Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
เทวดากับการสวดมนต์

เทวดากับการสวดมนต์

“หลวงพ่อครับ กระผมอยากทราบความคิดเห็นของหลวงพ่อที่มีต่อเทวดา ที่เขาสวดชุมนุมเทวดานั้นจะมีจริงหรือไม่”
หลวงพ่อจรัญท่านตอบทันที่ว่า “อาตมาเชื่อ ทำไมจึงเชื่อ อาตมาจะเล่าให้ฟัง”

แต่เดิมนั้นอาตมาไม่เคยเชื่อเรื่องเทวดาเพราะอาตมาไม่เคยสัมผัส แล้วอาตมาจะไปเชื่ออย่างไร ตอนที่แม่ชี ก้อนทอง ปานเณร อายุ 87 ปีมาบอกกับอาตมาว่าเทวดามาสอนสวดมนต์ ……
ขณะนั้นแม่ชีมาเรียนกรรมฐาน อาตมาสอนให้เดินจงกรม ให้พิจารณาเห็นหนอ แต่แม่ชีเดินจงกรมแล้วไปคิดถึงเทวดาไปเพ่งเทวดาเข้า เทวดาก็มาแกก็เงียบไว้ แต่แล้วในที่สุดแกก็เก็บไม่ไหวต้องการให้มีใครสักคนได้รับรู้เอาไว้ แกจึงมาบอกอาตมาว่า “ หลวงพ่อ ดิฉันเห็นเทวดาเจ้าค่ะ มาสอนสวดมนต์ให้ด้วยเจ้าค่ะ “

“เทวดาที่ไหนกันแม่ชี อาตมาไม่เชื่อหรอก” แต่แม่ชีว่าไม่ได้โกหก อาตมาก็ถามว่า “เทวดามาตอนไหนเล่า” แม่ชีบอกว่า “พอดิฉันได้ยินนาฬิกาตี 12 ทีเป็นเวลาเที่ยงคืนเทวดาก็ปรากฎให้ดิฉันเห็นไม่ได้มาเปล่านะค่ะ มาสอนให้ดิฉันสวดมนต์บทเมตตาใหญ่ ดิฉันก็จึงสวดได้” อาตมาก็บอกให้แม่ชีไปถามเทวดาว่าอยู่ที่ไหน วันรุ่งขึ้นแม่ชีก็มาเล่าให้ฟังว่า เทวดาอยู่ต้นพิกุล ต้นพิกุลที่ว่านี่ อาตมาถามผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ เช่นหลวงสมานวนกิจ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ในตอนที่แม่ชีเห็นเทวดา ประมาณ พ.ศ.2500 หลวงสมานฯว่า ต้นนี้อายุกว่าพันปี เทวดาบอกแม่ชีว่าแต่เดิมอยู่บนสวรรค์ แล้วละเมิดกฎต่อนางฟ้าจึงถูกให้ลงมาอาศัยวิมานต้นพิกุลอยู่จนกว่าจะหมดกรรม แล้วก็บอกวันเวลาเอาไว้ชัดเจน อาตมา

ก็จดไว้แล้วก็เป็นจริง พอถึงเวลาก็เหมือนที่เทวดาให้สังเกต อาตมาก็ให้แม่ชีไปถามเทวดาว่าไปชวนมนุษย์สวดมนต์ทุกบ้านหรือไม่ เพราะอาตมาเริ่มจะเชื่อเพราะบทเมตตาใหญ่ที่แม่ชีสวดนี่ อาตมาไปหาที่ไหนๆ ก็ไม่เจอจนกระทั่งไปรู้ว่าสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ได้นำเอาไปต่อท้ายพุทธมนต์พุทธาภิเษก และตำรับนั้นไปตกอยู่กับ พระครูลมูล วัดสุทัศน์ พระครูลมูลนี้เป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราช (แพ) น่ะ ทำสมเด็จเนื้อผงดีมาก หากใครมีเก็บเอาไว้ให้ดีเชียว อาตมาไปขอตำรับมาตรวจสอบที่วัด ท่านพระครูลมูลท่านบอกว่าไม่ได้ ท่านหวงของท่านมาก อาตมาบอกว่าจะเอาไปสอบทานอะไรหน่อย แล้วก็เล่าความจริงให้ท่านฟัง ท่านก็ใจอ่อน ให้ยืมมา 7วัน อาตมาก็เอามา เป็นตัวขอมทั้งนั้นเลย

อาตมาก็บอกให้แม่ชีท่องให้อาตมาฟังหน่อย แม่ชีก็เริ่มท่อง ก็แกอายุ 87ปีแล้วนี่กว่าจะหลุดออกมาได้ตามประสาคนแก่ โยมเชื่อไหมล่ะว่า แม่ชีก้อนทองคนนี้เป็นคนไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก ตัวขอมยิ่งไม่กระดิกใหญ่ แล้วเมตตาใหญ่ที่แกท่อง อาตมาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน แกท่องด้วยความมั่นใจ อาตมาตรวจสอบกับต้นฉบับขอมของท่านพระครู ปรากฎว่าไงรู้ไหมโยม….”ตั้งแต่ตัวแรกจนตัวสุดท้ายไม่มีผิดเลย” ที่อาตมาถามว่าเทวดาไปชวนคนสวดมนต์ทุกบ้านหรือเปล่า เทวดาบอกกับแม่ชีมาว่า

“ เปล่า บ้านไหนจัดที่บูชามีโต๊ะหมู่มีพระพุทธรูปตั้งไว้แล้วเจ้าของบ้านสวดมนต์ เทวดาท่านจะมาร่วมสวดมนต์ด้วยพระพุทธรูปที่ไม่ได้เข้าพิธีอะไร ถึงแม้เช่ามาจากเสาชิงช้า หากเจ้าของบ้านเอามาตั้งแล้วสวดมนต์ไหว้พระทุกวันด้วยใจศรัทธา เทวดาจะลงมาร่วมสวดมนต์ หนักเข้าก็เลยเข้าสิงรักษาองค์พระเอาไว้ก็เลยศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ ทำให้เกิดสิริมงคลในครัวเรือน “

หลวงพ่อพระพุทธโสธรนั้น คนกราบไหว้บูชากันมากเลยมีเทวดามารักษา 16องค์ทำให้เกิดอภินิหารนานาประการ พระพุทธรูปสำคัญๆมีเทวดารักษาทั้งนั้นแหละ เทวดาท่านว่าอย่างนั้น และเทวดาก็ว่าบ้านไหนมีพระพุทธรูปแค่ตั้งโชว์ เทวดาก็ไม่ไปสวดมนต์เพราะร้อยวันพันปีเจ้าของบ้านไม่เคยสวดมนต์ เทวดาก็ไม่มาผ่านเลยไปเลย คนเราก็มีเทวดารักษา คนดีมีศีลธรรม เทวดาที่เป็นบัณฑิตรักษา

ถ้าคนชั่วขี้เหล้า เมายาทำชั่ว เทวดาพาลพวกมิจฉาทิฐิก็มารักษา อาตมาถามต่อไปว่าแล้ว เวลาพระสวด สัคเคกาเมจะรูเป เทวดาลงมาหรือไม่ เทวดาว่า”รีบลงมา เทวดาบัณฑิตมาก่อน แต่พอเห็นเจ้าภาพเมาหงำกันในงานบุญก็เบ้หน้าแล้วกลับ เทวดาพาลก็เข้ามาแทนที่เลยเกิดเรื่องเกิดราวกันตูมตามนั่นแหละ”

เสียงร้องประหลาด
พระภาวนาวิสุทธิคุณ
มีคนมาถามอาจมาถึงเรื่อง เสียงประหลาดที่ท่านเจ้าเมืองปราจีนบุรี (นาย ประมวล รุจนเสรี) ได้ยินเมื่อคืนวันที่ 9 เมษายน 2534 นั้นว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่
จะเล่าให้ฟังสั้นๆว่า แถวย่านบ้านนี้เป็นบ้านโดนสาป ตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จยกทัพกลับจากเชียงใหม่ ล่องไปสู่กรุงศรีอยุธยา ไปทางเรือ ตรงนี้คือที่วัดเป็นสถานที่ตั้งเมืองพรหมนครมีเจ้าเมืองครองนครนี้ พระองค์ทรงแวะเข้ามาถามย่านบ้านนี้ว่า พม่ามีเหลือแถวนี้บ้างไหม

พม่าอยู่หลังวัดนี้เยอะ สร้างวัดอยู่ที่นี่ หลังวัดอัมพวันเขาเรียกว่าวัดชีป่าสร้างหันหน้าโบสถ์ไปทางตะวันตกพม่ายังอยู่ทีนี่อีกกลุ่มหนึ่ง ยังกลับเมืองไม่หมด คนบ้านนี้เพ็ดทูลว่าไม่มีพม่า ท่านบอกว่า อย่าโกหกเรานะ ถ้าโกหกเราแล้วเอาดีไม่ได้ เลยไม่เสด็จแวะ เสด็จไปวัดสระเกศ เลยไชโยไปหน่อย อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา สมเด็จพระนเรศวรทรงสระพระเกศาที่นั่น จึงชื่อวัดสระเกศมาจนทุกวันนี้

มีหลวงพ่อองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อโต๊ะ เป็นอุปัชฌาย์ ท่านอายุมากหลายปีแล้วในสมัยนั้น ท่านขุดในฐานโบสถ์เก่า เพื่อจะสร้างโบสถ์ใหม่ ได้พระรูปสมเด็จพระนเรศวรเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ ไม่ทราบว่าใครสร้างตั้งแต่สมัยใด อาตมายังเคยไปเห็น บอกว่า “หลวงพ่อ ขอให้ผมไม่ได้เหรอนี่” ท่านบอกว่า “คุณอย่าเอาเลย ผมจะเอาไว้ถวายในหลวง”

โอ้โฮ! เนื้อดีจัง เป็นเนื้อสัมฤทธิ์เป็นพระรูปสมเด็จพระนเรศวร รูปลักษณะคล้ายกับที่ผู้ว่าฯ สร้างเป็นเหรียญ แต่พระองค์ยืนถือดาบ ตอนออกสงคราม ไม่ทราบใครสร้างไว้ เสียงร้องประหลาดที่วัดนี้จึงมีเสมอ …..ต่อไปจะเล่าเรื่องแพทย์หญิงบุญเยี่ยม มานั่งเจริญกรรมฐานที่นี่ สามีเป็นศาสตราจารย์นายแพทย์อยู่ที่ร.พ.ศิริราชทั้งคู่ ตัวแพทย์หญิงไม่เคยรู้จักประวัติที่วัดนี้มาก่อน มานั่งกรรมฐาน 7วัน ที่กุฏิใต้ ทางที่โยมไปทานอาหารกัน เป็นกุฏิหลังเล็กๆ มีถนนเดิน ไฟสว่าง ตอนตีสี่ อาตมาลงโบสถ์ สวดมนต์สอนพระนวกะในระยะเข้าพรรษา ณ โอกาสนั้น แพทย์หญิงบุญเยี่ยมก็ออกเดินจงกรม นั่งกรรมฐาน

วันหนึ่งที่หน้ากุฏิไฟสว่างอย่างนี้ มีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินเข้ามาหา แล้วกล่าวว่า “โยม….ขอเจริญพร” แพทย์หญิงก็มองไปที่หน้ากุฏิ บอกว่า”พระคุณเจ้าอยู่วัดไหนค่ะ อยู่วัดนี้หรือเปล่าค่ะ ทำไมจีวรขาดหมดนี่”พระภิกษุองค์นั้นตอบว่า”อาตมาชื่อพระเฟื่อง” “อาตมาอยู่ที่นี่ ได้ถึงมรณภาพไป 15ปีแล้ว” “มาทำไมละค่ะ””มาขอส่วนบุญ ช่วยแบ่งบุญให้อาตมาด้วยเถอะ” แล้วเล่าประวัติให้ฟังว่า “อาตมาก่อนมาบวชนี้เป็นจ่าตำรวจอยู่นครราชสีมาแล้วลาออกมาบวช บ้านอาตมาอยู่ใต้วัดอัมพวันนี้ ขอส่วนบุญได้ไหม?”

ขอเจริญพร เพื่อทราบเสียตอนนี้ว่าผู้มีบุญวาสนา มักจะมีผู้มาขอส่วนบุญอย่างนี้ บางทีจะได้ยินเสียงร้องครวญครางขอบุญกุศลให้ช่วยเขาหน่อย มันไม่ได้ยินทุกคนหรอกสำหรับผู้ปฏิบัติ แล้วแพทย์หญิงบุญเยี่ยม ก็บอกว่า “พระคุณเจ้าดิฉันจะแผ่เมตตาถวายกุศลให้” นี่แหละคนมีบุญวาสนา จะมีผู้มาขอส่วนบุญ พระก็เป็นเปรตได้น่ะ อาตมาออกจากโบสถ์ยังไม่สว่างดีเลย ประมาณตีห้าครึ่ง แพทย์หญิงบุญเยี่ยมมาคอยที่หน้ากุฏิแล้วบอกว่า “หลวงพ่อ ดิฉันจะถามอะไรสักหน่อย” “ถามอะไรหล่ะ มาทำไม ยังมืดอยู่ยังไม่สว่าง ไม่ได้นั่งกรรมฐานหรือ” “เมื่อสักครู่ ตอนตี 4 ดิฉันออกมานั่งที่หน้ากุฏิกรรมฐาน มีพระองค์หนึ่งมาขอส่วนบุญ และพระองค์นั้นบอกว่าชื่อเฟื่อง มีไหมค่ะ”

อาตมาก็บอกว่า “มี ตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว” แพทย์หญิงบุญเยี่ยมบอก “โอ้โฮ้! ขนหัวลุกเลย” พระเฟื่องเป็นเปรตอยู่ที่วัดนี้ เดี๋ยวนี้ยังอยู่น่ะ ทำไมถึงเป็นเปรต ตอนบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดนี้ไม่เคยทำกรรมฐาน สอนให้ก็ไม่เอา หัวดื้อหัวรั้น เวลาเย็นเข้าบ้านทุกวัน บ้านอยู่ใต้วัดนี้ บอกได้ไม่กลัวหรอก มีพระองค์หนึ่งชื่อหลวงตาอ้อนชอบปลูกต้นน้อยหน่าปลูกไว้เยอะปลูกไว้ถวายพระ ไม่ได้เอาไปไหน ทำสวนน้อยหน่าไว้เยอะแยะ มีน้อยหน่าสุกแล้วก็ถวายพระกันเท่านั้นเอง เป็นของสงฆ์

หลวงตาเฟื่องก็แน่เลย ลักของเขาเอาเข้าบ้านตัวเองทุกวันเอาโน่นไป เอานี่ไปทำไมจะไม่เป็นเปรตเล่า เดี๋ยวนี้ยังอยู่ในวัดนี้เลย
ถ้าแพทย์หญิงเคยรู้จักพระเฟื่อง เคยมาที่นี่ อาตมาจะไม่เชื่อเรื่องนี้ นี่เขาไม่รู้จักเลยนะ บอกเป็นตุเป็นตะหมด เลยบอกแพทย์หญิงบุญเยี่ยมไปว่า “โยม แผ่ส่วนกุศล ทำกรรมฐานเข้า” ทำกรรมฐานนี่ช่วยเปรตได้ดีมาก ก็แผ่ส่วนกุศล ให้เจ้าหน้าที่ช่วยไปซื้อผ้ามาถวายสังฆทาน พอวันที่เจ็ดจะกลับ เวลาเดียวกัน หลวงตาเฟื่องห่มผ้าสวยมาแล้ว

“โยม ขออนุโมทนา ขอบพระคุณมาก บัดนี้ได้รับส่วนกุศลแล้ว” ก็เรียบร้อยไป และ “สัพพี” ให้ด้วย นึกว่าพระเปรตจะยถาสัพพีไม่ได้ แพทย์หญิงบุญเยี่ยมก็สาธุ เสร็จแล้วก็รีบมาหาอาตมา บอกว่า”หลวงตาเฟื่องมาอีกแล้ว” นึกว่าจะมาขอส่วนบุญอีก แต่เปล่าไม่ได้ขอ มา”ยถา” ให้ และจีวรที่เคยขาด เป็นจีวรใหม่หมด นี่เห็นไหม

เสียงร้องครวญครางนี่มีมานานแล้ว มีโยมที่เป็นศาสตราจารย์คนหนึ่งอยู่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มานอนพักกุฏิใต้เป็นกุฏิสอนพระอภิธรรมหลังริม พัก 2คน เพื่อนอาจารย์ด้วยกัน แต่ก็เป็นเวลา 4-5ปีมาแล้ว กุฏินั้นแปลก บางทีโยมจะไปเขาก็เปิดไฟรับ ปิดไฟได้ เปิดไฟได้ ศาสตราจารย์นั่นก็นอนหลับสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตาเจริญกรรมฐาน พอสมควรแก่เวลาก็นอนหลับ มีเสียงครางเหมือนเสียงประหลาดที่ผู้ว่าราชการได้ยิน ที่เล่าให้อาตมาฟังเป็นเสียงอันเดียวกันมาร้องครวญครางอยู่ข้างหู ศาสตราจารย์ก็ลุกปลุกเพื่อนอาจารย์ที่มาด้วยกันให้ลุกฟัง อาจารย์นั่นก็ตื่นขึ้นมางัวเงียอาจจะไม่ได้ยิน

เอ๊ะได้ยินคนเดียว ลืมถามท่านผู้ว่าฯไปว่า ที่ท่านนอนมีใครได้ยินด้วยไหม ที่เจ้าเมืองเล่าให้อาตมาฟังได้ยินเสียงครวญครางคล้ายกลับว่า เกิดทุกข์อย่างแรง มาขอความช่วยเหลือฉะนั้น
ศาสตราจารย์ท่านก็แผ่เมตตาให้เสียงร้องโหยหวนคล้ายๆคนมีทุกข์อย่างแรงมาขอความช่วยเหลือนั้นสักครู่ก็หายไป แต่ยังมีจิตวิญญาณที่ติดค้างจากที่ประหารชีวิตอยู่อีกมากมาย โทษทัณฑ์ที่ฆ่าเขา 7ชั่วโคตร และยังมีเวรกรรมดุร้าย โดนทำโทษ เช่น อสุรกาย เป็นต้น

อสุรกายยังมีในวัดนี้อีกมากหลายโยมอย่ากลัวก็แล้วกัน ไม่ใช่ผีตาโบ๋ไม่ต้องไปกลัว ออกมาเป็นคนอย่างนี้ไม่น่ากลัวหรอก เหมือนนายวิโรจน์ออกมารายงานตัวที่หอประชุมออกมาสวยๆไม่ใช่ตาโบ๋ ถ้าผีตาโบ๋นั่น เป็นผีโทรทัศน์ ลิเกเอาหน้าการมาสวม ไม่ต้องกลัวหรอก แต่นี่เราก็ไม่สามารถจะทายได้ ว่าเสียงอัศจรรย์นี้เป็นเสียงใคร คงเป็นเสียงที่ขอความช่วยเหลือ

อาตมาก็เล่าเรื่องพระนเรศวร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกลับมาว่าตรงกับเหตุผล ท่านจึงขอธูปไปจุดบอกเล่าตรงโน้น บอกว่าขอให้พ้นคำสาปเถอะ อันนี้ขอเจริญพรว่า ผู้ใดมีบุญวาสนาสูง มักจะได้ยินเสียงมาร้องขอ
ก็เข้าในหลักนี้เช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถจะค้นเดาว่า เสียงนั้น คือของใคร อันนี้จะไม่ขอบอกในที่ประชุมนี้ มีตัวอย่างอยู่หลายราย









Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:23:58 น. 1 comments
Counter : 857 Pageviews.

 
ดีคับ แวะมาหาความรู้น่ะคับ ใกล้ปีใหม่อวยพรให้ร่ำรวยๆนะก๊าบบบบ


โดย: www.24hotcasino.com IP: 110.164.235.96 วันที่: 5 ธันวาคม 2553 เวลา:12:18:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.