Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เมื่อมีผู้มาถามว่าเป็นชาวพุทธต้องทำอย่างไรบ้าง? เราจะตอบว่า เราถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วเราสวดเป็นภาษาบาลี

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ (ข้าพเจ้าถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ)

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ (ข้าพเจ้าถือพระธรรมเป็นสรณะ)

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ (ข้าพเจ้าถือพระสงฆ์เป็นสรณะ)

เมื่อเราปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ซึ้งในคำสอนของพระพุทธศาสนา เราจะรู้สึกปีติที่ถือเอาเป็นที่พึ่งในสรณะทั้งสามนี้ แม้แต่สวดเฉยๆ ก็เกิดความสุขขึ้นในดวงจิต หลังจากที่ได้บวชเป็นพระมาสิบหกปี อาตมาก็ยังท่อง ‘พุทธัง สรณัง คัจฉามิ’ อยู่ อันที่จริงอาตมาชอบคำสวดบทนี้มากกว่าเมื่อก่อน เพราะในตอนแรกนั้นอาตมาไม่เข้าใจความหมาย สวดไปอย่างนั้นเอง ทำไปตามธรรมเนียม การพูดแต่ปากว่าถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งนั้น ไม่เกิดความหมายแต่อย่างใดเลย นกแก้วนกขุนทองก็ท่องได้ คำสวดบทนี้มีไว้เพื่อให้เราได้ระลึกและพิจารณาไตร่ตรองดูว่ามีความหมายเป็นประการใด คำว่า ‘สรณะ’ แปลว่าอะไร? และ ‘พุทธ’ หมายความว่าอะไร? เมื่อเรากล่าวว่า “ข้าพเจ้าถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ” เราหมายถึงอะไร? ไม่ใช่เพียงท่องเฉยๆ แต่จะใช้ความหมายเป็นเครื่องช่วยเตือนสติช่วยชี้ทางให้เกิดศรัทธามุ่งมั่นที่จะเดินตามรอยพระบาทของพระบรมศาสดา

คำว่า ‘พุทธ’ แปลว่า ผู้รู้ หรือ ผู้ตื่นแล้ว และในประการแรกที่เราถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งนั้น ถือในฐานะที่เป็นองค์คุณแห่งปัญญา ปัญญาที่ไม่มีองค์ประกอบนั้น รู้สึกว่าเป็นสิ่งลอยๆยากแก่การเข้าใจ ดังนั้นการที่เราสมมุติขึ้นเป็นสัญลักษณ์เช่นนี้จึงเป็นประโยชน์มาก

เรานำเอาคำว่า ‘พุทธ’ มาใช้เรียกพระนามพระสมณโคดมว่า ‘พระพุทธเจ้า’ พระองค์ผู้ให้กำเนิดพุทธศาสนา ได้เสด็จปรินิพพาน ณ ประเทศอินเดีย เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว ทรงสอนธรรม เช่น อริยสัจสี่และมรรคอันมีองค์แปด ธรรมะของพระองค์ยังเป็นประโยชน์แก่พวกเราจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เมื่อเราถือพระพุทธเป็นที่พึ่ง มิได้หมายความว่าเราพึ่งในตัวตนของพระองค์ท่าน แต่พึ่งในปัญญาที่ปรากฏอยู่ทั่วสากลโลกและในดวงจิตของเรา ซึ่งมิอาจจะแยกออกไปจากตัวเราได้ และซึ่งเป็นความจริงยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่เราปรุงแต่งขึ้นในจิต ถ้าไม่มีพุทธปัญญาแล้ว เราไม่สามารถจะดำเนินชีวิตไปได้เลย พุทธปัญญาเท่านั้นที่จะปกป้องคุ้มครองเราได้ เราเรียกว่าพุทธปัญญา คนอื่นเขาจะเรียกว่าอย่างไรก็แล้วแต่เขา คำเรียกชื่อก็เป็นแต่เพียงคำเรียกชื่อ เราใช้เรียกอย่างนี้ตามแบบของเรา ไม่ไปเกี่ยวข้องกับใครในเรื่องภาษาบาลีสันสฤต กรีก ลาติน หรือภาษาอะไรก็แล้วแต่ เราใช้คำว่า ‘พุทธปัญญา’ ในฐานะที่เป็นความหมายช่วยเตือนสติ ให้เรามีความฉลาด เบิกบาน และตื่นอยู่เสมอ

พระธุดงค์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยชอบใช้คำว่า ‘พุทโธ’ เป็นคำบริกรรมในการทำจิตภาวนา ท่านจะทำจิตให้สงบโดยกำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมไปกับคำว่าพุทโธ แล้วท่านจะพิจารณาว่าพุทโธคืออะไร? ใครเป็นผู้รู้? รู้นั้นรู้อะไร? เมื่ออาตมาเดินธุดงค์อยู่ในภาคนั้น อาตมาชอบไปพักอยู่ที่วัดของพระอาจารย์ฝั้น พระอาจารย์เป็นที่เคารพอย่างสูงของคนทั่วไป ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ท่านต้องรับแขกตลอดเวลา อาตมาจะเข้าไปนั่งที่กุฏิของท่าน ฟังท่านเทศน์ธรรมะอันลึกซึ้งของคำว่า ‘พุทโธ’ และจะเทศน์สอนแต่เรื่องนี้เรื่องเดียวตลอดเวลาที่อาตมาไปนั่งฟังอยู่ ท่านสามารถนำคำนี้มาสอนการทำสมาธิภาวนาให้แก่คนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาผู้ยากจน หรือเศรษฐีผู้ดีชาวกรุงทั้งหลาย จุดสำคัญในการสอนคือไม่ใช่ให้ท่องคำว่าพุทโธเฉยๆ แต่ให้พิจารณาให้สติกำกับจิตเพ่งที่พุทโธหรือผู้รู้ ตรวจดูตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงเบื้องปลาย เบื้องบนและเบื้องล่าง จนจิตของผู้นั้นอยู่กับคำบริกรรม เมื่อบุคคลทำได้เช่นนั้น คำว่า ‘พุทโธ’ ก็จะก้องอยู่ในดวงจิตตลอดเวลา บุคคลสามารถจะตรวจสอบได้ตั้งแต่ก่อนจะเอ่ยคำบริกรรมและหลังคำบริกรรม ในที่สุดบุคคลก็จะเริ่มสำเหนียกเสียงของคำนั้นและฟังเลยเสียงของคำนั้นไปจนกระทั่งได้ยินแต่ความเงียบสงัด

ที่พึ่งพิงคือที่อันปลอดภัย ดังนั้น คนที่เชื่อในโชคลางเมื่อมาหาท่านอาจารย์ชาผู้เป็นอาจารย์ของอาตมา เขาก็จะมาของเครื่องรางของขลังเพื่อใช้ป้องกันอันตราย ให้อยู่ยงคงกระพันและขจัดปัดเป่าผีสางมารร้ายทั้งปวง ท่านอาจารย์ชาท่านจะบอกว่า “เอาของอย่างนั้นไปทำไมกัน เครื่องคุ้มครองที่แท้จริงคือถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เท่านั้นก็พอแล้ว” แต่ศรัทธาของพวกเขาในพระพุทธเจ้า ไม่อาจจะเทียบกับความเชื่อในเครื่องรางของขลังบ้าๆบอๆได้ เขาต้องการสิ่งที่ทำจากโลหะหรือดินเหนียวแล้วเอามาปลุกเสก อย่างนั้นเรียกว่า พึ่งในทองเหลืองและดินเหนียว พึ่งในเครื่องรางของขลังซึ่งช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย

ทุกวันนี้ในประเทศอังกฤษ เราจะพบผู้คนที่โก้และทันสมัยยิ่งขึ้นไปอีก คือไม่พึ่งในเครื่องราง แต่ไปพึ่งในสิ่งอื่น เช่น ธนาคารเวสมินสเตอร์ กระนั้นก็ดี ยังเป็นการพึ่งในสิ่งที่ไม่สู้จะปลอดภัยอยู่ดี การพึ่งในพระพุทธองค์ พึ่งในพระพุทธปัญญา คือการมีที่พึ่งอันปลอดภัย เมื่อเรามีปัญญา เราประพฤติปฏิบัติ และมีความเป็นอยู่อย่างฉลาด เราก็ปลอดภัยอย่างแท้จริง สภาวะทั้งหลายทั้งปวงรอบตัวเราอาจเปลี่ยนได้ เราเชื่อมั่นไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับมาตรฐานความเป็นอยู่ของเราหรือกับธนาคารเวสมินสเตอร์ในช่วงสิบปีข้างหน้า อนาคตเป็นเรื่องลึกลับ ไม่มีใครจะหยั่งรู้ได้ แต่ถ้าเราพึ่งพระพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ เราก็มีจิตที่สามารถไตร่ตรองและเรียนรู้ชีวิตตามที่เรากำลังดำเนินอยู่

ปัญญาในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ารู้เรื่องโลก เราไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปหาความรู้ให้เกิดความฉลาด ปัญญาในที่นี้หมายถึงรู้จักธรรมชาติของสภาวะต่างๆ ตามที่เราได้พบเอง ไม่ใช่ไปติดอยู่กับสิ่งปรุงแต่งตามนิสัยเดิมของเรา ใช้ ‘พุทโธ’ พิจารณาความไม่เที่ยงของสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งเหล่านั้น ความรู้ถึงความไม่เที่ยงหรืออนิจจังนี้แหละที่เราเรียกว่า ‘พุทธ’ และนี้แหละคือที่พึ่ง เราไม่ถือว่า ‘พุทธ’ เป็นตัวกูของกู เราไม่พูดว่าเราเป็นพุทธ แต่เราถือพระพุทธเป็นที่พึ่ง นี้เป็นเครื่องส่องทางที่นำไปสู่ปัญญา ตื่น และเบิกบานอยู่เสมอ

ความหมายของคำว่า ‘สรณะ’ อีกอย่างหนึ่ง คือความระลึก การเตือนสติ ที่ต้องเตือนก็เพราะเรามักจะลืม เรามักจะอยู่กับความวิตกกังวล ความสงสัย ความกลัว โกรธ โลภ หลง สารพัดอย่าง พระพุทธรูปนั้น เมื่อเราก้มลงกราบ เราไม่ได้เพ่งที่ตัวพระพุทธรูปในฐานะที่เป็นรูปเคารพ แต่ใจนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า เราจะเห็นว่าพระพุทธรูปนั้นประดิษฐานอยู่อย่างสง่างาม สงบ ตื่นอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่ใช่ตื่นเต้น เต็มไปด้วยพระเมตตา ไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอนิจจัง แม้ตัวเราจะประกอบด้วยเลือดเนื้อและพระพุทธรูปทำด้วยโลหะ แต่ก็ยังเป็นเครื่องระลึกอยู่นั่นเอง บางคนไปถือเคร่งที่ตัวพระพุทธรูป ซึ่งในภาคตะวันตกนี้ อาตมาคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร

สรณะที่สอง คือ พระธรรม ความจริงแท้ พระธรรมไม่เกี่ยวกับรูปธรรม ไม่ใช่พระเจ้าในฐานะที่เป็นตัวตน เราสวดเป็นภาษาบาลีว่า สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เมื่อพระธรรมไม่เกี่ยวกับรูปธรรม จึงเป็นการยากที่จะอธิบายเปรียบเทียบได้ ดังนั้นเมื่อเราจะอธิบายเรื่องพระธรรม เรามักจะพูดถึงความหมายตามคำบาลีที่เราสวด

สันทิฏฐิโก แปลว่า เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง คือให้รู้ในปัจจุบัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้

อะกาลิโก แปลว่า เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้โดยไม่จำกัดเวลา ตามปกติใจคนเรามักผูกพันอยู่กับกาลเวลา แต่ธรรมไม่จำกัดการเวลา

เอหิปัสสิโก หมายความว่า เป็นสิ่งที่ควรกล่าวแก่ผู้อื่นว่า จงมาดูเถิด คือให้เข้าหาพระธรรม ให้ดูและให้รู้จัก มิใช่อธิษฐานเฉยๆ แล้วธรรมจะมาหาเรา มาสะกิดที่หัวไหล่ของเรา เราต้องลงมือปฏิบัติเอง ก็เหมือนอย่างที่พระเยซูกล่าวว่า “จงเคาะ แล้วประตูจะเปิดให้แก่ท่าน”

โอปะนะยิโก หมายความว่า เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้าใส่ตัว คือนำเข้าไปสู่ความสงบแห่งจิต พระธรรมนั้นไม่ได้น้อมนำเราไปสู่ความหยาดเยิ้ม ตรึงใจ มีเสน่ห์ชวนให้หลง หรือตื่นเต้นผจญภัย แต่น้อมนำไปสู่นิพพาน ความดับสนิท สงบสงัดอย่างสิ้นเชิง

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ หมายความว่า เป็นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน อุปมาเหมือนรสน้ำผึ้ง ถ้าไม่เคยชิมก็ไม่รู้รส เราอาจจะรู้สูตรทางเคมี หรือท่องจำเรื่องราวและบทกลอนอันไพเราะเกี่ยวกับน้ำผึ้ง แต่จะรู้รสได้จริงก็ต่อเมื่อได้ชิมด้วยตนเอง พระธรรมก็เช่นนั้น จะต้องรู้ได้ด้วยตนเอง

การถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ ไม่ได้หมายความให้ไปพึ่งหรือระลึกตรงที่ปรัชญา(ปรัชญาในที่นี้ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า philosophy ไม่ได้แปลว่าปัญญา) หรือไปติดที่คาถาอันไพเราะ ชาญฉลาด หรือพึ่งทฤษฎี ความคิด หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ไม่ใช่ไปยึดตรงความเชื่อในพระธรรม หรือเชื่อในพระเจ้าหรือเชื่อในพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในสากลโลก คำอธิบายความหมายของพระธรรมนั้นทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่จำกัดเวลา ให้เราคำนึงและไตร่ตรองดูในจิตของเราเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เอาแต่ท่อง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ อย่างนกแก้วนกขุนทอง เห็นชาวพุทธเขาว่าอย่างไรก็ว่าตามเขาไปอย่างนั้น แต่เราจะหันเข้าหาพระธรรม เรารู้แล้วว่าเราจะถือพระธรรมเป็นที่พึ่งโดยปฏิบัติเดี๋ยวนี้ ด้วยการระลึกถึงพระธรรมในฐานะที่เป็นความจริงแท้

ด้วยเหตุที่จิตใจของคนเรามักจะหลอกตัวเองให้หลงไปทำให้มีภพชาติ เราไปคิดกันว่าจะฝึกสมาธิเพื่อจะได้รู้แจ้งเห็นจริงในอนาคต เราจะยึดถือในสรณะสามเพื่อจะได้เป็นชาวพุทธ เราอยากจะมีปัญญา อยากจะหนีทุกข์และความโง่เขลา นี้คือจิตของคนที่ยังมีความอยากอยู่ จิตจึงหลอกให้เราหลงอยู่เรื่อยๆ แทนที่จะนึกคิดอยู่เป็นนิจว่าอยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนี้ ให้เราระลึกในพระธรรมที่เป็นปัจจุบัน

ที่ว่าพระธรรมไม่เป็นตัวเป็นตนนั้น ทำให้หลายคนกลุ้มใจเพราะว่าศาสนาเดิมของท่านทั้งหลายนั้นถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีตัวตน เมื่อถือเช่นนี้ ถ้าท่านติดต่อสัมพันธ์ชนิดตัวต่อตัวกับสิ่งที่เรียกว่าพระธรรมไม่ได้ ก็จะรู้สึกว่าไม่ถูกต้องเสียแล้ว อาตมาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งมีพระแคทอลิกฝรั่งเศสท่านหนึ่งมาพักที่วัดของเราเพื่อฝึกสมาธิ ท่านรู้สึกว่าในพุทธศาสนานี้ ท่านเคว้งคว้างมาก เพราะติดต่อโดยตรงกับพระเจ้าไม่ได้ เราไม่อาจติดต่อแบบตัวต่อตัวกับพระธรรมได้ เราไม่พูดว่า ‘ฉันรักพระธรรม’ หรือ ‘พระธรรมรักฉัน’ ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย เราอาจจำเป็นต้องติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลบางคน เช่น บิดามารดา สามีภรรยา หรือกับบางสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งในตัวคุณพ่อคุณแม่ ให้ท่านคอยคุ้มครองลูบหัวลูบหลังอีกต่อไป ที่เราพึ่งพระธรรมนั้น พึ่งในลักษณะที่มีสติ มีเหตุผล และในลักษณะของผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความคิด ไม่งอแงร้องเรียกหาพ่อแม่ เพราะเราไม่ต้องการจะเป็นอะไรอีกต่อไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องให้มีคนมาคอยรักคอยปกป้อง เพราะเราสามารถจะแผ่เมตตาและปกป้องผู้อื่นได้ นี้เป็นเรื่องสำคัญ เราจะไม่เรียกร้องอะไรจากใคร ไม่ว่าจะขอจากบุคคลหรือเทพเจ้า หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก

เราไม่พยายามที่จะถือเอาพระธรรมในฐานะที่เป็นตัวตนมาเป็นที่พึ่ง ปล่อยวางความอยากที่จะติดต่อโดยตรงตัวต่อตัวกับความจริง เราจะต้องเป็นความจริงนั้น ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือจะต้องตื่นขึ้นมาเสียเดี๋ยวนี้ ฉลาดเสียเดี๋ยวนี้ เป็นพุทธ เป็นธรรมะเสียในปัจจุบันนี้

ที่พึ่งแห่งที่สามคือพระสงฆ์ ‘สังฆะ’ อาจจะหมายถึงพระภิกษุสงฆ์หรืออริยสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะของอริยบุคคลผู้มีความเป็นอยู่โดยชอบ มีคุณธรรม ประพฤติดี ละความชั่วทั้งปวงทางกายและวาจา เราถือพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง หมายถึงเราพึ่งในคุณธรรมความบริสุทธิ์ ในสิ่งที่ดีงาม และในเมตตาธรรม เราไม่พึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเรา อันเป็นความชั่วร้าย เหี้ยมโหด อวดดี เห็นแก่ตัว ริษยาพยาบาท ซึ่งเรายอมรับว่า เรามักจะประพฤติตามสิ่งเหล่านั้นโดยประมาท ไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่ระลึกรู้ ทำไปตามอารมณ์ การพึ่งในพระสงฆ์หมายความในขั้นพื้นฐานว่า เราจะละความชั่ว ทำแต่ความดีทางกายและวาจา

คนเราทุกคนล้วนมีความนึกคิดและความมุ่งหมายทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล สังขารทั้งหลาย (สภาพที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง) ก็เป็นอย่างนั้น มีทั้งดี ทั้งเลว สภาวะทั้งหลายทั้งปวงในโลกย่อมเปลี่ยนแปลง เราจะมีความรู้สึกนึกคิดที่ดีเลิศตลอดไปนั้นไม่ได้ ความรู้สึกนึกคิดทั้งที่ดีและไม่ดี เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เรานั้นถือคุณความดีเป็นที่พึ่ง ไม่พึ่งในโทสะ เราพึ่งในความปรารถนาที่จะทำดี ที่เป็นความเมตตาแก่ตัวเราและผู้อื่น การถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งนั้นเป็นการพึ่งพาอาศัยที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันภายในตัวเรานี้เอง และมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับผู้อื่น และกับโลกที่เราอาศัยอยู่ และเมื่อเราถืออย่างนี้ เราก็จะไม่ประพฤติไปในทางที่ทำให้เกิดความแตกร้าว ความโหดร้ายทารุณ ความมีใจแคบ ปราศจากความปราณีต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ผู้ประพฤติดีแล้วดังนี้ เรียกว่า ‘สุปฏิปันโน’

เมื่อเรามีสติและสัมปชัญญะ และเมื่อเราได้ไตร่ตรองเฝ้าสังเกตการกระทำอันปราศจากความยั้งคิดที่โหดร้ายและเห็นแก่ตัว เราก็เห็นได้ว่าการกระทำเช่นนั้นให้ทุกข์แก่เราเองและแก่ผู้อื่นด้วย อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ง่ายๆ ถ้าเราพบกับอาชญากรหรือคนชั่ว เราจะเห็นว่าคนเหล่านั้นมีแต่ความหวาดกลัว ขี้ระแวง หมกมุ่น ดื่มจัด ติดยาและวุ่นวายกระสับกระส่าย ทั้งนี้ก็เพราะการอยู่กับตนเองนั้นเป็นเรื่องน่ากลัว น่าขยะแขยง อยู่ตามลำพังเพียงห้านาทีโดยไม่มีเหล้าหรือยาเสพติดแล้วละก้อ เหมือนอยู่ในนรก เพราะวิบากของกรรมชั่วนั้นมันน่าสะพรึงกลัวต่อจิตยิ่งนัก แม้ไม่ถูกจับกุมคุมขัง อย่านึกว่าเขาจะรอดตัวไปได้อย่างสบายใจ ไม่แน่นะบางทีการเข้าไปติดอยู่ในคุกอาจจะเป็นการดีสำหรับเขาเสียอีก อาตมาไม่เคยเป็นอาชญากร แต่เคยพูดปดบ้าง เคยประพฤติมิชอบมาบ้าง แล้วผลที่ได้รับนั้นมันไม่ดีเลย แม้ทุกวันนี้ เมื่อหวนระลึกถึงเรื่องเหล่านั้นก็ไม่สบายใจ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะบอกกล่าวให้ใครฟัง

เมื่อเราภาวนาอยู่ เราระลึกรู้ว่าเราต้องรับผิดชอบต่อวิถีชีวิตของเราเอง จะไปโทษใครไม่ได้ ก่อนที่อาตมาจะเริ่มฝึกสมาธิภาวนา อาตมาชอบโทษคนอื่นและโทษสังคม เช่น โทษโยมบิดามารดา โทษรัฐบาลสหรัฐ โทษเพื่อนฝูง โทษหมดทุกสิ่งทุกอย่าง และคิดว่าถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมันดีพร้อม อาตมาก็จะไม่มีปัญหาอย่างใดเลย ซึ่งมันก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

โยมบิดามารดาท่านย่อมมีข้อบกพร่องบ้าง ทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นธรรมดา และเมื่อมองย้อนหลังไปดู ก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมากมายอะไร คนในยุคของอาตมานี้ชำนาญในทางหาเรื่องตำหนิ ทุกอย่างที่รัฐบาลสหรัฐทำลงไป มันง่ายเพราะสหรัฐทำผิดไว้มาก แต่เมื่อเรามาภาวนา เราจะไม่หลอกตัวเองอีกต่อไป เราระลึกรู้ได้ทันทีว่า ไม่ว่าใครจะทำอะไรหรือมีความไม่เป็นธรรมในสังคมแค่ไหน เราจะไม่ไปนั่งใช้เวลาทั้งชีวิตตำหนิใครเลย มันเสียเวลาเปล่าๆ เราต้องมีความรับผิดชอบเต็มตัวในการดำเนินชีวิตของเราเอง ความทุกข์ยากของเรานั้นจะไปโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเรา ความโง่เขลา ความเห็นแก่ตัว และความหยิ่งทรนงของเราเอง

เมื่อพระเยซูถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงตัวอย่างของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างทารุณที่สุดต่อหน้าฝูงชน กระนั้นก็ดี พระเยซูไม่ได้โทษใครเลย กลับตรัสว่า “โปรดประทานอภัยให้แก่เขาเหล่านั้นด้วยเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป”

นี้เป็นสัญลักษณ์ของปัญญา หมายความว่า ถึงแม้จะมีคนมาตรึงเราบนไม้กางเขน เฆี่ยนฆ่าเรา ดูหมิ่นเหยียดหยามทุกอย่าง แต่ความชิงชัง ความใจแคบเห็นแก่ตัวนั้นต่างหากที่เป็นตัวปัญหา เป็นความทุกข์ ถ้าพระเยซูคริสต์ตรัสออกไปว่า “มันผู้ใดมาทำเรา มันผู้นั้นจงพินาศทุกคน” แล้วละก้อ ท่านจะกลายเป็นอาชญากรคนหนึ่งไปด้วย และอีกสองสามวันต่อมาคนก็จะลืมหมด จงไตร่ตรองดูให้ดีในเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีทุกข์เราก็มักจะโทษคนอื่นและเราอ้างเหตุผลได้ว่าคนนั้นคนนี้มาให้ร้ายแก่เรา เราไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่ทำอย่างนั้นอีก จะให้อภัยและจะปล่อยวางความทรงจำเหล่านั้นเสียให้สิ้น ทั้งนี้เพราะเราถือที่พึ่งในพระสงฆ์ ซึ่งหมายความว่า เราจะละความชั่วและทำแต่ความดี ทั้งกายและวาจา

โปรดพิจารณาทบทวนตามที่อาตมาได้กล่าวมานี้ ให้เห็นว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของเราได้อย่างแท้จริง มองดูในฐานะที่เป็นโอกาสให้เราได้พิจารณาไตร่ตรอง และใช้ในฐานะที่เป็นเครื่องแสดงนัยของความมีสติสัมปชัญญะของจิตที่ตื่นอยู่เสมอ ณ ที่นี้ และในขณะนี้
อานาปานสติ
พวกเรามักจะมองข้ามสิ่งที่เป็นปกติธรรมดาไปเสีย ลมหายใจของเรานั้นจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเรามีอาการผิดปกติ เช่น หืดหอบ หรือวิ่งจนเหนื่อย ในการทำอานาปานสตินั้น เราเอาลมหายใจปกติธรรมดาของเรานี้เป็นเครื่องกำหนด เราจะไม่พยายามไปทำให้มันยาวหรือสั้น หรือไปบังคับให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จะอยู่กับลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นปกติธรรมดาเท่านั้น

ลมหายใจไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะสร้างหรือจินตนาการขึ้นมา มันเป็นไปตามธรรมชาติของร่างกายต่อเนื่องกันไปจนชีวิตจะหาไม่ จึงเป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดชีวิต จะกลับไปดูเมื่อไรก็ได้ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษหรือฉลาดล้ำเลิศแต่อย่างใดในการที่จะเฝ้าดูลมหายใจของเรา เพียงแต่เราพอใจอยู่กับมันระลึกรู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ก็เท่านั้น อันสติปัญญาหรือความเฉลียวฉลาดนั้นมิใช่จะได้มาจากการเรียนรู้ทฤษฎีหรือปรัชญาอันสูงส่ง แต่ได้จากการเฝ้าสังเกตสิ่งที่เป็นปกติธรรมดานี้เอง

ลมหายใจไม่มีลักษณะที่ตื่นเต้นระทึกใจ จนทำให้เรากระสับกระส่ายหรือหงุดหงิดแต่ประการใด ใจของคนเรานั้นมักอยากจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอไป อยากจะได้สิ่งที่ตื่นเต้นเร้าใจโดยไม่ต้องออกแรง ถ้าเราได้ยินเสียงดนตรี เราคงไม่บอกกับตัวเราเองว่าฉันจะตั้งอกตั้งใจฟังและจับจังหวะท่วงทำนองของเพลงนี้ให้จงได้ เราจะปล่อยใจของเราไปตามเสียงดนตรี เพราะเสียงเพลงมันไพเราะเย้ายวนชวนให้เราตามมันไป ส่วนจังหวะของลมหายใจตามปกตินั้นไม่มีอะไรน่าจับใจเลย มันสงบราบเรียบ แต่คนเราไม่เคยชินกับความสงบ บางคนอาจจะบอกว่าชอบความสงบ แต่พอไปประสบเข้าจริงๆแล้วกลับไม่พอใจ เพราะพวกเราชอบสิ่งที่ตื่นเต้นเย้ายวนใจมากกว่า ในอานาปานสตินั้น เราอยู่กับสิ่งที่เป็นกลางๆ จะไม่รู้สึกชอบหรือไม่ชอบลมหายใจ เวลาหายใจเข้า เราเพียงกำหนดรู้ต้นลม กลางลม และปลายลม หายใจออกก็เช่นเดียวกัน กำหนดรู้ต้นลม กลางลม และปลายลม จังหวะของลมหายใจเข้าออกเป็นไปอย่างเรียบๆ ช้าๆ ช้ากว่าจังหวะของความนึกคิด นำเราไปสู่ความสงบแล้วเราก็หยุดคิด เราจะไม่ตั้งความมุ่งมาดปรารถนาว่าจะได้อะไรจากการทำสมาธิภาวนา เช่น จะต้องได้ฌานขั้นนี้ขั้นนั้น เพราะถ้าจิตมุ่งจะให้บรรลุถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว จิตจะไม่น้อมลงอยู่กับลมหายใจ จะไม่สงบ แล้วเราจะมีแต่ความผิดหวัง

ในขั้นต้นนั้น จิตของเราชอบเตร็ดเตร่เร่ร่อนไปตามเรื่องของมัน เมื่อเรารู้ตัวว่ามันเคลื่อนออกไปจากลมหายใจ เราก็ค่อยๆดึงมันกลับเข้ามา เราต้องมีความพากเพียรและอดทนอย่างยิ่ง พร้อมเสมอที่จะตั้นต้นใหม่ จิตของเรานั้นไม่เคยชินกับการถูกจับให้อยู่นิ่ง เคยแต่ถูกสอนให้เกี่ยวเกาะอยู่กับสิ่งต่างๆ เรื่อยมา เคยชินอยู่กับการใช้ความคิดที่ตัวนึกว่าจะฉลาดหลักแหลม แต่เมื่อไม่อาจจะทำอย่างนั้นได้ ก็จะเกิดความเครียด ในการทำอานาปานสติ เราจะพบกับอุปสรรคเช่นที่กล่าวนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับม้าป่า เมื่อถูกจับมาผูกและสวมบังเหียนครั้งแรก มันจะโกรธและพยศอย่างยิ่งทีเดียว

เวลาจิตของเราเคลื่อนออกไป เราจะรู้สึกรำคาญ ท้อแท้ และเบื่อหน่ายไปหมด ในสภาวะเช่นนั้น ถ้าเราใช้วิธีบังคับข่มจิตให้สงบ มันจะสงบได้ชั่วครู่แล้วก็แส่ส่ายออกไปใหม่ การทำอานาปานสติที่ถูกวิธี เราต้องใจเย็นและอดทนอย่างยิ่ง ถือเสียว่ามีเวลาถมไป ปล่อยวางภาระทุกอย่างทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือทรัพย์สินเงินทอง ในช่วงเวลานั้นเราจะไม่ทำอะไรเลย นอกจากนั่งเฝ้าสังเกตลมหายใจเข้าออก

ถ้าจิตของเราเคลื่อนไปในระยะลมเข้า ก็เพ่งที่ลมเข้าให้มากสักหน่อย ถ้าเคลื่อนไปในระยะลมออก ก็เพ่งตรงนั้นเช่นกัน แล้วดึงมันกลับเข้ามาพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เสมอไป ทำใจให้เหมือนนักเรียนใหม่ วางสิ่งเก่าๆ เสียให้หมด

เวลาจิตของเราเคลื่อนออกไป แล้วเราดึงกลับเข้ามาใหม่ ในช่วงนั้นแหละเป็นช่วงที่เรามีสติสัมปชัญญะ เราฝึกจิตของเรากับแม่ที่ดีฝึกลูกน้อยของเธอ เด็กเล็กๆ ยังไม่รู้อะไร เดินสะเปะสะปะไปตามเรื่อง ถ้าแม่เอาแต่โมโหและเฆี่ยนตี เด็กจะกลัว แล้วกลายเป็นเด็กโรคประสาท แม่ที่ดีจะเฝ้ามอง ถ้าเห็นเด็กเดินออกนอกลู่นอกทาง แม่ก็จะอุ้มกลับเข้ามา เราต้องใจเย็นและอดทนอย่างนั้น อย่างไปโกรธเกลียดลงโทษตนเอง เกลียดลมหายใจ หรือเกลียดไปหมดทุกคน จนเกิดความรำคาญ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะไม่ได้ความสงบจากอานาปานสติ

บางครั้งเราเครียดเกินไปไม่ร่าเริงผ่องใส ไม่มีแม้อารมณ์ขัน คอยแต่จะกดทุกอย่างลงไป จงทำใจให้เบิกบาน แต้มรอยยิ้มลงบนใบหน้าของท่าน ผ่อนคลายและทำใจสบายๆ ปราศจากความกดดันที่จะต้องได้อะไรเป็นพิเศษ ไม่มีอะไรวิเศษพิสดารเลย ท่านไปคุยได้ไหมว่า วันนี้ท่านได้ทำอะไรบ้างที่พอจะคุ้มค่าข้าวที่รับประทานเข้าไป เพียงมีสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าเฮือกเดียวเท่านั้นหรือ ฟังแล้วมันน่าขำสิ้นดี แต่นั่นแหละ ท่านยังได้ทำมากกว่าที่คนอื่นเขาไปคุยโม้ว่าได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้เสียอีก

เราไม่ต้องไปต่อสู้ฟาดฟันกับมารร้ายที่มาคอยผจญ ถ้าท่านรู้สึกเบื่อหน่ายการทำอานาปานสติ ก็จงกำหนดรู้ถึงความรู้สึกอันนั้นไว้ด้วย อย่าไปคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ แต่จงให้มันเป็นเรื่องเพลิดเพลิน ทำด้วยความยินดีสนุกสนาน เมื่อท่านคิดว่าทำไม่ได้ก็ให้กำหนดรู้ไว้ว่านั่นคือเครื่องกีดขวาง เป็นนิวรณ์ เป็นความกลัวหรือความท้อแท้ กำหนดรู้แล้วก็ผ่อนคลายลงไป อย่าทำให้การฝึกนี้เป็นเรื่องยาก หรือถือว่าเป็นภาระหนัก

เมื่ออาตมาบวชใหม่ๆ อาตมาเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังจนดูเหมือนกับท่อนไม้แห้งตายซากท่อนหนึ่ง ตกอยู่ในสภาพอันน่าทุเรศ เพราะไปคิดว่าจะต้องอย่างนั้นจะต้องอย่างนี้อยู่เรื่อยไป ต่อมา อาตมาก็เรียนรู้ที่จะหยิบยกเอาความสงบขึ้นมาพิจารณา เมื่อความสงสัยลังเลใจ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความไม่พอใจ ความเบื่อหน่ายเกิดขึ้น อาตมาก็ยกเอาความสงบขึ้นมาพิจารณาท่องคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก สะกดจิตของอาตมาให้ผ่อนคลายลงไป ความสงสัยตนเองเกิดขึ้นมาอีก เช่นว่า “นี่เรามาทำอะไรอยู่ ไม่เห็นไปถึงไหน ไม่เห็นได้อะไร เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ จะต้องได้อะไรสักอย่างหนึ่งสิ” เป็นต้น แต่แล้วอาตมาก็อยู่กับความรู้สึกเช่นนั้นด้วยความสงบ นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ท่านอาจจะลองนำไปปฏิบัติดู คือ เมื่อเราเครียด เราก็ผ่อนคลายลงเสีย แล้วเริ่มทำอานาปานสติต่อไปใหม่

ตอนแรกๆ เราจะรู้สึกตัวว่างุ่มง่ามเหมือนกับเราเริ่มหัดดีดกีตาร์ นิ้วมันแข็งทื่อเทอะทะสิ้นดี แต่พอเราฝึกไปเรื่อย เราก็ชำนาญขึ้น จนกลายเป็นเรื่องง่ายไป เราเรียนรู้ที่จะมองดูว่า กำลังมีอะไรเกิดขึ้นในจิตของเรา เมื่อมีความง่วงเหงา ความฟุ้งซ่านซัดส่าย หรือมีความเครียด เราก็กำหนดรู้ เพียงแต่รู้ไว้เฉยๆ ไม่ต้องไปยุ่งอะไร ให้มีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ว่ามันเป็นของมันอย่างนั้น เราทำความเพียรอยู่กับลมเข้าลมออกไปเรื่อยๆ หากกำหนดไม่ได้ ตั้งแต่ต้นลมจนปลายลม ทำได้เพียงครึ่งเดียวก็ยังดี คือเราไม่มุ่งหวังจะให้มันถูกต้องครบถ้วนในทันทีทันใดนั้น เราค่อยๆทำไป ค่อยๆแก้ไขไป ถ้าขณะที่จิตแส่ส่ายออกไป แล้วเราสามารถมีสติตามรู้ว่ามันไปที่ไหนบ้าง ขณะนั้นแหละเรียกว่าเรามีปัญญาเห็นแจ้ง ถ้าไปคิดว่าจิตไม่ควรจะเร่ร่อนออกไป เกิดชังตนเอง เกิดความท้อถอย ซึ่งก็มักจะเป็นกันเช่นนั้น นั่นแหละคือความโง่เขลา

ถ้าเราจะฝึกโยคะ เราคงไม่เริ่มต้นด้วยท่าที่รุนแรงอย่างพวกหัตถโยคี ดังที่ท่านเคยเห็นในหนังสือ เช่น เอาขาขึ้นมาพันคอ เป็นต้น หากเราพยายามทำอย่างนั้น เขาคงต้องหามเราเข้าโรงพยาบาลเป็นแน่ เราคงจะเริ่มด้วยวิธีง่ายๆ ไปก่อน ค่อยฝึกค่อยเรียนไปทีละขั้น อานาปานสติก็เช่นกัน บัดนี้เรารู้วิธีบ้างแล้ว เราก็เริ่มตรงนั้นและค่อยๆ ทำความเพียรไปเรื่อยๆ แล้วเราจะเข้าใจว่าสมาธิเป็นอย่างไร เมื่อท่านไม่ใช่ซุปเปอร์แมนก็อย่าทำตัวเป็นซุปเปอร์แมน อย่าไปพูดว่า “ฉันจะนั่งตรงนี้ และเฝ้าดูลมหายใจของฉันตลอดทั้งคืน” ถ้าพูดอย่างนั้นแล้วเกิดทำไม่ได้ ท่านจะขัดเคืองใจ กะเวลาเท่าที่ท่านพอจะทำได้ ค่อยๆ ฝึกไป จนท่านรู้ได้เองว่าจะทำความเพียรไปแค่ไหน และเมื่อไรจึงจะหยุดพักผ่อน

คนเราจะเดินได้ก็ต้องหกล้มหกลุกมาก่อน ดูเด็กสิ อาตมายังไม่เคยเห็นเด็กตัวน้อยๆคนใดที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นเดินได้ทันที เด็กจะหัดคลานก่อนและเกาะโน่นเกาะนี่ พยุงตัวขึ้นมา ล้มลงไปแล้วก็พยุงตัวขึ้นมาใหม่ จิตภาวนาก็เป็นเช่นนั้น เราจะฉลาดขึ้นมาได้ก็ด้วยสังเกตดูความโง่เขลา ดูความผิดพลาดที่ได้เคยทำไป นำมาพิจารณาทบทวน แต่อย่าไปคิดถึงมันให้มากจนเกินไป เพราะจะกลายเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ถ้าเด็กคิดมากเกินไปก็คงหัดเดินไม่ได้ เราจะไม่คิดอะไรมาก เพียงแต่ทำความเพียรไปเรื่อยๆ ในขณะที่เรากำลังมีความกระตือรือร้นและศรัทธาอย่างแรงกล้าในตัวท่านอาจารย์และคำสอนของท่าน ขณะนั้นอะไรๆ ดูมันง่ายไปหมด แต่ความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้านั้นมันไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง แล้วจะนำไปสู่ความเบื่อหน่าย และเมื่อเราเบื่อ เราก็ผละไปหาสิ่งที่ตื่นเต้นเร้าใจแทน จะเกิดปัญญาหรือความเห็นแจ้งได้ เราต้องมานะอดทน ปลดเปลื้องความเห็นผิดออกไป วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นที่จะสามารถจะระงับความคิดตามนิสัยเดิมของเรา และทำให้เราได้รู้ได้สัมผัสกับความเงียบสงบและความว่างแห่งจิต

ถ้าไปอ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่อง ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปเองตามธรรมชาติของมัน โดยไม่ต้องไปพยายามดิ้นรนขวนขวายแต่อย่างใด แล้วเราก็มาคำนึงว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย นอนเอกเขนกขี้เกียจไปตามเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะตกอยู่ในสภาพที่เซื่องซึมเฉื่อยชา ในการปฏิบัติของอาตมา เมื่อใดที่รู้สึกตัวว่าเซื่องซึมไป อาตมาจะหันมาให้ความสำคัญในการเปลี่ยนอิริยาบถเสียใหม่ คือจะยืดตัวให้ตรงเชิดอกขึ้นและเพิ่มพลังในท่านั่ง แม้จะทำได้ในระยะสั้นเพียงไม่กี่นาที ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ยิ่งเราเลือกเอาทางที่ไม่มีอุปสรรคหรือเอาแต่ของง่ายๆมากเท่าใด เราจะยิ่งตามอารมณ์ ตามตัณหาของเรามากเท่านั้น การจะนั่งลงแล้วคิดโน่นคิดนี่ตลอดเวลานั้น มันง่ายกว่านั่งลงแล้วไม่คิด เพราะเราติดนิสัยอย่างนั้นมานานแล้ว แม้ความคิดที่ว่า “จะไม่คิด” มันก็ยังเป็นความคิดอย่างหนึ่งอยู่ดี ถ้าจะไม่คิดเราต้องมีสติ แล้วเพียงเฝ้าสังเกตและฟังการเคลื่อนของจิต แทนที่จะคิดเรื่องจิต เราจะเฝ้าดูมัน และแทนที่จะไปติดอยู่กับความคิดความฝัน เราจะรู้ทันมัน ความคิดเป็นการเคลื่อนไหว เป็นพลังผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่เที่ยง เราเพียงแต่รู้ไว้ว่าความคิดก็เป็นเพียงความคิดโดยไม่ต้องไปประเมินคุณค่าหรือแยกแยะแต่ประการใด แล้วมันจะเบาบางลงไปและจะระงับไปในที่สุด นี้ไม่ได้หมายความว่าจงใจไปประหัตประหารมัน แต่ยอมให้ระงับไปเอง เป็นลักษณะของความเมตตา นิสัยที่ชอบคิดจะเหือดหายไป ความว่างอันไพศาลชนิดที่ไม่เคยประสบมาก่อนก็จะปรากฏแก่ท่าน

การที่เราสำรวมจิตโดยมีสติกำหนดที่ลมหายใจเข้าออกตามธรรมชาตินั้น เรียกว่า ‘สมถะ’ หรือความสงบ จิตจะหายพยศไม่แข็งกระด้างอ่อนละมุนดัดง่าย และลมหายใจก็จะละเอียดประณีตเข้าทุกขณะ เราจะให้สมถกรรมฐานของเราอยู่ในขั้นที่เรียกว่าอุปจารสมาธิ (สมาธิจวนจะแน่วแน่) ไม่พยายามมุ่งเข้าสู่สมาธิในขั้นฌาน ในขณะนั้นเรายังมีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ จิตที่วุ่นวายเร่าร้อนจะระงับลงไป แต่เรายังใช้สติปัญญาได้ เราใช้สติปัญญาที่มีอยู่พิจารณามองให้เห็นธรรมชาติของสิ่งทั้งปวงที่เราประสบมา ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง ทนได้ยาก ไม่มีตัวตน

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ เราพิจารณาต้นลมและปลายลม เฝ้าดูที่ต้นลม อย่าไปคิดอะไร เพียงแต่เฝ้าดูเฉยๆ ทำความรู้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ร่างกายมีการหายใจซึ่งเป็นไปเอง ลมเข้าทำให้มีลมออก และลมออกทำให้มีลมเข้า เราควบคุมมันไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้เรียกว่า เราเจริญวิปัสสนา

ความรู้ที่เราได้จากการเจริญจิตภาวนาตามพุทธวิธีนั้นเป็นความรู้ชนิดอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านอาจารย์ชามักเรียกว่าเป็นความรู้ของไส้เดือน คือไม่ทำให้ท่านหยิ่งผยองพองขน ไม่ทำให้รู้สึกว่าได้อะไรหรือบรรลุอะไร ในทางโลกนั้นการฝึกชนิดนี้ดูจะไม่สำคัญหรือจำเป็น ไม่มีใครไปพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “เวลาสองทุ่มเมื่อคืนนี้ ท่านสุเมโธได้ลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง” หลายคนชอบนั่งคิดว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาโลกได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรจึงจะช่วยประชาชนในโลกที่สามได้ ทำอย่างไรจะให้โลกนี้มันดีมันถูกต้อง เมื่อเราเอาสิ่งเหล่านี้มาเทียบกันดูแล้ว การเฝ้าสังเกตลมหายใจของเราไม่น่าจะสำคัญแต่อย่างใดเลย บางคนคิดว่าไปเสียเวลาทำไม มีคนมาพูดกับอาตมาในเรื่องนี้ว่า “พระพวกนี้มานั่งทำอะไรกัน ได้ทำอะไรในทางช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์บ้าง พวกท่านเห็นแก่ตัว คอยแต่จะให้คนเอาอาหารมาให้กิน ส่วนท่านเอาแต่นั่งเฝ้าดูลมหายใจ ท่านหนีหน้าจากโลกอันแท้จริง”

แต่แล้วโลกอันแท้จริงที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่ จริงๆแล้วใครเป็นคนหนีและหนีจากอะไร และอะไรล่ะคือสิ่งที่เราจะต้องสู้หน้า เราพบว่าโลกอันแท้จริงที่เขาว่านั้นคือ โลกแห่งความเชื่อของเขา โลกที่เขาถูกผูกตรึงอยู่ หรือโลกที่เขารู้จักคุ้นเคย แต่โลกอย่างนั้นเป็นสภาวะอย่างหนึ่งของจิต จิตภาวนาเป็นการเผชิญหน้ากับโลกที่แท้จริง คือรู้จักและยอมรับตามที่มันเป็นจริง ไม่ใช่ไปเชื่อหรืออ้างเหตุผลต่างๆนาๆ โลกที่แท้จริงนั้นดำเนินไปตามรูปแบบของการเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป เช่นเดียวกับลมหายใจ เราไม่ได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวง หรือไปคว้าเอาทรรศนะทางปรัชญาจากที่อื่นมาอ้างเป็นเหตุผล แต่ดูความเป็นไปของธรรมชาติได้โดยการเฝ้าดูลมหายใจของเรา เมื่อเราเฝ้าดูลมหายใจก็เท่ากับเฝ้าดูธรรมชาติ และเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของลมหายใจ เราก็เข้าใจธรรมชาติของสังขารทั้งหลาย ถ้าเราจะพยายามทำความเข้าใจกับสภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งในแง่มุมอันหลากหลายแล้วละก็ จะเป็นเรื่องยุ่งยากยิ่งเกินกำลังที่จิตของเราจะทำได้ เราจึงเรียนรู้จากของง่ายๆ อย่างนี้

ด้วยจิตที่สงบ เราจะรู้ถึงลักษณะที่เป็นวงจร คือเราเห็นว่ามีเกิดก็มีดับ วงจรนี้เรียกว่า ‘สังสาระ’ หรือเวียนเกิดเวียนตาย เราสังเกตเห็นสังสารวัฏของลมหายใจ เราหายใจเข้าแล้วหายใจออก จะหายใจเข้าหรือออกแต่อย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันอิงกันอยู่ มันคงน่าขันสิ้นดีถ้าไปคิดว่า “ฉันต้องการแต่ลมหายใจเข้าอย่างเดียวไม่เอาลมหายใจออก ชีวิตของฉันจะอยู่กับลมหายใจเข้าอย่างเดียวเท่านั้น”

ถ้าอาตมาพูดอย่างนี้กับท่าน ท่านคงคิดว่าอาตมาเป็นบ้าไปแล้ว แต่คนส่วนใหญ่เขาทำอยู่อย่างนั้น ดูเถอะว่าพวกเราโง่เขลาเพียงใด ในเมื่อเขาต้องการเกาะติดอยู่กับความตื่นเต้นเร้าใจ ความเพลิดเพลินสนุกสนาน ความเป็นหนุ่มเป็นสาว ความสวยความงาม ความแข็งแรงกระฉับกระเฉงแต่เพียงด้านเดียว มันเป็นความบ้าบอแบบเดียวกับที่ท่านได้ยินอาตมาพูดข้างต้นว่า ต้องการแต่ลมหายใจเข้าอย่างเดียว เมื่อเราได้เห็นแล้วว่า การยึดมั่นอยู่กับความสวยงาม ความลุ่มหลง ความเพลิดเพลินในกามคุณ จะนำเราไปสู่ความผิดหวังในที่สุดเช่นนี้แล้ว ท่าทีของเราก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจงใจจะประหัตประหาร แต่จะปล่อยวางไปเฉยๆ ไม่เกี่ยวเกาะอีกต่อไป ไม่เสาะแสวงหาความครบถ้วนสมบูรณ์ในส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจร แต่มองให้เห็นว่าความครบถ้วนสมบูรณ์นั้นอยู่ในวงจรทั้งวงจร ซึ่งมีชรา พยาธิ มรณะอยู่ในนั้นด้วย อะไรก็ตามที่เกิดมาจากความว่าง เมื่อขึ้นสู่สุดยอดแล้ว จะตกกลับมายังความว่างนั้นอีก และนี่คือความครบถ้วนสมบูรณ์

เมื่อเราเริ่มเห็นสังขารทั้งหลายมีลักษณะเกิดดับ เกิดดับ อยู่เช่นนั้น เราก็จะตั้งต้นก้าวไปสู่สภาพที่ปราศจากการปรุงแต่ง คือความสงบแห่งจิตและความเงียบ เราจะเริ่มสัมผัสกับสุญญตาหรือความว่าง ซึ่งมิได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย แต่เป็นความใสสว่างและความเงียบที่ก้องกังวาน แทนที่จะหันไปสู่สภาพที่เกิดจากการปรุงแต่งของลมหายใจและจิต เราจะหันไปสู่ความว่าง เราจะมองเห็นซึ้งถึงสภาวะเหล่านั้น และจะไม่ตามืดหลงไปมีปฏิกิริยาตอบโต้กับมันอีกต่อไป มันมีอยู่อย่างนี้ คือสภาพที่เกิดจากการปรุงแต่ง สภาพที่ปราศจากการปรุงแต่ง และความรู้แจ้ง

ที่ว่าความรู้แจ้งนั้นคืออะไร เป็นความทรงจำใช่ไหม เป็นความรู้สึกตัวใช่ไหม หรือว่าเป็นเรา อาตมาหาคำตอบให้ไม่ได้ แต่อาตมารู้จักได้ ในการปฏิบัติจิตภาวนาทางพุทธศาสนานั้น เราอยู่กับความรู้อันนี้ รู้อยู่ ตื่นอยู่ เบิกบานอยู่ เป็นพุทธะอยู่ในปัจจุบันนั้น รู้ว่ามีเกิดก็มีดับ ไม่มีตัวตน เรานำความรู้แจ้งนี้มาใช้กับทุกๆสิ่ง ทั้งที่เกิดจากการปรุงแต่ง และที่ไม่มีการปรุงแต่ง มันเป็นเรื่องนอกเหตุเหนือผล เหนือพ้นความเข้าใจ เราตื่นอยู่ ไม่หลีกหนีไปไหน และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญนี่เอง

เรามีอิริยาบถสี่ คือ นั่ง ยืน เดิน นอน ไม่ต้องไปใช้ท่าเอาก้นชี้ฟ้า หรือหกคะเมนตีลังกา เราใช้อิริยาบถทั้งสี่นี้กับลมหายใจเข้าออกธรรมดานี่เอง เพราะเรากำลังเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เป็นธรรมดาสามัญ ไม่มีการปรุงแต่ง สภาพที่เกิดจากการปรุงแต่งมันผิดธรรมดา มันพิเศษออกไป แต่ความสงบแห่งจิตนั้นไม่มีการปรุงแต่ง เป็นของธรรมดาๆ จนคนไม่อาจสังเกตได้ มันมีของมันอยู่แล้วตลอดเวลา ที่เราไม่อาจสังเกตได้ ก็เพราะเราไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวหน่วงอยู่กับสิ่งที่ลึกลับและน่าตื่นเต้นเร้าใจ บัดนี้ด้วยความรู้แจ้งเช่นนั้น เรากลับไปสู่จุดเดิมในจิตภาวนา คือความสงบระงับ เราเข้าใจได้ว่า โลกนี้มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราจะไม่ถูกหลอกให้หลงอีกต่อไป

ความประจักษ์แจ้งในสังสารวัฏนำไปสู่ความเห็นแจ้งในนิพพาน ความรู้แจ้งของพระพุทธเจ้ามีอยู่สองอย่าง คือ รู้แจ้งในสภาพที่เกิดจากการปรุงแต่ง และที่ปราศจากการปรุงแต่ง รู้ถึงความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ปราศจากอุปาทาน ในขณะนี้เองเรารู้สภาพของจิต รู้สึกขณะเราได้เห็น ได้ยิน ได้รู้รส ได้กลิ่น และได้นึกคิด ตลอดจนรับรู้ความว่างแห่งจิต

ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นคำสอนที่ตรง การฝึกปฏิบัติของเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะให้สำเร็จบรรลุมรรคผลอันใด แต่เพื่อให้รู้แจ้งในปัจจุบันขณะเท่านั้น


สุข ทุกข์ และนิพพาน
จุดหมายปลายทางของการปฏิบัติจิตภาวนาตามพุทธวิธี หรือที่เรียกว่าพุทธภาวนานั้น คือ พระนิพพาน นิพพานเป็นการหลีกจากความยุ่งยากในกามภพ น้อมไปสู่ความสงบเย็น นิพพานเป็นจุดหมายที่สามารถทำให้รู้แจ้งได้ในชีวิตนี้ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อนจึงจะรู้ว่านิพพานมีจริง

อายตนะ (แดนต่อแห่งความรู้) และกามภพ (โลกของผู้ที่ยังเสวยกามคุณ) เป็นแดนหรืออาณาจักรแห่งการเกิดและการตาย เช่น ตาเห็นรูป ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับเวลากลางวันหรือกลางคืน ขึ้นอยู่กับตาดีหรือไม่ดีเป็นต้น แล้วเรายังไปติดใจสีสัน รูปโฉม และทรวดทรงสันฐานตามที่เราได้เห็นอีกด้วย หูได้ยินเสียง เราพอใจเมื่อได้ยินคำสรรเสริญ เกลียดเสียงรำคาญหู เราชอบกลิ่นหอม ไม่ชอบกลิ่นเหม็น ลิ้นรู้รส เราก็ติดความอร่อย ส่วนโผฎฐัพพะหรือสัมผัสทางกายนั้น คิดดูซิว่าเราหมดเปลืองเวลาในชีวิตของเราไปเท่าใด เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทรมาน เราเสาะหาแต่สิ่งที่ทำให้เราสุขสบายกาย ข้อสุดท้ายคือธรรมารมณ์หรือความนึกคิด มีชอบและชัง ทำให้เราทั้งสุขและทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นแดนต่อให้เกิดความรู้ภายนอกภายใน เป็นกามภพ เป็นโลกแห่งการเกิดและการตาย ธรรมชาติของมันคือทุกข์ ไม่สมบูรณ์ ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ท่านจะหาความสุขอย่างแท้จริงหรือความสงบสุขไม่ได้เลยกับโลกเช่นที่ว่านี้ จะต้องพบกับความเสื่อมสลายและความคับแค้นใจเสมอไป เราเป็นทุกข์ก็เพราะเราหวังมากเกินไป เช่นหวังความมั่นคงถาวร ความเกษมสำราญ ความรักชนิดที่ไม่มีวันผันแปร และความปลอดภัย หวังว่าชีวิตของเราจะมีแต่ความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เจ็บไม่ไข้ ไม่แก่ชรา

อาตมาจำได้ว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน คนในสหรัฐเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิทยาศาสตร์แผนใหม่จะช่วยให้เขาปราศจากโรค เขาว่าโรคจิตโรคประสาทเกิดจากความไม่สมดุลทางเคมี ฉะนั้นถ้าคิดได้ยาวิเศษแล้วฉีดเข้าไป โรคจิตก็จะหาย อาการปวดหัวปวดเอวจะไม่มีอีกต่อไป ใช้พลาสติกเปลี่ยนแทนอวัยวะภายในของเราก็ได้ อาตมาเคยอ่านวารสารการแพทย์ออสเตรเลีย เขาว่าเราเอาชนะความแก่ได้คือ เพิ่มประชากรโลก โดยให้เด็กเกิดมากขึ้น จึงจะมีแต่เด็กและคนหนุ่มสาว เป็นการพิชิตความแก่ให้โลกนี้ไปในตัว คิดดูซิว่ามันจะยุ่งเหยิงสักแค่ไหน

กามภพนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจ มันเป็นเช่นนั้นเอง (ตถาตา) ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นอยู่กับมัน เราจะอกแตก เพราะการยึดมั่นถือมั่น หมายถึงเราต้องการให้เป็นที่น่าพอใจ ให้มีความเกษมสำราญตลอดไป แต่ดูธรรมชาติของความสุขอย่างนั้นซิ เราจะสุขได้นานสักแค่ไหน

ความสุขนั้นคืออะไร ท่านอาจคิดว่ามันคือความรู้สึกเมื่อได้สิ่งที่ปรารถนา บางคนได้ยินคำสรรเสริญก็เป็นสุข ใครมาทำให้ชอบใจท่านก็สุข เป็นสุขเมื่อมีแสงแดด เป็นสุขเพราะได้ลิ้มรสอร่อย แต่จะสุขอย่างนั้นได้นานสักเท่าใด ท่านจะมีแสงแดดอันอบอุ่นได้ตลอดไปหรือ ในอังกฤษอากาศแปรปรวนอยู่เสมอ ความสุขจากแสงแดดอันอบอุ่นจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ไม่แน่นอน

ความไม่มีสุขคือไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ อยากได้อากาศอบอุ่น ฝนก็ตกพรำๆ เฉอะแฉะหนาวเหน็บ มีคนมาทำสิ่งที่เราไม่ชอบ อาหารไม่อร่อย ต่างๆ นาๆ ชีวิตน่าเบื่อน่ารำคาญเมื่อไม่เป็นสุข

เพราะฉะนั้น สุขทุกข์ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราได้หรือไม่ได้ตามต้องการ แต่ความสุขเป็นยอดปรารถนาของมวลมนุษย์มิใช่หรือ รัฐธรรมนูญสหรัฐระบุถึง ‘สิทธิที่จะแสวงหาความสุข’ คือได้สิ่งที่เราต้องการ นั่นแหละคือเป้าหมายในชีวิต แต่ความสุขเช่นนี้จะนำไปสู่ความทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน จะสุขไปได้นานสักเพียงใด การจะไปจัดการควบคุมสภาวะต่างๆ ให้ได้ดังใจเสมอไปนั้นย่อมทำไม่ได้ ความสุขชนิดนี้จึงไม่น่าปรารถนา มันซ่อนแฝงอยู่ด้วยความทุกข์ ไม่ควรพึ่งพาถือเอาเป็นเป้าหมายของชีวิต มันอาจไม่สมหวัง เพราะอยู่ได้ไม่นานแล้วตามมาด้วยความทุกข์ เพราะต้องพึ่งปัจจัยหลายอย่าง เรารู้สึกสุขสบายเมื่อมีพลานามัยดี แต่สุขภาพของเราจะเสื่อมไปเมื่อไรก็ได้ เราเป็นทุกข์เมื่อเจ็บป่วยหมดเรี่ยวแรง ไม่ว่องไวกระฉับกระเฉง ฉะนั้น เป้าหมายของพุทธบริษัทจึงไม่ใช่ความสุขชนิดนี้ เป้าหมายของเราอยู่ไกลจากกามภพ ไม่ใช่ว่าเราจะสละโลก แต่เราเข้าใจโลกดีจนไม่แสวงหาโลกเพื่อเสพสุขทางโลก แต่เราจะใช้โลกเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถสำเร็จประโยชน์ได้อย่างแยบคาย ตามกาลเทศะ เราไม่ยึดมั่นอยู่กับมัน ไม่ยินดียินร้าย นิพพานไม่ใช่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย หรือภาวะซึ่งถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น แต่เป็นเสมือนความว่าง เป็นการเข้าไปในความว่างแห่งจิต ที่ซึ่งท่านไม่ยึดมั่นเหนี่ยวรั้ง ไม่หลงไปกับปรากฏการณ์ของสิ่งทั้งปวง ไม่เรียกร้องอะไรจากโลก ท่านเพียงแต่รู้จักมันเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป

เกิดเป็นคนก็ต้องพบกับความแก่ ความเจ็บ และความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครั้งหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยมาหาเราที่วัดในประเทศอังกฤษ เด็กป่วยหนักมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว มีอาการไอถี่ แม่โศรกเศร้าและเป็นทุกข์มาก ระหว่างที่เธอนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก เด็กร้องจนหน้าแดงและไออย่างน่ากลัว เธอร้องทุกข์ว่า “อาจารย์สุเมโธ ทำไมลูกของฉันจึงต้องทรมานอย่างนี้ เขาไม่เคยให้ร้ายใคร ไม่เคยทำบาป ชาติก่อนเขาทำอะไรจึงต้องรับทุกข์อย่างนี้” เด็กได้รับทุกข์ก็เพราะเขาเกิดมา ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีทุกข์ เมื่อเราเกิดมาก็ต้องพบสิ่งเหล่านี้ คือต้องพบความเจ็บ ความแก่ และความตายเป็นธรรมดา นี้เป็นเรื่องน่าใคร่ครวญเป็นอย่างยิ่ง

เราอาจเดาว่าเด็กคนนี้ในชาติก่อนคงชอบบีบคอแมว หรืออะไรทำนองนั้น แล้วต้องมาใช้หนี้ในชาตินี้ แต่นั่นเป็นการเดา อาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ แต่ที่เราพอจะรู้ได้นั้นก็คือมันเป็นผลของกรรมของการเกิด พวกเราทุกคนจะต้องประสบกับความเจ็บป่วย ความหิวกระหาย ความแก่ และความตาย มันเป็นกฎแห่งกรรม อะไรที่เริ่มต้นก็ต้องมีจบ เกิดมาก็ต้องตาย ที่มาด้วยกันก็ต้องจากกันไป เราไม่ได้มองในแง่ร้าย แต่เราจะคอยสังเกตอยู่ ไม่ได้คิดหวังว่าชีวิตจะเป็นอย่างอื่นนอกจากที่ว่านี้ เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว เราจึงจะยืนหยัดอยู่บนเวทีชีวิตได้ คือลำบากก็ทนได้ และปีติเมื่อมีความสบาย ถ้าเราเข้าใจเราจะมีชีวิตที่น่าพอใจ ชีวิตคนเราจะทุกข์แสนสาหัสสักเพียงไหน ถ้าไปตั้งความหวังไว้ว่า ชีวิตของเราจะป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากที่ว่านี้ ท่านไฝ่ฝันจะประสบพบผู้ที่เหมาะสม รักกัน แต่งงานกัน และอยู่กินกันอย่างราบรื่น ไม่ทะเลาะกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ความตายล่ะ ท่านก็คิดว่าถ้าจะตายก็ตายพร้อมกัน นั่นเป็นความหวังใช่ไหม แต่ท่านจะเสียใจเมื่อคนที่ท่านรักตายไปก่อนหรือหนีตามชู้ไป

เราเรียนรู้ได้ไม่น้อยจากเด็กเล็กๆ เพราะเด็กไม่มีมารยา รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น มีทุกข์ก็ร้องไห้ เป็นสุขก็หัวเราะ นานมาแล้วชายผู้หนึ่งพาอาตมาไปที่บ้านของเขา พอไปถึงลูกสาวของเขาวิ่งมาหาพ่อด้วยความดีใจ

พ่อบอกว่า “ประเดี๋ยวพ่อจะต้องพาอาจารย์สุเมโธไปพูดที่มหาวิทยาลัยซัสเซกส์”

พอเราเดินออกไปที่ประตู เด็กคนนั้นก็ร้องไห้โฮเหมือนได้รับความเจ็บปวด แม้พ่อจะปลอบ เด็กก็ไม่อาจจะหักห้ามได้ เพราะการจากไปในทันทีของคนที่เขารัก ยังความปวดร้าวให้แก่เด็กในทันใดนั้น ลองนึกดูซิว่าในช่วงชีวิตของเรานั้น มีกี่ครั้งที่เราเศร้าใจเพราะต้องจากคนที่เรารัก หรือจากที่อยู่ซึ่งเราเคยสุข ถ้าท่านมีสติจริงๆแล้ว ท่านจะรู้ว่าความไม่อยากจะจากไปนั่นเองคือความโทมนัส เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วเราก็พอจะทำใจได้บ้าง ถ้ารู้ว่าจะได้กลับไปอีก แต่ความเศร้าก็ยังคงอยู่

จากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจนถึงเดือนมีนาคมปีนี้ อาตมาเดินทางรอบโลก ที่ท่าอากาศยานทุกแห่งจะมีคนมาคอยต้อนรับ แล้วทักทายปราศัยกัน แต่อีกสองสามวันก็จะกล่าวคำอำลาจากกัน มีความรู้สึกว่าเขาอยากจะให้กลับไปเยี่ยมเยียนอีก จึงนึกในใจที่จะหาโอกาสกลับไป เราคงไม่กล่าวคำว่า “ลาละนะ จะไม่กลับมาอีกแล้ว” กับคนที่เราชอบพอกันใช่ไหม เราคงจะบอกว่า “แล้วค่อยเจอกันอีก” หรือว่า “แล้วผมจะโทรไป” หรือ “ผมจะเขียนจดหมายติดต่อไป” เราใช้ถ้อยคำหรือวลีอย่างนี้เพื่อปกปิดความเศร้าที่ต้องจากกัน





Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:30:07 น. 0 comments
Counter : 593 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.