Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
กรรม

บทความนี้คัดลอกจาก หนังสือ คุยกันวันพุธ “ กรรม “ ตอนที่ 1 โดยคณะสหายธรรม

ที่มา เป็นหนังสือเก่ามาก เนื้อหาละเอียดลึกซึ้งดี เมื่อเทียบกับหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ได้อ่านมา

เห็นว่าน่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อ หลายท่านที่ต้องการเข้าใจเรื่องของ “ กรรม “

การเสนอแนะนี้ เป็นบางส่วนของ หนังสือ ดังกล่าวเท่านั้น แต่ก็เป็นส่วนที่ น่าสนใจที่สุด หากอ่านแล้วเป็นที่พอใจ กรุณา แบ่งปัน เผยแผ่ ไปสู่สหายรัก คนรัก และคนรู้จัก คงจักเป็นประโยชน์ ขอธรรมทานอันเป็นกุศลนี้ ยังความสุขความเจริญต่อผู้ให้และผู้รับด้วยเถิด… : )

“กรรม”
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กรรม เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง และซับซ้อนเกินกว่าจะด้นเดาเอาเองได้ และเกินกว่าวิสัยของผู้ที่ไม่มีญาณอภิญญาจะหยั่งทราบได้ ถึงกระนั้นผู้มีญาณอภิญญาที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มิอาจรู้กรรมได้อย่างถูกต้อง และทั่วถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรอบรู้กรรมได้ถูกต้อง และทั่วถ้วนทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะนอกจากพระองค์จะทรงมีพระสัพพัญญุตญาณและทศพลญาณแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระอนาวรณญาณ คือ ญาณที่ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องกำบัง มาเป็นเครื่องกั้นด้วย ด้วยเหตุนี้เรื่องของกรรมจึงเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น มิใช่วิสัยของพระสาวกหรือศาสดาเจ้าลัทธิอื่น

พูดอย่างนี้ บางท่านอาจจะย้อนถามว่า เมื่อเช่นนั้นเหตุไรคณะสหายธรรมจึงอาจหาญนำเอาเรื่อง “ กรรม “ มาพูดกันเล่า ก็ใคร่จะขอเรียนว่า เรื่อง “ กรรม “ ที่คณะจำนำมาพูดกันนี้ล้วนแต่ถ่ายทอดมาจากพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และคำอธิบายของท่านอรรถกถาจารย์ทั้งสิ้น ทางคณะไม่มีความสามารถพอที่จะพูดอะไรได้เองเลย หากท่านผู้ฟังได้ฟังเรื่องนี้แล้วเกิดความเชื่อถือเลื่อมใส ก็โปรดได้น้อมนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ ที่ได้ทรงแสดง เรื่องเหล่านี้ไว้ให้สาวกได้รู้ ได้เข้าใจ ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ จะได้ปฏิบัติตนได้ถูกต้อง

คำว่า “ กรรม “ แปลว่าการกระทำ ถ้าเป็นการกระทำชั่ว กระทำบาป เราก็เรียกว่าบาปกรรม หรือ อกุศลกรรม ถ้าเป็นการกระทำดี เราก็เรียกว่ากัลยาณกรรม หรือ กุศลกรรม เพราะฉะนั้นคำว่า กรรม จึงเป็นคำกลาง ๆ ที่ไม่ได้บ่งไว้ว่าดีหรือชั่วดังที่คนส่วนมากเข้าใจกัน คือคนส่วนมากมักจะใช้คำว่า กรรม ในความหมายของอกุศลกรรม หรือบาปกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่กรรมที่เราพูดกันนี้ เราจะไม่พูดกันตามความเข้าใจของคนส่วนมาก แต่จะพูดตามหลักฐานที่มีในพระพุทธศาสนา ในความหมายที่เป็นคำกลาง ๆ ไม่บ่งลงไปว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว

“ กรรม “ ว่าโดยสภาวะแล้วก็ได้แก่ เจตนาเจตสิก ซึ่งเป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตทุกดวง เมื่อจิตเกิดขึ้นครั้งใด เจตนาเจตสิกก็เกิดขึ้นพร้อมกับจิตด้วย พระพุทธองค์ตรัสว่า เจตนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เจตนานั่นแหละคือ กรรม ด้วยเหตุนี้ในขณะที่จิตเกิดขึ้นทุกครั้ง เจตนาคือกรรมก็เกิดขึ้นด้วย

กรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตทุกดวงนี้ เรียกว่า สหชาตกรรม เป็นกรรมที่ยังไม่สามารถจะให้ผล คือ วิบากของตนเกิดขึ้นได้ หมายความว่าในขณะที่เจตนากรรมกำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น กรรมไม่สามารถจะทำให้วิบากของตนเกิดขึ้นพร้อมกับตนในขณะนั้นได้ ต่อเมื่อใดกรรมนี้ดับไปแล้ว จึงสามารถจะให้ผลของตนเกิดขึ้นได้

กรรม ที่ดับไปแล้ว สามารถให้ผลของตนเกิดขึ้นในขณะต่างกัน ( คือคนละขณะกับที่ตนเกิด ) เรียกว่า นานักขณิกกรรม หมายความว่ากรรมที่ทำไว้และดับไปแล้วนั้น เป็นคนละขณะกับวิบาก คือ ผลของตน พูดง่าย ๆ ก็คือ กรรมอันเป็นเหตุกับวิบากอันเป็นผลไม่ได้เกิดพร้อมในขณะเดียวกัน แต่เกิดคนละขณะ สมมติว่าเรากำลังถวายอาหารบิณฑบาตอยู่ ในขณะนั้นกุศลเจตนาที่เกิดขึ้นในขณะที่ถวายนั้นมีอยู่ แต่ยังไม่สามารถให้ผลเกิดขึ้นได้ในขณะนั้น

ต่อเมื่อใดกุศลเจตนานั้นดับไปแล้ว จึงสามารถจะให้ผลได้ คือ สามารถให้ผลในชาตินี้ ให้ได้รับอารมณ์ที่ดีทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายบ้าง หรือให้ได้รับผลในชาติหน้าหรือชาติต่อๆ ไป ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาบ้าง เจตนาในขณะกำลังถวายอาหารนั้นเป็น สหชาตกรรม ส่วนเจตนาที่ดับลงแล้วให้ผลที่ดีทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือ ให้ได้รับผลในชาติหน้าเป็นมนุษย์หรือเทวดานั้น เป็นนานักขณิกกรรม นี่ก็เป็นการเทียบเคียงโดยอาศัยบุคคลเพื่อให้ฟังง่ายเท่านั้น

ความจริงแล้ว เจตนาคือกรรมทั้งสองชนิดนั้นก็เป็นเพียงสภาวธรรมชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขาเลย ผลของกรรมที่เกิดขึ้นซึ่งภาษาธรรมะเรียกว่า วิบาก ก็เป็นเพียงสภาวธรรมอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา เช่นเดียวกัน อนึ่ง สหชาตกรรมนั้น เกิดขึ้นพร้อมกับจิตทุกดวงก็จริง แต่เมื่อดับไปแล้วจะเป็น นานักขณิกกรรม คือส่งผลได้นั้นหมายเฉพาะเจตนาที่เกิดพร้อมกับกุศลจิตและอกุศลจิตที่ดับไปแล้วเท่านั้น เจตนาที่เกิดพร้อมกับจิตประเภทอื่น คือ กิริยาจิตและวิบากจิต แม้จะดับไปแล้วก็ไม่มีโอกาสส่งผลได้ เพราะกิริยาจิตนั้นเป็นจิตสักว่ากระทำ และส่วนมากก็เป็นจิตของพระอรหันต์ที่พ้นจากบุญและบาปทั้งสองแล้ว การกระทำของท่านจึงไม่จัดเป็นบุญหรือบาปแต่ประการใด ส่วนวิบากจิตนั้นก็ไม่ใช่กุศลและอกุศล เป็นเพียงผลที่เกิดจากกุศลและอกุศลที่ทำเอาไว้แล้วเท่านั้น

นี่เป็นการพูดถึง กรรม โดยนัยของคัมภีร์ปัฎฐานในพระอภิธรรม ซึ่งก็เป็นเรื่องของหลักการทั้งสิ้น แต่หลักการนี่แหละเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้อย่างยิ่ง เพราะถ้าขาดหลักการเสียแล้ว เราก็จะพากันตีความหมายของธรรมะไปตามที่เราเข้าใจ แต่ถ้าเราตีความหมายของธรรมะโดยอาศัยหลักเป็นเครื่องตัดสินแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ถูกต้อง ทั้งจะช่วยให้ธรรมะของพระพุทธองค์ไม่ลบเลือนเปลี่ยนแปลงไป เป็นการช่วยรักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้บริสุทธิ์หมดจดด้วย

คนส่วนมากมองการกระทำของตนหรือของผู้อื่นกันเพียงชาตินี้ชาติเดียว ไม่ได้มองให้ลึกไปถึงกรรมในอดีตชาติ ที่แต่ละคนได้ทำกันมาแล้ว จริงอยู่กรรมในอดีตนั้นเราไม่รู้ ทั้งนึกก็ไม่ออกว่าทำอะไรไว้บ้าง แต่ถ้าเชื่อว่าชาติก่อนมี ก็ต้องเชื่อว่ากรรมในชาติก่อนมีด้วย ถ้ากรรมในชาติก่อนไม่มีแล้ว เราก็คงไม่ต้องมาเกิดในชาตินี้อีก เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ระลึกถึงว่า กรรมที่ทำไปแล้วนั้นมิได้ให้ผลในชาติใดชาติเดียว แต่ให้ผลในชาตินี้ก็ได้ ให้ผลในชาติหน้าก็ได้ ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปก็ได้ เพราะฉะนั้น กรรมที่เราทำไว้ในอดีตชาตินั้น เขาอาจให้ผลในชาตินั้น ๆ มาแล้ว แต่ผลในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป เขายังไม่ได้ให้ผล เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุปัจจัยพอ เขาก็ให้ผล ความจริงกรรมในชาติที่แล้ว ๆ มาที่ทำเอาไว้ที่ยังไม่ได้ให้ผลก็มีมากมาย ด้วยเหตุนี้ผลของกรรมที่ได้รับในชาตินี้ จึงอาจเป็นผลที่เกิดจาการกระทำในชาตินี่ก็ได้ ในชาติที่แล้วก็ได้ หรือในชาติหลัง ๆ จากชาติที่แล้วก็ได้ เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ชัดเจนมากใน มหากัมมวิภังคสูตร และ อรรถกถาท่านยังช่วยขยายความต่อไปว่า

กรรมที่ให้ผลในชาตินี้ เรียกว่า ทิฎฐธรรมเวทนียกรรม
กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า คือ ชาติที่ต่อจากชาตินี้ไป เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม
กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป คือ ต่อจากชาติหน้าไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม
นอกจากนั้นก็ยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า อโหสิกรรม ซึ่งหมายถึงกรรมที่ให้ผลแล้ว หรือหมดโอกาสให้ผล ซึ่งในตอนนี้เราจะขอพูดกันเฉพาะกรรมที่ให้ผลก่อน โดยจะสงเคราะห์กรรมทั้ง 3 ประเภทนี้ลงในชวนะจิต 7 ดวง ซึ่งจะต้องพูดถึงเรื่องจิตกันก่อนว่า

จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ได้เหมือน ๆ กัน ก็จริง แต่มีกิจการงานหน้าที่ต่างกันถึง 14 กิจ เช่นทำหน้าที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้างเป็นต้น หน้าที่สำคัญที่สุดเพราะทำให้เกิดบุญและบาปก็คือ จิตที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์หรือที่เรียกว่าชวนะจิต ชวนะจิตนี้ถ้าเป้นจิตของผู้ที่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็เป็นกุศลคือ บุญบ้าง หรือเป็นอกุศลคือบาปบ้าง แต่ถ้าเป็นจิตของพระอรหันต์ก็เรียกว่ากิริยาจิต จิตนี้ไม่ก่อให้เกิดผลคือวิบาก เพราะพระอรหันต์ท่านหมดสิ้นทั้งบุญและบาปแล้ว ท่านจะทำอะไรก็ตาม ผลที่จะเกิดแก่ตัวท่านในชาตินี้ และชาติต่อไปไม่มี แต่ที่ท่านยังเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ก็เพราะกรรมที่ทำไว้ ตั้งแต่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ตามมาให้ผล

ขอกลับมาพูดถึงจิตของผู้ที่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ว่า ถ้าเป็นจิตประเภท กามารวจรจิต คือจิตที่รับกามอารมณ์เป็นส่วนมากแล้ว จิตประเภทนี้เมื่อเกิดขึ้นทำหน้าที่เสพอารมณ์ คือทำชวนะกิจแล้ว ก็จะเกิดขึ้น 7 ครั้งติดต่อกันทั้งเป็นจิตชนิดเดียวกันด้วย คือหมายความว่าถ้าเป็นกุศลจิตก็เป็นกุศลจิตทั้ง 7 ครั้ง ซึ่งกุศลจิตนี้มีถึง 8 ประเภทเพราะฉะนั้นถ้ากุศลจิตประเภทใดใน 8 ประเภทนี้เกิดขึ้น ก็ต้องเป็นกุศลจิตประเภทเดียวกันนั่นเอง ที่เกิดขึ้นสืบต่อกัน 7 ครั้ง หรือถ้าเป็นอกุศลจิต ก็เป้นอกุศลจิตประเภทใด ประเภทหนึ่งใน 12 ประเภทเกิดขึ้นสืบต่อกัน 7 ครั้ง

ชวนะจิตที่เกิดสืบต่อกัน 7 ครั้งนี้แหละ ถ้าจัดโดยการให้ผลของกรรมแล้ว ชวนะจิตที่เกิดเป็นครั้งแรกที่เรียกว่า ชวนะจิตดวงที่ 1 ให้ผลในชาตินี้เป็น ทิฎฐธรรมเวทนียกรรม ชวนะจิตที่เกิดครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า ชวนะจิตดวงที่ 7 ให้ผลในชาติหน้าเป็น อุปปัชชเวทนียกรรม ชวนะจิตที่เกิดในระหว่างชวนะดวงที่ 1 และชวนะดวงที่7 ที่เรียกว่าชวนะดวงที่ 2 – 3 – 4 – 5 ถึงดวงที่ 6 ให้ผลในชาติต่อจากชาติหน้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะนิพพาน เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า กรรมที่ให้ผลแก่เราไปจนกว่าจะนิพพานนั้น เราได้สะสมเอาไว้ในอดีตชาติมากมายเพียงไร

ถ้าทุกคนทราบอย่างนี้ และกลัวผลของกรรมที่จะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปแล้ว ก็คงจะไม่มีใครอยากทำความชั่วเป็นแน่ เพราะเพียงแต่เราจะรับผลของกรรมชั่วที่ได้เคยทำเอาไว้ในอดีตชาติซึ่งมีอยู่มากมาย เราก็รับกันไม่ไหวแล้ว ถ้าชาตินี้สร้างเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ก็เห็นจะทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสทีเดียวในชาติต่อ ๆ ไป

อีกประการหนึ่ง ในขณะที่วิถีจิตเกิดขึ้นวิถีหนึ่งนั้นก็มีกรรมที่จะให้ผลในชาตินี้เพียงครั้งเดียว ให้ผลในชาติหน้าก็ครั้งเดียว แต่จะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปจากชาติหน้าตลอดไปจนกว่าจะนิพพานนั้นถึง 5 ครั้ง เจตนาในการกระทำบาป เริ่มต้นแต่คิดแล้วลงมือทำจนสำเร็จนั้น วิถีจิตไม่ได้เกิดเพียงวิถีเดียว แต่ว่าเกิดมากมายหลายพันหลายแสนวิถี ด้วยอำนาจความรวดเร็วของจิตเพราะฉะนั้นชวนะจิตดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 6 วิถีละ 5 ดวงนี้ที่จะให้ผลในชาติต่อๆ ไปจนกว่าจะนิพพานนั้น จึงมากมายประมาณไม่ได้ ลองคิดให้ละเอียดอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าน่ากลัวมากทีเดียว ในขณะเดียวกันถ้าไม่ทำบาป แต่ทำบุญแทน ผลของบุญที่จะให้ผลแก่เราในชาติต่อ ๆ ไปจนนิพพานนั้นก็มากมายประมาณไม่ได้เหมือนกัน

แต่ละคนทำกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลกันชาติละนับครั้งไม่ได้ ที่ยังจำได้ก็มี ที่ลืมไปแล้วก็มี เพราะฉะนั้น ผลที่เกิดจากการกระทำของเรา จึงมากมายจนไม่ทราบว่าจะนับกันได้อย่างไร ถ้าหากใครต้องการผลที่เป็นความสุข ก็จงเร่งรีบสร้างกุศลเอาไว้เสีย กรรมชาติที่แล้วเราแก้ไขไม่ได้ แต่กรรมชาตินี้เราทำให้ดีได้

ทางที่ดีที่สุดที่เราจะหนีกรรมที่เราทำไว้พ้น ก็คือเราต้องสร้างกรรมชนิดที่ไม่ทำให้ต้องมาเกิดอีก กรรมชนิดนี้ ก็คือ การเจริญวิปัสสนา หรือการเจริญสติปัฏฐาน ถ้าเราสามารถจะเจริญจนมีปัญญารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันได้แล้ว เราก็จะเกิดมารับผลของกรรมที่เราทำไว้ไม่เกิน 7 ชาติ หรือถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์นิพพานแล้วไม่เกิดอีก กรรมที่เราเคยทำเอาไว้มาก มายที่ยังไม่ให้ผล ก็หมดโอกาสให้ผล จัดเป็นอโหสิกรรมไปเลย พระผู้มีพระภาคทรงเล็งเห็นความทุกข์ยากอันเกิดจากกรรมที่ทุกคนทำเอาไว้ จึงทรงแสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นจากกรรมเหล่านั้น เมื่อทรงค้นพบแล้วก็ทรงนำมาแสดงแก่ชาวโลก เพื่อให้สัตว์โลกทั้งหลายได้พ้นจากอำนาจของกรรมเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ สัตว์โลกทั้งมนุษย์และเทวดาก็ได้พ้นจากกรรมไปแล้วมากมายนับไม่ถ้วน

นัยแรก กรรมที่ให้ผลเป็นสุขนั้นได้แก่ เจตนากรรม 4 ดวงที่เกิดพร้อมกับโสมนัสกามาวจรจิต 4 ดวง และ เจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับปฐมฌาน 1 ทุติยฌาน 1 และตติยฌาน 1 รวมเป็นเจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา 7 ดวง เมื่อจิตประกอบด้วยโสมนัสเวทนา เจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับจิตก็ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาด้วย ทั้งนี้ก็เพราะเจตนากรรมนั้นเป็นเจตสิกธรรมซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์อย่างเดียวกับจิต อาศัยที่เกิดอย่างเดียวกับจิต ทั้งมีสภาพคล้อยไปตามจิต คือจิตเป็นโสมนัส เจตสิกก็เป็นโสมนัสด้วยเป็นต้น เพราะฉะนั้นเตจนนากรรมทั้ง 7 ที่กล่าวแล้วคือ เจตนากรรมในมหากุศลโสมนัส 4ดวง เจตนากรรมในปฐมฌานกุศล 1 ทุติยฌานกุศล 1 ตติยฌานกุศล 1 รวม 7 ดวง จึงเป็นเจตนาที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาด้วย

เจตนากรรมในมหากุศลโสมนัส 4 ดวงนี้ สามารถจะเกิดได้ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ส่วนเจตนาในฌานกุศลทั้ง 3 นั้นเกิดได้ทางใจอย่างเดียว เจตนาทั้ง 7 เหล่านี้แหละที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นกรรมที่ประกอบด้วยความจงใจด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นสุขเมื่อทำกรรมอันให้ผลเป็นสุขแล้ว ย่อมเสวยสุข กล่าวคือ เจตนากรรมทั้ง 7 นี้ประกอบด้วยสุขเวทนาด้วย ให้ผลคือวิบากที่ประกอบด้วยสุขเวทนาทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลด้วย นอกจากนั้นยังให้ผลเป็นอุเบกขาเวทนาในที่ได้รับอารมณ์ดีหรืออารมณ์ปานกลางในปวัตติกาล มีเห็น มีได้ยินเป็นต้นอีกด้วย

รวมความว่าบุคคลทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นสุข เขาย่อมจะเสวยสุขนี้ ก็ได้แก่ทำกุศลกรรมที่ประกอบด้วยสุขเวทนา แล้วได้รับผลที่ประกอบด้วยสุขเวทนาบ้าง อุเบกขาเวทนาบ้าง ในเวลาที่กำลังเกิดและเวลาที่มีชีวิตอยู่นั่นเอง

คราวนี้คนที่ทำกรรมอันให้ผลเป็นทุกข์ เขาย่อมเสวยทุกข์นั้น ก็เพราะกรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์นั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากอกุศลเจตนากรรม ความจริงอกุศลเจตนากรรมที่ประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี ประกอบด้วยทุกขเวทนาก็มี ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาก็มี แต่เพราะเหตุที่อกุศลเจตนากรรมเหล่านั้นให้ผลเป็ฯทุกข์เพียงอย่างเดีย่ว ท่านจึงเรียกว่ากรรมอันให้ผลเป็นทุกข์ เพราะทำให้เกิดทุกข์ในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล เป็นต้นว่าทำให้ไปเกิดในนรกได้รับทุกขเวทนามาก

ความจริงแล้วเมื่อว่าโดยสภาวะ อกุศลกรรมหรืออกุศลเจตนากรรมนี้ให้ผที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาในปฏิสนธิกาล และให้ผลที่ประกอบด้วยทุกขเวทนาในปวัตติกาลเฉพาะทางกายเท่านั้น แต่ให้ผลเป็นอุเบกขาเวทนาในทวารอื่นในเวลาที่ได้รับอารมณ์ไม่ดีบ้าง อารมณ์ปานกลางบ้าง ถึงกระนั้นอุเบกขาเวทนานั้น ท่านก็สงเคราะห์ว่าเป็นทุกข์ตามนัยของพระสูตรนี้ ในฐานะที่เป็นผลของอกุศลกรรม เช่นเดียวกับที่สงเคราะห์ผลของกุศลกรรมที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาว่าเป็นสุข

รวมความว่าโดยนัยของพระสูตรนี้ อกุศลเจตนากรรมทั้งหมดชื่อว่ากรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่โดยนัยของพระอภิธรรมแล้ว อกุศลเจตนากรรมให้ผลคือวิบากที่ประกอบด้วยทุกขเวทนาเฉพาะทางกายทวาร ให้ผลที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาในทวารที่เหลือ มีทวารตา ทวารหู ทวารจมูก ทวารลิ้น และทวารใจ

สำหรับกรรมที่ให้ผลเป็นอุเบกขาเวทนานั้น ท่านอรรถกถาแก้ว่า ได้แก่กามาวจรกุศลเจตนา 4 ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา และเจตนาในรูปฌานที่ 4 อย่างลืมว่าในพระสูตรท่านกล่าวรูปฌานไว้เพียง 4 ฌานเท่านั้น คือฌานที่ 1 ,2 ,3 ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา ฌานที่ 4 ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา เจตนาที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา 5 ดวง คือ กามาวจรกุศลเจตนา 4 จตุตถฌานกุศล 1 นี้เรียกว่า กรรมที่ให้ผลเป็นอุเบกขาเวทนา เพราะทำให้เกิดผลที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล คือในเวลาที่กำลังเกิดและเวลาที่เกิดแล้วมีชีวิตเป็นไปอยู่

ความจริงแล้วโดยนัยพระอภิธรรม กามาวจรกุศลเจตนา 4 ดวงที่เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนานั้น ให้เกิดวิบากที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาในปฏิสนธิกาลเท่านั้น แต่ให้เกิดวิบากที่ประกอบด้วยสุขเวทนาในเมื่อได้รับอารมณ์ที่ดีทางกายทวารในปวัตติกาลด้วย ถึงกระนั้นในพระสูตรนี้อรรถกถาท่านก็สงเคราะห์วิบากที่เกิดขึ้น ทั้งที่ประกอบด้วยสุขเวทนา และประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาไว้ว่า เป็นอุเบกขาหรืออทุกขมสุข คือ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขเพียงอย่างเดียว ในฐานะที่เป็นผลของกรรมที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา 5 ดวงนั้น
นัยที่ 2 ท่านอธิบายว่า กรรมที่ให้ผลเป็นสุขและเป็นอุเบกขานั้น ย่อมให้ผลได้ทั้งปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลส่วนกรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์นั้น ให้ผลในปวัตติกาลเท่านั้น คำอธิบายนี้ตรงตามหลักพระอภิธรรม เพราะ กุศลกรรม ที่ประกอบด้วยสุขเวทนาก็ดี อุเบกขาเวทนาก็ดี เมื่อเวลาให้ผลคือวิบากเกิดขึ้นนั้น ให้วิบากทั้งที่ประกอบด้วยสุขเวทนา และอุเบกขาเวทนา และให้เกิดได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล ส่วน อกุศลกรรม นั้น เมื่อเวลาให้ผลในปฏิสนธิกาลเป็นอุเบกขาเวทนาอย่างเดียว เวลาให้ผลในปวัตติกาล เป็นทั้งอุเบกขาเวทนาและทุกขเวทนา แต่ว่าด้วยอำนาจของสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงกรรมทั้ง 3 ชนิดนี้ ด้วยอำนาจที่เป็นไปในปวัตติกาลเท่านั้น หมายความว่า ท่านกล่าวถึงผลคือการได้รับความสุข การได้รับความทุกข์ การได้รับอทุกขมสุข เฉพาะในปวัตติกาล คือในขณะที่เกิดมาแล้วดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่ได้หมายเอาผลที่ได้รับในปฏิสนธิกาล คือในขณะกำลังเกิดเลย










Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:42:18 น. 0 comments
Counter : 332 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.