Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
วิธีการแก้ไขปัญหาของ…”คน”

วิธีการแก้ไขปัญหาของ…”คน”
รศ.นพ.อัมพล สูอำพัน
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อคนเรามี ความตึงเครียดเกิดขึ้น ย่อมมี ความวิตกกังวล หงุดหงิด โกรธ และ พยายามอย่างยิ่ง ที่จะ บรรเทาความทุกข์ให้หมดไป ด้วยวิธีการต่าง ๆ …
บางคน…จัดการกับความทุกข์ด้วย วิธีการที่เหมาะสม มีวุฒิภาวะ และ แก้ไขปัญหาด้วยปัญญา
บางคน…อาจจะจัดการกับความทุกข์ด้วย วิธีการที่ไม่เหมาะสม ทำให้ ปัญหาบานปลาย กลายเป็น ความทุกข์ที่มากขึ้นใหญ่โตขึ้น อย่างมากมาย
มนุษย์ปุถุชนส่วนใหญ่ มักจะ แก้ปัญหา ด้วย อารมณ์โกรธ มีโทสะ และคิดทำลายร้าง ผู้ที่ทำให้ตนเกิดความทุกข์ โดยมุ่งหวังว่า…ความทุกข์ร้อนจะได้หมดไป…!!!
ในความเป็นจริง การแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ กลับยิ่ง…
…“ เพิ่มปัญหา” ให้หนักขึ้น
…“เพิ่มความทุกข์” ให้แก่ผู้กระทำ อย่างมากมายมหาศาล
ในแต่ละรอบปี ถ้าจะติดตามข่าวคดีสะเทือนขวัญ ซึ่งมีความหลากหลายของพฤติกรรม ที่คนในสังคมก่อขึ้นไม่ว่าจะเป็น
Øคดีฆาตกรรม
Øทำร้ายร่างกาย
Øทำลายร้างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
Øทำร้ายตนเอง (เพื่อหนีให้พ้นจากความทุกข์ร้อนแสนสาหัส)
ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ได้เกิดขึ้นใน “ประชาชน” ทั่วไป
“ ทุก “ ระดับสังคม เศรษฐานะ การศึกษา และ “ทุก” วิชาชีพ
เมื่อ วิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยา พบว่า …ปัญหาต่าง ๆ นี้ เกิดขึ้นเพราะ มนุษย์หาทางออกไม่ถูกต้อง และเสียสมดุลของสภาวะจิตใจ ขาดสติไตร่ตรอง เมื่อต้องเผชิญกับ ความตึงเครียดที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต อย่างหนักหน่วง
คำถาม มีอยู่ว่า …ทำไม ?..บางคนปรับตัวได้ดี หาทางออกได้ดี ต่อความตึงเครียด !!!
ทำไม ?..บางคนปรับตัวไม่ได้ หรือ ปรับตัวไม่ดี ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ !!!
เพื่อให้เข้าใจและตอบคำถามนี้ได้ ควรทำความเข้าใจ พัฒนาการของมนุษย์ โดยเฉพาะ “พัฒนาการ”
ด้าน..บุคลิกภาพ แนวคิด จิตใจ จริยธรรม คุณธรรม สังคม ว่า…
Øแต่ละคนเป็นอย่างไร?
Øดำเนินพัฒนาการมาอย่างไร?
Øมีปัจจัยอะไร? ที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการ !
จากข้อมูลทางวิชาการ…ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่มี อิทธิพลต่อพัฒนาการ ด้าน จิตใจ และ บุคลิกภาพ มีปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญสูงสุด คือ ปัจจัยด้านครอบครัว
ครอบครัว … เป็น ผู้ตอกเสาเข็มหลัก
… เป็น ผู้สร้าง
… เป็น ผู้หล่อเสาเข็มหลัก ทางด้าน “จิตใจ” ให้กับเด็ก
“ เด็ก ” ซึ่งมาจาก “ ครอบครัวที่อบอุ่น ”
พ่อแม่ผู้ปกครอง … มีเวลาเอาใจใส่
เด็ก.. ได้ความรักอย่างเหมาะสม ได้รับการอบรมจริยธรรมและคุณธรรม อย่างสม่ำเสมอ
ปัจจัยพื้นฐาน นี้ ย่อมทำให้ “เด็ก” พัฒนาเติบโตขึ้นมาด้วย “พื้นฐานทางด้านจิตใจ ที่มั่นคง หนักแน่น มีความเมตตากรุณา” เป็น พื้นฐานทางอารมณ์และบุคลิกภาพ
ปัจจัยที่สำคัญอื่น ๆ ในระยะต่อ ๆ มาตลอดชีวิตของ เด็กและวัยรุ่น คือ โรงเรียน มหาวิทยาลัย สังคม และ วัฒนธรรม รวมไปถึง สื่อต่าง ๆ ที่ส่งตรงเข้าไปยังจิตใจ และความทรงจำของเด็ก
ในความเป็นจริงแล้ว ระบบการเรียนการสอน ทั้งใน โรงเรียน และ มหาวิทยาลัย “ทุกแห่ง” มิได้ละเลย “การพัฒนาแบบองค์รวม” คือ พัฒนาการทั้ง ด้าน ปัญญา จิตใจ จริยธรรม คุณธรรม และสังคม
สำหรับ โรงเรียนแพทย์ (คณะแพทยศาสตร์) ซึ่งเป็น แหล่งศึกษาเหล่าเรียน บ่มเพาะ บัณฑิตแพทย์ นั้น อาจารย์แพทย์ทุก ๆ คน ต่างมี ความตระหนักในภารกิจ นี้ เป็นอย่างดี
ในระบบการเรียนการสอน ตั้งแต่ ปีที่ 1 – 6 นิสิตนักศึกษาแพทย์จะถูกหล่อหลอม ให้เป็น คนมีเมตตากรุณา พร้อมที่จะ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยคุณภาพ ในการดูแลรักษาที่ดี เที่ยงตรง ถูกต้อง แม่นยำ และ มีความรับผิดชอบอย่างสูงสุด
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ถูก “อาจารย์แพทย์” และ “ระบบการเรียนการสอน” ย้ำเตือน ย้ำสอน ย้ำปฏิบัติ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ตลอด 6 ปี แห่งความเป็นนิสิตนักศึกษาแพทย์
ดังนั้น ในขณะที่นิสิตนักศึกษาแพทย์ศึกษาอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ นั้น ไม่เพียงแต่จะเป็น การเล่าเรียนวิชาแพทย์อย่างละเอียด เท่านั้นแต่ คณะแพทยศาสตร์ ทุกแห่ง ยังมุ่งเน้น การจัดกิจกรรมเสริม นอกหลักสูตร เพื่อส่งเสริมให้ นิสิตนักศึกษาแพทย์ได้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ ที่สุด
อย่างไรก็ตาม ใน ความเป็นจริงของมนุษย์ปุถุชน ถึงแม้ว่า … บุคคลจะได้ผ่านการพัฒนาการมาอย่างดี มีวุฒิภาวะอย่างดี มีภาวะสมดุลทางจิตใจอย่างดี แล้วก็ตาม แต่ … ในบางช่วงเวลา ในบางสถานการณ์ ที่มีความตึงเครียดอย่างมาก … บุคคลย่อมเสียสมดุลของสภาวะจิตใจอย่างเฉียบพลันได้ จน อาจตัดสินใจผิดพลาดอย่างทันทีทันใด เกิดขึ้นได้ง่ายดาย ทั้ง ๆ ที่เป็น … บุคคลที่เคยปรับตัวได้ดีมาก่อนก็ตาม !!!
ดังนั้น จึงขอ ชี้ประเด็น..ให้ได้เข้าใจ และเห็นประเด็นชัดเจนว่า…
เมื่อมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น และ เป็นกระแสข่าวในสังคม
ควรจะต้อง…
Øมีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเป็นพื้นฐาน
Øมีใจเป็นธรรม สามารถวิเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
Øมีวิจารณญาณว่า..ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ? ผู้กระทำผิดพลาด คิด – รู้สึก อย่างไร ?
Øระบบที่มีมาแต่เดิมเป็นอย่างไร ?
Øบุคลากรส่วนใหญ่ของวิชาชีพนั้น ๆ เป็นอย่างไร ?
มิใช่…คิด/วิเคราะห์…เอาตามที่ กระแสสังคมพาไป !
มิฉะนั้น จะหลงประเด็น แล้วเชื่อ…และทึกทักเอาว่า “ภาพโดยรวมของระบบ” เป็นความจริง ! ? ! ? ! ? ! ?




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:54:21 น. 1 comments
Counter : 666 Pageviews.

 
ขอบคุง ณ๊ แต่ม๊ะได้อ่านเยย


โดย: นู๋แตง IP: 118.172.217.18 วันที่: 7 มิถุนายน 2553 เวลา:17:03:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.