่โขงกับเบียร์ไทยตราสิงห์เธอเป็นคนรู้จักล่อแมวด้วยปลาย่าง เธอหวานชื่นเสมอเวลาเธอเริ่มให้ “คำแนะนำ”

ต่อมา เธอก็เริ่มซื้อหาเหล้าฝรั่งมาให้เพื่อนคนนั้น เลี้ยงเพื่อนฝูงของเขาผลปรากฎว่า คอแม่โขงทั้งหลายเออ ๆ ออ ๆ อยู่ครั้งเดียว พวกเขาอาจมีความสุขเพิ่มขึ้น 2% ในเที่ยวนั้น แต่เพื่อนผมผู้เป็นเจ้าภาพต้องเปลี่ยนแปลงบทสนทนากลายเป็นประดักประเดิดไปมาก เพราะต้องคอยตอบคำถามเกี่ยวกับเหล้าฝรั่ง ซึ่งตน ไม่เคยสนใจและไม่รู้เรื่องต้องหากับแกล้มมาให้เข้ากับเหล้าฝรั่ง กับแกล้มห่าอะไรบ้างถึงจะเข้ากับเหล้าฝรั่ง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ฯลฯ ต่อจากนั้นเธอก็ยิ่งแนะนำการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดอีกหลายอย่างแก่เขา ซึ่งล้วนเป็นสันดานของเขาแล้วทั้งนั้น มิใช่นิสัย จะได้เปลี่ยนกันได้ไม่ยากนัก ท้ายที่สุดเพื่อนคนนั้นเขาก็บอกว่าเธอเป็นคนที่ดีอยู่หรอก แต่เธอชอบทำแต่สิ่งที่ “ถูกต้องเหมาะสม” อันหมายความง่าย ๆ ว่าหมายถึงสิ่งที่ เธอชอบ เพื่อนผมเขาทดสอบความร้อนของน้ำแล้ว ชั่งใจแล้วก็บอกเลิกไป เดี๋ยวนี้แต่งงานมีลูกกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุขมาก (ในสายตาผม) เพราะภรรยาของเขาไม่เคยรังเกียจที่เขาจะซื้อแม่โขงเลี้ยงเพื่อนฝูงเป็นครั้งคราว เธอไม่เหมือนกับสุภาพสตรีผู้นั้น ผู้นิยมกระทำแต่ “สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม” (คือสิ่งที่เธอชอบ) เช่น พยายามกรอกเหล้าฝรั่งลงในคอของสามีและมิตรสหายของสามี เป็นต้น

นิทานเรื่องนี้สอนว่า ท่านไม่มีพันธะกรณีใด ๆ จะต้องไปยอมให้อีกคนหนึ่งบังคับใช้สไตล์ชีวิตของเขาเอากับท่าน ไม่ว่าเขาจะคิดว่าท่านเป็นคนเพี้ยนมากสักเพียงใดก็ตาม หากท่านยอม หมายความว่าท่านชั่งดูแล้วเห็นสมควรว่าสิ่งตอบแทนที่ได้มามันคุ้มกัน โปรดทดสอบความร้อนของน้ำในอ่าง ก่อนหย่อนตัวลงไปทุกครั้งหรือดูให้แน่ว่า คนที่เขามาบังคับใช้หลักการอะไรเอากับท่าน เขาจะรออยู่รับผลของมันพร้อมๆ กับท่านด้วยไหม…!

หากท่านไม่พบความรักประเภทสมน้ำสมเนื้อ ( Value-for-Value ) เล่า ?

อ่านมาจนป่านนี้แล้วยังคิดว่าความรักยังยากอยู่หรือไม่ ถ้าคิดว่ายังยามาก ขอแนะนำให้ส่องกระจกดูตัวเอง หากคิดว่าสถานการณ์ด้านนี้ของตัวท่านยังไม่ค่อยได้ที่เท่าที่ควร เป็นไปได้ไหมว่าตัวท่านยังใช้ความพยายามน้อยไปและท่านไม่ยอมจ่ายราคาสำหรับความรัก?
ความรักมิใช่สิ่งที่มนุษย์มองให้แก่กันง่ายๆ ยังกะเครื่องอัตโนมัติ (ATM) ถ้าท่านคิดว่าในชีวิตของท่านขาดแคลนความรักมาตลอด เป็นไปได้ว่าท่านยังไม่เคยลงมือทำมาหาความรักครับ และแน่ล่ะ ท่านจะได้รับความรักจากคนอื่นมาได้อย่างไรในเมื่อท่านไม่รู้จักรักตัวเอง ความนับถือตัวเองคือรากฐานของความรักที่แท้จริง(จากคนอื่น) รักแท้คือ การแหดงออกซึ่งความนิยมต่อคุณสมบัติในตัวปัจเจกบุคคลผู้อื่น คุณสมบัติเหล่านั้นมักเป็นคุณสมบัติซึ่งเรานิยมในตัวตนของเราเองอยู่แล้ว

เพื่อนผมอีกคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยนัดหมายออกเที่ยวกับผู้หญิงอยู่พักหนึ่งและเขาคิดว่าเขาชอบเธอมาก แต่ตัวเธอเองไม่มองตัวเองในแนวนั้นเลย เธอขาดความนับถือตัวเอง และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเลย เพื่อนคนนั้นพยายามบอกเธอเสมอว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีคุณสมบัติน่ายกย่อง แต่เธอกลับยืนยันเสมอเหมือนกับว่าเธอเป็นคนไม่มีคุณสมบัติใดเลย และเรื่องน่าเศร้าก็มาถึง คือในที่สุดเธอสามารถทำให้เพื่อนผม เชื่อ อย่างสนิทใจว่าเธอมิได้มีคุณสมบัติน่ายกย่องเลยจริงๆ เธอทำได้สำเร็จครับ
ความนับถือกันนั้นเป็นโรคติดต่อครับ ถ้าท่านไร้ความนับถือตนเอง คนอื่นเขาจะนับถือท่านได้อย่างไรกัน ?
ท่านอาจพัฒนาความ นับถือตนเองขึ้นมาได้ โดยกำหนดว่าคุณค่าของท่านคืออะไร จากนั้นก็จงมีวินัยรักษาคุณค่าเหล่านั้นของตัวตลอดไป เมื่อท่านปฏิเสธที่จะยอมประนีประนอมคุณค่าเหล่านั้นของท่านกับคนรักของท่าน (ผู้มีคุณค่าแบบเดียวกับท่านอยู่ในตัวของเขา) ท่านก็ย่อมได้รับความนับถือจากเขาและได้รับความนิยม การตามใจกันตลอดเวลาไม่ช่วยให้คนรู้จักกันดีได้เลย

ถ้าท่านไม่สามารถได้เจอะเจอความรัก จงมองหาให้มากกว่าที่แล้วมา ใช้ความพยายามออกแรงเพิ่มขึ้นอีก จงมองหาให้มากกว่าที่แล้วมาใช้ความพยายามออกแรงเพิ่มขึ้นอีก ในกองหญ้าคาข้างนอกนั่นย่อมมีดอกกุหลาบแทรกแซมอยู่ด้วยเสมอ และดอกกุหลาบเหล่านั้นย่อมไม่เดินมาค้นพบท่าน ท่านต้องรับภาระแห่งการแสวงหามาไว้ในมือของท่านเอง หรือบุญมาว่าไม่จริง? (เถียงไหมล่ะ)

ความสวย ความหล่อ และ บุคลิก เป็นเรื่องต่างจิตต่างใจ….!

ผมเคยเห็นผู้หญิงสวยระดับบางงามในสายตาผม เดินควงกับผู้ชายระดับ “เฉลี่ย” และเคยเห็นผู้ชายหล่อเหลาเดินควงกับผู้หญิงระดับ “เฉลี่ย” เรื่องรูปร่างหน้าตาจึงเป็นเรื่องของแต่ละคนมากกว่า ผมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นสวย เพื่อนผมบอกว่าไม่สวย เขาบอกว่าต้องแบบโน้นถึงสวย ผมบอกว่าแบบโน้นเห็นเป็นสวยไปได้ยังไงวะ? สรุปแล้วเป็นเรื่องต่างจิตต่างใจมากกว่า ลึกลงไปแล้วต่างคนต่างมีความคิดเรื่องความงามเป็นของตัวเองไม่ซ้ำแบบกัน
บุคลิกภาพก็เหมือนกัน ตัวท่านคิดว่าบุคลิกของท่านไม่ดี (ท่านเห็นเองมิใช่ฟังจากปากคนอื่น) ท่านก็จับจุดแก้ไขปรับปรุงเสียได้ แต่มิใช่แก้จนไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเองหลงอยู่อีก อย่าลืมว่าการเป็นคนโหลมิได้ช่วยอะไรท่านได้ในโลกของความรัก เอกลักษณ์ของตัวท่านต่างหากที่จะช่วยท่านได้ ข้อสำคัญอย่ากลัวการปฏิเสธ อย่าใส่หน้ากากหรือป้องกันตนเองมากไปเพราะกลัวจะถูกปฏิเสธหวังไว้ก่อนว่าจะประสบสิ่งเลวร้ายแต่ก็จงลอง หากสิ่งเลวร้ายนั้นเกิดขึ้นจริง ก็เก็บความนับถือตัวเองมาไว้กับตัว แล้วเดินทางแสวงหาและค้นพบต่อไป

วิธีทำให้ความสัมพันธ์ด้านความรักที่ดีอยู่แล้วกลายเป็น เน่า…

วิธีที่หนึ่ง ให้นึกว่าคนรักของท่านมิใช่มนุษย์ธรรมดา วิธีนี้ง่ายที่สุดที่จะทำลายความสัมพันธ์ด้านความรักคือ ลืมเสียว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์ อย่างลืมว่ามนุษย์ปุถุชนนั้น ย่อมสร้างความเจ็บปวดให้แก่กันบ้างเป็นครั้งคราว ย่อมสร้างความผิดหวังแก่กันได้ในบางที ย่อมละเลยกันได้บ้างในบางครั้ง นี่คือมนุษย์ธรรมดา คนรักของท่านเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดา ถ้าท่านคาดหวังให้เขาเหนือมนุษย์คือ ไม่เคยทำความผิดหวังแก่ท่านเลย ไม่เคยสร้างความเจ็บปวดแก่ท่านแม้แต่น้อยนิดไม่เคยละเลยท่านเลยแม้แต่นาทีเดียว ท่านกำลังคิดหวังในสิ่งอันมิใช่มนุษย์พึงมี ความคาดหวงในทำนองนี้ของท่านจะนำไปสู่ความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง : คือ ความยุ่งยากในชีวิตของท่านเองครับ ความคิดเห็นของคนรักของท่านต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวย่อมแตกต่างไปจากท่านบ้างในบางครั้ง เพราะเธอเป็นปัจเจกบุคคลผู้แตกต่างไปจากท่าน ท่านร่วมรสนิยมกับเธอมากกว่ากับผู้หญิงอื่นแต่มิใช่เห็นอะไรเหมือนกันไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

การเห็นแก่ตัวแบบสมเหตุสมผล บอกว่า เมื่อคนรักเห็นอะไรแตกต่างออกไปอย่าได้ประนามอย่างทันควัน ปล่อยให้เป็นเพียงจุดน่าสงสัยไปก่อน ไม่ต้องโวยวายอะไรมาก เพราะการโวยวายไม่ช่วยแก้ไขปัญหา ทว่าเป็นการเติมเชื้อเพลิงอย่างเดียว เมื่อคำพูดในลักษณะประนามหลุดออกไปจากปากของท่านแล้ว ท่านตามไปหยิบกลับเข้ามากลืนกินอีกไม่ได้ คำพูดแหดงอารมณ์โกรธที่หลุดจากปากของท่านไปเข้าหูของเธอกลายเป็นสมบัติของเธอไปตลอดชีวิต
วิธีที่สอง ให้คิดว่า 1 + 1 = 1 คนรักรันเป็นคนสองคน คือ 1 + 1 = 2 มิใช่ 1 + 1 = 1 อย่าพยายามคิดว่า 1 + 1 = 1 เพราะมันผิดข้อเท็จจริง คนจำนวนมากคิดว่าคู่รักหรือผัวเมียเป็นคน ๆ เดียวกับ การแสวงหาคน ๆ เดียวจากคนสองคน ท่านจะพบคนสองคนซึ่งแตกต่างกันมิใช่พบคน ๆ เดียวนะครับ เมื่อท่านรักกันหรือแต่งงานด้วยกันแล้วโปรดอย่าทึกทักว่าภรรยาหรือสามีคือคนๆ เดียวกับท่าน คิดอะไรเหมือนกัน 100% ตลอดเวลา การคิดอ่านแบบนั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในตัวเอง ความรักมิใช่หญ้าปากคอก (ความใครอาจเป็นหญ้าปากคอก) ความรักเป็นสิ่งที่ต้องเพาะปลูกและถนอมเลี้ยงจับความรักไปขังไว้ในคุก ความรักจะเฉาตาย ไปควบคุมกักบริเวณไว้ ความรักจะกลายเป็นความเกลียด ไปบังคับข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า ความรักจะหายไปเฉย ๆ ความรักต้องการอิสระภาพและการผ่อนคลาย การแสดงออกซึ่งความรักอีกนัยหนึ่ง “รูปแบบ” ของมันนั้นท่านอาจพอตบแต่งได้บ้าง แต่ “เนื้อหา” ของมันอยู่นอกการควบคุมทุกชนิด ความรักจะมาและจะไปตามแต่เนื้อหาที่รองรับมันเท่านั้น
เมื่อท่านเห็นคนรักของท่านเป็น “ของตาย” เมื่อนั้นความรักก็จะบินหนีไปมันจะบินหนีไปก่อนที่ท่านจะรู้ตัวด้วยซ้ำ หากคนรักของท่านเป็นผู้ทรง “คุณค่า” สำหรับท่าน โปรดอย่าละเลย หรือจ้วงจาบถือเอาความคุ้นเคยเป็นเหตุแห่งการหลงลืม ถ้าท่านมีของดีอยู่กับตัวแล้ว โปรดตะหนักถึงมัน อย่าปล่อยให้เครื่องวัด “ความรับรู้” ของท่านด้าน
คนรักคือบุคคลที่ท่านร่วมสารทุกสุขดิบมากกว่าเพื่อนฝูงหลายเท่า ทว่าคนรักของท่านก็คือมนุษย์ ถ้าท่านขากแต่เสลดเศษขยะใส่เขาตลอดเวลา เขาก็ไป (ยกเว้นเขาเป็นประสาท ๆ เขาอาจจะอยู่ทน) อย่าขุดหลุมฝังคนรักของท่านด้วยเศษขยะในลักษณะประจำวัน หากถังขยะของท่านเต็ม ควรเทใส่เขาเพียงครึ่งเดียว มิใช่เททั้งถัง คนรักของท่านคือคนรักของท่านเขามิใช่ถึงขยะ นอกจากนั้นคนรักของท่านก็มิใช่เทปที่จะคอยพูดตามที่ท่านพูดทุกอย่างทุกประการ เขามิใช่จิตแพทย์ที่จะไปรักษาคนป่วยทั้งครอบครัวของท่านไม่ใช่นางพยาบาลที่จะต้องไปเอาอกเอาใจคนไข้ทุกคนในห้องนั้น ถ้าท่านต้องการเทปโปรดไปหาซื้อเทป ถ้าต้องการนางพยาบาลโปรดไปจ้างนางพยาบาลมา ถ้าต้องการจิตแพทย์ประจำครอบครัว โปรดไปจ้างจิตแพทย์ ถ้าต้องการคนคอยรับคำทุก ๆ คำ โปรดไปจ้างคนมาเป็นพิเศษเพื่อทำหน้าที่นั้น

ความรักมีดุลยภาพ อย่าปล่อยให้มันเอียงเข้าข้างท่านมากไปในเวลานานเกินไป ถ้าท่านคิดว่าท่านกำลังเสียสละก็หมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอะไรจะสนองตอบท่าน โปรดเลิกกันเสียเพราะท่านอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่รากฐานของความรัก ในความรักนั้นจงสนองตอบความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วดูให้แน่ว่า ความต้องการของท่านได้รับการสนองตอบด้วยอย่างสมน้ำสมเนื้อกัน นี่คือรากฐานอันมั่นคงของความรัก

สัญญาณที่จะบอกท่านว่า ท่านมาผิดที่เสียแล้ว….?

สัญญาณที่หนึ่ง เริ่มข่ม ๆ กันอย่างอ่อนไปถึงอย่างแก่ ถ้าท่านกำลังมีสัมพันธ์ภาพกับคนรักในขณะนี้ และสัมพันธ์ภาพรักนั้นกำลังสั่นคลอน การเริ่มข่ม ๆ กันอย่างอ่อนก็จะเลี่ยงได้ยาก ยิ่งหากคนรักของท่านมีนิสัยชอบข่มคนด้วยแล้ว ท่านจะเลี่ยงไม่ได้เลย เหมือนกับที่มีคนบางคนกล่าวว่า คนเรามันมีน็อต พอน็อตหลุดหรือน็อตหลวม ทีนี้ก็เริ่ม “รวน” ทั้งระบบชีวิตเริ่มย่างเขาสู่การข่ม ๆ กัน เริ่มหาปัญหามาสุมแก่กัน และเริ่มมีความทุกข์ปกคลุมทั่วไป เพื่อนผมคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ภรรยาของเขาเกิดน็อตหลุด เขาพยายามทำอย่างไรอาการของเธอก็ไม่ดีขึ้นเลย เขาเล่าว่าในช่วงนั้นหากเขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเธอก็ย่อมบ่นว่าเขาอยู่ดีว่า “ ไปเสือกถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งมาหาหอกอะไรกันวะต้องหาที่เก็บเงิน อีก ยุ่งฉิบหายเลย “
ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนที่น็อตหลุดหายไปแล้ว คือเป็นคนไม่มีน็อต หรือเป็นคนมีน็อตแต่น็อตเพิ่งหลุด? เวลาผู้หญิงเกิดน็อตหลุดหรือเป็นผู้หญิงไม่มีน็อต โปรดสังเกตว่าเธอลากท่านไปสู่สถานการณ์ “ ตายลูกเดียว” “แพ้ลูกเดียว” บ่อยแค่ไหน กล่าวกันว่าหากเธอเป็นคนไม่มีน็อต ท่านจะตกอยู่ในสภาพ “แพ้ลูกเดียว” บ่อยมาก ทำไปก็ฉิบหาย ไม่ทำก็ฉิบหาย ฉิบหายทั้งขึ้นทั้งล่อง

สถานการณ์ฉิบหายทั้งขึ้นทั้งล่องเป็นอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกับการอยู่ใกล้ชิดคนประสาทแดกเป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน แล้วในที่สุดท่านจะตกเป็นเหยื่อของทฤษฎีกูบ้ามึงไม่บ้า เรื่องนี้เมื่อเกิดในสัมพันธภาพรักอันมีอารมณ์ แทรกซึมอยู่ด้วย (ความรักมีอารมณ์แทรกซึมอยู่เสมอเป็นธรรมดา) ความคิดแบบมีเหตุผลก็จะมืดมัวไป
เพื่อนผมคนนั้นเล่าว่า แฟน (อดีตแฟน) ของเขาเป็นคนไม่มีน็อต อาการของเธอเป็นดังนี้ : ผู้คนสร้างความเบื่อหน่ายแก่เธอ ครั้นบอกเลิกเพื่อนฝูงไปหมดแล้ว เธอบอกว่าเธอเหงา ความยากจนทำให้เธอหดหู่ใจ มีเงินมากขึ้นเธอบอกว่าไม่พอใช้เธอเกลียดงานที่เธอทำ แต่การออกจากงานมานั่งอยู่กับบ้านทำให้เธอรู้สึกด้อยค่า หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นเป็นสิ่งน่านิยม ยกเว้นอย่างเดียวเธอเป็นคนไม่อาจที่จะมีความสุขได้ชั่วนิรันดร เพื่อนผมบอกว่าหากมียากินเพื่อเรียกน็อตมาขันเธอไว้หน่อย เขาก็ยินดีจะไปหามาแต่วงการแพทย์ยังไม่มียาชนิดนั้น เพราะฉะนั้นเขาจึงกำลังผลาญเวลาแห่งชีวิตไปเปล่า ๆ กับเกมส์การข่มอย่างอ่อนของเธอ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (บทสนทนาแบบแพ้ลูกเดียว)

สามี : วันนี้ฝนตกหนักจัง
ภรรยา : ใครบอกว่าฝนตกแดดออกต่างหาก
สามี : (วิ่งไปปิดหน้าต่าง เพราะฝนกำลังสาด) ถูกของเธอ , จะว่าแดดออกก็แดดออก
ภรรยา : ไม่ตลกหร้อก ,นึกว่าตลกรึไง ฝนสาดยังดันบอกว่าแดดออก….ไอ้บ้า (นึกในใจ)
สามี : (เริ่มรู้ตัวว่า เอาอีกแล้ว รายการแพ้ลูกเดียวเริ่มอีกแล้ว) ถูกของเธอ , ฝนกำลังตก แต่อีกไม่นานแดดก็คงจะออก หรือบางทีฝนก็อาจจะตกต่อไป
ภรรยา : ฉันรู้ว่าเธอกำลังพูดอะไร เธอกำลังพิสูจน์ว่าเธอเอาชนะฉันได้ ไม่มีอะไรจะพูดก็อย่าพูดกันดีกว่า รำคาญ…!( โว้ย… )
สามี : (นึกในใจ เออ , จริงว่ะ)

ทฤษฎี ความรัก – เส็ง เคร็ง…

ความรักเส็งเคร็งคือ ความสัมพันธ์รักที่ท่านเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะได้รับมา หากท่านคิดว่าตัวเองอยู่ในสถานะนั้นโปรดตัดใยบัวเสียแต่บัดนี้ ก่อนที่จะเน่าลุกลามไปกันใหญ่ เพียงเพราะท่านได้เสียเวลาอันมีค่าไปแล้วจำนวนหนึ่งให้กับความสัมพันธ์ที่นำความทุกข์มาให้ท่านมากกว่าความสุข มิได้หมายความว่าท่านมีพันธะต้องเติมเวลาชีวิตส่วนที่ยังเหลือของท่านให้แก่ความเส็งเคร็งนั้นอีกต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตาย อย่าพยายามปัดปัญหาไว้ใต้เสื่อ อย่าเบือนหน้าหนีข้อเท็จเริงที่ตำตาเพราะมันช่วยอะไรไม่ได้ มันมีแต่จะทำให้สถานการณ์เสื่อมทรามลง อย่ามอบความสุข (หรือความทุกข์) ของท่านไว้ในกำมือของผู้อื่น ชะตากรรมของท่านท่านเองควรเป็นผู้ถือบังเหียนเพราะมีแต่ท่านเท่านั้นที่จะถือบังเหียนชีวิตของท่านเองได้ดี กว่าใคร ๆ ทั้งหมด อย่าพยายามเลื่อนเวลาออกไป เวลามันบินหนีทุก ๆ นาที ลงมือกระทำเสีย ณ บัดนี้
มีเหตุผลใดอีกหรือที่จะธำรงรักษาสัมพันธภาพรักที่เส็งเคร็ง ขอบอกว่าไม่มีเลย ไม่มีเหตุใด ๆ จะมายืนยันได้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี ข้ออ้างทีสำคัญคือเรื่องลูกเต้า เรื่องนี้ก็ขอบอกว่า ยิ่งมีลูกยิ่งต้องรีบเลิกกัน เด็ก ๆ จะได้มีความสุขกับพ่อแม่ที่แม้แยกกันไป (Your children can enjoy both of you at your best) แทนที่เด็ก ๆ จะต้องเติบโตมาในบรรยากาศอันทุกข์ทุเรศของมนุษย์ ทุกข์ทุเรศสองคนที่อยู่ด้วยกัน เด็กจะได้มากกว่าเสีย เด็ก ๆ ซึ่งมิได้เป็นตัวการก่อเหตุ จะได้ไม่ต้องทนดูมนุษย์ทุเรศสองคนทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน อันเป็นการปลูกฝังจิตใจเด็กให้คิดว่า การแต่งงานเป็นสิ่งไม่ดีเลย มีแต่ความทุกข์ทั้ง ๆ ที่การแต่งงานนั้นเป็นต้นเหตุของความสุขต่างหากครับ

รู้สึกไม่สบายใจหรือ? เป็นผิดเป็นบาปหรือ? ท่านทั้งสองล้วนเป็นผู้ใหญ่แล้วต่างฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะกล่าวคำอำลาต่อสัมพันธภาพนั้น ก่อนที่จะถลำลึกลงไปจนถอนยากขึ้น ความรู้สึกผิดบาปไม่สบายใจน่าจะเกิดเมื่อท่านพยายามตะเกียกตะกายอย่างสิ้นหวังและอย่างไร้เหตุผล เพื่อประสานชามอันแตกแล้วเป็นเสี่ยงนั้นเข้าด้วยกันต่างหาก ตุวท่านเองท่านไม่มีสิทธิสร้างความทุกข์ให้เกิดแก่อีกฝ่ายหนึ่งอีกต่อไปแล้วการไม่ยอมแยกจากกันเกิดจากความหวาดกลัวมากกว่าอย่างอื่น คือ ; กลัวการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

จุดมันอยู่ที่ปัจจุบัน มิใช่อดีต หากท่านคิดว่าอดีตเคยสวยงาม นั่นก็เป็น..เรื่องของอดีตมิได้เกี่ยวข้องอะไรกับปัจจุบัน ปัจจุบันมันเหมือนกับอดีตหรือ? เพราะปัจจุบันมันไม่เหมือนอดีต ท่านถึงต้องหยิบยกปัญหาขึ้นมาพิจารณาทบทวนเสียใหม่อนาคตก็ยังมิได้เกิดขึ้น ในอนาคตมันมีความ “เป็นไปได้” สิ่งที่ท่านกำลังประสบอยู่กับคนรักของท่านในปัจจุบันนี้ต่างหากที่เป็นข้อเท็จจริงอันตำตา มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปทุกวันมีมนุษย์คนไหนบ้างที่คงที่? คู่รักอาจเจริญวัยกันไปคนละทิศละทางจนถึงวันหนึ่งเขานั่งรับประทานอาหารด้วนกันกับ คนแปลกหน้า แม้ท่านจะเริ่มต้นด้วยคนที่มีชีวทัศน์เหมือนกัน ท้ายที่สุดก็อาจไปจบเอากับคนที่มีชีวทัศน์แตกต่างกันอย่างมากก็เป็นได้กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงมนุษย์และมนุษย์สะสมความเปลี่ยนแปลงมาวันละนิดจนสิบปีให้หลังก็เปลี่ยนไปมาก ท่านจะไปรื้อฟื้นย้อนรอยแก้ไขใครได้อย่างไรกัน?และอนาคตก็ไม่แน่นอนสำหรับทุก ๆ คน เพราะฉะนั้น มีเหตุผลอะไรจะต้องกลัว ?

มองย้อนอดีต…

หากท่านได้ตัดสินใจแล้วว่าความสัมพันธ์รักของท่านมิได้สอดคล้องต้องตามปัจจัยอันจะนำท่านไปสู่การมีชีวิตอย่างมีความสุข และท่านได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลแล้วว่าสมควรจะเลิกเสีย จากนั้นท่านอาจนึกว่าน่าจะลองมองย้อนอดีตเสียหน่อยเพื่อดูว่าอะไรบ้างที่มันไม่ชอบมาพากล หรือมองย้อนหาเหตุต่าง ๆ นั่นเองหรือมองย้อนไปสู่ “ ปีทองอันแสนสุข “ หรือมองย้อนเพื่อ ฯลฯ ขอแนะนำอย่างเฉียบขาดว่า : อย่าหันไปดู!
ความดึงดูดให้กลับไปย้อนมองหรือแม้ย้อนรอยเพื่อ “ลองดูอีกสักที” มักเกิดขึ้นเสมอในระยะแรก ๆ ขอบอกว่าห้ามเด็ดขาด แน่นอนละ, อะไรต่ออะไรก็เป็นไปได้ การกลับไปกินน้ำหนองเก่ามันก็เป็นไปได้ทว่ามันไม่เคยกินอร่อยอีกแล้วล่ะ
หากท่านโชคดีอยู่กับคนที่ขันน็อตแข็งแรงดี ท่านก็ย่อมทราบดีว่าเธอจะหาทางผันสถานการณ์ฝนตกให้เป็นสุขได้ เธอจะไม่พยายามคอยงัดแงะอารมณ์ของท่านเพื่อหาเรื่อง แต่คนที่ไม่มีน็อตนั้นจะยินดีและ “มีความสุข” ในการดึงท่านไปยังสถานการณ์แพ้ลูกเดียวบ่อย ๆ หากขณะนี้ท่านอยู่ในสภาพนั้น ขอแนะนำว่า Get out now !
อย่าได้พยายามพูดจา อย่าได้พยายามหาเหตุผล อย่าได้พยายามเถียง อย่าได้พยายามขอร้อง ขอบอกว่าไม่มีวันสำเร็จ ขอให้ไปลูกเดียว และไปเสียให้ไกลสถานการณ์ทำนองนี้ท่านควรหลีกเลี่ยง.. !

สัญญาณที่สองเริ่มมีการ “ประนีประนอม” (แบบยอมลูกเดียว) การประนีประนอมแบบสมน้ำสมเนื้อกันนั้นเรายอมรับ เพราะมันวางอยู่บนระบบเหตุผล แต่การประนีประนอมแบบ “ยอมลูกเดียว” เป็นการเห็นแก่ตัวอย่างไร้เหตุผล และในสัมพันธภาพรัก หากมีการประนีประนอมจะรูปแบบไหนก็แล้วแต่ที่บ่อยเกินไป แสดงว่าคงเป็น “ความรัก” แบบขั้วลบขั้วบวกซึ่งล้วนไม่เป็นคุณแก่อีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย ในความรักนั้นท่านและผู้เป็นที่รักของท่านควรได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำในสิ่งอันจะยังความสุขมาสู่ท่านทั้งสอง มิใช่ใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งประนีประนอมกัน แสดงว่าความสนใจของท่านแตกต่างกันมาก มันเป็นสัญญาณว่าท่านคิดผิดมาแต่ต้นมิใช่หรือ? ทางออกมิใช่การนั่งประนีประนอมกันต่อไป ทว่าทางออกได้แก่การหาคนใหม่ที่มีความสนใจหลัก ๆ ในชีวิตมิได้แตกต่างไปจากท่าน ยอมสูญเสียความรักเสียในบัดนี้ดีกว่า – และมันเป็นการเสียไปชั่วคราวเท่านั้น ดีกว่าที่จะตื่นขึ้นมาในสิบปีให้หลังแล้วรู้ว่าตัวเองไม่ได้พบของแท้
สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งก็คือ ข้างนอกนั้นมีคนอยู่มากมาย และจะมีอยู่คนสองคนที่มีทัศนคติหรือชีวทัศน์คล้าย ๆ กับท่าน ความรักที่ท่านจะก่อขึ้นใหม่ย่อมไม่ซ้ำแบบเดิม ไม่เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทว่ามันมีแนวทางของมันเองเป็นลักษณะเฉพาะของมัน อย่างน้อยที่สุดจะดีเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หรือดีกว่า มันจะไม่เลวไปกว่าเดิม เพราะท่านมีประสบการณ์มาแล้วนี่คือ การกระทำอย่างมีเหตุผล มิใช่ทำตามสัญชาติญาณหรือตามคำข่มขู่ของจารีต ซึ่งมักเรียกร้องให้ท่านใช้เวลาในชีวิตซึ่งท่านมีจำกัดพยายามแก้ไขปัญหาอันเป็นปมอันอยุ่งเหยิงที่แก้ไม่ได้

สัญญาณที่สาม ทุกอย่างเป็นปกติดี เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งของผม เธอบอกว่าเธอไม่ได้รักสามีเลยเธอพบเขาที่เมืองนอก มันต่างคนต่างเหงา ถ้าเธอพบเขาที่เมืองไทย เธอจะไม่ยอมแต่งงานกับผู้ชายคนนี้แน่ ผมก็ถามว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่หย่ากันเสียเล่า? เธอบอกว่าเหตุที่ไม่ยอมหย่ากันเพราะเธอรักลูก เธอรักลูกมากเกินไปกว่าที่จะยอมหย่ากัน ผมค่อนข้างสอดเสือกเพราะเธอเป็นเพื่อนนักศึกษามาด้วยกันในอดีต ผมจึงถามเธอว่าเธอทนอยู่กับเขาได้อย่างไรในเมื่อเขาเองก็มิได้สนใจเธอเลย และไม่ซื่อสัตย์กับเธอด้วย แล้วเธอยังต้องอดทนมากมายถึงขนาดนั้นอีก เธอบอกว่า “พอทนได้” และ “ปล่อยตามเรื่องตามราว” ผมเอามือเกาหัว เพราะว่าถ้าหน้าที่ของสามีภรรยาคือการปล่อยกันตามเรื่องตามราวไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมแลไม่เห็นค่าของความสัมพันธ์แบบนั้น

จิตใต้สำนึกที่คอยกระตุ้นให้กลับไปอย่างเดิม ได้แก่ความทรงจำเก่า ๆ ที่เคยไปผ่านกันมา ความทุกข์ยากที่เคยร่วมทางกันมาหรือความสุข ความพยายามที่ได้ลงไปแล้วเพื่อจะรู้จักกันเพื่อค้นพบของจริง ความพยายามและประสบการณ์เก่า ๆ เดิม ๆ เหล่านี้พอเพียงที่จะทำให้ทุกคนหันหลังกลับ กว่าจะได้มาอยู่ร่วมกันทุกคนก็ย่อมผ่านอุปสรรคขวากหนามกันมา การพยายามข้ามอุปสรรคขวากหนามค้นหา “คนใหม่” ทุกคนก็รู้ว่าของจริงมิใช่ได้มาง่าย ๆ การได้พบอีกครั้งหนึ่งนั้น ไม่ง่ายเลย อุปสรรคเหล่านี้ชวนให้ท้อถอย แต่อย่าลืมว่า “ผัวเมียแยกกันแล้วก็เป็นคนอื่น” การย้อนกลับไปอีกก็คือการกลับไปหาคนอื่นในซากเก่า ๆ นั่นเอง และร่วมชีวิตอันยาวนาน น่าเบื่อหน่าย เซ้าซี้ เจ็บปวด ว่างเปล่า กับคนอื่น ๆ (เดิม ๆ ) คุ้มกันหรือ? ควรมีชีวิตชีวาที่ดีกว่าควรเลือกทางแห่งความสุขดีกว่าความทุกข์ ตราบใดที่ชีวิตยังมีอยู่ท่านย่อมยังมีความหวัง และในโอกาสที่ความหวังนั้นจะแปรสภาพเป็นความจริงก็จะเพิ่มสูงขึ้นทุกที ๆ และอย่าง รวดเร็ว เมื่อท่านเพิ่มความพยายามที่ถูกทาง มีความตั้งใจมั่น มีวินัยกับตัวเอง และมีความใจเย็นอดทน

รางวัลอันยิ่งใหญ่ : ส่งท้ายนรกความรัก…

ไม่ว่าปัจจุบันนี้ท่านกำลังอยู่ในสัมพันธภาพความรักอันเส็งเคร็ง หรือท่านยังไม่เคยมีมาก่อนเลย แต่ท่านปรารถนา “ของจริง” เราขอบอกว่าของจริงนั้นรอท่านอยู่แล้วข้างนอก เรื่องนี้ขอรับประกัน และเมื่อท่านได้ค้นพบความรัก โปรดอย่าลืมทะนุถนอมและเลี้ยงดูมันด้วย อย่าปล่อยให้คนอื่นมาขวางท่านไว้ระหว่างตัวท่านกับของจริง ไม่ว่าจะเป็น มารดา ลูก ญาติ หรือแม้แต่สามีภรรยาของท่านเอง!
สามีภรรยานั้นคงไม่มีปัญหา เพราะกว่าท่านจะเริ่มออกหาของจริงของท่านความสัมพันธ์คงเสื่อมทรามถึงที่สุดกันแล้วท่านทั้งสองก็ย่อมมีเสรีภาพที่จะออกหาของจริงของท่านได้ จงเป็นผู้ใหญ่เสียก่อนที่จะเริ่มหาสิ่งที่ท่านปรารถนา อย่าเป็นเด็กชายน้อย เด็กหญิงน้อยอยู่อีกต่อไป หรืออย่าเป็น “วัยสะรุ่น” อีกต่อไป การออกหาอย่างผู้ใหญ่นั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสของท่านแล้ว ยังช่วยบรรเทาความทุกข์แก่ทุก ๆ คนที่แวดล้อมท่านด้วย การรอให้ลูกโตเสียก่อน หรือภรรยาอายุล่วงเลยไปก่อนแล้วค่อยเลิกกันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างไร้เหตุผลของฝ่ายชายผู้ชายแบบนั้นผลาญเวลาในชีวิตของตัวเองและผลาญเวลาในชีวิตของภรรยาด้วย นอกจากนั้นยังมีชีวิตหลอกหลอนตอแหลลูกเป็นประจำ ในกรณีแบบนั้น เด็ก ๆ จะโตขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่าความรักมิใช่สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตแต่งงาน

ขอให้เห็นแก่ตัวอย่างสมเหตุสมผล มีความกล้าหาญที่จะยอมจ่ายราคาอันแพงเสียในบัดนี้ และหากท่านได้พบกับของจริง โปรดอย่าหวาดกลัว คนบางคนกล่าวว่าเมื่อเขาได้พบความรักครั้งใหม่ เขามีความสุขมาก มีความสุขเสียจนชักกลัว อย่ากลัวที่จะรักอีก วันพรุ่งนี้มันอยู่ไม่ไกลหรอก และวันพรุ่งนี้ก็อาจนำความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมาให้โดยไม่คาดฝัน เพราะฉะนั้นรักกันวันนี้ดีกว่า วันนี้เท่านั้นที่สำคัญ ถ้าวันนี้ของท่านมีความสุข ก็หมายความว่าท่านถึงซึ่งโพธิสัตว์แล้ว

จงปล่อยตัวตนของท่านให้ลอยไป เมื่อท่านได้พบของจริงให้มีความสุขกับเวลาปัจจุบันให้มาก อย่าสักแต่ว่าผ่านเวลาไปวัน ๆ หนึ่ง อย่าปล่อยจิตใจให้มืดมัวด้วยอดีตอันแล้วไปแล้ว หรืออนาคตอันยังมาไม่ถึงและอาจจะไม่มาด้วยซ้ำไป จงรักตอบและตอบรักอย่าแส่หาปัญหา จงสนองตอบซึ่งกันและกันทุกอย่างล้วนช่วยเพิ่มความสุขให้แก่กันและกัน และในส่วนลึกแล้วคือการมุ่งสู่โพธิสัตว์

ก้าวสู่สวรรค์ชั้นต้น : เส้นสตาร์ทของท่าน…

ก็เป็นอันว่าการเรียบเรียง เรื่องราว เหล่านี้ได้จบลงแล้วนะครับ การเดินทางไกลที่กอปรด้วยสุขมากกว่าที่จะเรื้อรังด้วยความทุกข์ นอกจากนั้นแล้วท่านยังอาจผ่านเส้นทางต่างๆอย่างมีความสุขโดยมิได้จ้วงจาบต่อผู้ใดอีกด้วย
หากเรารับรู้สิ่งเหล่านี้ด้วยกันในระดับความเข้าใจเดียวกัน ท่านย่อมทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้นมิใด้เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ การขจัดนรกความรัก ท่านย่อมมีงานต้องทำมาก งานนั้นคือราคาที่จะต้องจ่ายความสุขคือรางวัลที่จะได้รับมา การที่ท่านจะมีสติอยู่เสมอตลอดจนสามารถตัดสินใจเรื่องของชีวิตได้ด้วยปัญญาและความมีเหตุผล ท่านย่อมต้องใช้ความพยายาม การที่ท่านจะไม่หลอกหลอนตัวเองด้วยการป้อนข้อมูลผิดๆ ไปในคอมพิวเตอร์ของท่าน ท่านต้องใช้ความพยายาม ท่านควรจะเพ่งสมาธิอยู่กับข้อเท็จจริงแทนที่จะเพ้อฝันอยู่กับสิ่งที่น่าจะหรือควรจะเป็นท่านย่อมต้องใช้ความพยายาม ไร้ความเพียรเหล่านี้เสียแล้ว ท่านย่อมถูกล่อหลอกให้ตกหลุมตกบ่อ
พ้นไปจากความพยายามแล้ว ก็มาถึงความกล้าหาญ ความอาจหาญที่จะเปลี่ยนแปลงความเคยชินเดิม ๆ ของชีวิตแล้วเคลื่อนที่ไปข้างหน้าสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม เมื่อท่านมองปัญหาทั้งหลายของท่านท่านก็เห็นแล้วว่า มิใช่สุดที่จะแก้ไขไม่ได้ โปรดระลึกว่าหนทางมีอยู่เสมอ ทางออกมีอยู่เสมอ วิธีที่จะยกตัวเองออกไปให้พ้นจากที่ที่ท่านอยู่ไปยังที่ที่ท่านปรารถนาจะไป ย่อมมีอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงชีวิตมิใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้ครับทว่ามันก็ไม่ใช่ง่าย หากท่านยินยอมประนีประนอมมันก็หาช่วยแก้ปัญหาไม่ หรือแส่หาสัมภาระมาแบกเพิ่มมากขึ้น ก็หาช่วยแก้ปัญหาไม่

สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาคือ การยอมจ่ายราคาเสีย จ่ายราคาเพื่อลดทอนความยุ่งยากแห่งปัญหาลง การออกแรงจ่ายราคานี้อาจทำให้ท่านเจ็บปวด บางรายการเล่าก็จะนำท่านไปสู่ความสุขเกินเลยไปกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านเคยใฝ่ฝันหา ให้จ่ายราคาเมื่อมองหาไปในฝูงชน มองอย่างพินิจพิจารณา เลือกเอาแต่ที่ท่านเห็นว่าจะนำควมสุขมาสู่ท่านมากที่สุดเท่าที่ท่านจะยอมจ่ายได้ คนเหล่านั้นจะช่วยเติมความสุขให้แก่ท่านเกินกว่าที่ท่านเคยนึกฝัน หากท่านรู้จักสัมพันธ์กับพวกเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ ผมมิได้แถลงอะไรลึกซึ้ง ผมกำลังแถลงปรัชญาชาวบ้านซึ่งคนไทยทุกคนรู้จักดีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ

คนอื่น ๆ ล่ะ? ปล่อยพวกเขาไว้ในฝูงชน คนที่จะคอยข่มขู่ท่าน โดยข่มขู่ด้วยเครดิต ประกาศนียบัตร จารีต ต้อนเข้าฝูงสัตว์ ความผิดความบาป หรือข่มขู่ด้วยเรื่องอื่น ๆ คนเหล่านั้นล้วนไม่มีที่จะอยู่ในแผนการมุ่งสู่โพธิสัตว์ของท่านครับ ในบางกรณีคนที่ชอบหาปัญหามาให้แก่ท่าน เขาอาจเชิญตัวของเขาเองเข้ามาในชีวิตของท่าน แต่คนเหล่านั้นเขาจะรบกวนความสุขของท่านได้ ก็ตราบเท่าที่ท่านยินยอมปล่อยให้เขายุ่มย่ามเท่านั้น ถ้าท่านไม่ยอมเสียอย่าง ใครจะมายุ่งกับท่านได้..!
โปรดเริ่มเสียแต่ในวันนี้เถอะ จงเข้าถือบังเหียนโพธิสัตว์เสียเอง และเมื่อท่านเริ่มงานขจัดนรกของท่าน อย่าปล่อยให้ใครมายับยั้งท่านได้ แต่ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เส้นสตาร์ทของท่าน ขอเตือนว่า ห้ามโกง เมื่อผมบอกว่าเส้นสตาร์ท ผมหมายถึง เส้นสตาร์ทอันจะเป็นการแก้ปัญหาชีวิตระยะยาวของท่าน เมื่อท่านเริ่มแล้ว ห้ามแก้ปัญหาแบบช่วงสั้นเด็ดขาด จงวางแผนโดยอาศัยความอดทนและวินัยกับตัวเอง เป็นแกนหลักของงานนี้จงทำทุกอย่างในแง่ระยะยาว โดยจ่ายราคาระยะยาวสำหรับ ความรัก มิตรภาพ และวัตถุธรรมทั้งหลายด้วยประการฉะนี้ ชีวิตของท่านจะได้มุ่งไปข้างหน้า ไม่เป็นการวนเวียนฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นการขจัดทีเดียว ให้นรกทั้งหลาย (ซึ่งขวางท่านไว้ระหว่างตัวท่าน กับความสุขและอิสรภาพ) ….เย็ลล์ลง !

บันทึก.... ปี 2545






Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 15:09:33 น. 0 comments
Counter : 567 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.