Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
อาหารรักษาโรค

อาหารรักษาโรค


1 .แขนขาอ่อนเปลี้ย นัยตาแสบลืมไม่ขึ้น กระดูกสันหลังปวดเมื่อย ปากแห้งขม
เผือก 1 หัวเล็ก
น้ำตาลทรายแดง
แป้งสาลี
น้ำมันถั่วลิสง


เผือก 1 หัวเล็ก อย่าถูกน้ำจะคัน ปอกแล้วหั่นเล็กๆ ตามชอบผสมน้ำตาลทรายแดงที่ทำเป็นน้ำเชื่อมแล้ว แป้งสาลีผสมน้ำนิดหน่อยคลึงสักครู่ ผสมน้ำเชื่อมอีกนิดหน่อย คลุกให้เข้ากัน อย่าให้เหลว ใช้น้ำมันถั่วลิสงทอดให้สุก พออุ่นๆ ก็รับประทานได้
ท่านที่ไม่ถูกโรคกับของทอดน้ำมัน ก็ใช้วิธีชุบแป้งแล้วเข้าเตาอบ ก็ได้ผลเช่นกัน

2.มดลูกแข็งแรง ไม่ปวดเมื่อยที่หลังเอว
เห็ดหอม10 ดอกปั่นละเอียด
วุ้นเส้น 1 กำมือลวกน้ำร้อนตัดให้สั้น
ดอกไม้จีน 30 ดอก
กะหล่ำปลีหั่นละเอียดเทใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
ล้างผักชี 1 ต้นทั้งรากสะบัดให้แห้ง
น้ำมันงา
เกลือ


ดอกไม้จีนลวกน้ำเดือด ช้อนขึ้นทันทีทำให้สะเด็ดน้ำ เฉือนปลายกลีบดอกและปลายก้านข้างละนิดเพื่อความสะอาด น้ำมันงาร้อน จึงใส่เห็ดหอมผัดจนหอม ใส่กะหล่ำปลี ผัดไปมา 3 นาที ใส่น้ำตามชอบ พอน้ำเดือดใส่ดอกไม้จีน วุ้นเส้น เกลือนิดหน่อย ผักชี ใส่ทั้งต้นต้องมีรากด้วย รับประทานได้เลย

3.อาหารเสริมพลังหัวใจ เมื่อหัวใจสูบฉีดดี ร่างกายก็มีชีวิตชีวา
เห็ดหูหนูขาว
ถั่วลันเตา
มันฝรั่งไส
เห็ดหอม
ผักชี
น้ำมันงา


เห็ดหูหนูขาวล้างด้วยน้ำเกลือแล้ว ลวกน้ำร้อนให้สะเด็ดน้ำ มันฝรั่งไส เห็ดหอมลวกน้ำร้อนให้สะเด็ดน้ำแล้วจึงปั่นละเอียด น้ำมันงาร้อน ใส่มันฝรั่งผัดจนสุกตักขึ้นพักไว้ เติมน้ำมันอีกหน่อย พอร้อนจึงใส่เห็ดหอมลงผัดไปมา แล้วใส่เห็ดหูหนูขาวและน้ำร้อนพอเดือดใส่ถั่วลันเตา ผักชี เกลือ แป้งมันเล็กน้อย มันฝรั่งที่ผัดไว้ลงผสมให้ทั่ว รับประทานทันที
ท่านไม่ถูกโรคกับน้ำมันงา ทำวิธีแกงจืดก็ได้

4.อาหารที่รับประทานได้ระหว่างตรุษจีนเท่านั้นช่วยไม่ให้เบื่ออาหาร
หมั่นรับประทานมะเฟืองและแอ็บเปิ้ล ดื่มน้ำอ้อยจะทำให้ตับหายร้อน สำหรับอาหารในช่วงเวลานี้คือ
วิธีแก้เบื่ออาหาร ต้องคลายตับร้อน ผ่อนกระหาย
เห็ดหอม 10 ดอก ผักแขนง
ผักชี ,เกลือ
ดอกไม้จีน 30 ดอก
น้ำมันถั่วลิสง
เห็ดหอมลวกน้ำแล้วเข้าเครื่องปั่นละเอียด


พอน้ำมันถั่วลิสงร้อนจัด ใส่เห็ดหอมผัดไปมาจนหอม ใส่ผักแขนง ดอกไม้จีน และพรมน้ำนิดหน่อย สุกดีแล้วจึงใส่ ผักชี เกลือ รับประทานแล้วจะสบายหายหงุดหงิด

5.อาหารบำรุงมดลูก เส้นเอ็น กระดูก และเอว ชีพจรเดินดี ระดูขาวไม่ออกมาก
มีเครื่องปรุงดังนี้
มันเทศครึ่งหัวไส
เห็ดหอม5 ดอกปั่นพอละเอียดตามชอบ
น้ำมันงา
เกลือ


น้ำมันงาร้อนจัด ใส่เห็ดหอมผัดจนหอม ใส่มันเทศและพรมน้ำลงไปด้วย มันสุกแล้วจึงเหยาะเกลือ รับประทานทันที
(ห้ามผู้ฉุนเฉียว หงุดหงิด รับประทานยานี้เด็ดขาด)
จงทำใจให้เย็นดุจน้ำเสียก่อน

6.อาหารจานนี้ คุณค่าพร้อม
เห็ดหอม10 ดอกปั่น
ถั่วลิสงป่น 20เมล็ด
ดอกไม้จีน 20 ดอก
แครอท 1หัว ไสตามชอบ
ผักบุ้งน้ำเล็กน้อย
น้ำมันงา


น้ำมันงาร้อน ใส่เห็ดหอมผัดให้หอม ตามด้วยถั่วลิสงป่นดอกไม้จีน แครอท ใส่น้ำตามชอบ ผัดอีก 10 นาที ลดไฟให้อ่อนจึงใส่ผักบุ้งน้ำและเกลือ คล่องคอดี

7.อาหารบำรุงสมอง เพิ่มพลัง (แม่ลูกอ่อนได้น้ำนมดี)
ผักบุ้งน้ำ
เห็ดหูหนูขาว
ถั่วเหลือง
น้ำมันงา


เห็ดหูหนูขาวล้างน้ำเกลือ และถั่วเหลือง ลวกน้ำเดือด พอน้ำมันงาร้อน ใส่ถั่วเหลืองลงผัด 3 นาที แล้วใส่เห็ดหูหนูขาวพร้อมน้ำผัดอีก 10 นาที จึงใส่ผักบุ้งน้ำเหยาะเกลือ รับประทานได้เลย
เมื่องดเผ็ดเสียได้ท้องจะสบาย

8.จานนี้บำรุงหัวใจ
เห็ดหอม 10 ดอกปั่น
มันฝรั่ง 1 หัวไส
ขิงแห้งไสให้ได้ 1 ช้อนชา
ดอกไม้จีน 30 ดอก
ลูกบัว 30 เมล็ด
น้ำมันงานิดหน่อย


น้ำมันงาร้อน ใส่มันฝรั่ง ผัด 10 นาที ใส่จานพักไว้ เห็ดหอมใส่ทั้งดอกก็ได้ ถ้ามีฟันเคี้ยว ลูกบัว ดอกไม้จีน ขิง ใส่รวมกันไป เติมน้ำตามชอบ พอเดือดลดไฟให้อ่อน เคี่ยวต่อจนลูกบัวนุ่ม ใส่เกลือนิดเดียว ร้อนๆคล่องคอดี

9.หน้าลูกท้อสุก เวลา 10.00 น.จิ้มลูกท้อกับน้ำผึ้ง
รับประทานวันละ 2 ลูก จะแข็งแรงดีระหว่างรับประทานลูกท้อ ห้ามมะเขือทุกชนิดฟักเขียว ผักกาดขาว มะระ และบวบ

10.รับประทานลิ้นจี่อย่างผู้ฉลาดบริโภค
ทุกวันในหน้าลิ้นจี่ เวลา 16.00 น. ลิ้นจี่สด 10 ลูก ใช้น้ำผสมเเกลือล้างให้สะอาด แล้วปลอกเปลือกใส่ลงต้มกับน้ำ 3 ถ้วยตวง พร้อมกับเนื้อลิ้นจี่ และเมล็ดในลิ้นจี่ ต้มจนเหลือ 1 ถ้วยเติมน้ำตาลกรวด หรือน้ำตาลทรายแดงนิดหน่อย ดื่มแต่น้ำให้หมดถ้วย ติดต่อกัน 5 วัน เมื่อถึงวันที่ 6 ก็จะรับประทานลิ้นจี่สดได้โดยไม่ต้องกลืนกาก 5 ลูก ในเวลา 10.00 น. และ 16.00 น. กลางคืน22.00 น. อีก 2 ลูก ติดต่อกัน 15 วัน หรือจนหมดหน้าลิ้นจี่ก็ได้
สิ่งที่จะเกิดปฏิกิริยากับลิ้นจี่ ควรงดเว้นเด็ดขาด คือฟักเขียว บวบ มะเขือทุกชนิด มะระ ผักดองเค็ม ดองเปรี้ยว ดองหวานทุกชนิด


11.ลำใยทำให้สายตาดี
ลำใย 50 ลูกล้างในน้ำเกลือจนสะอาด ปอกเปลือก แคะเมล็ด รวมทั้งเนื้อต้มในน้ำ 3 ถ้วยตวง จนเหลือถ้วยเดียว เติมน้ำตาลกรวด หรือน้ำตาลทรายแดงนิดหน่อย ดื่มในเวลา 13.00 น. ติดต่อกัน 5 วัน เมื่อครบ 5 วันให้รับประทานไปจนหมดหน้าลำใยในเวลา 10.00 น. 14.00น. และ 17.00 น.รับประทานแต่เนื้อลำใยครั้งละ 10 ลูก (รับประทานมากไร้ผล)
(น้ำตาลทรายขาวห้ามใช้เด็ดขาดทุกกรณี)

12.หน้าร้อนต้องให้ธาตุน้ำมาก
แต่ถ้ามากไปก็ไม่ดีเช่นกัน ต้องใช้มะเฟืองแทนน้ำบ้างมะเฟือง 3 ลูก หั่นบางตามขวางเป็นรูปดาว 5 แฉก ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยตวง จนเหลือ 1 ถ้วยตวง ใส่น้ำตาลทรายแดงนิดหน่อย ดื่มเวลา10.00 น.

13.รูปร่างจะเพรียวลม
16.00 น. รับประทานมะเฟือง 1 ลูก จิ้มน้ำผึ้งห้ามกลืนกากรับประทาน 3 วันติดต่อกัน แล้วหยุดเสีย 2 วัน จึงรับประทานใหม่อีก 3 วันในเวลาเดียวกัน รับประทานให้ครบเดือน จะไม่หนักเนื้อและเทื้อองค์
ข้อห้ามสำหรับหน้าร้อน
รับประทานผักได้ทุกชนิด ห้ามขิงอย่างเดียว และอย่าใช้น้ำมันอื่น นอกจากน้ำมันงาเท่านั้น

14.จานผิวงาม หน้าไม่แก่เร็ว ฝ้าที่เกิดจากตับร้อนก็หายได้
รับประทานตลอดปลายเดือนสิงหาคม-ปลายกันยายน จะทไให้เส้นเอ็นและกระดูกแข็งแรง เลือดลมเดินดีแล้ว ต้องหยุดไว้รับประทานปีหน้าต่อ เห็ดหูหนู ขาวนั้นมีกลิ่นคาว ต้องล้างด้วยน้ำเกลือ เห็ดหอม 10 ดอก ลวกน้ำร้อนบีบให้สะเด็ดน้ำ แล้วปั่นละเอียด เห็ดหูหนูขาว 1 ดอก ล้างน้ำเกลือแล้วหั่นพอคำ ผักแขนงผักชีต้นเล็ก 10 ต้น พอน้ำมันงาร้อน ผักชีทั้ง 10 ต้นเล็กลงผัดก่อนแล้วตักขึ้น ใส่เห็ดหอมแล้วใส่ผักแขนงที่ล้างและหั่นดีแล้ว
เห็ดหอม 12 ดอก แครอท 1 หัวล้างแล้วปอกเปลือกใสเห็ดหูหนูขาวครึ่งถ้วยตวง
พอน้ำมันงาร้อน ใส่เห็ดหอมที่ปั่นแล้วลงผัดจนหอม เติมน้ำร้อน แล้วเใส่แครอทและ เห็ดหูหนูขาว เกลือนิดหน่อย รับประทานได้ทันที

15.อาหารสำหรับผู้พักฟื้น จะทำให้พลังกายดี
เห็ดหอม 5 ดอก ลวกน้ำร้อนแล้วปั่น ผักคะน้าแช่น้ำเกลือ 5 นาที แล้วนำมาล้างน้ำเปล่าอีกที จึงหั่นตามชอบ วุ้นเส้นลวกน้ำร้อน แล้วรินน้ำออกทันที พอน้ำมันงาร้อน ใส่เห็ดหอมลางผัดจนหอม เอาน้ำร้อนใส่พอเป็นน้ำแกง ใส่น้ำร้อนจะเดือดเร็วกว่าน้ำเย็นในครัวต้องมีน้ำร้อนอยู่เสมอ วุ้นเส้นใส่แล้วจะดูดน้ำในกระทะหมดจงเติมน้ำร้อนอีกสักหน่อย เหยาะเกลือนิดหน่อย คล่องคอดี

16.ยาบำรุงขนานใหญ่
สรรพคุณเท่ากับรับประทาน โสมคน 10เส้นทีเดียว ควรรับประทานอาทิตย์ละครั้ง เพราะท่านฮัวท้อเซียนซือกำชับว่า ไม่ควรซ้ำเกิน 10 วันติดต่อกันในแต่ละเดือน
เห็ดหอม 12 ดอก แครอท 1 หัวล้างแล้วปกเปลือกไสเห็ดหูหนูขาวครึ่งถ้วยตวง
พอน้ำมันงาร้อน ใส่เห็ดหอมที่ปั่นแล้วลงหอม เติมน้ำร้อนแล้ว ใส่แครอทและเห็ดหูหนูขาว เกลือนิดหน่อย

17.แกงจืดที่ทำให้เส้นเอ็น เดินสะดวกเลือดลมไม่ติดขัด
รับประทานแกงจีดถ้วยนี้ มีคุณค่าทางโภชนาการครบครันไม่ต้องกังวลว่าอาหารเจ จะทำให้ร่งกายอยูอย่งไม่แข็งแรง กินเจแล้วต้องอยู่อย่างแข็งแรงต้องตายอย่างแข็งแรงด้วย
เห็ดหอม10 ดอก
ถั่วลันเตา 30 เม็ด
ดอกไม้จีน 30 ดอก
น้ำมันงานิดหน่อย

18.จานนี้ไม่ต้องพึ่งยาถ่าย
เห็ดหอม 5 ดอกปั่น มันฝรั่งไส ผักชี
พอน้ำมันงาร้อน ผัดเห็ดหอมให้หอม ตามด้วยมันฝรั่งและผักชี เกลือนิดหน่อย ควรรับประทานแอปเปิ้ลหลังอาหารจานนี้

19.บำรุงเลือด
เห็ดหอมปั่นละเอียด ผัดด้วยน้ำมันงาพอหอมดีก็ใส่ ดอกไม้จีนถั่วแปบ แครอท ผักกาดแก้ว ผัดพร้อมกัน เหยาะเกลือนิดหน่อยรับประทานร้อนๆ






อาหาร...สร้าง...อายุยืน Ten foods for Longevity

มะเขือเทศ

ในมะเขือเทศมีสาร ชื่อ ไลโคปีน จัดเป็นแหล่งต้านอนุมูลอิสระที่ดี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 40% โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก ที่ปอด และ ที่กระเพาะอาหาร ผู้ที่กินมะเขือเทศเป็นประจำจะมีสมองดีกว่า คนไม่ได้กิน
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่า มีข้อน่าสังเกตที่ว่า น้ำมะเขือเทศเข้มข้น จะมี ไลโคปีน มากว่ามะเขือเทศสดถึง 5 เท่า ส่วนมะเขือเทศกระป๋อง ก็มี ไลโคปีน มากกว่ามะเขือเทศสด 3 เท่า

น้ำมันมะกอก

ช่วยลดการตายจากโรคหัวใจ และมะเร็งได้ การศึกษาล่าสุดพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจวายที่รอดตาย หากเปลี่ยนวิถีการกิน มากินแบบแนวเมดิเตอร์เรเนียน จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ดีกว่าการกินแบบจำกัดไขมันอย่างเดียวซะอีกนอกจากนี้น้ำมันมะกอก ก็ยังมีพลังในการต้านอนุมูลอิสระสูงมากอีกด้วย

องุ่นแดง

รวมไปถึงน้ำองุ่นแดง มีพลังในการต้านอนุมูลอิสระ ระดับปานกลาง ในขณะที่น้ำองุ่นดำมีพลังในการต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าน้ำส้ม หรือน้ำมะเขือเทศถึง 4 เท่า น้ำองุ่นแดง (ไม่รวมน้ำองุ่นขาว) มีพลังในการต้านอนุมูลอิสระมากพอๆกับ น้ำองุ่นดำ หรือน้ำชา
จากการค้นคว้าของขาวฝรั่งเศลพบว่าการดื่มน้ำองุ่นแดง แบบพอดีๆ จะช่วยให้อายุยืน แต่ถ้าดื่มมากไปจะให้ผลตรงข้ามได้ ดื่มแต่พอดีนะคะ วันละ 1- 2แก้ว หรือดื่มน้ำองุ่นก็ได้

กระเทียม

นักค้นคว้าชาวเยอรมันบว่ากระเทียมนั้นเปี่ยม ไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับอายุทั้งหลาย หากเป็นมะเร็งแล้ว การกินกระเทียมก็จะช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้ ถ้าจะให้ดีก่อนรับประทาน หรือจะปรุงอาหารแนะนำให้ทุบกระเทียมทิ้งไว้10 นาที เพื่อคงคุณค่าในการต่อสู้กับเชื้อโรค

ผักโขม

มีคุณสมบัติเป็นสองรองแค่กระเทียมในการต้านอนุมูลอิสระ ผักโขมนั้นยังเปี่ยมไปด้วยกรดโฟลิค ซึ่งช่วยสู้กับมะเร็งโรคหัวใจ และโรคทางสมองได้ด้วย จากการค้นคว้าของ New University of Kentucky พบว่ากรดโฟลิคช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ได้ ซึ่งสามารถกินได้ทั้งแบบดิบๆ หรือจะทำการนึ่งก่อนเพื่อประโยชน์สูงสุด

โฮลเกรน

จากการศึกษาของUniversity of Minnesota แนะนำว่า ยิ่งเรากินโฮลเกรนมากเท่าไร โอกาสการตายด้วยโรคต่างๆ ของเราก็จะ ลดลงถึง15% ในโฮลเกรนมีสารต้านมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือด และฮอร์โมนอินซูลินคงที่ ซึ่งช่วยให้เราอายุยืนโฮลเกรนมีอยู่ในขนมปังสีเข้ม ซีเรียล เช่น ออลแบรน หรือที่เราคุ้นเคยอย่างโอ๊ตมีล ก็เป็นแหล่งโฮลเกรมที่ยอดเยี่ยม

ปลาแซลมอน

และปลาที่อุดมไปด้วยไขมันทั้งหลายมีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งล้วนเป็นไขมันที่ช่วยร่างกายของเราอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการต้านโรคเรื้อรังนับไม่ถ้วน หากขาดโอเมก้า 3 สมองของเราก็จะคิดไม่ออก หัวใจก็ไม่เต้น เส้นเลือดก็อุดตัน ข้อต่อก็อักเสบ คนเราต้องการโอเมก้า 3 วันละ 1 ออนซ์ หรือ 28.4 กรัม หรือกินปลาสัปดาห์ละ 2 ชิ้น จะเป็นปลาแซลมอน , ปลาซาร์ดีน ,ปลาแมคเคอเรล ,ปลาเฮอร์ริ่ง หรือปลาทูน่าก็ได้

ถั่ว

จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัย Harvard พบว่า การกินถั่ว 5 ออนซ์ หรือ 142 กรัมต่อสัปดาห์ จะช่วยลดการตายจากโรคหัวใจวายในผู้หญิงได้ถึง 40% และช่วยป้องกันการตาย จากหัวใจเต้นผิดปกติในผู้ชายได้ ถั่วอัลมอนด์และ วอลนัท ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดได้
ซึ่งไขมันในถั่วส่วนใหญ่เป็นชนิดดี ที่เรียกว่า ไขมันไม่อิ่มตัว ถั่วไม่ใส่เกลือ เป็นข้อเลือกที่ดีที่สุด

บลูเบอร์รี่

มีพลังในการต้านอนุมูลอิสระสูงมากนักค้นคว้า มหาวิทยาลัยTuftsพบว่าการกินบลูเบอร์รี่วันละครึ่งถ้วย จะช่วยชะลอความชราและยับยั้งการเปลี่ยนไปของสมอง (ในการที่สมองจะแก่ลงไป) นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูความจำด้วยนะ

ชา

ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาดำก็มีอานุภาพ ในการต้านอนุมูลอิสระเท่ากันนักค้นคว้าจาก มหาวิทยาลัยHarvardพบว่าการดื่มชาวันละถ้วย
สามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจ ได้ถึงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่มหาวิทยาลัย Tufts พบว่าน้ำชาที่ได้จากชาสำเร็จรูป เป็นซองๆ หรือชาที่ขายกันเป็นขวดๆนั้นไม่ค่อยมีผล ในการต้านอนุมูลอิสระเท่าไร ต้องเป็นชาสดๆเท่านั้น



เลือกคู่ครอง...ตามตำรา....

สามีภรรยาที่ครองรักครองเรือนกันยาวนาน
และมีความสุขตามประสาผู้อยู่ในโลกียวิสัย นอกจากเรื่องความสมดุลทางกามารมณ์ที่ผู้รู้สมัยนี้ให้ความสำคัญมากนั้น
ยัง ต้องมีคุณสมบัติภายในซึ่งนับว่าเป็น ...ความดีภายใน... ประกอบด้วย สามีภรรยาที่ต่างก็มี ..ความดีภายใน... เหมาะสมกลมกลืนกันเรียกว่า ...คู่สร้างคู่สม... มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ

1. มีศรัทธาสมกัน คือ มีความเชื่อในลัทธิศาสนาอย่างเดียวกัน
หรือถ้านับถือศาสนาต่างกัน ก็ต้องรู้จักให้เกียรติ
และเคารพลัทธิความเชื่อของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
ไม่ก้าวก่ายดูถูกเหยียดหยาม ความเชื่อถือของอีกฝ่ายหนึ่ง
อีกความหมายหนึ่ง การมีศรัทธาสมกัน
หมายถึง มีแนวคิด ความเชื่อในเรื่องทั่วๆ ไปลงรอยกันได้
มีค่านิยม มีเจตคติไปในทางเดียวกัน หรือปรับเข้าหากันได้ ไม่ดึงดันเอาแต่ความคิดความเชื่อของตนว่าถูกต้องฝ่ายเดียว

2. มีศีลสมกัน คือ มีความประพฤติ มีศีลธรรมจรรยาไม่ลักลั่นกัน ถึงขนาดคนหนึ่งเป็นคนไร้ศีลไร้ธรรม อีกคนก็มีศีลธรรม
อีกความหมายหนึ่ง การมีศีลสมกัน
หมายเอาเพียงการปรับความประพฤติให้เข้ากันได้ในเรื่องดี
เช่น ฝ่ายหนึ่งชอบเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญตักบาตรประจำ อีกฝ่ายก็ทำด้วยหรือไม่ทำก็ไม่ถึงกับขัดขวาง
ส่วนในเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องต่างฝ่ายต่างต้อง ..ปรับปรุงตัวเอง... ให้ดีขึ้น เช่น สามีเคยเที่ยวดึกๆ ดื่นๆ ดื่มเหล้าเมายา ก็ปรับให้ลดลงบ้าง ไม่ใช่เห็นฝ่ายหนึ่งไม่ดีแล้วปรับตนให้เลวตาม อย่างเช่น สามีเล่นม้า ภรรยาก็เล่นตาม อย่างนี้เรียกว่าปรับความประพฤติให้ชั่วเหมือนกัน ถึงจะไปกันได้ดี แต่ก็จะพากันลงนรก ไม่ถือว่าเป็น ..คู่สร้างคู่สม

3. มีน้ำใจสมกัน คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เสียสละเหมือนๆ กัน
ถ้า ฝ่ายหนึ่งงกเห็นแก่ได้ อีกฝ่ายใจกว้างเป็นมหาสมุทร เรียกว่าน้ำใจยังไม่สมกัน ควรปรับให้พอเหมาะพอสมกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งคิดเล็กคิดน้อย ไม่เคยให้อะไรใครเปล่าๆ ทุกอย่างจะต้องได้คืนหรือมีผลตอบแทนหมด
แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว อย่างนี้ก็ยากที่จะอยู่กันยืด

4. มีปัญญาสมกัน คือ มีความรู้ความเข้าใจไปกันได้ในเรื่องหลักๆ ไม่ใช่ต่างกันหรือสวนทางกันชนิดขาวกับดำ ความรู้ในที่นี้เน้นความมีเหตุมีผล ยอมรับฟังกันมากกว่า...ปริญญาบัตร...โดยนัยนี้ คนที่จบแค่มัธยมศึกษา
ถ้ามีความรู้ มีเหตุมีผลเข้ากันได้ทางด้านความคิดกับคนระดับปริญญาเอก
ก็สามารถเป็น ...คู่สร้างคู่สม...กันทางความรู้ได้
สามีภรรยาที่ปรับศรัทธา-ความประพฤติ-น้ำใจ และปัญญาให้กลมกลืน ชีวิตคู่ก็จะราบรื่นชั่วกาลนาน
เป็นภรรยาแบบไหนดี
คนโบราณว่า ชายหนุ่มจะเลือกสตรีมาเป็นคู่ครอง
ควรดูให้ครบ ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ถ้าหาได้ไม่ครบก็ควรเลือกเอาคุณสมบัติ
คือ ถึงจะไม่ได้เมียสวย เมียรวย ก็ขอให้ได้เมียดี
ดีแค่ไหน อย่างไรนั้นพูดยาก
แล้วแต่ความเหมาะสมและความชอบส่วนตัว
หญิงบางคนจู้จี้ ขี้บ่น ขี้นินทา
ชายบางคนอาจเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นภรรยาตน
เพราะอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงาปาก
ฟังเธอนินทาคนอื่นเพลินไป อย่างนี้ก็มี

คัมภีร์พระไตรปิฎก พูดถึงภรรยาไว้ 7 ประเภท คือ

(1) ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต ได้แก่ ภรรยาล้างผลาญประเภทคู่เวรคู่กรรม คิดแต่จะทำลายสามีให้ย่อยยับ จนกระทั่งทำลายชีวิต
(2) ภรรยาเยี่ยงโจร ได้แก่ ภรรยาปล้นทรัพย์ประเภท ...กะเชอก้นรั่ว...หามาได้เท่าใดไม่พอใช้จ่าย
ใครมีภรรยาชนิดนี้ ต่อไปให้ร่ำรวยขนาดไหน ไม่ช้าก็หมดตัว
(3) ภรรยาเยี่ยงนาย ได้แก่ ภรรยาที่ทำตนเหนือสามี
ดูถูกสามีว่าด้อยกว่าตน ภูมิใจนักหนาที่ได้แสดงตนให้คนอื่นเห็นว่า
สามีเสมือนลูกไก่ในกำมือตน จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
(4) ภรรยาเยี่ยงแม่ ได้แก่ ภรรยาที่รักเอ็นดูสามีเสมือนแม่รักและเอ็นดูลูก ปรนนิบัติและเป็นห่วงสามีสารพัด ไม่ทอดทิ้งสามีไม่ว่ากรณีใดๆ
(5) ภรรยาเยี่ยงน้องสาว ได้แก่ ภรรยาที่ทำตนดุจน้องสาว สามีภรรยาเช่นนี้มักทะเลาะเบาะแว้งกระทบกระทั่งกันเรื่อย
ด้วยสาเหตุ เล็กๆ น้อยๆ แบบพี่ทะเลาะกับน้อง แต่ก็ตัดไม่ตายขายไม่ขาด
(6) ภรรยาเยี่ยงเพื่อน ได้แก่ ภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดของสามีเหมือนเพื่อนรัก คอยปรึกษาหารือกันและกัน ให้เกียรติกัน ช่วยงานกันและกัน
เช่นสามีภรรยาเป็นครูด้วยกัน ช่วยกันตรวจการบ้านเด็ก
หรือสามีเป็นนักเขียน ภรรยาช่วยค้นข้อมูล ช่วยตรวจทานต้นฉบับให้ เป็นต้น
(7) ภรรยาเยี่ยงทาสี ได้แก่ ภรรยาที่ยอมให้สามีดุด่าสับโขกตบต่อยทุบตี
ยอมทนเพราะ ...รัก... สามีสุดหัวใจ ภรรยาบางคนได้สามีเป็นปีศาจสุรา
ต้องวิ่งซื้อน้ำแข็ง โซดา ทำกับแกล้มเลี้ยงปีศาจและเพื่อนปีศาจไม่เว้นแต่ละวันก็มี
สามีพึงทราบว่ามี 7 ประเภทเหมือนกัน สามีภรรยาทั้ง 7 ประเภทนี้มีอยู่ทั่วไป ใครเป็นคู่ครองแบบไหนก็โปรดพิจารณาเอา
ถ้าที่เป็นอยู่แล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ดี
ก็อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นตามต้องการ
ไม่มีอะไรสายเกินแก้ ถ้าแน่วแน่แก้ไขจริงจัง


หัวข้อกระทู้ :" หมื่นปีไม่แก่ " ...ใบย่านาง

คัดลอกจากหนังสือ " ย่านาง สมุนไพลมหัศจรรย์ " โดย
ใจพชร มีทรัพย์ ( หมอเขียว ) นักวิชาการสาธารณสุข
นักบำบัดสุขภาพทางเลือก ครูฝึกแพทย์แผนไทย

ย่านาง เป็นพืชสมุนไพร ที่ใช้เป็นอาหาร และ เป็นยามาตั้งแต่โบราณ
หมอยาโบราณอีสาน เรียกชื่อทางยาของย่านางว่า
" หมื่นปี บ่ เฒ่า แปลเป็นภาษาภาคกลางว่า " หมื่นปีไม่แก่ "
..................................
ประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ใช้ใบย่านางแก้ไขปัญหาสุขภาพ จนมีผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาเบาบางลง
- เนื้องอกในมดลูก มดลูกโต ตกเลือด ตกขาว ปวดตามร่ายกาย
- มะเร็งปอด
- มะเร็งตับ
- มะเร็งมดลูก
- โรคหัวใจ โรคไต โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอกในเต้านม
- เบาหวานและความดันโลหิตสูง
- ขับสารพิษ
- ภูมิแพ้ ไอ จาม
- เริ่ม งูสวัด
- ตุ่มผื่นคันที่แขน
- อาการปวดแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
- นอนกรน ไตอักเสบ
- อาการปวดขาที่แขน
- เล็บมือผุ
- เก๊าต์

วิธีใช้
ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล
บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกิน ดังนี้
เด็ก ใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว 200-600 ซีซี
ผู้ใหญ่ ที่รูปร่างผอม บางเล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็กทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วน ตัวตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

โดยใช้ใบย่านางสดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือ ขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น
( แต่การปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็น
ของย่านาง ) แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1/2 - 1 แก้ว วันละ 2-3 เวลาก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง
หรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำ เพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม
แต่ถ้าแช่ในตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตุที่กลิ่นเปรี้ยวเป็นหลัก
......................................
นอกจากนี้แล้ว
ยังสามารถใช้น้ำย่านางมาสระผม ช่วยให้ศีรษะเย็น ผมดกดำหรือชลอผมหงอก
ผสมดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากให้เหลวพอประมาณ ทาสิว ฟ้า ตุ่ม ผื่นคัน พอกฝีหนอง






Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 19 ธันวาคม 2552 17:58:26 น. 0 comments
Counter : 491 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.